ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,500 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

66) ควาจริงของคนคนหนึ่ง

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เหล่าทหารเริ่มเดินเข้าไปหากลุ่มลัทธิแห่งความมืดเพื่อควบคุมตัวพวกเขา สีหน้าทุกคนยังเต็มไปด้วยความลังเล
ทั้งกลัว ทั้งเกรง และไม่แน่ใจ

แซร์ครีบเดินเข้าไปบอกลาทุกคน แต่ในใจของเขา…นี่ไม่ใช่การอำลาครั้งสุดท้ายเป็นเพียงการจากลากันชั่วคราวเท่านั้น

          “อย่าห่วงไปเลย ลุงเม็ตช์ ฉันจะรีบเขียนคำร้องขออภัยโทษให้ทันทีที่คุณเข้าเรือนจำเลย”

แซร์คพูดพลางเดินไปจิ้มคริสตัลที่คุมขังเม็ตช์เบา ๆ

          “อย่าเลย แซร์ค ถ้านายเป็นคนเขียนให้ฉันคงโดนเพิ่มโทษเป็นจำคุกตลอด สองชีวิต แน่ ๆ”

เม็ตช์พูดพลางยิ้มสีหน้าผ่อนคลายกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับคนกำลังถูกคุมตัว

จากนั้นแซร์คก็เดินไปหา เกอร์

          “ไง เพื่อน ห้ามแอบแปลงร่างเป็นทหารยามออกมาเดินเล่นตอนกลางคืนนะเว้ยมันน่ากลัว รู้ไหม?”

แซร์คพูดพร้อมกำหมัดชนเข้ากับคริสตัลของเกอร์

          “ไม่หรอก ฉันจะหลอกพวกทหารยามให้หัวโกร๋นทุกคืนต่างหาก หึหึ”

เกอร์กำหมัดชนกลับผ่านคริสตัล

          “ชนกำปั้น!!”

ถัดมาเป็นคริสตัลของริชชี่แซร์คหยุดยืนตรงหน้าเธอน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

          “รู้ไหม ริชชี่ เธอไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ฉันเคยคิดเลยบางที… ถ้ามีโอกาส ฉันจะอาสาพาเธอเดินเที่ยวรอบเมือง
เที่ยวด้วยกันนะ”

เขารีบย้ำเสียงแข็งเล็กน้อย

          “เน้นว่า… ในฐานะ เพื่อน นะเว้ย!!!”

          “ฉันได้หมดเลย แซร์ค ได้ทุกอย่างจริง ๆ”

ริชชี่ยิ้ม แววตาของเธอเต็มไปด้วยกำลังใจเหมือนพร้อมจะรอวันนั้นจริง ๆ

สุดท้าย แซร์คเดินไปหยุดที่คริสตัลของ บัฟ (เซเรส)

          “ไง บัฟ เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่า…สักวันหนึ่ง เราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

แซร์คเหลือบมองมือซ้ายของบัฟซึ่งสวมถุงมือเวทบางอย่าง ถุงมือที่ป้องกันไม่ให้ไฟลุกไหม้อีกต่อไป

บัฟนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ

          “สักวันหนึ่ง ฉันจะขอกราวด้าเพื่อวัดพลังกับนาย แซร์ค”

แซร์คยิ้มอย่างพอใจ

          “ใช่เลย เพื่อน จัดมาได้เลย ฉันพร้อมเสมอ รอวันที่พวกนายจะได้รับอภัยโทษ… สักวันหนึ่ง”

คริสตัลถูกปลดออก สมาชิกของลัทธิความมืดยอมให้ควบคุมตัวโดยดี

และการจากลาครั้งนี้จบลง…โดยไม่มีความเกลียดชังหลงเหลืออยู่

เมื่อพิธีเสร็จสิ้น ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับ

ราห์ซูร์เดินลงไปหากราวด้า ซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม

ไม่ไปไหน

ราวกับจงใจรอเขา

          “กราวด้า… ฉันขอโทษ ตอนนี้ฉันเข้าใจตัวเองแล้วโปรดอยู่กับฉันที่นี่ได้ไหม?”

ราห์ซูร์พยายามพูดหวังจะปรับความเข้าใจกับเธอ

กราวด้าเหลือบไปเห็นบางอย่าง แขนของ หุ่นขี้ผึ้ง โผล่ออกมาจากเสื้อพิธีของเขา แม้ราห์ซูร์จะสวมชุดราชพิธีอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ยังแอบซ่อนเจ้าหุ่นขี้ผึ้งไว้ในเสื้อ

เธอตวัดมือเพียงครั้งเดียวดึงหุ่นขี้ผึ้งตัวน้อยลอยเข้ามาอยู่ในมือของเธอ

          “นี่อะไร? ตุ๊กตาวูดูเอาไว้สาปแช่งฉันงั้นเหรอ?”

กราวด้าพูดประชด ทั้งที่เธอรู้ดีว่าเขาเก็บมันไว้ทำไม

          “นี่คือ… ส่วนที่เหลือของกราวด้าหมายเลขหนึ่ง ฉันเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลา”

ราห์ซูร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ

กราวด้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองหุ่นขี้ผึ้งที่ตอนนี้ยิ้มจนแก้มปริ

          “หนอย… เจ้าหุ่นฉวยโอกาส คอยดูเถอะ ฉันจะลงโทษแกอย่างสาสม”

แต่เจ้าหุ่นก็ยังนิ่งไม่ตอบโต้ใด ๆ

          “อย่าหึงหุ่นเลย กราวด้า เธอจากไปแล้วนั่นเป็นเพียงตัวแทนของสิ่งที่เหลืออยู่ของเธอ—ฉัน… โอ๊ย!!!”

ราห์ซูร์ร้องลั่นเมื่อโดนหยิกเข้าที่แขนอย่างแรง

          “ใคร… หึง!!! ไม่รู้ก็หุบปากไปเลย!”

กราวด้าพูดเสียงแข็ง

          “ฉันจะดูเองว่ามันตายจริงหรือแค่หลอกฉันจะเอามันกลับไปด้วย”

เธอพูดจบก็หันหลังกลับทันที

          “เดี๋ยวสิ! เธอจะไม่อยู่กับฉันที่นี่เหรอ กราวด้า!!!”

ราห์ซูร์พูดอย่างใจเสีย

กราวด้าหยุด ก่อนจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน

          “ถ้าอยากได้ฉัน ก็รู้จักไขว่คว้าด้วยตัวเองบ้างนะ”

เธอตั้งใจบอกที่อยู่ของตนเองราวกับกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ

          “ฉันจะกลับไปที่หุบเขาวาเลเธีย นั่นคือบ้านของฉันในตอนนี้ ให้เวลา สามวัน ถ้านายไม่ไป… ฉันจะโกรธ”

เมื่อพูดจบ กราวด้าก็กลายเป็นความมืด พุ่งหายไปในท้องฟ้า

แซร์คเดินเข้ามาส่งสัญญาณ

          “เพื่อน… งานเข้าแล้วว่ะ”

          “แซร์ค! ฉันดีใจที่ได้เจอนายอีก แล้วที่นายพูดหมายความว่ายังไง?”

ราห์ซูร์ยิ้มดีใจที่ได้เจอเพื่อนอีกครั้ง

แซร์คก้มลงกระซิบ น้ำเสียงจริงจังผิดปกติ

          “งานนี้… จะง้อกราวด้าได้ มีวิธีเดียวแล้วเพื่อน”

          “ทำยังไง บอกมาเลย ฉันต้องทำยังไง ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ จริง ๆ นะ!”

ราห์ซูร์พูดอย่างร้อนรน

แซร์คยิ้มเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มของคนที่คิดแผนเอง และสร้างความป่วนได้เสมอ และครั้งนี้…แสบกว่าทุกครั้ง

          “ขอแต่งงานไงเพื่อน”

ราห์ซูร์นิ่ง …..ตกใจสุดขีด แต่แทนที่จะปฏิเสธเขากลับเชื่อสนิทใจ

          “ได้… ฉันจะทำ!!! ฉันจะขอแต่งงาน ใช่… เธอต้องหมายถึงเรื่องนี้แน่ ๆ ฉันต้องไปสู่ขอเธอ”

แซร์คกลั้นหัวเราะแทบตาย ก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย

          “บาย… แล้วเจอกัน”

พูดจบเขาก็กลายเป็นควันดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายไปในที่สุด

 

 


ราห์ซูร์ยืนนิ่ง ครุ่นคิดอย่างจริงจังเหตุการณ์ทั้งหมดยุ่งเหยิงเพิ่งจบไป แล้วเขามีเวลาอีกแค่ สามวัน เท่านั้น

กราวด้าจะไม่ให้เขาได้ตั้งตัวเลยหรือ? เขาเพิ่งได้รับการสถาปนาเป็นราชาในวันนี้ เอมิลี่—คนสำคัญของเขา—กลับกลายเป็นผู้ต้องหามีค่าหัวและหลบหนีไป แล้วนี่จะให้มีเรื่อง งานอภิเษกสมรสต่อเนื่องทันที อย่างนั้นหรือ?

เพราะราห์ซูร์เชื่อคำโกหกของแซร์คอย่างสนิทใจทั้งที่ความจริงแล้ว กราวด้าเองก็ ไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลย
เธอเพียงแค่งอนอย่างหนัก และต้องการให้เขาไปง้อเท่านั้น

 

 


เย็นวันนั้น ราห์ซูร์เรียกไซรัสเข้าพบเพื่อหารือ เมื่อเขาเอ่ยถึงเรื่องที่หนักใจ—เรื่องกราวด้า และงานอภิเษกสมรส
ไซรัสก็ทำสีหน้าเหมือนมีอาการปวดหัวเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง

เพียงงานบรมราชาภิเษกก็ทำให้เธอเกือบเป็นลมอยู่แล้วและนี่ อีกไม่เกินสามวัน พระองค์อาจจะต้องเสด็จไปขอกราวด้าแต่งงานอีก

ไซรัสลูบหน้าช้า ๆ หนักมือ ราวกับพยายามดึงความเหนื่อยล้าออกไปก่อนจะตั้งใจพูดอย่างจริงจัง

“มันดูเร็วเกินไป…แต่ ใช่ พระองค์สามารถทำได้

พระราชกรณียกิจในช่วงนี้คือการเสด็จเยี่ยมประชาชนมอบขวัญกำลังใจ และฟื้นฟูเมืองที่พังเสียหาย

ถ้าท่านเร่งจัดการให้เสร็จ บางทีในสองวันนี้ อาจจะเหลือเวลาอีกหนึ่งวัน สำหรับการเดินทางไปหุบเขาวาเลเธียก็ได้

ข้าจะเร่งจัดกำหนดการให้ทุกอย่างเสร็จภายในสองวัน กำหนดการจะค่อนข้างบีบอัดแต่ถ้าท่านเลือกแบบนั้น ข้าจะจัดให้”

ไซรัสพูดพลางมองหน้าราห์ซูร์ เพื่อรอคำยืนยัน

          “ได้ จัดมาเลย!!”

ราห์ซูร์ตอบอย่างหนักแน่น

          “ฉันจะไม่ทำให้กราวด้าผิดหวัง!”

เมื่อเห็นความมุ่งมั่นนั้น ไซรัสก็รู้สึกเข้าใจและเห็นใจเขามากขึ้น

          “ท่านกราวด้าโชคดีมาก ที่มีคนรักเช่นท่าน”

เธอกล่าวเบา ๆ ก่อนจะโค้งเล็กน้อย และเดินออกไปอย่างเงียบงัน

 

 


หลังค่ำคืนอันเงียบสงบของวันบรมราชาภิเษกผ่านไป เช้าวันใหม่ใน หุบเขาวาเลเธีย ก็เริ่มต้นขึ้น 

ทุกอย่างดูเงียบเหงาหลังขุนพลความมืดทุกคนถูกจับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของวาเลเธีย

แซร์คเคาะประตูห้องกราวด้าแต่เช้าตรู่

          “ท่านกราวด้าาาาาา!”

กราวด้าเปิดประตูออกมาอย่างอิดโรย ผมยุ่ง ดวงตาอิดโรยชัดเจนจากการนอนไม่พอ

          “มีอะไร… แซร์ค ปลุกแต่เช้า”

          “ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม? อย่างเดียว ไม่เคยขออะไรเลยนะ”

เขาทำหน้าราวกับเด็กดีที่กำลังอ้อนขอของเล่น

          “ขออะไร แซร์ค ฉันไม่ได้ห้ามนายทำอะไรอยู่แล้ว”

กราวด้าพูดพลางขยี้ตา

          “ฆ่าเอมิลี่…” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม เหมือนขอไปเดินเล่นในเมือง กราวด้านิ่ง

          “น่า นะ… แค่หักขาสักข้าง………” กราวด้ายังคงนิ่ง

          “หยิกแขนก็ได้เอ้า…..”  กราวด้ายังคงนิ่ง

          “……”

          “ไม่ แซร์ค เอมิลี่ได้รับโทษของเธอไปแล้ว ไปที่หมู่บ้าน และตุนเสบียง เม็ตช์ไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของนาย”

กราวด้าพูดจบก็ปิดประตูใส่ทันทีโดยไม่สนใจเขาอีกปล่อยให้แซร์คยืนยิ้มอย่างผิดหวังอยู่หน้าห้อง

 

 


หลังไล่แซร์คให้ไปหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้มากวน กราวด้าก็กลับมานั่งที่โต๊ะของเธอ สายตาของเธอหยุดอยู่ที่
ตุ๊กตากราวด้าตัวน้อง

เธอใช้เวลาทั้งคืนตรวจสอบมัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เธอสัมผัสดวงวิญญาณเทียมของ
กราวด้าหมายเลข 1 ได้ แม้มันจะอ่อนแรง แต่ก็ยังไม่ดับ ทว่าเธอไม่สามารถปลุกมันขึ้นมาได้

การฟื้นฟูดวงวิญญาณดวงเดิม เป็นสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจ แม้การสร้างใหม่จะง่ายกว่าแต่เธอไม่อยากทำเช่นนั้น

กราวด้านั่งมองใบหน้าที่ยิ้มของมันอยู่นาน

เธอมั่นใจว่า

ช่างที่ราห์ซูร์สั่งให้ปั้นใหม่ ไม่มีใครคิดจำทำแบบนั้น และไม่ได้ตั้งใจปั้นให้มันยิ้ม

มันยิ้ม… ด้วยตัวของมันเอง

และรอยยิ้มนั้น จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมันได้รับการดูแลอย่างดี จากคนที่มันชอบที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่า

คือ ราห์ซูร์

เธอตัดสินใจลองเชื่อมต่อวิญญาณและดำดิ่งเข้าไปในความทรงจำของมัน

ทั้งคู่เอนกายนอนลงบนเตียง ราวกับกำลังหลับใหลในความฝันเดียวกัน

 

 


กราวด้าดำดิ่งเข้าสู่ห้วงความทรงจำ ในช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่—ตั้งแต่วันที่เธอเดินทางไปคฤหาสน์เฟลวิส

ภาพแรกที่ปรากฏ คือเจ้าหุ่นขี้ผึ้งที่เฝ้าดูแลเมธรัสอย่างเงียบงัน มันไม่พูด ไม่เรียกร้อง เพียงนั่งอยู่ข้างเตียง จับมือเขาไว้ไม่ห่าง

เธอเห็นวินาทีสุดท้ายก่อนที่เมธรัสจะหลับตาลง และยอมมอบดวงวิญญาณของตนให้กับความตาย
เพื่อแลกกับชีวิตของเธอ

กราวด้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดภาพนั้นทำให้ลมหายใจของเธอสั่นไหว

จากนั้น… ความทรงจำก็เปลี่ยนไป

เธอเห็นเจ้าหุ่นขี้ผึ้งยืนอยู่กลางสนามรบต่อสู้กับขุนพลแห่งความมืดอย่างไม่ลังเล แม้มันจะไม่รู้จักความเจ็บปวด
แต่มันรู้จัก “หน้าที่” มันยืนหยัดเพื่อปกป้องทุกสิ่งที่กราวด้ารัก

น้ำตาของเธอไหลไม่หยุด เธอไม่อาจหลับตาได้ ไม่อาจหลีกหนีภาพเหล่านั้น

 

 


แล้วทุกอย่างก็เงียบลง ความมืดค่อย ๆ ปกคลุม ไร้เสียง ไร้แสง อ้างว้างจนความกลัวคืบคลานเข้ากัดกินจิตใจ

มันโดดเดี่ยว

มันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ความมืดนั้น… น่ากลัวเหลือเกิน

แต่แล้ว

ความอบอุ่นบางอย่างก็แผ่ซึมเข้ามาอย่างช้า ๆ

อ้อมกอดของใครสักคนที่กอดมันไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะหายไป

และเสียงนั้น—เสียงที่กราวด้าจำได้ดี

เสียงของ ราห์ซูร์

เขาพูดกับมัน แม้มันจะไม่เคยตอบเขาได้เลยสักครั้ง

เขาพูดทุกอย่าง สารภาพทุกความรู้สึก ทุกความผิดพลาด ทุกความกลัว

เขาบอกรักเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับทุกครั้งที่เขาอยู่คนเดียวเขาจะพูดกับมันแทนคำพูดที่ไม่กล้าพูดกับเธอ

ทุกคืนเขากอดมันไว้ร้องไห้จนดวงวิญญาณเทียมสั่นไหว

ทุกวันเขาพกมันติดตัวไปทุกที่ไม่เคยวางห่าง

เขาไม่เคยพูดถึงผู้หญิงคนอื่นเลย แม้เอมิลี่จะอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา

ในความทรงจำทั้งหมดนั้น มีเพียงชื่อเดียว มีเพียงหัวใจเดียว ที่เขาเรียกหาเสมอ

 

 


เมื่อกราวด้าได้รับความทรงจำของเจ้าหุ่นขี้ผึ้งครบถ้วน เธอก็ตื่นขึ้นมา

น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอดึงมันเข้ามากอดแน่น ราวกับกลัวว่าจะสูญเสียมันไปอีกครั้ง

          “ขอบคุณ… เจ้าหุ่น”

เสียงเธอสั่นเครือ

          “ขอบคุณมากจริง ๆ”

          ….

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา