ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,205 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

83) ภาค "เอมิลี่" ปฐมบท 1

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

จุดที่…ย้อนเวลา

           จุดที่อาจมีโอกาสเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำได้อีกครั้ง สิ้นแสงสว่างลงอีกครั้งเธอกลับมาอยู่ในเส้นเวลาหลัก
ในโลกเดิม…อีกครั้ง

เอมิลี่พบว่าตัวเองลอยอยู่กลางท้องฟ้า เบื้องล่างคือพื้นดินที่พังพินาศยับเยิน จากการต่อสู้ จากน้ำมือของเธอเองตรงหน้าของเธอ—คือ เทพปฐพี และ ความตาย ภาพตรงหน้านี้…เธอจำได้อย่างชัดเจน นี่คือช่วงเวลาก่อนที่เธอจะถูกส่งตัวไปยังสุสานผู้วิเศษ ช่วงเวลาที่เธอกำลังจะลงไปหาราห์ซูร์และกราวด้าซึ่งอยู่บนพื้นดินเพื่อบอกลา

ในตอนนั้น—ราห์ซูร์ถูกเธอทำร้ายจนหมดสติและนอนอยู่ในอ้อมกอดของกราวด้า 

ขณะที่เอมิลี่พยายามตั้งสติแสงสีทองก็พุ่งออกมาจากร่างของเธอและพุ่งเข้าใส่เทพปฐพีทันที แสงนั้นคือ “ข้อความ” ที่เทพปฐพีจากอนาคตส่งถึงตัวเขาในตอนนี้และทันทีที่รับรู้—เขาก็เข้าใจทุกอย่าง

 

           “เอมิลี่” เทพปฐพีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เธอถูกส่งกลับมา…และเธอมีภารกิจต้องทำ”

 

ข้างกายเขา ความตายยังคงลอยนิ่งจ้องมองเอมิลี่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

เธอรับรู้ได้ว่าความตายกำลัง “สนใจ” บางสิ่ง แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจจะทำอะไรราวกับกำลังรอคำตอบบางอย่าง

เอมิลี่เหลือบมองลงไปยังพื้นดินมองราห์ซูร์ที่หมดสติและกราวด้าที่นั่งกอดเขาไว้แน่น ทั้งคู่หมดแรง หมดทางสู้ เอมิลี่เลือก…ไม่ลงไปบอกลาแม้จะเจ็บปวด แต่เธอไม่กล้าสู้หน้าใครอีกแล้ว

 

           “ฉันพร้อมแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง “บอกฉันมาเถอะ ท่านเทพปฐพี..ฉันต้องทำอะไร อย่าให้เสียเวลาอีกเลย”

 

เทพปฐพีมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยเสียงเรียบ

           “ไปบอกลา ราห์ซูร์ ก่อนเถอะ”

           “เธอสมควรได้รับโอกาสนั้น เอมิลี่”

แม้แต่ความตาย—ในครั้งนี้ก็ยังเลือกจะรอ

เอมิลี่มองเทพปฐพีและความตายด้วยสายตาแห่งความขอบคุณ เธอโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะลอยลงไปหา กราวด้า เธอคุกเข่าลงในตำแหน่งเดิม ไม่ใกล้ ไม่ไกล เอมิลี่เหลือบตามองราห์ซูร์เพียงแวบหนึ่งก่อนจะก้มสายตาลงสู่พื้นดิน
ราวกับเขาทั้งสองสูงส่งเกินกว่าเธอจะมองตรง ๆ ได้

กราวด้าเห็นเอมิลี่เข้ามาใกล้ เธอก็กอดราห์ซูร์แน่นขึ้นแววตาดุกร้าวเหมือนสัตว์บาดเจ็บที่พร้อมสู้ตาย

           “ฉันขอโทษ…สำหรับทุกสิ่ง”

คำแรกที่เอมิลี่เอ่ยออกมาราวกับผ่านการกลั่นกรองจากจิตใจที่ตกผลึกแล้วจริง ๆ กราวด้าถึงกับชะงัก
ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของเอมิลี่ รอยยิ้มของคนที่สำนึกผิดยอมรับทุกอย่าง
และพร้อมจะไถ่โทษ

           “….” เอมิลี่ไม่อาจพูดอะไรต่อได้ เธอยังคงมีความทรงจำดี ๆ กับราห์ซูร์ในเส้นเวลา 1 ปี และในตอนนี้
เมื่อได้เห็นเขาอยู่ในอ้อมกอดของกราวด้า การที่เห็นคนที่รักได้รับการดูแลจากผู้หญิงที่ดีกว่าตัวเธอ— ไม่เหมือนผู้หญิงอย่างเธอที่ทำทุกอย่างพังยับทั้งชีวิตมันทำให้เธอรู้สึก…โล่งใจ

           “ราห์ซูร์ควรได้คู่กับผู้หญิงดี ๆ แบบท่าน” เอมิลี่ยิ้มทั้งน้ำตา “ดูแลเขาให้ดี…กราวด้า”

เธอหันไปมองราห์ซูร์เป็นครั้งสุดท้าย

           “ลาก่อน ราห์ซูร์ นายเจอคนที่ดีที่สุดแล้วนะ”

เมื่อเอมิลี่ลุกขึ้นแสงสว่างก็ปะทุออกมาจากร่างของเธออีกครั้ง คราวนี้—มันคือ ความทรงจำ ที่ราห์ซูร์ในเส้นเวลา 1 ปีเคยมอบให้เธอไว้ แสงนั้นพุ่งเข้าใส่ร่างของราชาราห์ซูร์ที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของกราวด้า

ทั้งกราวด้าและเอมิลี่ต่างตกใจพร้อมกัน เอมิลี่ยืนงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร—
เธอก็รีบบินกลับไปหาเทพปฐพีอย่างรวดเร็ว

เอมิลี่ลอยกลับขึ้นไปหาเทพปฐพี แววตาของเธอกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง

           “ฉันพร้อมแล้ว ท่านเทพ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “บอกมาได้เลยว่าฉันต้องทำอะไร”

เทพปฐพีมองเธอด้วยสายตานิ่งสงบเช่นเดิม

           “เธอต้องกลับไปที่ สุสานผู้วิเศษ อีกครั้ง ซาเทรียสได้สร้างกองกำลังที่นั่น ในตอนนี้…อาจมีปีศาจหลายล้านตนแล้ว”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “เธอต้องไปหยุดมัน ลดจำนวนกองทัพนั้นลง และเมื่อฉันพร้อม…ฉันจะตามไป”

           “แม้จะต้องต่อสู้กับปีศาจนรกไปตลอดกาล ฉันก็จะทำ” เอมิลี่ตอบทันที “ฉันจะชดใช้ความผิดของฉัน”

เธอยกมือขึ้นแสงศักดิ์สิทธิ์รวมตัวกันก่อรูปเป็น ดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ ในมือ “โปรดส่งฉันไปที่นั่นเถอะ ท่านเทพปฐพี”

เทพปฐพีเห็นว่าเธอพร้อมแล้วจึงเปิดทางแสงสว่างฉีกมิติออกและส่งเอมิลี่ไปยัง สุสานผู้วิเศษมิติไร้ขอบเขต—
ทันที

 

 


 

เมื่อเอมิลี่มาถึงภาพตรงหน้าก็ไม่ต่างจากที่คาดไว้ กองทัพปีศาจมหาศาล ทหารปีศาจขนาดเท่ามนุษย์ เดินลาดตระเวนไปมา อสูรอาบิสหลายหมื่นตนปะปนกันอย่างไร้ระเบียบและไกลออกไป—เงาร่างอสูรยักษ์ขนาดเท่าภูเขา
ทอดตัวอยู่ที่ปลายขอบฟ้ามืดหม่น

แม้จะเตรียมใจมาแล้วแต่ภาพนี้ก็ทำให้เอมิลี่หวั่นใจอยู่เล็กน้อย เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะยิ้มบาง ๆ

           “โอ้…มีแต่ตัวโหด ๆ ทั้งนั้นเลยนะ ซาเทรียส แกนี่มันเอาเรื่องจริง ๆ”

เธอกำดาบแน่น “งั้นก็มาเริ่มสงครามไร้จุดจบกันได้แล้ว!!!”

สิ้นเสียง—เอมิลี่โจมตีทันที ดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ สิบเล่ม แยกตัวออก พุ่งเข้าฟันแทงทหารปีศาจด้วยความเร็วเหนือการรับรู้ ลูกบาศก์แสงระเบิดติดต่อกันเป็นแนวยาว ฉีกกองทัพออกเป็นเสี้ยว ๆ

เหล่าอสูรหันมาจับจ้องผู้บุกรุก ก่อนจะคำรามและพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน อสูรอาบิสนับพันไม่อาจทำอะไรเธอได้
แต่ยังมีอสูรระดับสูงอีกหลายร้อยตนที่ร่ายเวทย์โจมตีอย่างรุนแรง แรงกระแทกจากเวททำให้เอมิลี่เสียหลัก
ร่างกระเด็นไปหลายครั้ง แต่เธอก็ลุกขึ้นมาได้ทุกครั้ง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง ดุเดือด ยาวนาน ไม่มีทีท่าจะหยุด
ไม่มีทีท่าจะหมดแรง

เอมิลี่บุกทะลวงทุกสิ่งที่ขวางหน้า เธอทำลายอสูรยักษ์สูงเกือบหกสิบเมตรด้วยลูกบาศก์แสงเพียงครั้งเดียว

เธอโบกมือ สั่งดาบแสงให้ฟันทุกสิ่งที่เข้าใกล้และระเบิดหัวอสูรอาบิสจนกลายเป็นผงละอองสีทองที่โปรยปรายทั่วมิติ

แต่กองทัพปีศาจ…ไม่รู้จักหมด อสูรยักษ์ยิงลำแสงเวทสีแดงออกมาอย่างไม่สนใจสิ่งใด แม้แต่ทหารปีศาจพวกเดียวกันก็ยังถูกลูกหลงโดยไม่แยแส

สงครามดำเนินไปนานเท่าใด—ไม่มีใครรับรู้ แม้จะมีพลังเทียบเท่าเทพแต่ก็มีวันที่อ่อนกำลัง

เอมิลี่เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้น ถูกอัด ถูกกระแทก กลิ้งไปกับพื้นมิติ และถูกซ้ำอีกครั้ง บ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น แต่เธอยังคงสู้ แม้มิติสุสานผู้วิเศษจะไร้ขอบเขตก็ยังสัมผัสได้ว่าเธอกำลังถูกบีบถอยหลังไปเรื่อย ๆ

เบื้องหลังของเธอ—ว่างเปล่า เบื้องหน้า—คือกองทัพปีศาจนับไม่ถ้วนที่ยังคงบุกไล่โจมตีอย่างไม่รู้จักหยุดยั้ง  การโจมตีไม่หยุดลง แรงกระแทกจากเวทระเบิดอัดร่างเอมิลี่จนกระเด็น แสงศักดิ์สิทธิ์รอบตัวเธอสั่นไหวไม่ดับ…แต่เริ่ม ไม่มั่นคง

ดาบแสงที่เคยลอยวนอย่างสมบูรณ์ เริ่มหายไปทีละเล่ม จากสิบ…เหลือเจ็ด จากเจ็ด…เหลือสี่ เอมิลี่ฝืนยืน
หายใจหนัก เลือดสีทองไหลลงตามแขนและขาหยดลงบนพื้นมิติที่แตกร้าว

อสูรยักษ์สามตนล้อมเธอไว้ สูงตระหง่านราวภูเขา เวทอาบิสของมันกดทับลงมาไม่ใช่เพื่อฆ่าแต่เพื่อ บดขยี้

           ยังไม่พอ…ฉันยังหยุดมันไม่ได้…

เธอกัดฟันยกมือขึ้นร่ายเวทแต่แสงที่ควรจะปะทุ—กลับสั่น และแตกเป็นเสี้ยว

อสูรอาบิสนับร้อยพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ฟัน แทง ฉีก ร่างของเอมิลี่ถูกกระแทกลงกับพื้นเสียงดังสนั่นไปทั่วมิติ

เธอพยายามลุกแต่ขากลับไม่ตอบสนอง

           นี่คือ…ขีดจำกัดงั้นหรือ…

ภาพในหัวเริ่มซ้อนทับกัน เสียงคำรามของปีศาจค่อย ๆ ห่างออกไปแทนที่ด้วยเสียงที่เธอรู้จักดี

เสียงหัวเราะเบา ๆ เสียงทะเลาะเล็ก ๆ ระหว่างการเดินทาง เสียงราห์ซูร์…ในวันที่ไม่มีสงคราม

           ฉันได้ใช้ชีวิตแล้ว…ฉันได้รัก…แค่นั้นก็คุ้มแล้ว…

อสูรยักษ์ยกเท้าขึ้นเงามืดปกคลุมร่างของเธอทั้งหมด

เอมิลี่หลับตาไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะ ยอมรับ

           ขอโทษนะ…ฉันทำได้แค่นี้จริง ๆ…ในเสี้ยววินาทีนั้น—

พันธะสัญญาเทพในร่างของเธอเรืองแสงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะพลังแต่เพราะ ความตั้งใจสุดท้าย แสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งขึ้นจากร่างของเธอ ไม่โจมตี ไม่ป้องกัน แต่ ขานรับ

 

ทั้งมิติหยุดนิ่งชั่วขณะ อสูรทุกตนชะงักราวกับรับรู้บางสิ่งที่กำลัง “มาถึง” และก่อนที่เท้าของอสูรยักษ์จะเหยียบลงมา—

แสงอีกสายหนึ่ง สว่างกว่า มั่นคงกว่าและหนักแน่นกว่าก็ฉีกมิติสุสานผู้วิเศษออกจากด้านบน

ราวกับเม็ดทรายที่ร่วงหล่นจากรอยฉีกขาดบนท้องฟ้าที่ดำมืดบางเม็ดตกกระแทกพื้นบางเม็ดโฉบเฉียงออกไปด้านข้าง

เอมิลี่มองภาพนั้นอย่างมึนงง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้าง

           “นั่นมัน…..กองทัพสัตว์วิเศษของเทพปฐพี…” เธอฝืนลุกขึ้นยืนและในวินาทีนั้น—แสงแห่งการรักษาก็ฉายลงมาที่ร่างของเธอ

ความเจ็บปวดถูกชะล้าง พลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอีกครั้งและแสงนั้นยังแผดเผาอสูรอาบิสนับสิบจนต้องถอยหนีอย่างแตกตื่น

           “ฉันมาแล้ว เอมิลี่” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “เธอทำได้ดีมาก ถึงเวลาแล้ว…ที่เราจะไปสั่งสอนซาเทรียสผู้ที่ผิดสัญญา”

เทพปฐพีลอยลงมาใกล้แสงจากร่างของเขามั่นคงและหนักแน่น

           “ท่านเทพปฐพี…” เอมิลี่ยิ้มทั้งที่ยังหอบ “ขอบคุณมากค่ะ…ฉันคิดว่าจะไม่รอดแล้วเสียอีก”

แต่ยังไม่ทันที่ความโล่งใจจะจาง—เสียงกัมปนาทก็ดังก้องเพียงครั้งเดียว

           ตึง—!

อสูรนับพันร่วงหล่นลงพร้อมกัน วิญญาณถูกดูดกลืนหายไปในความว่างเปล่า

เอมิลี่ชะงัก

           “ความตาย…?”

ใช่แล้ว ความตาย ลงสู่สนามรบยืนอยู่ท่ามกลางนรกราวกับเป็นบ้านของตนเอง

           “ความตายก็มาด้วยหรือคะ…ท่านเทพ?”

เอมิลี่ขนลุกเมื่อเห็นพลังนั้นถูกปลดปล่อยอย่างไร้ปรานี

เทพปฐพียิ้มบาง ๆ

           “ไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้น เอมิลี่ มนุษย์…ก็มาด้วย”

เขาโบกมือไปยังความมืดอีกด้านหนึ่ง

มิติเริ่มบิดเบี้ยวก่อนจะเปิดออกเป็นประตูขนาดมหึมาและสิ่งแรกที่โผล่ออกมา—คือ หัวของไทฟอน
มังกรยักษ์แห่งไฟเงิน

มันอ้าปากและพ่นไฟสีเงินใส่อสูรยักษ์จนหัวของมันหายไปจากร่างในพริบตาเดียว

           “ไทฟอน…!!!” เอมิลี่ยืนตะลึง “มาได้ยังไง…”

           “ไทฟอนมากับฉัน เอมิลี่” เสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงที่อบอุ่น เสียงที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินอีกแล้ว

           “ราห์ซูร์!!!” เอมิลี่รีบยกมือปิดแก้มตัวเองหัวใจเต้นแรงจนทำอะไรไม่ถูก

ตรงหน้าเธอ—คือราห์ซูร์ ในชุดออกรบของราชาวาเลเธีย เขาดูดีเกินไปจนแม้แต่กลางสนามรบหัวใจของเธอก็ยังสั่นไหว

ราห์ซูร์กางแขนออก เปิดรับเธอ เหมือนกับเขาในเส้นเวลา 1 ปีไม่มีผิด

           “มาหาฉันสิแมวน้อยขี้กังวล”

มีเพียงคนเดียวที่ชอบล้อชื่อนี้ของเธอ คือ ราห์ซูร์ในเส้นเวลา 1 ปีที่ถูกลบล้าง ความทรงจำของเขาไม่หายไป มันถูกรับรู้โดยราห์ซูร์คนนี้แล้ว

เอมิลี่หลั่งน้ำตาแต่ก็ยิ้มทั้งยินดีปนเศร้า  “บอกแล้วใช่ไหม ว่าฉันไม่ได้ขี้กังวล”

แม้จะรู้ดีว่าราห์ซูร์คนนี้…ไม่ใช่ของเธอ แต่แค่ครั้งเดียว ให้เธอได้กอดเขาอีกครั้ง

เธอวิ่งเข้ากอดเขาทันที 

ราห์ซูร์กอดเธอตอบลูบหลังเธอเบา ๆ ราวกับปลอบใจ ราวกับบอกว่า—ทุกอย่างจะจบลงในไม่ช้า

กราวด้าเดินตามเข้ามามองทั้งสองที่กอดกันแน่น สีหน้าเธอหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร

           “ให้แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ เอมิลี่”

พูดจบ—กราวด้าก็พุ่งเข้าสู่สนามรบพร้อมเรียกขุนพลแห่งความมืดทั้งสี่และแม่ทัพแห่งความมืด แซร์ค ตามไปติดๆ

เจ้าหุ่นขี้ผึ้งก็ตามมา มันโผล่เข้ามาในประตูมิติ ลอยอยู่บนท้องฟ้า ควบคุมกองทัพโกเลมทองคำทั้ง เก้าร้อยตัว
อย่างทุลักทุเล

           “โอ๊ย! ควบคุมยากจังเจ้าค่ะ…”

           “แต่ไหวเจ้าค่ะ!”

           “ลุยเลย—โกเลมทองคำ!”

กองกำลังผสมที่นำโดย ซาเฮล และปืนใหญ่เวทมนตร์ถูกลำเลียงผ่านประตูมิติอย่างไม่ขาดสาย มากกว่า 20 กระบอก

ทันทีที่ตั้งประจำที่—เสียงปืนเวทก็ดังกระหึ่ม สงครามสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง กองทัพปีศาจที่เคยถาโถมไม่รู้จบค่อย ๆ ถูกกวาดล้าง ทีละคลื่น ทีละกอง ถอยร่น จนในที่สุด—มิติไร้ขอบเขตนั้นก็เริ่ม “โล่ง”

สัตว์วิเศษของเทพปฐพี หลั่งไหลออกมาต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย และยืนหยัดราวกำแพงศักดิ์สิทธิ์ บดขยี้อสูรอาบิสที่หลงเหลือ ความตายเดินผ่านสนามรบเก็บเกี่ยววิญญาณที่ถึงเวลาโดยไม่เลือกฝ่ายไม่เลือกความดีหรือความชั่ว

กองทัพมนุษย์ร่วมแรงอย่างไม่ถอย เวท ปืนใหญ่ และคมดาบไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีแต่เพื่อ “จบทุกอย่างลงตรงนี้ และตอนนี้เท่านั้น”

สงครามในสุสานผู้วิเศษไม่ได้จบลงด้วยเสียงโห่ร้องหรือชัยชนะอันน่าปิติมันจบลง…ด้วยความเงียบ เมื่ออสูรตนสุดท้ายล้มลงเส้นทางสู่ใจกลางสุสานผู้วิเศษก็เปิดออก

ที่นั่น—ความมืดข้นหนาไม่ใช่ในรูปของกองทัพแต่เป็น “ตัวตน” ซาเทรียสผู้ผิดสัญญาผู้แอบแฝงอยู่หลังหายนะทั้งหมด

ร่างของเขาไม่ใช่เนื้อหนัง ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเงามืดที่รวมตัวกัน บิดเบี้ยว บิดงอ ราวกับไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่ต้น

การต่อสู้ครั้งสุดท้าย มีเพียงพลังที่ประสานกัน เทพปฐพี ความตาย มนุษย์ สัตว์วิเศษและผู้ที่แบกความผิดไว้ยาวนานที่สุด—เอมิลี่ พลังที่ไม่อาจย้อนคืนหลอมรวมกัน

ไม่ใช่เพื่อ “ทำลาย” แต่เพื่อ “ส่งคืน” เมื่อการโจมตีสุดท้ายพุ่งเข้าใส่ร่างของซาเทรียสแตกสลาย ไม่เหลือเสียงร้อง
ไม่เหลือคำสาป ความมืดถูกฉีกออก สลายและไหลกลับสู่ความว่างเปล่าในสภาพที่มันควรเป็นมาตั้งแต่แรก

สุสานผู้วิเศษสั่นสะเทือนก่อนจะค่อย ๆ สงบนิ่ง สงครามจบลงแล้ว มีเพียงโลกที่ยังสามารถเดินต่อไปได้ และเอมิลี่—ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันนั้น รู้ดีว่า นี่คือจุดจบที่เธอเลือกเองและเป็นจุดจบที่เธอพร้อมจะยอมรับ

 

 


           หลังจากทุกอย่างสงบลง กองทัพแห่งความมืดสลายสิ้น ความมืดกลับไปหลับใหลอีกครั้งและก็ถึงเวลาต้องลาจาก
ต้องแยกย้าย

เทพปฐพีเปิดทางส่งเหล่าสัตว์วิเศษของเขากลับสู่ทวีปอัลเทรนน์ 

ส่วนความตาย—หายไปตอนไหนไม่มีใครรู้

เหลือเพียงกองทัพมนุษย์ที่กระจายกำลังสำรวจพื้นที่และพาผู้บาดเจ็บกลับผ่านประตูมิติ และเอมิลี่—ยืนมองทุกอย่างด้วยสายตาว่างเปล่า สำหรับเธอ หายนะที่เธอก่อขึ้นจบลงแล้ว

จนกระทั่ง…กราวด้าเดินเข้ามาหาท่าทีหงุดหงิดยังไม่เปลี่ยนไปนัก 

           “ฉันคิดว่าบางคนคงได้บทเรียนราคาแพงไปแล้วนะ” กราวด้าพูดกระแนะกระแหน

ครั้งนี้เอมิลี่ไม่ตอบโต้ เธอเพียงพยักหน้าและยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข

           “ใช่…..ฉันได้บทเรียนแล้ว” เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

           “ขอบคุณที่มาช่วย….ขอบคุณจริง ๆ”

สีหน้าของกราวด้าอ่อนลงก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ

           “เอมิลี่…เธอเปลี่ยนไปแล้ว ฉันคิดว่า…วาเลเธียยินดีต้อนรับเธอกลับไปสนใจไหม?”

เอมิลี่เงยหน้าขึ้นมองกราวด้าอย่างตกใจ

           “ไปอยู่กับพวกเธอ…?”

เธอเหลือบมองราห์ซูร์ราวกับมีคำถามนับไม่ถ้วน

           “ฉันคิดว่าเธอกลับตัวกลับใจแล้ว” กราวด้าพูดต่อ “บางที ราชาราห์ซูร์…อาจอยากรับอนุภรรยาเพิ่มอีกสักคน แล้วมันก็ไม่ได้ผิดธรรมเนียมอะไร”

กราวด้าหันไปมองราห์ซูร์ซึ่งตอนนี้ทำหน้าเหมือนคนรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด

เอมิลี่มองทั้งสองก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เธอเดินเข้าไปจับมือกราวด้าอย่างจริงใจ

           “เป็นข้อเสนอที่มากมายกว่าที่ฉันจะตอบแทนได้” เธอพูดอย่างอ่อนโยน 

           “แต่ฉันคิดว่า…พวกเธอเหมาะสมกันดีอยู่แล้ว”

เธอปล่อยมือถอยออกมาเล็กน้อยเพื่อมองทั้งราห์ซูร์และกราวด้า

           “ฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้ใครอีกแล้ว ความรักควรเป็นเรื่องของ คน 2 คน และฉันคิดว่า…ฉันมีทางที่เลือกไว้แล้ว”

เอมิลี่สูดลมหายใจก่อนจะพูดอย่างเรียบง่ายแต่หนักแน่น

           “ฉันจะขออยู่ที่สุสานผู้วิเศษแห่งนี้  ในมิตินี้  จะนอนหลับใหล…เหมือนเทพองค์อื่น ๆ”

เธอยิ้มบาง ๆ

           “ฉันจะฝันถึงความทรงจำที่มีความสุขของฉัน และฉันจะอยู่ที่นั่น…ไปตลอดกาล”

กราวด้าและราห์ซูร์ยิ้มให้กับการตัดสินใจของเอมิลี่ ทั้งสองบอกลาเธอ กองทัพมนุษย์ค่อย ๆ ถอนกำลังออกไป
จนเหลือเพียงความเงียบและความว่างเปล่า

เทพปฐพีปรากฏขึ้นอีกครั้งสร้างวิหารหลังใหม่ตรงหน้าเอมิลี่ วิหารสำหรับการหลับใหลไปชั่วนิรันดร์ ก่อนที่เขาจะหายตัวไปกลับสู่ทวีปอัลเทรนน์ในร่างแท้จริงของตน

เอมิลี่เดินเข้าไปในวิหารที่งดงามและเงียบสงบ เธอนอนลงบนเตียงกลางวิหาร ฟูกสีแดงกำมะหยี่นุ่มฟู
รองรับร่างของเธออย่างอ่อนโยน

ไม่นานนัก—เธอก็หลับลงราวกับหยุดหายใจ

จิตของเธอมุ่งสู่ความฝันความทรงจำหนึ่งปีที่เธอได้รับไว้ทุกอย่าง…เหมือนเริ่มต้นใหม่และเหมือนจริงเสียเหลือเกิน


 

"

ผมยกตอนจบของภาค 2 มาไว้ที่นี่แล้วนะครับ 

หลังจากนี้ไปเป็นตอนย่อยไปเรื่อยๆ จากความฝันที่ไม่สิ้นสุดของเอมิลี่ครับ

ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

"

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา