ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,494 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

17) รางวัลที่น่าหลงไหล

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังคืนงานเลี้ยงหลวง อาณาจักรวาเลเธียค่อย ๆ กลับสู่ความปกติ — เสียงดนตรีและแสงไฟในคืนนั้นจางหาย เหลือเพียงเงาของความทรงจำที่ยังลอยวนอยู่ในหัวของผู้คนบางคน ทว่าความสงบไม่นานก็ถูกรบกวนอีกครั้ง

ป้ายประกาศที่ติดอยู่แทบทุกกระดานข่าวในวัง และข้อความแจ้งเตือนที่ถูกส่งต่อผ่านเครื่องสื่อสารเวท ระบุข้อความเพียงสั้น ๆ แต่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งอาณาจักร —

        “เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโต สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส ของลอร์ด เซเรส ได้สูญหาย ผู้ใดพบและนำมาคืน จะได้รับรางวัลตอบแทนจากตระกูลเฟลวิส”

ไม่มีใครรู้ว่ารางวัลนั้นคืออะไร หรือมีมูลค่าเท่าใด แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เหล่าสาวน้อยใหญ่ในวัง รวมถึงพ่อบ้านและทหารบางคน เริ่มออกตระเวนตามหาอัญมณีเม็ดนั้นราวกับไข่มังกรทอง

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขตวังทั้งชั้นนอกและชั้นในก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หาข้ออ้างในการเดินสำรวจ
บ้างอ้างว่ามาตรวจทางเดิน บ้างอ้างว่ามาทำความสะอาด ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน — “อัญมณีแห่งตระกูลเฟลวิส”

คาเรน ไครอส หัวหน้าหน่วยราชองค์รักษ์ ถึงกับเวียนหัว เขาไม่ได้สนใจของหายมากนัก แต่เพื่อรักษาความสงบของวัง จึงจำเป็นต้องสั่งลูกน้องเพิ่มกำลังตรวจตรา และเฝ้าระวังพวกฉวยโอกาสที่อาจแฝงตัวเข้ามา 

ผลคือ ทหารทุกนายต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในขณะที่ “ต้นเหตุของความวุ่นวาย” ยังคงเป็นเพียงประกาศสั้น ๆ ใบเดียว... ที่ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ

เอมิลี่ยืนอยู่ข้างคาเรน พร้อมเพื่อนทหารองครักษ์อีกสองสามนาย สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังป้ายประกาศที่เพิ่งติดขึ้นใหม่ตรงกระดานข่าวกลางลาน เธอเพียงเหลือบมองแวบเดียว... ก็รู้ทันทีว่า ทั้งหมดเป็นแผนของเซเรส

        “เขาทำแบบนี้ทำไม...”

ความคิดแวบขึ้นในใจพร้อมความกังวลที่ตีรวน เธอรู้ดีว่าหากพูดความจริงออกไป — ชื่อเสียงของเขาอาจเสียหาย แต่หากปิดเงียบไว้ เธอกลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเอง สุดท้าย เอมิลี่เลือกจะนิ่งไว้ และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้

เธอค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบ เข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินแห่งตระกูลเฟลวิส ออกมา — ชิ้นเดียวกับที่เซเรสมอบให้ในคืนนั้น เธอพกมันติดตัวตลอดเวลา ราวกับของขวัญล้ำค่าที่ไม่อยากห่างกาย

หญิงสาวสูดลมหายใจ ก่อนยื่นมันส่งให้คาเรนต่อหน้าทหารทุกคนที่เป็นพยาน

        “ฉันคิดว่า... สิ่งที่ทุกคนกำลังตามหา คือเข็มกลัดชิ้นนี้ค่ะ”

เสียงเธอเบาแต่ชัด “ขอโทษด้วย ฉันเจอมันโดยไม่รู้ว่าเป็นของใคร จึงเก็บไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ... บางที ฉันอาจควรถูกลงโทษมากกว่าจะได้รับรางวัล”

เสียงรอบข้างดังขึ้นแทบจะทันที — ไม่ใช่เพราะความตกใจในคำพูดของเธอ แต่เพราะความอิจฉาที่ปะทุขึ้น

        “โอ้ย! อดเลยฉัน...”

        “วาสนาแกมันถึงก็แบบนี้แหละ!”

        “ไม่นะเอม เธอตัดหน้าฉันไปได้ยังไง!”

ทุกคนเบียดเข้ามาดูใกล้ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ

เอมิลี่หันไปมองคาเรน รวบรวมสติ เสนอทางออกอย่างสุภาพ

        “คาเรน... คุณรับไปได้ไหม? แล้วรายงานไปว่าเจอในนามของหน่วยราชองครักษ์ ฉันไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด”

แต่คาเรนส่ายหัวช้า ๆ สีหน้าสงบแต่เด็ดขาด

        “ไม่ได้หรอก คุณเจอมันในฐานะพลเรือน ไม่ใช่ในนามของหน่วยงาน การรับรางวัลแบบนั้นไม่ถูกต้อง”

เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ลองคิดดูสิ... ถ้าตระกูลเฟลวิสมอบรางวัลให้หน่วยราชองครักษ์ แล้วฉันต้องเป็นตัวแทนไปรับเอง มันคงดูไม่เหมาะสม ฉันรู้สึกกระดากใจเสียด้วยซ้ำ”

เขายื่นมือรับเข็มกลัดนั้นอย่างระมัดระวัง เก็บไว้ในกล่องกำมะหยี่ของราชองครักษ์

        “เราจะนำมันไปเก็บรักษา และแจ้งชื่อผู้พบเจอไปยังคฤหาสน์เฟลวิส อย่ากังวลไปเลย เอมิลี่... การได้รับความดีความชอบจากความซื่อสัตย์ ไม่ถือเป็นสินบนหรอกนะ”

เสียงสุดท้ายของคาเรนแผ่วเบาแต่หนักแน่นและในวินาทีนั้นเอง — เอมิลี่รู้สึกถึง “น้ำหนัก” ของอัญมณีที่เคยเบาในมือ กลับกลายเป็นสิ่งที่เธอแทบถือไว้ไม่ไหว        

       

คฤหาสน์เฟลวิส

คฤหาสน์เฟลวิส — อาคารหินอ่อนขาวประดับทองตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนใต้ของเมืองวาเลเธีย สถาปัตยกรรมหรูหราแต่เย็นเยียบ โอบล้อมด้วยสวนไม้ใหญ่และป่าทึบที่ทำให้พื้นที่โดยรอบดูเงียบงันราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลเฟลวิส — อาณาจักรเล็ก ๆ ภายในอาณาจักรอีกทีหนึ่ง

ภายในคฤหาสน์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้องกังวานในโถงหิน ชายร่างสูงในชุดพ่อบ้านสีดำเดินตรงไปยังโซฟาหรูที่กลางห้องโถง ก่อนจะคุกเข่าลง ยกมือข้างขวากำแน่นแนบอก

        “ท่านลอร์ดแห่งความมืด... เซเรส เฟลวิส”

เสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบและหนักแน่น

เซเรสเอนกายพิงพนักโซฟา ยกไวน์ขึ้นหมุนในแก้วอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาสีมรกตเปล่งประกายภายใต้แสงไฟ
        “มีข่าวดีหรือไม่ ขุนพลผู้ภักดีที่สุดของฉัน — บาโฟเมต”

        “ครับท่านลอร์ด” เสียงของเขาเยือกเย็น “เข็มกลัดอัญมณีที่หายไป ถูกพบแล้ว และทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านวางไว้”

ริมฝีปากของเซเรสคลี่ยิ้มจาง ๆ — รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นและชั่วร้ายในเวลาเดียวกัน

        “ดี... ดีมาก โชคชะตาของเธอถูกกำหนดไว้แล้ว ข้าทำเพียงชี้ทางให้มันเป็นจริงเท่านั้น”

เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบแก้วใสดังกังวาน

        “บาโฟเมต... เตรียมการที่เหลือให้เรียบร้อย เราจะเชิญเธอมารับ รางวัลของเธอ ที่นี่ — ในคฤหาสน์ของข้า”

บาโฟเมตโค้งศีรษะต่ำ “ขอรับ ท่านลอร์ดเซเรส”

จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างเงียบงัน เงาร่างของเขาเลือนหายไปในทางเดินยาว ราวกับถูกกลืนเข้ากับความมืด


 

เช้าวันต่อมา

เอมิลี่ยืนอยู่หน้ากระจก สวมเครื่องแบบราชองครักษ์เรียบเรียงเรียบร้อย มือหนึ่งถือกล่องกำมะหยี่สีแดงสด ภายในบรรจุอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตที่เธอเปิดดูเป็นครั้งสุดท้าย — เพื่อให้แน่ใจว่า มันคือของจริง

เมื่อปิดฝากล่อง เธอผนึกครั่งและประทับตราหลวงด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แม้เธอจะบอกตัวเองว่า “นี่เป็นเพียงหน้าที่” แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดปกติทุกครั้งที่นึกถึงชายชื่อ เซเรส เฟลวิส

ไม่นานหลังออกจากวัง รถม้าหลวงก็หยุดลงหน้าประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ประดับตราเฟลวิส ประตูนั้นตั้งอยู่กลางผืนป่ากว้าง — เงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว ก่อนที่เอมิลี่จะยกมือเคาะประตู เสียงคลิกของกลอนเหล็กก็ดังขึ้น ชายในชุดดำปรากฏตัวจากเงา ร่างสูงสง่าพร้อมรอยยิ้มบางที่ทั้งสุภาพและน่าขนลุก

        “สวัสดีครับ... คุณคงเป็นคุณเอมิลี่ ผู้ที่พบอัญมณีใช่ไหมครับ”

เขาก้มหัวเล็กน้อย “ข้าชื่อเม็ตช์ เป็นพ่อบ้านของท่านลอร์ดเซเรส โปรดตามข้ามา”

เอมิลี่พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินตามเขาไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาว ล้อมด้วยรูปปั้นเทวทูตที่ไร้ดวงตาและคบไฟสีครามที่ลุกไม่ดับ

ในที่สุด เธอก็มาถึงห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ — ที่นั่น เซเรส เฟลวิส กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเงินยกสายตาขึ้นจากแก้วไวน์ ยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ยินดีต้อนรับ... เอมิลี่”

เอมิลี่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม โดยมีเม็ตช์คอยเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพ โต๊ะอาหารไม่ใหญ่นัก — เพียงแค่พอให้ทั้งสองได้มองเห็นกันอย่างชัดเจน เมื่อพ่อบ้านค้อมศีรษะแล้วเดินออกจากห้อง ความเงียบก็ปกคลุมทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจอ่อน ๆ และกลิ่นไวน์ที่ลอยอบอวล

“เอมิลี่... คุณเชื่อเรื่อง โชคชะตา ไหม?”

เสียงของเซเรสดังขึ้นขณะเขายกแก้วไวน์จิบอย่างสบายใจ สายตาคมของเขาไม่เคยละไปจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว

เอมิลี่พยายามไม่สบตา แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึง “แรงจ้อง” ที่แนบแน่นราวกับจะทะลุผ่านหัวใจ — ทั้งตื่นเต้น ทั้งน่าหวาดหวั่น เซเรส... ชายหนุ่มรูปงาม ผู้มีทั้งทรัพย์สิน อำนาจ และเสน่ห์เยือกเย็นที่ใครก็ยากจะต้าน เขาแทบจะเหนือกว่าคาเรนในทุกด้าน — ยกเว้นเพียง “ความกล้าหาญในสนามรบ”

แต่ในยามนี้... ความอ่อนโยนและการให้ความสำคัญที่เธอไม่เคยได้รับจากใคร กลับทำให้หัวใจของเธอเริ่มสั่น

        “ไม่ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พลางยกสายตามองเขา “ฉันไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา... ฉันเชื่อในความพยายามมากกว่า คนเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพยายามเท่านั้น”

เซเรสยิ้มบาง ๆ “เหมือนอย่างที่ฉันพาเธอมาที่นี่... ใช่ไหม?”

เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ — ลึกเสียจนเธอแทบหยุดหายใจ

        “ไม่ใช่ว่าโชคชะตาไม่มีอยู่จริงหรอกนะ เอมิลี่... อย่างน้อยมันก็พาฉันไปเจอเธอในคืนนั้น — คืนที่ฉันรู้ว่า ฉันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อผู้หญิงคนนั้น

เอมิลี่เข้าใจความหมายในทันที ใบหน้าเธอร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

        “ขอบคุณค่ะ...” เธอกลั้นใจตอบ “แต่ฉันเกรงว่า... คงไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนั้นตอนนี้”

เธอหลบสายตาอีกครั้ง — พยายามตัดแรงดึงที่กำลังพันธนาการเธอไว้โดยไม่รู้ตัว

เซเรสลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเงียบงัน เคลื่อนเก้าอี้ของตนมาวางใกล้เธอ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เสียงเก้าอี้เลื่อนเบา ๆ ดังขึ้นเหมือนสัญญาณเตือนในใจเธอ

        “ฉันรู้...” เขาพูดเสียงต่ำ “ว่าคุณมีคนที่รักอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ — ขอให้ลืมทุกอย่างไว้ก่อน จะได้ไหม? อยู่กับฉัน... แค่ตอนนี้พอ”

มือของเขาวางทับลงบนมือของเธออย่างนุ่มนวล เอมิลี่ตัวแข็งทื่อ... แต่ไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายกุมไว้ — ราวกับยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว

        “มื้อนี้... ถือเป็นน้ำใจจากฉัน” เซเรสพูดอย่างอ่อนโยน “ส่วนรางวัลของเธอ... เราค่อยมาคุยกันหลังจากนั้นก็ได้”

เขายิ้มอย่างอบอุ่น พลางเริ่มตักอาหารใส่จานตรงหน้าเธอด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติจนน่าหวั่นใจ

        “ให้ฉันดูแลเธอในมื้อนี้นะ... เอมิลี่”

ช้อนเงินกระทบจานเบา ๆ เสียงนั้นสั่นสะท้อนในใจเธอ เธอมองชายตรงหน้า — ผู้ที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจ แต่ยังมีสายตาที่ทำให้เธอลืมว่าตัวเองเป็นใคร

เพียงแค่อึดใจเดียว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม เอมิลี่เริ่มยิ้มออกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเซเรสพูดหยอกเย้าอย่างสุภาพและอบอุ่น ความตึงเครียดในอกค่อย ๆ คลายลง จนเธอลืมโลกภายนอกไปโดยไม่รู้ตัว

หัวใจของเธอเริ่มเบ่งบานราวกับดอกไม้ที่ได้เจอแสงแดดอีกครั้ง — บางที... ถ้าเป็นเขา เธออาจจะมีความสุขกว่านี้
เธออาจไม่ต้องคอยวิ่งตามใคร หรือหลบหนีจากใครอีก เพียงแค่อยู่ตรงนี้... ในโลกที่ตัดขาดจากทุกสิ่ง กับชายผู้ที่ดูแลและมองเธอราวกับมีเพียงเธอคนเดียว

อาหารรสเลิศถูกส่งต่อจากช้อนของเขาสู่เธอคำแล้วคำเล่า เสียงหัวเราะสลับกับถ้อยคำหยอกล้ออ่อนโยนที่ทำให้เธอลืมแม้กระทั่งเวลาเอมิลี่เผลอตัวเอื้อมมือขึ้นแตะที่แก้มของเซเรส — ใบหน้าอันสงบและงดงามในระยะเพียงคืบ เพียงชั่ววินาทีนั้น เธอได้สติกลับมา... มือของเธอที่เต็มไปด้วยรอยแผลและความหยาบกร้าน ดูไม่สมควรจะสัมผัสผิวเนียนละเอียดของเขาเลยแม้แต่น้อย

        “ฉัน... ฉันขอโทษ...” เสียงเธอสั่น “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงสวยหรือบอบบางอย่างที่คุณคงหวังไว้ ฉันเป็นทหาร... มือเท้าเต็มไปด้วยรอยแผล หยาบและแข็งกระด้าง...” คำพูดนั้นเหมือนคำปฏิเสธ แต่ในใจลึก ๆ เธอกลับเฝ้ารอคำปลอบโยน

เซเรสค่อย ๆ จับมือเธอขึ้นมา — ดวงตาสีมรกตของเขาอ่อนลงอย่างน่าประหลาด ก่อนโน้มตัวลงจูบเบา ๆ ที่หลังมือของเธอ

        “อย่ากังวลเลย เอมิลี่” เขากระซิบ “ฉันชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ... ไม่ว่าคุณจะเป็นทหาร เป็นขุนนาง หรือเป็นสาวใช้... แค่เป็น คุณ ก็พอแล้ว”

มือของเขาดึงเธอขึ้นจากเก้าอี้อย่างนุ่มนวล ก่อนโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขน เอมิลี่ตอบรับโดยไม่ลังเล ร่างทั้งสองแนบชิด ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงสองคนในห้องนั้น เงาของทั้งคู่ทาบซ้อนบนผนัง ใต้แสงเทียนสั่นไหว เหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด

เสียงของเซเรสดังขึ้นข้างหูเธอ แผ่วเบาแต่ชัดเจน

        “ห้องนอนของฉัน... มีเพียงเม็ตช์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำความสะอาด แต่วันนี้ — ฉันอยากพาคุณเข้าไปเยี่ยมชม”

เอมิลี่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบรับเสียงแผ่ว

        “...ค่ะ...”

เซเรสเดินชี้ของตกแต่งตามทางเดิน พร้อมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละชิ้นอย่างอารมณ์ดี เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชวนหัวเราะและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นผิดคาด เอมิลี่เดินเคียงข้างอย่างเงียบ ๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ปลายแขนของเขาเฉียดผ่าน

เมื่อถึงบันไดชั้นสอง เซเรสหันมายิ้ม พลางเชื้อเชิญให้เธอขึ้นไปพร้อมกัน ทั้งคู่เดินควงแขนกันอย่างใกล้ชิดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

ประตูห้องนอนเปิดออกอย่างเงียบงัน — ตรงหน้า คือห้องนอนกว้างขวางตกแต่งหรูหรา เตียงขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด นุ่มฟูราวกับก้อนเมฆ แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านผ้าม่านบางสีเงิน กระทบผ้าปูที่เต้นระยับเหมือนแสงดาว

เอมิลี่ถึงกับหยุดยืน มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นี่คือโลกอีกใบ — โลกที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เหยียบย่างเข้าไป

เธอก้าวตามเขาเข้าไปในห้อง ก่อนที่ประตูด้านหลังจะค่อย ๆ ปิดลงอย่างเงียบสนิท


เวลาผ่านไป — จากเช้าที่เธอมาถึงคฤหาสน์และร่วมมื้ออาหารตอนสิบโมง จนถึงเวลาสายใกล้เที่ยง... แสงแดดข้างนอกเริ่มอ่อนลงเป็นแสงอบอุ่นยามบ่าย

เมื่อเอมิลี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงผ้าขาวนุ่ม ผ้าห่มสีเดียวกันห่อร่างเธอไว้แน่น เส้นผมหล่นระไปบนหมอนอย่างยุ่งเหยิง ข้างกายเธอ — เซเรสยังคงหลับอยู่ ใบหน้าเขาสงบ ริมฝีปากแตะรอยยิ้มบาง

เอมิลี่มองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วผ่านหัวใจ เธอยกมือลูบปลายผ้าห่มอย่างแผ่วเบา
ไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้... คือความสุข หรือความกลัว

ไม่นานนักที่เธอขยับตัว เซเรสเอนตัวอยู่บนหมอน ก็ลืมตาขึ้นมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ

        “คุณตื่นแล้ว...” เสียงเขานุ่มลึก “ผมเฝ้ามองคุณอยู่นาน ไม่อยากปลุกเลย”

เอมิลี่ขยับตัวนิดหนึ่ง รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมไหล่ ใบหน้าแดงซ่าน

        “ฉัน... นอนไปนานเลยสินะ”

        “ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้า ถึงบ่ายสามครึ่ง” เซเรสหัวเราะเบา ๆ “ผมว่า... นั่นน่าจะเป็นการหลับที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผมเลย”

เอมิลี่หลบสายตา รอยยิ้มบาง ๆ เผลอผุดขึ้นบนริมฝีปาก เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ความอายและความอบอุ่นตีวนในอกจนเธอพูดไม่ออก

เซเรสลุกจากเตียง เดินไปหยิบชุดของเอมิลี่มาส่งให้

        “ให้ผมช่วยไหม?” เขาถามเสียงแผ่ว แต่แฝงน้ำหนักในคำพูด

เธออึกอักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เซเรสยิ้มจาง ๆ แล้วช่วยติดกระดุมตรงคอเสื้อให้ทีละเม็ด มือของเขาแนบใกล้จนเอมิลี่แทบกลั้นหายใจ กลิ่นไวน์และดอกไม้จากตัวเขาอ้อยอิ่งจนเธอแทบลืมยืน

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย เขาก้าวถอยออกเล็กน้อย มองเธอจากศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาคมลึกเหมือนจะเก็บภาพนี้ไว้ในใจ

        “สวยมาก...” เขาพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความจริงใจในทุกถ้อยคำ “ถ้าผมมีสิทธิ์ ผมคงอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่ออีกนิด”

เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ “ฉันอยู่มานานเกินไปแล้วค่ะ เดี๋ยวคนในวังจะสงสัย”

เซเรสพยักหน้า ก่อนยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงกลับมาให้เธอ

        “อัญมณีที่คุณนำมาคืน ผมอยากให้คุณเก็บไว้... ในฐานะของขวัญตอบแทน — ไม่ใช่รางวัล”

เอมิลี่ชะงัก “แต่ว่า—”

        “รับไว้เถอะครับ” เขาตัดบทด้วยรอยยิ้มละมุน “อย่าคิดว่ามันเป็นของที่ต้องคืนอีกเลย มันเป็นของคุณแล้ว”

เสียงรถม้ามาหยุดที่หน้าคฤหาสน์พอดี แสงบ่ายส่องลอดหน้าต่างสีทองจางลง เซเรสเดินมาส่งเธอถึงประตูด้วยตัวเอง ก่อนเธอก้าวขึ้นรถ เขากุมมือเธอไว้อย่างแผ่วเบา

        “ผมหวังว่าเราจะได้พบกันอีก... เอมิลี่….และผมจะรออย่างเงียบๆ…”
เสียงเขาอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นกลับมีบางอย่างที่ลึกเกินกว่าจะอ่านออก

เอมิลี่เพียงยิ้มรับเบา ๆ “…”

ประตูรถม้าปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงล้อเคลื่อนไปบนทางหินขาว ขณะที่เงาของคฤหาสน์เฟลวิสค่อย ๆ เลือนหายไปด้านหลัง — เหลือเพียงหัวใจของหญิงสาวที่ยังเต้นแรง... และแสงสะท้อนของอัญมณีสีน้ำเงินในมือ ที่ยังคงเปล่งประกายไม่ดับลงเลย

 


 

เอมิลี่ลงจากรถม้าหน้าประตูวัง อากาศบ่ายร้อนระอุจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง กลิ่นเหล็ก กลิ่นฝุ่น และเหงื่อของทหารอบอวลอยู่ในอากาศ — กลิ่นของ         “บ้าน” ที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่ในวันนี้... ทุกอย่างกลับดูห่างเหินและแปลกแยกกว่าที่เคย

เธอก้มหน้ามองพื้น เดินผ่านแนวค่ายทหารด้านหน้า มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องไว้แน่น — ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด แต่เพราะต้องการยึดเหนี่ยว “สิ่งที่เขามอบให้” ภายในกาย ทุกย่างก้าวมีทั้งความสับสนและความอบอุ่นประหลาด — ความอบอุ่นที่มาจากชายผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนทั้งโลกของเธอไปในวันเดียว

เมื่อเธอกำลังพยายามตั้งสติและเก็บเศษเสี้ยวความสุขไว้ในใจ เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดกลับดังขึ้นตรงหน้า
ชายสองคนยืนเฝ้าประตูทางเข้า — หนึ่งในนั้นคือ “เขา”

ราห์ซูร์

ในชุดทหารโทรม ๆ ที่แทบกลืนไปกับฝุ่นของสนามฝึก ภาพตรงหน้าช่างแตกต่างจากชายในคฤหาสน์หรูที่เธอเพิ่งจากมาเหลือเกิน

        “สวัสดี เอมิลี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความดีใจ “ได้ข่าวว่าเธอไปส่งอัญมณีให้ลอร์ดเซเรสใช่ไหม? ดีจริง ๆ ที่อย่างน้อยฉันยังได้เจอเธออีก”

        “สวัสดี... ราห์ซูร์” เธอตอบเบา ๆ โดยไม่มองหน้าเขาเลย

        “อย่าทักฉันแบบนั้นอีกเถอะ นายควรหาที่ของตัวเอง — ที่ที่เหมาะกับนายจริง ๆ ไม่ใช่ที่เดียวกับฉัน”

น้ำเสียงเย็นชาเหมือนคมมีด เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย แต่คำพูดก็เหมือนหลุดออกมาจากแรงต้านภายใน

        “ไม่เป็นไร...” ราห์ซูร์ยิ้มบาง ๆ “ฉันแค่ได้ยืนตรงนี้ มองเธออยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว”

แววตาเขาเศร้าแต่ซื่อสัตย์ — ราวกับยังคงเชื่อว่าความดีจะเพียงพอให้ใครสักคนหันกลับมามอง

แซร์คที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ปกติแล้วจะพูดแทรกไม่หยุด แต่ครั้งนี้ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เขาเพียงมองทั้งสองคนด้วยสายตาเงียบงัน แต่ในใจกลับปั่นป่วน

กลิ่นจาง ๆ บนตัวเอมิลี่ — กลิ่นไวน์ราคาแพงและน้ำหอมของชายแปลกหน้า มันต่างจากกลิ่นเหล็กของสนามรบที่เขาคุ้นเคย

แซร์คยืนนิ่ง ไม่พูด ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ เพราะเขารู้ดีว่าความจริงบางอย่าง... มันหนักเกินกว่าจะพูด

เอมิลี่เดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมา เงาของเธอลับไปหลังประตูวัง

ราห์ซูร์มองตาม ก่อนหันมาหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

        “นายดูไม่ดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า?”

แซร์คฝืนยิ้มบาง ๆ พยักหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก... แค่อาหารเป็นพิษนิดหน่อย”

คำโกหกเรียบง่ายหลุดออกจากปากอย่างคนที่เจ็บเกินพูด เขาเลือกจะเงียบ... เพราะรู้ว่าไม่ว่าความจริงจะเปิดเผยเมื่อไร มันจะทำลายเพื่อนของเขายิ่งกว่ามีดเล่มใด

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา