ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,475 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
17) รางวัลที่น่าหลงไหล
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังคืนงานเลี้ยงหลวง อาณาจักรวาเลเธียค่อย ๆ กลับสู่ความปกติ — เสียงดนตรีและแสงไฟในคืนนั้นจางหาย เหลือเพียงเงาของความทรงจำที่ยังลอยวนอยู่ในหัวของผู้คนบางคน ทว่าความสงบไม่นานก็ถูกรบกวนอีกครั้ง
ป้ายประกาศที่ติดอยู่แทบทุกกระดานข่าวในวัง และข้อความแจ้งเตือนที่ถูกส่งต่อผ่านเครื่องสื่อสารเวท ระบุข้อความเพียงสั้น ๆ แต่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งอาณาจักร —
“เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโต สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส ของลอร์ด เซเรส ได้สูญหาย ผู้ใดพบและนำมาคืน จะได้รับรางวัลตอบแทนจากตระกูลเฟลวิส”
ไม่มีใครรู้ว่ารางวัลนั้นคืออะไร หรือมีมูลค่าเท่าใด แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เหล่าสาวน้อยใหญ่ในวัง รวมถึงพ่อบ้านและทหารบางคน เริ่มออกตระเวนตามหาอัญมณีเม็ดนั้นราวกับไข่มังกรทอง
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขตวังทั้งชั้นนอกและชั้นในก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หาข้ออ้างในการเดินสำรวจบ้างอ้างว่ามาตรวจทางเดิน บ้างอ้างว่ามาทำความสะอาด ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน — “อัญมณีแห่งตระกูลเฟลวิส”
คาเรน ไครอส หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ ถึงกับเวียนหัว เขาไม่ได้สนใจของหายมากนัก แต่เพื่อรักษาความสงบของวัง จึงจำเป็นต้องสั่งลูกน้องเพิ่มกำลังตรวจตรา และเฝ้าระวังพวกฉวยโอกาสที่อาจแฝงตัวเข้ามา
ผลคือ ทหารทุกนายต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในขณะที่ “ต้นเหตุของความวุ่นวาย” ยังคงเป็นเพียงประกาศสั้น ๆ ใบเดียว... ที่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ
เอมิลี่ยืนอยู่ข้างคาเรน พร้อมเพื่อนทหารองครักษ์อีกสองสามนาย สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายประกาศที่เพิ่งติดขึ้นใหม่ตรงกระดานข่าวกลางลาน เธอเพียงเหลือบมองแวบเดียว... ก็รู้ทันทีว่า ทั้งหมดเป็นแผนของเซเรส
“เขาทำแบบนี้ทำไม...”
ความคิดแวบขึ้นในใจพร้อมความกังวลที่ตีรวน เธอรู้ดีว่าหากพูดความจริงออกไป — ชื่อเสียงของเขาอาจเสียหาย แต่หากปิดเงียบไว้ เธอกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง สุดท้าย เอมิลี่เลือกจะนิ่งไว้ และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้
เธอค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบ เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินแห่งตระกูลเฟลวิส ออกมา — ชิ้นเดียวกับที่เซเรสมอบให้ในคืนนั้น เธอพกมันติดตัวตลอดเวลา ราวกับของขวัญล้ำค่าที่ไม่อยากห่างกาย
หญิงสาวสูดลมหายใจ ก่อนยื่นมันส่งให้คาเรนต่อหน้าทหารทุกคนที่เป็นพยาน
“ฉันคิดว่า... สิ่งที่ทุกคนกำลังตามหา คือเข็มกลัดชิ้นนี้ค่ะ”
เสียงเธอเบาแต่ชัด “ขอโทษด้วย ฉันเจอมันโดยไม่รู้ว่าเป็นของใคร จึงเก็บไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ... บางที ฉันอาจควรถูกลงโทษมากกว่าจะได้รับรางวัล”
เสียงรอบข้างดังขึ้นแทบจะทันที — ไม่ใช่เพราะความตกใจในคำพูดของเธอ แต่เพราะความอิจฉาที่ปะทุขึ้น
“โอ้ย! อดเลยฉัน...”
“วาสนาแกมันถึงก็แบบนี้แหละ!”
“ไม่นะเอม เธอตัดหน้าฉันไปได้ยังไง!”
ทุกคนเบียดเข้ามาดูใกล้ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ
เอมิลี่หันไปมองคาเรน รวบรวมสติ เสนอทางออกอย่างสุภาพ
“คาเรน... คุณรับไปได้ไหม? แล้วรายงานไปว่าเจอในนามของหน่วยราชองครักษ์ ฉันไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด”
แต่คาเรนส่ายหัวช้า ๆ สีหน้าสงบแต่เด็ดขาด
“ไม่ได้หรอก คุณเจอมันในฐานะพลเรือน ไม่ใช่ในนามของหน่วยงาน การรับรางวัลแบบนั้นไม่ถูกต้อง”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ลองคิดดูสิ... ถ้าตระกูลเฟลวิสมอบรางวัลให้หน่วยราชองครักษ์ แล้วฉันต้องเป็นตัวแทนไปรับเอง มันคงดูไม่เหมาะสม ฉันรู้สึกกระดากใจเสียด้วยซ้ำ”
เขายื่นมือรับเข็มกลัดนั้นอย่างระมัดระวัง เก็บไว้ในกล่องกำมะหยี่ของราชองครักษ์
“เราจะนำมันไปเก็บรักษา และแจ้งชื่อผู้พบเจอไปยังคฤหาสน์เฟลวิส อย่ากังวลไปเลย เอมิลี่... การได้รับความดีความชอบจากความซื่อสัตย์ ไม่ถือเป็นสินบนหรอกนะ”
เสียงสุดท้ายของคาเรนแผ่วเบาแต่หนักแน่นและในวินาทีนั้นเอง — เอมิลี่รู้สึกถึง “น้ำหนัก” ของอัญมณีที่เคยเบาในมือ กลับกลายเป็นสิ่งที่เธอแทบถือไว้ไม่ไหว
คฤหาสน์เฟลวิส
คฤหาสน์เฟลวิส — อาคารหินอ่อนขาวประดับทองตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของเมืองวาเลเธีย สถาปัตยกรรมหรูหราแต่เย็นเยียบ โอบล้อมด้วยสวนไม้ใหญ่และป่าทึบที่ทำให้พื้นที่โดยรอบดูเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลเฟลวิส — อาณาจักรเล็ก ๆ ภายในอาณาจักรอีกทีหนึ่ง
ภายในคฤหาสน์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้องกังวานในโถงหิน ชายร่างสูงในชุดพ่อบ้านสีดำเดินตรงไปยังโซฟาหรูที่กลางห้องโถง ก่อนจะคุกเข่าลง ยกมือข้างขวากำแน่นแนบอก
“ท่านลอร์ดแห่งความมืด... เซเรส เฟลวิส”
เสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบและหนักแน่น
เซเรสเอนกายพิงพนักโซฟา ยกไวน์ขึ้นหมุนในแก้วอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาสีมรกตเปล่งประกายภายใต้แสงไฟ “มีข่าวดีหรือไม่ ขุนพลผู้ภักดีที่สุดของฉัน — บาโฟเมต”
“ครับท่านลอร์ด” เสียงของเขาเยือกเย็น “เข็มกลัดอัญมณีที่หายไป ถูกพบแล้ว และทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านวางไว้”
ริมฝีปากของเซเรสคลี่ยิ้มจาง ๆ — รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและชั่วร้ายในเวลาเดียวกัน
“ดี... ดีมาก โชคชะตาของเธอถูกกำหนดไว้แล้ว ข้าทำเพียงชี้ทางให้มันเป็นจริงเท่านั้น”
เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบแก้วใสดังกังวาน
“บาโฟเมต... เตรียมการที่เหลือให้เรียบร้อย เราจะเชิญเธอมารับ รางวัลของเธอ ที่นี่ — ในคฤหาสน์ของข้า”
บาโฟเมตโค้งศีรษะต่ำ “ขอรับ ท่านลอร์ดเซเรส”
จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างเงียบงัน เงาร่างของเขาเลือนหายไปในทางเดินยาว ราวกับถูกกลืนเข้ากับความมืด
เช้าวันต่อมา
เอมิลี่ยืนอยู่หน้ากระจก สวมเครื่องแบบราชองครักษ์เรียบเรียงเรียบร้อย มือหนึ่งถือกล่องกำมะหยี่สีแดงสด ภายในบรรจุอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตที่เธอเปิดดูเป็นครั้งสุดท้าย — เพื่อให้แน่ใจว่า มันคือของจริง
เมื่อปิดฝากล่อง เธอผนึกครั่งและประทับตราหลวงด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แม้เธอจะบอกตัวเองว่า “นี่เป็นเพียงหน้าที่” แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดปกติทุกครั้งที่นึกถึงชายชื่อ เซเรส เฟลวิส
ไม่นานหลังออกจากวัง รถม้าหลวงก็หยุดลงหน้าประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ประดับตราเฟลวิส ประตูนั้นตั้งอยู่กลางผืนป่ากว้าง — เงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว ก่อนที่เอมิลี่จะยกมือเคาะประตู เสียงคลิกของกลอนเหล็กก็ดังขึ้น ชายในชุดดำปรากฏตัวจากเงา ร่างสูงสง่าพร้อมรอยยิ้มบางที่ทั้งสุภาพและน่าขนลุก
“สวัสดีครับ... คุณคงเป็นคุณเอมิลี่ ผู้ที่พบอัญมณีใช่ไหมครับ”
เขาก้มหัวเล็กน้อย “ข้าชื่อเม็ตช์ เป็นพ่อบ้านของท่านลอร์ดเซเรส โปรดตามข้ามา”
เอมิลี่พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินตามเขาไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาว ล้อมด้วยรูปปั้นเทวทูตที่ไร้ดวงตาและคบไฟสีครามที่ลุกไม่ดับ
ในที่สุด เธอก็มาถึงห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ — ที่นั่น เซเรส เฟลวิส กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเงินยกสายตาขึ้นจากแก้วไวน์ ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ยินดีต้อนรับ... เอมิลี่”
เอมิลี่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม โดยมีเม็ตช์คอยเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพ โต๊ะอาหารไม่ใหญ่นัก — เพียงแค่พอให้ทั้งสองได้มองเห็นกันอย่างชัดเจน เมื่อพ่อบ้านค้อมศีรษะแล้วเดินออกจากห้อง ความเงียบก็ปกคลุมทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจอ่อน ๆ และกลิ่นไวน์ที่ลอยอบอวล
“เอมิลี่... คุณเชื่อเรื่อง โชคชะตา ไหม?”
เสียงของเซเรสดังขึ้นขณะเขายกแก้วไวน์จิบอย่างสบายใจ สายตาคมของเขาไม่เคยละไปจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เอมิลี่พยายามไม่สบตา แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึง “แรงจ้อง” ที่แนบแน่นราวกับจะทะลุผ่านหัวใจ — ทั้งตื่นเต้น ทั้งน่าหวาดหวั่น เซเรส... ชายหนุ่มรูปงาม ผู้มีทั้งทรัพย์สิน อำนาจ และเสน่ห์เยือกเย็นที่ใครก็ยากจะต้าน เขาแทบจะเหนือกว่าคาเรนในทุกด้าน — ยกเว้นเพียง “ความกล้าหาญในสนามรบ”
แต่ในยามนี้... ความอ่อนโยนและการให้ความสำคัญที่เธอไม่เคยได้รับจากใคร กลับทำให้หัวใจของเธอเริ่มสั่น
“ไม่ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พลางยกสายตามองเขา “ฉันไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา... ฉันเชื่อในความพยายามมากกว่า คนเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพยายามเท่านั้น”
เซเรสยิ้มบาง ๆ “เหมือนอย่างที่ฉันพาเธอมาที่นี่... ใช่ไหม?”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ — ลึกเสียจนเธอแทบหยุดหายใจ
“ไม่ใช่ว่าโชคชะตาไม่มีอยู่จริงหรอกนะ เอมิลี่... อย่างน้อยมันก็พาฉันไปเจอเธอในคืนนั้น — คืนที่ฉันรู้ว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้หญิงคนนั้น”
เอมิลี่เข้าใจความหมายในทันที ใบหน้าเธอร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณค่ะ...” เธอกลั้นใจตอบ “แต่ฉันเกรงว่า... คงไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนั้นตอนนี้”
เธอหลบสายตาอีกครั้ง — พยายามตัดแรงดึงที่กำลังพันธนาการเธอไว้โดยไม่รู้ตัว
เซเรสลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเงียบงัน เคลื่อนเก้าอี้ของตนมาวางใกล้เธอ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เสียงเก้าอี้เลื่อนเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนสัญญาณเตือนในใจเธอ
“ฉันรู้...” เขาพูดเสียงต่ำ “ว่าคุณมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ — ขอให้ลืมทุกอย่างไว้ก่อน จะได้ไหม? อยู่กับฉัน... แค่ตอนนี้พอ”
มือของเขาวางทับลงบนมือของเธออย่างนุ่มนวล เอมิลี่ตัวแข็งทื่อ... แต่ไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายกุมไว้ — ราวกับยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว
“มื้อนี้... ถือเป็นน้ำใจจากฉัน” เซเรสพูดอย่างอ่อนโยน “ส่วนรางวัลของเธอ... เราค่อยมาคุยกันหลังจากนั้นก็ได้”
เขายิ้มอย่างอบอุ่น พลางเริ่มตักอาหารใส่จานตรงหน้าเธอด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติจนน่าหวั่นใจ
“ให้ฉันดูแลเธอในมื้อนี้นะ... เอมิลี่”
ช้อนเงินกระทบจานเบา ๆ เสียงนั้นสั่นสะท้อนในใจเธอ เธอมองชายตรงหน้า — ผู้ที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจ แต่ยังมีสายตาที่ทำให้เธอลืมว่าตัวเองเป็นใคร
เพียงแค่อึดใจเดียว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เอมิลี่เริ่มยิ้มออกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเซเรสพูดหยอกเย้าอย่างสุภาพและอบอุ่น ความตึงเครียดในอกค่อย ๆ คลายลง จนเธอลืมโลกภายนอกไปโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเธอเริ่มเบ่งบานราวกับดอกไม้ที่ได้เจอแสงแดดอีกครั้ง — บางที... ถ้าเป็นเขา เธออาจจะมีความสุขกว่านี้เธออาจไม่ต้องคอยวิ่งตามใคร หรือหลบหนีจากใครอีก เพียงแค่อยู่ตรงนี้... ในโลกที่ตัดขาดจากทุกสิ่ง กับชายผู้ที่ดูแลและมองเธอราวกับมีเพียงเธอคนเดียว
อาหารรสเลิศถูกส่งต่อจากช้อนของเขาสู่เธอคำแล้วคำเล่า เสียงหัวเราะสลับกับถ้อยคำหยอกล้ออ่อนโยนที่ทำให้เธอลืมแม้กระทั่งเวลาเอมิลี่เผลอตัวเอื้อมมือขึ้นแตะที่แก้มของเซเรส — ใบหน้าอันสงบและงดงามในระยะเพียงคืบ เพียงชั่ววินาทีนั้น เธอได้สติกลับมา... มือของเธอที่เต็มไปด้วยรอยแผลและความหยาบกร้าน ดูไม่สมควรจะสัมผัสผิวเนียนละเอียดของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ฉัน... ฉันขอโทษ...” เสียงเธอสั่น “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสวยหรือบอบบางอย่างที่คุณคงหวังไว้ ฉันเป็นทหาร... มือเท้าเต็มไปด้วยรอยแผล หยาบและแข็งกระด้าง...” คำพูดนั้นเหมือนคำปฏิเสธ แต่ในใจลึก ๆ เธอกลับเฝ้ารอคำปลอบโยน
เซเรสค่อย ๆ จับมือเธอขึ้นมา — ดวงตาสีมรกตของเขาอ่อนลงอย่างน่าประหลาด ก่อนโน้มตัวลงจูบเบา ๆ ที่หลังมือของเธอ
“อย่ากังวลเลย เอมิลี่” เขากระซิบ “ฉันชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ... ไม่ว่าคุณจะเป็นทหาร เป็นขุนนาง หรือเป็นสาวใช้... แค่เป็น คุณ ก็พอแล้ว”
มือของเขาดึงเธอขึ้นจากเก้าอี้อย่างนุ่มนวล ก่อนโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขน เอมิลี่ตอบรับโดยไม่ลังเล ร่างทั้งสองแนบชิด ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงสองคนในห้องนั้น เงาของทั้งคู่ทาบซ้อนบนผนัง ใต้แสงเทียนสั่นไหว เหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด
เสียงของเซเรสดังขึ้นข้างหูเธอ แผ่วเบาแต่ชัดเจน
“ห้องนอนของฉัน... มีเพียงเม็ตช์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำความสะอาด แต่วันนี้ — ฉันอยากพาคุณเข้าไปเยี่ยมชม”
เอมิลี่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบรับเสียงแผ่ว
“...ค่ะ...”
เซเรสเดินชี้ของตกแต่งตามทางเดิน พร้อมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละชิ้นอย่างอารมณ์ดี เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนหัวเราะและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผิดคาด เอมิลี่เดินเคียงข้างอย่างเงียบ ๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ปลายแขนของเขาเฉียดผ่าน
เมื่อถึงบันไดชั้นสอง เซเรสหันมายิ้ม พลางเชื้อเชิญให้เธอขึ้นไปพร้อมกัน ทั้งคู่เดินควงแขนกันอย่างใกล้ชิดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ประตูห้องนอนเปิดออกอย่างเงียบงัน — ตรงหน้า คือห้องนอนกว้างขวางตกแต่งหรูหรา เตียงขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด นุ่มฟูราวกับก้อนเมฆ แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านผ้าม่านบางสีเงิน กระทบผ้าปูที่เต้นระยับเหมือนแสงดาว
เอมิลี่ถึงกับหยุดยืน มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นี่คือโลกอีกใบ — โลกที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เหยียบย่างเข้าไป
เธอก้าวตามเขาเข้าไปในห้อง ก่อนที่ประตูด้านหลังจะค่อย ๆ ปิดลงอย่างเงียบสนิท
เวลาผ่านไป — จากเช้าที่เธอมาถึงคฤหาสน์และร่วมมื้ออาหารตอนสิบโมง จนถึงเวลาสายใกล้เที่ยง... แสงแดดข้างนอกเริ่มอ่อนลงเป็นแสงอบอุ่นยามบ่าย
เมื่อเอมิลี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงผ้าขาวนุ่ม ผ้าห่มสีเดียวกันห่อร่างเธอไว้แน่น เส้นผมหล่นระไปบนหมอนอย่างยุ่งเหยิง ข้างกายเธอ — เซเรสยังคงหลับอยู่ ใบหน้าเขาสงบ ริมฝีปากแตะรอยยิ้มบาง
เอมิลี่มองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วผ่านหัวใจ เธอยกมือลูบปลายผ้าห่มอย่างแผ่วเบาไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้... คือความสุข หรือความกลัว
ไม่นานนักที่เธอขยับตัว เซเรสเอนตัวอยู่บนหมอน ก็ลืมตาขึ้นมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ
“คุณตื่นแล้ว...” เสียงเขานุ่มลึก “ผมเฝ้ามองคุณอยู่นาน ไม่อยากปลุกเลย”
เอมิลี่ขยับตัวนิดหนึ่ง รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมไหล่ ใบหน้าแดงซ่าน
“ฉัน... นอนไปนานเลยสินะ”
“ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้า ถึงบ่ายสามครึ่ง” เซเรสหัวเราะเบา ๆ “ผมว่า... นั่นน่าจะเป็นการหลับที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผมเลย”
เอมิลี่หลบสายตา รอยยิ้มบาง ๆ เผลอผุดขึ้นบนริมฝีปาก เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ความอายและความอบอุ่นตีวนในอกจนเธอพูดไม่ออก
เซเรสลุกจากเตียง เดินไปหยิบชุดของเอมิลี่มาส่งให้
“ให้ผมช่วยไหม?” เขาถามเสียงแผ่ว แต่แฝงน้ำหนักในคำพูด
เธออึกอักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เซเรสยิ้มจาง ๆ แล้วช่วยติดกระดุมตรงคอเสื้อให้ทีละเม็ด มือของเขาแนบใกล้จนเอมิลี่แทบกลั้นหายใจ กลิ่นไวน์และดอกไม้จากตัวเขาอ้อยอิ่งจนเธอแทบลืมยืน
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย เขาก้าวถอยออกเล็กน้อย มองเธอจากศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาคมลึกเหมือนจะเก็บภาพนี้ไว้ในใจ
“สวยมาก...” เขาพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความจริงใจในทุกถ้อยคำ “ถ้าผมมีสิทธิ์ ผมคงอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่ออีกนิด”
เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ “ฉันอยู่มานานเกินไปแล้วค่ะ เดี๋ยวคนในวังจะสงสัย”
เซเรสพยักหน้า ก่อนยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงกลับมาให้เธอ
“อัญมณีที่คุณนำมาคืน ผมอยากให้คุณเก็บไว้... ในฐานะของขวัญตอบแทน — ไม่ใช่รางวัล”
เอมิลี่ชะงัก “แต่ว่า—”
“รับไว้เถอะครับ” เขาตัดบทด้วยรอยยิ้มละมุน “อย่าคิดว่ามันเป็นของที่ต้องคืนอีกเลย มันเป็นของคุณแล้ว”
เสียงรถม้ามาหยุดที่หน้าคฤหาสน์พอดี แสงบ่ายส่องลอดหน้าต่างสีทองจางลง เซเรสเดินมาส่งเธอถึงประตูด้วยตัวเอง ก่อนเธอก้าวขึ้นรถ เขากุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา
“ผมหวังว่าเราจะได้พบกันอีก... เอมิลี่….และผมจะรออย่างเงียบๆ…”เสียงเขาอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นกลับมีบางอย่างที่ลึกเกินกว่าจะอ่านออก
เอมิลี่เพียงยิ้มรับเบา ๆ “…”
ประตูรถม้าปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงล้อเคลื่อนไปบนทางหินขาว ขณะที่เงาของคฤหาสน์เฟลวิสค่อย ๆ เลือนหายไปด้านหลัง — เหลือเพียงหัวใจของหญิงสาวที่ยังเต้นแรง... และแสงสะท้อนของอัญมณีสีน้ำเงินในมือ ที่ยังคงเปล่งประกายไม่ดับลงเลย
เอมิลี่ลงจากรถม้าหน้าประตูวัง อากาศบ่ายร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง กลิ่นเหล็ก กลิ่นฝุ่น และเหงื่อของทหารอบอวลอยู่ในอากาศ — กลิ่นของ “บ้าน” ที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่ในวันนี้... ทุกอย่างกลับดูห่างเหินและแปลกแยกกว่าที่เคย
เธอก้มหน้ามองพื้น เดินผ่านแนวค่ายทหารด้านหน้า มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องไว้แน่น — ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด แต่เพราะต้องการยึดเหนี่ยว “สิ่งที่เขามอบให้” ภายในกาย ทุกย่างก้าวมีทั้งความสับสนและความอบอุ่นประหลาด — ความอบอุ่นที่มาจากชายผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนทั้งโลกของเธอไปในวันเดียว
เมื่อเธอกำลังพยายามตั้งสติและเก็บเศษเสี้ยวความสุขไว้ในใจ เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดกลับดังขึ้นตรงหน้าชายสองคนยืนเฝ้าประตูทางเข้า — หนึ่งในนั้นคือ “เขา”
ราห์ซูร์
ในชุดทหารโทรม ๆ ที่แทบกลืนไปกับฝุ่นของสนามฝึก ภาพตรงหน้าช่างแตกต่างจากชายในคฤหาสน์หรูที่เธอเพิ่งจากมาเหลือเกิน
“สวัสดี เอมิลี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความดีใจ “ได้ข่าวว่าเธอไปส่งอัญมณีให้ลอร์ดเซเรสใช่ไหม? ดีจริง ๆ ที่อย่างน้อยฉันยังได้เจอเธออีก”
“สวัสดี... ราห์ซูร์” เธอตอบเบา ๆ โดยไม่มองหน้าเขาเลย
“อย่าทักฉันแบบนั้นอีกเถอะ นายควรหาที่ของตัวเอง — ที่ที่เหมาะกับนายจริง ๆ ไม่ใช่ที่เดียวกับฉัน”
น้ำเสียงเย็นชาเหมือนคมมีด เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่คำพูดก็เหมือนหลุดออกมาจากแรงต้านภายใน
“ไม่เป็นไร...” ราห์ซูร์ยิ้มบาง ๆ “ฉันแค่ได้ยืนตรงนี้ มองเธออยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว”
แววตาเขาเศร้าแต่ซื่อสัตย์ — ราวกับยังคงเชื่อว่าความดีจะเพียงพอให้ใครสักคนหันกลับมามอง
แซร์คที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปกติแล้วจะพูดแทรกไม่หยุด แต่ครั้งนี้ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เขาเพียงมองทั้งสองคนด้วยสายตาเงียบงัน แต่ในใจกลับปั่นป่วน
กลิ่นจาง ๆ บนตัวเอมิลี่ — กลิ่นไวน์ราคาแพงและน้ำหอมของชายแปลกหน้า มันต่างจากกลิ่นเหล็กของสนามรบที่เขาคุ้นเคย
แซร์คยืนนิ่ง ไม่พูด ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ เพราะเขารู้ดีว่าความจริงบางอย่าง... มันหนักเกินกว่าจะพูด
เอมิลี่เดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมา เงาของเธอลับไปหลังประตูวัง
ราห์ซูร์มองตาม ก่อนหันมาหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
“นายดูไม่ดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า?”
แซร์คฝืนยิ้มบาง ๆ พยักหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก... แค่อาหารเป็นพิษนิดหน่อย”
คำโกหกเรียบง่ายหลุดออกจากปากอย่างคนที่เจ็บเกินพูด เขาเลือกจะเงียบ... เพราะรู้ว่าไม่ว่าความจริงจะเปิดเผยเมื่อไร มันจะทำลายเพื่อนของเขายิ่งกว่ามีดเล่มใด
ป้ายประกาศที่ติดอยู่แทบทุกกระดานข่าวในวัง และข้อความแจ้งเตือนที่ถูกส่งต่อผ่านเครื่องสื่อสารเวท ระบุข้อความเพียงสั้น ๆ แต่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งอาณาจักร —
“เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโต สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส ของลอร์ด เซเรส ได้สูญหาย ผู้ใดพบและนำมาคืน จะได้รับรางวัลตอบแทนจากตระกูลเฟลวิส”
ไม่มีใครรู้ว่ารางวัลนั้นคืออะไร หรือมีมูลค่าเท่าใด แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เหล่าสาวน้อยใหญ่ในวัง รวมถึงพ่อบ้านและทหารบางคน เริ่มออกตระเวนตามหาอัญมณีเม็ดนั้นราวกับไข่มังกรทอง
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขตวังทั้งชั้นนอกและชั้นในก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หาข้ออ้างในการเดินสำรวจบ้างอ้างว่ามาตรวจทางเดิน บ้างอ้างว่ามาทำความสะอาด ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน — “อัญมณีแห่งตระกูลเฟลวิส”
คาเรน ไครอส หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ ถึงกับเวียนหัว เขาไม่ได้สนใจของหายมากนัก แต่เพื่อรักษาความสงบของวัง จึงจำเป็นต้องสั่งลูกน้องเพิ่มกำลังตรวจตรา และเฝ้าระวังพวกฉวยโอกาสที่อาจแฝงตัวเข้ามา
ผลคือ ทหารทุกนายต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในขณะที่ “ต้นเหตุของความวุ่นวาย” ยังคงเป็นเพียงประกาศสั้น ๆ ใบเดียว... ที่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ
เอมิลี่ยืนอยู่ข้างคาเรน พร้อมเพื่อนทหารองครักษ์อีกสองสามนาย สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายประกาศที่เพิ่งติดขึ้นใหม่ตรงกระดานข่าวกลางลาน เธอเพียงเหลือบมองแวบเดียว... ก็รู้ทันทีว่า ทั้งหมดเป็นแผนของเซเรส
“เขาทำแบบนี้ทำไม...”
ความคิดแวบขึ้นในใจพร้อมความกังวลที่ตีรวน เธอรู้ดีว่าหากพูดความจริงออกไป — ชื่อเสียงของเขาอาจเสียหาย แต่หากปิดเงียบไว้ เธอกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง สุดท้าย เอมิลี่เลือกจะนิ่งไว้ และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้
เธอค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบ เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินแห่งตระกูลเฟลวิส ออกมา — ชิ้นเดียวกับที่เซเรสมอบให้ในคืนนั้น เธอพกมันติดตัวตลอดเวลา ราวกับของขวัญล้ำค่าที่ไม่อยากห่างกาย
หญิงสาวสูดลมหายใจ ก่อนยื่นมันส่งให้คาเรนต่อหน้าทหารทุกคนที่เป็นพยาน
“ฉันคิดว่า... สิ่งที่ทุกคนกำลังตามหา คือเข็มกลัดชิ้นนี้ค่ะ”
เสียงเธอเบาแต่ชัด “ขอโทษด้วย ฉันเจอมันโดยไม่รู้ว่าเป็นของใคร จึงเก็บไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ... บางที ฉันอาจควรถูกลงโทษมากกว่าจะได้รับรางวัล”
เสียงรอบข้างดังขึ้นแทบจะทันที — ไม่ใช่เพราะความตกใจในคำพูดของเธอ แต่เพราะความอิจฉาที่ปะทุขึ้น
“โอ้ย! อดเลยฉัน...”
“วาสนาแกมันถึงก็แบบนี้แหละ!”
“ไม่นะเอม เธอตัดหน้าฉันไปได้ยังไง!”
ทุกคนเบียดเข้ามาดูใกล้ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ
เอมิลี่หันไปมองคาเรน รวบรวมสติ เสนอทางออกอย่างสุภาพ
“คาเรน... คุณรับไปได้ไหม? แล้วรายงานไปว่าเจอในนามของหน่วยราชองครักษ์ ฉันไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด”
แต่คาเรนส่ายหัวช้า ๆ สีหน้าสงบแต่เด็ดขาด
“ไม่ได้หรอก คุณเจอมันในฐานะพลเรือน ไม่ใช่ในนามของหน่วยงาน การรับรางวัลแบบนั้นไม่ถูกต้อง”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ลองคิดดูสิ... ถ้าตระกูลเฟลวิสมอบรางวัลให้หน่วยราชองครักษ์ แล้วฉันต้องเป็นตัวแทนไปรับเอง มันคงดูไม่เหมาะสม ฉันรู้สึกกระดากใจเสียด้วยซ้ำ”
เขายื่นมือรับเข็มกลัดนั้นอย่างระมัดระวัง เก็บไว้ในกล่องกำมะหยี่ของราชองครักษ์
“เราจะนำมันไปเก็บรักษา และแจ้งชื่อผู้พบเจอไปยังคฤหาสน์เฟลวิส อย่ากังวลไปเลย เอมิลี่... การได้รับความดีความชอบจากความซื่อสัตย์ ไม่ถือเป็นสินบนหรอกนะ”
เสียงสุดท้ายของคาเรนแผ่วเบาแต่หนักแน่นและในวินาทีนั้นเอง — เอมิลี่รู้สึกถึง “น้ำหนัก” ของอัญมณีที่เคยเบาในมือ กลับกลายเป็นสิ่งที่เธอแทบถือไว้ไม่ไหว
คฤหาสน์เฟลวิส
คฤหาสน์เฟลวิส — อาคารหินอ่อนขาวประดับทองตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของเมืองวาเลเธีย สถาปัตยกรรมหรูหราแต่เย็นเยียบ โอบล้อมด้วยสวนไม้ใหญ่และป่าทึบที่ทำให้พื้นที่โดยรอบดูเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลเฟลวิส — อาณาจักรเล็ก ๆ ภายในอาณาจักรอีกทีหนึ่ง
ภายในคฤหาสน์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้องกังวานในโถงหิน ชายร่างสูงในชุดพ่อบ้านสีดำเดินตรงไปยังโซฟาหรูที่กลางห้องโถง ก่อนจะคุกเข่าลง ยกมือข้างขวากำแน่นแนบอก
“ท่านลอร์ดแห่งความมืด... เซเรส เฟลวิส”
เสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบและหนักแน่น
เซเรสเอนกายพิงพนักโซฟา ยกไวน์ขึ้นหมุนในแก้วอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาสีมรกตเปล่งประกายภายใต้แสงไฟ “มีข่าวดีหรือไม่ ขุนพลผู้ภักดีที่สุดของฉัน — บาโฟเมต”
“ครับท่านลอร์ด” เสียงของเขาเยือกเย็น “เข็มกลัดอัญมณีที่หายไป ถูกพบแล้ว และทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านวางไว้”
ริมฝีปากของเซเรสคลี่ยิ้มจาง ๆ — รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและชั่วร้ายในเวลาเดียวกัน
“ดี... ดีมาก โชคชะตาของเธอถูกกำหนดไว้แล้ว ข้าทำเพียงชี้ทางให้มันเป็นจริงเท่านั้น”
เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบแก้วใสดังกังวาน
“บาโฟเมต... เตรียมการที่เหลือให้เรียบร้อย เราจะเชิญเธอมารับ รางวัลของเธอ ที่นี่ — ในคฤหาสน์ของข้า”
บาโฟเมตโค้งศีรษะต่ำ “ขอรับ ท่านลอร์ดเซเรส”
จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างเงียบงัน เงาร่างของเขาเลือนหายไปในทางเดินยาว ราวกับถูกกลืนเข้ากับความมืด
เช้าวันต่อมา
เอมิลี่ยืนอยู่หน้ากระจก สวมเครื่องแบบราชองครักษ์เรียบเรียงเรียบร้อย มือหนึ่งถือกล่องกำมะหยี่สีแดงสด ภายในบรรจุอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตที่เธอเปิดดูเป็นครั้งสุดท้าย — เพื่อให้แน่ใจว่า มันคือของจริง
เมื่อปิดฝากล่อง เธอผนึกครั่งและประทับตราหลวงด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แม้เธอจะบอกตัวเองว่า “นี่เป็นเพียงหน้าที่” แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดปกติทุกครั้งที่นึกถึงชายชื่อ เซเรส เฟลวิส
ไม่นานหลังออกจากวัง รถม้าหลวงก็หยุดลงหน้าประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ประดับตราเฟลวิส ประตูนั้นตั้งอยู่กลางผืนป่ากว้าง — เงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว ก่อนที่เอมิลี่จะยกมือเคาะประตู เสียงคลิกของกลอนเหล็กก็ดังขึ้น ชายในชุดดำปรากฏตัวจากเงา ร่างสูงสง่าพร้อมรอยยิ้มบางที่ทั้งสุภาพและน่าขนลุก
“สวัสดีครับ... คุณคงเป็นคุณเอมิลี่ ผู้ที่พบอัญมณีใช่ไหมครับ”
เขาก้มหัวเล็กน้อย “ข้าชื่อเม็ตช์ เป็นพ่อบ้านของท่านลอร์ดเซเรส โปรดตามข้ามา”
เอมิลี่พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินตามเขาไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาว ล้อมด้วยรูปปั้นเทวทูตที่ไร้ดวงตาและคบไฟสีครามที่ลุกไม่ดับ
ในที่สุด เธอก็มาถึงห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ — ที่นั่น เซเรส เฟลวิส กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเงินยกสายตาขึ้นจากแก้วไวน์ ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ยินดีต้อนรับ... เอมิลี่”
เอมิลี่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม โดยมีเม็ตช์คอยเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพ โต๊ะอาหารไม่ใหญ่นัก — เพียงแค่พอให้ทั้งสองได้มองเห็นกันอย่างชัดเจน เมื่อพ่อบ้านค้อมศีรษะแล้วเดินออกจากห้อง ความเงียบก็ปกคลุมทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจอ่อน ๆ และกลิ่นไวน์ที่ลอยอบอวล
“เอมิลี่... คุณเชื่อเรื่อง โชคชะตา ไหม?”
เสียงของเซเรสดังขึ้นขณะเขายกแก้วไวน์จิบอย่างสบายใจ สายตาคมของเขาไม่เคยละไปจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เอมิลี่พยายามไม่สบตา แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึง “แรงจ้อง” ที่แนบแน่นราวกับจะทะลุผ่านหัวใจ — ทั้งตื่นเต้น ทั้งน่าหวาดหวั่น เซเรส... ชายหนุ่มรูปงาม ผู้มีทั้งทรัพย์สิน อำนาจ และเสน่ห์เยือกเย็นที่ใครก็ยากจะต้าน เขาแทบจะเหนือกว่าคาเรนในทุกด้าน — ยกเว้นเพียง “ความกล้าหาญในสนามรบ”
แต่ในยามนี้... ความอ่อนโยนและการให้ความสำคัญที่เธอไม่เคยได้รับจากใคร กลับทำให้หัวใจของเธอเริ่มสั่น
“ไม่ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พลางยกสายตามองเขา “ฉันไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา... ฉันเชื่อในความพยายามมากกว่า คนเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพยายามเท่านั้น”
เซเรสยิ้มบาง ๆ “เหมือนอย่างที่ฉันพาเธอมาที่นี่... ใช่ไหม?”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ — ลึกเสียจนเธอแทบหยุดหายใจ
“ไม่ใช่ว่าโชคชะตาไม่มีอยู่จริงหรอกนะ เอมิลี่... อย่างน้อยมันก็พาฉันไปเจอเธอในคืนนั้น — คืนที่ฉันรู้ว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้หญิงคนนั้น”
เอมิลี่เข้าใจความหมายในทันที ใบหน้าเธอร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณค่ะ...” เธอกลั้นใจตอบ “แต่ฉันเกรงว่า... คงไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนั้นตอนนี้”
เธอหลบสายตาอีกครั้ง — พยายามตัดแรงดึงที่กำลังพันธนาการเธอไว้โดยไม่รู้ตัว
เซเรสลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเงียบงัน เคลื่อนเก้าอี้ของตนมาวางใกล้เธอ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เสียงเก้าอี้เลื่อนเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนสัญญาณเตือนในใจเธอ
“ฉันรู้...” เขาพูดเสียงต่ำ “ว่าคุณมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ — ขอให้ลืมทุกอย่างไว้ก่อน จะได้ไหม? อยู่กับฉัน... แค่ตอนนี้พอ”
มือของเขาวางทับลงบนมือของเธออย่างนุ่มนวล เอมิลี่ตัวแข็งทื่อ... แต่ไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายกุมไว้ — ราวกับยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว
“มื้อนี้... ถือเป็นน้ำใจจากฉัน” เซเรสพูดอย่างอ่อนโยน “ส่วนรางวัลของเธอ... เราค่อยมาคุยกันหลังจากนั้นก็ได้”
เขายิ้มอย่างอบอุ่น พลางเริ่มตักอาหารใส่จานตรงหน้าเธอด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติจนน่าหวั่นใจ
“ให้ฉันดูแลเธอในมื้อนี้นะ... เอมิลี่”
ช้อนเงินกระทบจานเบา ๆ เสียงนั้นสั่นสะท้อนในใจเธอ เธอมองชายตรงหน้า — ผู้ที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจ แต่ยังมีสายตาที่ทำให้เธอลืมว่าตัวเองเป็นใคร
เพียงแค่อึดใจเดียว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เอมิลี่เริ่มยิ้มออกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเซเรสพูดหยอกเย้าอย่างสุภาพและอบอุ่น ความตึงเครียดในอกค่อย ๆ คลายลง จนเธอลืมโลกภายนอกไปโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเธอเริ่มเบ่งบานราวกับดอกไม้ที่ได้เจอแสงแดดอีกครั้ง — บางที... ถ้าเป็นเขา เธออาจจะมีความสุขกว่านี้เธออาจไม่ต้องคอยวิ่งตามใคร หรือหลบหนีจากใครอีก เพียงแค่อยู่ตรงนี้... ในโลกที่ตัดขาดจากทุกสิ่ง กับชายผู้ที่ดูแลและมองเธอราวกับมีเพียงเธอคนเดียว
อาหารรสเลิศถูกส่งต่อจากช้อนของเขาสู่เธอคำแล้วคำเล่า เสียงหัวเราะสลับกับถ้อยคำหยอกล้ออ่อนโยนที่ทำให้เธอลืมแม้กระทั่งเวลาเอมิลี่เผลอตัวเอื้อมมือขึ้นแตะที่แก้มของเซเรส — ใบหน้าอันสงบและงดงามในระยะเพียงคืบ เพียงชั่ววินาทีนั้น เธอได้สติกลับมา... มือของเธอที่เต็มไปด้วยรอยแผลและความหยาบกร้าน ดูไม่สมควรจะสัมผัสผิวเนียนละเอียดของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ฉัน... ฉันขอโทษ...” เสียงเธอสั่น “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสวยหรือบอบบางอย่างที่คุณคงหวังไว้ ฉันเป็นทหาร... มือเท้าเต็มไปด้วยรอยแผล หยาบและแข็งกระด้าง...” คำพูดนั้นเหมือนคำปฏิเสธ แต่ในใจลึก ๆ เธอกลับเฝ้ารอคำปลอบโยน
เซเรสค่อย ๆ จับมือเธอขึ้นมา — ดวงตาสีมรกตของเขาอ่อนลงอย่างน่าประหลาด ก่อนโน้มตัวลงจูบเบา ๆ ที่หลังมือของเธอ
“อย่ากังวลเลย เอมิลี่” เขากระซิบ “ฉันชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ... ไม่ว่าคุณจะเป็นทหาร เป็นขุนนาง หรือเป็นสาวใช้... แค่เป็น คุณ ก็พอแล้ว”
มือของเขาดึงเธอขึ้นจากเก้าอี้อย่างนุ่มนวล ก่อนโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขน เอมิลี่ตอบรับโดยไม่ลังเล ร่างทั้งสองแนบชิด ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงสองคนในห้องนั้น เงาของทั้งคู่ทาบซ้อนบนผนัง ใต้แสงเทียนสั่นไหว เหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด
เสียงของเซเรสดังขึ้นข้างหูเธอ แผ่วเบาแต่ชัดเจน
“ห้องนอนของฉัน... มีเพียงเม็ตช์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำความสะอาด แต่วันนี้ — ฉันอยากพาคุณเข้าไปเยี่ยมชม”
เอมิลี่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบรับเสียงแผ่ว
“...ค่ะ...”
เซเรสเดินชี้ของตกแต่งตามทางเดิน พร้อมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละชิ้นอย่างอารมณ์ดี เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนหัวเราะและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผิดคาด เอมิลี่เดินเคียงข้างอย่างเงียบ ๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ปลายแขนของเขาเฉียดผ่าน
เมื่อถึงบันไดชั้นสอง เซเรสหันมายิ้ม พลางเชื้อเชิญให้เธอขึ้นไปพร้อมกัน ทั้งคู่เดินควงแขนกันอย่างใกล้ชิดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ประตูห้องนอนเปิดออกอย่างเงียบงัน — ตรงหน้า คือห้องนอนกว้างขวางตกแต่งหรูหรา เตียงขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด นุ่มฟูราวกับก้อนเมฆ แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านผ้าม่านบางสีเงิน กระทบผ้าปูที่เต้นระยับเหมือนแสงดาว
เอมิลี่ถึงกับหยุดยืน มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นี่คือโลกอีกใบ — โลกที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เหยียบย่างเข้าไป
เธอก้าวตามเขาเข้าไปในห้อง ก่อนที่ประตูด้านหลังจะค่อย ๆ ปิดลงอย่างเงียบสนิท
เวลาผ่านไป — จากเช้าที่เธอมาถึงคฤหาสน์และร่วมมื้ออาหารตอนสิบโมง จนถึงเวลาสายใกล้เที่ยง... แสงแดดข้างนอกเริ่มอ่อนลงเป็นแสงอบอุ่นยามบ่าย
เมื่อเอมิลี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงผ้าขาวนุ่ม ผ้าห่มสีเดียวกันห่อร่างเธอไว้แน่น เส้นผมหล่นระไปบนหมอนอย่างยุ่งเหยิง ข้างกายเธอ — เซเรสยังคงหลับอยู่ ใบหน้าเขาสงบ ริมฝีปากแตะรอยยิ้มบาง
เอมิลี่มองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วผ่านหัวใจ เธอยกมือลูบปลายผ้าห่มอย่างแผ่วเบาไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้... คือความสุข หรือความกลัว
ไม่นานนักที่เธอขยับตัว เซเรสเอนตัวอยู่บนหมอน ก็ลืมตาขึ้นมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ
“คุณตื่นแล้ว...” เสียงเขานุ่มลึก “ผมเฝ้ามองคุณอยู่นาน ไม่อยากปลุกเลย”
เอมิลี่ขยับตัวนิดหนึ่ง รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมไหล่ ใบหน้าแดงซ่าน
“ฉัน... นอนไปนานเลยสินะ”
“ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้า ถึงบ่ายสามครึ่ง” เซเรสหัวเราะเบา ๆ “ผมว่า... นั่นน่าจะเป็นการหลับที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผมเลย”
เอมิลี่หลบสายตา รอยยิ้มบาง ๆ เผลอผุดขึ้นบนริมฝีปาก เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ความอายและความอบอุ่นตีวนในอกจนเธอพูดไม่ออก
เซเรสลุกจากเตียง เดินไปหยิบชุดของเอมิลี่มาส่งให้
“ให้ผมช่วยไหม?” เขาถามเสียงแผ่ว แต่แฝงน้ำหนักในคำพูด
เธออึกอักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เซเรสยิ้มจาง ๆ แล้วช่วยติดกระดุมตรงคอเสื้อให้ทีละเม็ด มือของเขาแนบใกล้จนเอมิลี่แทบกลั้นหายใจ กลิ่นไวน์และดอกไม้จากตัวเขาอ้อยอิ่งจนเธอแทบลืมยืน
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย เขาก้าวถอยออกเล็กน้อย มองเธอจากศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาคมลึกเหมือนจะเก็บภาพนี้ไว้ในใจ
“สวยมาก...” เขาพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความจริงใจในทุกถ้อยคำ “ถ้าผมมีสิทธิ์ ผมคงอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่ออีกนิด”
เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ “ฉันอยู่มานานเกินไปแล้วค่ะ เดี๋ยวคนในวังจะสงสัย”
เซเรสพยักหน้า ก่อนยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงกลับมาให้เธอ
“อัญมณีที่คุณนำมาคืน ผมอยากให้คุณเก็บไว้... ในฐานะของขวัญตอบแทน — ไม่ใช่รางวัล”
เอมิลี่ชะงัก “แต่ว่า—”
“รับไว้เถอะครับ” เขาตัดบทด้วยรอยยิ้มละมุน “อย่าคิดว่ามันเป็นของที่ต้องคืนอีกเลย มันเป็นของคุณแล้ว”
เสียงรถม้ามาหยุดที่หน้าคฤหาสน์พอดี แสงบ่ายส่องลอดหน้าต่างสีทองจางลง เซเรสเดินมาส่งเธอถึงประตูด้วยตัวเอง ก่อนเธอก้าวขึ้นรถ เขากุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา
“ผมหวังว่าเราจะได้พบกันอีก... เอมิลี่….และผมจะรออย่างเงียบๆ…”เสียงเขาอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นกลับมีบางอย่างที่ลึกเกินกว่าจะอ่านออก
เอมิลี่เพียงยิ้มรับเบา ๆ “…”
ประตูรถม้าปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงล้อเคลื่อนไปบนทางหินขาว ขณะที่เงาของคฤหาสน์เฟลวิสค่อย ๆ เลือนหายไปด้านหลัง — เหลือเพียงหัวใจของหญิงสาวที่ยังเต้นแรง... และแสงสะท้อนของอัญมณีสีน้ำเงินในมือ ที่ยังคงเปล่งประกายไม่ดับลงเลย
เอมิลี่ลงจากรถม้าหน้าประตูวัง อากาศบ่ายร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง กลิ่นเหล็ก กลิ่นฝุ่น และเหงื่อของทหารอบอวลอยู่ในอากาศ — กลิ่นของ “บ้าน” ที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่ในวันนี้... ทุกอย่างกลับดูห่างเหินและแปลกแยกกว่าที่เคย
เธอก้มหน้ามองพื้น เดินผ่านแนวค่ายทหารด้านหน้า มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องไว้แน่น — ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด แต่เพราะต้องการยึดเหนี่ยว “สิ่งที่เขามอบให้” ภายในกาย ทุกย่างก้าวมีทั้งความสับสนและความอบอุ่นประหลาด — ความอบอุ่นที่มาจากชายผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนทั้งโลกของเธอไปในวันเดียว
เมื่อเธอกำลังพยายามตั้งสติและเก็บเศษเสี้ยวความสุขไว้ในใจ เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดกลับดังขึ้นตรงหน้าชายสองคนยืนเฝ้าประตูทางเข้า — หนึ่งในนั้นคือ “เขา”
ราห์ซูร์
ในชุดทหารโทรม ๆ ที่แทบกลืนไปกับฝุ่นของสนามฝึก ภาพตรงหน้าช่างแตกต่างจากชายในคฤหาสน์หรูที่เธอเพิ่งจากมาเหลือเกิน
“สวัสดี เอมิลี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความดีใจ “ได้ข่าวว่าเธอไปส่งอัญมณีให้ลอร์ดเซเรสใช่ไหม? ดีจริง ๆ ที่อย่างน้อยฉันยังได้เจอเธออีก”
“สวัสดี... ราห์ซูร์” เธอตอบเบา ๆ โดยไม่มองหน้าเขาเลย
“อย่าทักฉันแบบนั้นอีกเถอะ นายควรหาที่ของตัวเอง — ที่ที่เหมาะกับนายจริง ๆ ไม่ใช่ที่เดียวกับฉัน”
น้ำเสียงเย็นชาเหมือนคมมีด เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่คำพูดก็เหมือนหลุดออกมาจากแรงต้านภายใน
“ไม่เป็นไร...” ราห์ซูร์ยิ้มบาง ๆ “ฉันแค่ได้ยืนตรงนี้ มองเธออยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว”
แววตาเขาเศร้าแต่ซื่อสัตย์ — ราวกับยังคงเชื่อว่าความดีจะเพียงพอให้ใครสักคนหันกลับมามอง
แซร์คที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปกติแล้วจะพูดแทรกไม่หยุด แต่ครั้งนี้ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เขาเพียงมองทั้งสองคนด้วยสายตาเงียบงัน แต่ในใจกลับปั่นป่วน
กลิ่นจาง ๆ บนตัวเอมิลี่ — กลิ่นไวน์ราคาแพงและน้ำหอมของชายแปลกหน้า มันต่างจากกลิ่นเหล็กของสนามรบที่เขาคุ้นเคย
แซร์คยืนนิ่ง ไม่พูด ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ เพราะเขารู้ดีว่าความจริงบางอย่าง... มันหนักเกินกว่าจะพูด
เอมิลี่เดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมา เงาของเธอลับไปหลังประตูวัง
ราห์ซูร์มองตาม ก่อนหันมาหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
“นายดูไม่ดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า?”
แซร์คฝืนยิ้มบาง ๆ พยักหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก... แค่อาหารเป็นพิษนิดหน่อย”
คำโกหกเรียบง่ายหลุดออกจากปากอย่างคนที่เจ็บเกินพูด เขาเลือกจะเงียบ... เพราะรู้ว่าไม่ว่าความจริงจะเปิดเผยเมื่อไร มันจะทำลายเพื่อนของเขายิ่งกว่ามีดเล่มใด
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ