ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,434 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

67) ขอแต่งงาน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

วันแรกที่ราห์ซูร์ต้องพบปะประชาชน ไม่มีพัก ไม่มีหยุด เขาเร่งทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะต้องการจบพระราชกรณียกิจทั้งหมดก่อนจะไปหากราวด้าให้ได้

เขาอยู่ในขบวนเสด็จตลอดทั้งวันเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แจกจ่ายเสบียงยังชีพพูดคุย รับฟัง และให้กำลังใจประชาชน

เขาไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้าไปเยี่ยมตามหมู่บ้านที่เสียหายจากศึก เพียงแค่วันเดียวเวลาก็แทบหมดไปกับการเดินทางทั้งหมด

ยามเย็น ระหว่างทางกลับเมือง ขบวนเสด็จแวะพักที่ค่ายทหารชั่วคราว

เหล่าทหารที่ร่วมขบวนยังหอบเหนื่อย เซราดที่ตามเสด็จมาตลอดวันก็เหงื่อตกไม่แพ้กัน

ไซรัสนั่งพักอยู่ข้างลำธารถอดรองเท้าและจุ่มเท้าลงในน้ำ แต่สภาพของเธอกลับเหี่ยวเฉาราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำมาหลายวัน

เมื่อเห็นเซราดเดินเข้ามาเธอก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ

          “ไซรัส…ถ้ามีใครบอกว่าเจ้าตั้งใจจะทำให้ราชาราห์ซูร์ถอดใจเพราะงานหนักขนาดนี้ ข้าจะเชื่อสุดใจจริง ๆ นะ”

เซราดพูดประชดเบา ๆ

ไซรัสมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงเถียง แต่เธอก็ขยับเข้าไปใกล้และกระซิบอะไรบางอย่างให้เขาได้ยิน

เพียงไม่นานสีหน้าของเซราดก็เปลี่ยนจากความเหนื่อย เป็นความตื่นตะลึงก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มกว้าง

แววตานั้นบอกชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ควรเป็นความลับ เขารีบเดินกลับไปซุบซิบกับเหล่าทหารถึงเหตุผลที่องค์ราชาเร่งทำพระราชกรณียกิจอย่างหนักในช่วงนี้

หลายคนตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย แรงกายแรงใจก็กลับมาอย่างเห็นได้ชัด

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าพวกเขาได้รับ “ข่าวดี” ที่ทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำ

 

 


เมื่อกลับถึงวัง ราห์ซูร์เดินกลับห้องอย่างอ่อนล้า เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าเหล่าทหารในวังดูคึกคักเป็นพิเศษ
ทุกคนรีบแยกย้ายพร้อมเสียงกระซิบกระซาบที่แพร่กระจายไปทั่ววังในยามหัวค่ำและเพียงคืนเดียวข่าวนั้นก็ลามไปถึงครึ่งเมือง

 

 


เช้าวันถัดมาคนที่ดูเหนื่อยที่สุดในวังไม่ใช่ราชาแต่คือ ไซรัส

เธอมาเคาะประตูห้องของราห์ซูร์ด้วยสีหน้าอดนอนอย่างเห็นได้ชัด ดูแก่ลงไปราวสิบปีแต่ยังฝืนยิ้มแบบหงุดหงิดติดอยู่บนใบหน้า

          “มีอะไร ไซรัส ฉันทำอะไรผิดไปหรือ?” ราห์ซูร์ถามอย่างกังวลกลัวว่าเขาจะกดดันเธอมากเกินไป

          “ไม่มีอะไรพะยะคะหม่อมฉันไม่เป็นไร…”

เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ

          “แต่…เรามีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย”

          “เปลี่ยนแผน?” ราห์ซูร์ทำหน้างงและยังไม่ทันได้ถามต่อ—

 


ตัดฉาก – หุบเขาวาเลเธีย

กราวด้านั่งเอนกายอยู่บนเตียงสีหน้าของเธอผ่อนคลายรอยยิ้มเล็ก ๆ ไม่ยอมหายไปจากริมฝีปาก

เธอมีความสุขอย่างแท้จริงในตอนนี้ ภาพความทรงจำของเจ้าหุ่นยังวนเวียนอยู่ในหัวทำให้หัวใจของเธออุ่นจนแทบทนไม่ไหว

ราห์ซูร์รักเธอด้วยความจริงใจ ซื่อสัตย์ และ… น่าสงสารจนเธอใจอ่อน

กราวด้าเขินจนเผลอบิดหมอนขาดไปแล้วหลายใบ

เธออยากบินไปหาเขาอยากกอดเขาเดี๋ยวนี้เลย

แต่—

เธอยังคงอดทนรอ

เพราะเธอ ต้องการสั่งสอนเขา ที่เคยเลือกเอมิลี่ แม้สิ่งที่เขาทำจะเกิดจากความสงสารก็ตาม

เธอจะไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด

แต่ถ้าเขามาหาเธอมาง้อเธอด้วยตัวเอง—เธอจะยอมคืนดี

กราวด้าคิดเช่นนั้นและยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหุบยิ้มไม่ได้

ถึงขั้นที่แซร์คซึ่งเดินผ่านไปผ่านมาต้องเสียวสันหลังวาบ

เขามองเจ้านายของตนด้วยความระแวงและพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

          “หรือว่าลูกพี่…จะอ๋อไปแล้วจริง ๆ?”

 

 


สองวันผ่านไป เช้าวันที่สามมาถึง—วันที่เธอบอกเขา วันที่ราห์ซูร์ต้อง มาและถ้าไม่มา… เธอจะโกรธจริง ๆ

ในความเป็นจริง กราวด้าสามารถใช้เวทของเธอได้ “คาถาจองจำทาส” ที่เธอเคยใช้ผูกไว้กับเขาตั้งแต่แรกพบ

เธอสามารถย่องเข้าไปในหัวเขา มองดูความคิด รู้ว่าเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน กำลังมาหาเธอหรือไม่ แต่เธอไม่ทำ

เธอเลือกที่จะ รอ

 

 


แซร์ค—ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าเงียบ—แอบใส่ไฟให้ราห์ซูร์บอกเขาว่า ควรมาขอกราวด้าแต่งงาน

เขาลุกขึ้นเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้า แม้จะไม่ถนัด แม้จะไม่รู้ว่าควรจัดอย่างไร แต่เขาก็ทำเท่าที่ทำได้

เขาทำความสะอาดทางเข้า หาดอกไม้ หาพุ่มไม้สวย ๆ มาจัดเป็นซุ้มทางเดิน แม้จะดูแห้งแล้ง
แม้จะไม่สวยงามพอ แต่ใครเห็นก็รู้ว่านี่คือความพยายามอย่างเต็มที่

 

 


          “แซร์ค นายทำอะไร?”

กราวด้าถามด้วยความสงสัย

เธอเห็นเขาตกแต่งเกินความจำเป็นทั้งที่ราห์ซูร์แค่จะมาหามาง้อเธอ

เขาอาจแค่ถือดอกไม้หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ติดมือมาแค่นั้น…เธอก็แทบจะกระโดดกอดเขาแล้ว

          “ฉันก็อยากต้อนรับเพื่อนของฉันเหมือนกันนะ ลูกพี่”

แซร์คพูดพลางเสียบกิ่งไม้ที่มีใบสีแดงส้มลงบนซุ้มทางเดิน

กราวด้ายิ้มแต่ไม่ได้ว่าอะไร

เธอหันกลับเดินเข้าห้องของตัวเองพร้อมสั่งไว้เบา ๆ

          “ถ้าตาทึ่มนั่นมาถึงก็บอกนะว่าฉันอยู่ในห้อง ไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้น”

เธอเดินเข้าห้องไป หัวใจเต้นแรงตื่นเต้นราวกับเจ้าหญิงที่รอเจ้าชายมาช่วยจากหอคอยมังกรไฟ

          “ได้เลยครับ ลูกพี่!! ถ้าเจ้าเพื่อนเลวของผมมาถึง จะรีบชี้เป้าทันที!”

แซร์คตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

 


เวลา… ค่อย ๆ ผ่านไป ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

บ่ายแก่แล้วทุกอย่างยังเงียบไม่มีวี่แววใครจะมา แม้แต่สัตว์สักตัว

แซร์คเริ่มหน้าเสีย

กราวด้าออกมาจากห้อง สีหน้ากังวลแต่ยังคงมีความหวังหลงเหลือ

เธอเดินไปที่ประตูทางเข้าฐานที่พัก มองไปยังพระอาทิตย์ ที่กำลังเริ่มคล้อยต่ำ เธอยืนมอง… อย่างเงียบงัน

ความเงียบนั้น

น่าเศร้า

วังเวง

จนแม้แต่แซร์คยังรู้สึกใจหาย

เขายืนอยู่ลึกเข้าไป มองแผ่นหลังของกราวด้าที่ยืนรอโดยไม่ยอมไปไหน

เธอรอจนพระอาทิตย์ตกดิน จนแสงสุดท้ายหายไป จนดาวเริ่มเต็มฟ้า

เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น

ส่วนแซร์ค…เขานั่งลงช้า ๆ และเริ่มห่อเหี่ยว

ภาพของกราวด้าที่ยืนรออยู่หน้าทางเข้าโดยไม่มีใครเดินมา

ทำให้เขาเศร้าอย่างที่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะรู้สึกได้

จากการยืน เปลี่ยนเป็นการนั่ง และเธอยังคงรอ

เกินเที่ยงคืนไปแล้ว น้ำตาของกราวด้าเริ่มไหล เธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าปากทางเข้าหุบเขา

แซร์คนั่งเงียบอยู่ในเงามืด แววตาของเขาสะท้อนแสงดาวใสราวกับมีน้ำตา

แต่เขาไม่เข้าไปยุ่ง

ไม่ปลอบ

ไม่พูดอะไร

เขาเพียงแค่เฝ้าดู

และรออยู่ห่าง ๆ

กราวด้านั่งนิ่ง

เธอไม่ทำลายอะไร

ไม่ระเบิดพลัง

ไม่เปล่งวาจาสาปแช่งหรือขู่ฆ่าใคร

เธอเพียงก้มหน้าซุกใบหน้าลงกับเข่าของตัวเองร้องไห้อย่างไร้เสียง ร่างกายสั่น สะอื้นเบา ๆ ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงร้องไห้ จะทำให้ความหวังสุดท้ายพังลง

ในใจเธอคิดเพียงอย่างเดียว—หากราห์ซูร์ไม่มา

เธอจะอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

เธอเหนื่อยและพอแล้ว กับความวุ่นวายทั้งหมด

ลัทธิแห่งนี้…จะเป็นลัทธิแห่งความสงบที่แท้จริง

แต่ตอนนี้น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด ไหลไม่หยุด ไม่ใช่เพื่อรักษาแต่เพื่อระบายความเจ็บปวดที่ยังท่วมท้นอยู่ในหัวใจและเธอก็ปล่อยให้มันไหลต่อไป

แม้ในใจลึก ๆ เธอยังแอบหวังหวังว่าเขาจะมา

 

 


แสงแรกของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ สาดส่องขึ้นอย่างอบอุ่น

แต่ก็ยัง…ไร้วี่แววใคร

กราวด้าเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลุกไปไหน เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายอ่อนแรง เธอหลับลงตรงนั้น

หลับไปพร้อมน้ำตาที่ยังไม่แห้งและหัวใจที่ยังรอคอย

ในความฝัน เธอได้ยินคำบอกรักของเขา เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าและพูดว่า—

          “ฉันมาแล้ว”

 

 


ใช่…เสียงนั้นเหมือนจริงเหลือเกินและมือที่อบอุ่นก็สัมผัสลงบนไหล่ของเธอ

เสียงเรียกเบา ๆ ราวกับไม่กล้าปลุก ไม่กล้ารบกวนเธอในยามหลับ

          “กราวด้า…ฉันมาแล้ว ขอโทษที่มาช้า”

เสียงของราห์ซูร์ เบา แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

กราวด้าเงยหน้าขึ้นจากความฝัน ตื่นขึ้นพร้อมน้ำตานองหน้าและเธอก็เห็นเขา

ราห์ซูร์ในฉลองพระองค์ของราชาเต็มยศยืนอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ

          “ราห์ซูร์…ตาทึ่ม…”

เธอพูดทั้งที่น้ำตาไหลไม่หยุด

          “ฉันฝัน?…”

          “ขอโทษจริง ๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ

          “ก็คนเกือบครึ่งอาณาจักรขอตามมาด้วย พวกเขาขอร่วมเป็นเกียรติในการยกขบวนขันหมากมาสู่ขอเธอ
กราวด้า”

ราห์ซูร์ขยับตัวเบี่ยงเล็กน้อยให้กราวด้าเห็นภาพเบื้องหลัง สถานที่ที่เคยเป็นเพียงหุบเขาเต็มไปด้วยหินและทรายสีขาวว่างเปล่าและเงียบงัน

บัดนี้…ถูกแทนที่ด้วยขบวนเสด็จและขันหมากยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจุผู้คนทั้งหมดได้

แต่ทุกคน…เงียบ

เงียบจนหัวใจสั่น

ผู้หญิงแทบทุกคนมีแสงใส ๆ คลออยู่ในดวงตา

 

 


หัวใจของกราวด้าแทบระเบิด

เธอหันไปมองแซร์คที่ยืนอยู่ด้านหลัง

เขาตื่นอยู่ก่อนแล้วและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นราวกับไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเขาเองที่ยุให้ราห์ซูร์มาขอเธอแต่งงานและเขาเองก็ไม่คิดว่าราห์ซูร์จะ           “จัดเต็ม” ได้ถึงขนาดนี้

กราวด้าหันกลับมายกมือปิดหน้าอย่างเขินอาย

เมื่อนึกถึงภาพที่ทุกคนเห็น—เธอนั่งหลับอยู่ตรงทางเข้า

นั่งรอเขา

อยู่ตรงนี้

เป็นครั้งแรกที่เธออายถึงขนาดนี้และเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นเธอไม่ใช่ในฐานะราชครูผู้เย็นชาแต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่น่ารัก อ่อนแอ และกำลังรอคนที่เธอรัก

 

 


กราวด้าร้องไห้ออกมาไม่หยุดมือปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ

แต่เธอก็ยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา ร้องไห้ ร้องด่าไปพร้อมกัน เหมือนผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง
ที่ถูกทิ้งให้รอ ที่อ่อนแอ และต้องการความรัก

          “ราห์ซูร์… บ้า…นายมันทึ่ม…นายมัน… บ้า…”

เธอสะอื้น เสียงสั่น

          “ฉันเกลียดนาย…ฉันเกลียดนาย…”

แต่แขนของเธอกลับกอดเขาไว้แน่นยิ่งกว่าที่เคยกอดใครในชีวิต

 

 


แนนซี่—แม่ครัวที่เคยเป็นลูกมือให้กราวด้าในยามทำขนม—ก้าวออกมาข้างหน้าในมือมีห่อคุกกี้ที่เธอตั้งใจทำอย่างดีที่สุด

          “ท่านกราวด้า!! กลับไปกับพวกเราเถอะนะคะ”

เหล่าจอมเวทผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเธอก้าวออกมาพร้อมเพรียงกัน

          “ท่านอาจารย์กราวด้า พวกเราต้องการท่านเช่นกันกลับไปเถอะขอรับ”

เด็ก ๆ จากบ้านเด็กกำพร้าเดินเรียงแถวออกมาดวงตาใสซื่อและเปี่ยมความหวัง

          “พี่เกวน!!! พวกเราอยากให้พี่กลับไปกับพี่ราห์ซูร์!”

          “ใช่ ๆ!”

เสียงชาวเมืองดังขึ้นรอบด้าน แซ่ซ้องจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกัน

          “ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร พวกเราต้องการท่าน ท่านกราวด้า!”

ไซรัสก้าวออกมาเป็นคนสุดท้าย เธอยิ้มอย่างจริงใจแม้ใบหน้าจะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะปิดบังได้

          “ท่านกราวด้าข้าต้องการที่ปรึกษา ราชาราห์ซูร์…หนักเกินกว่าที่ข้าจะรับมือไหวหากไม่มีท่านอยู่ข้างเขา”

 

 


ราห์ซูร์กอดกราวด้าไว้แน่นและเมื่อเขารู้สึกว่าเธอเริ่มหยุดร้องไห้เขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

จากนั้น…เขายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อยเสียงทั้งหมดเงียบลงทันทีราวกับทุกคนกลั้นหายใจรอสิ่งที่จะเกิดขึ้น

เขาค่อย ๆ ถอยออกจากอ้อมกอดของเธอเพียงนิดเดียว ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและเงยหน้าขึ้นสบตา

ในวินาทีนั้นหัวใจของกราวด้าแทบหยุดเต้น

          “หะ… อย่า…ถ้านาย… ยังไม่พร้อม…” เธอพยายามส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริง

แต่เขาไม่หยุด

ราห์ซูร์เปิดกล่องเล็ก ๆ เผยให้เห็นแหวนมั่นที่สะท้อนแสงอรุณอย่างงดงาม

เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดแทรกได้อีก

          “กราวด้า ฉันผิดพลาดมาแล้ว ทำให้เธอต้องรอ ทำให้เธอต้องเจ็บ และทำให้เธอต้องร้องไห้ ทั้งที่ฉันไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเลย

แต่จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันขอสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เธอยืนอยู่ลำพังอีก ไม่ในฐานะราชครู ไม่ในฐานะผู้เสียสละ
แต่ในฐานะคนรักของฉัน

แต่งงานกับฉันนะ กราวด้า

และอยู่เคียงข้างฉันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่”

ทุกอย่างเงียบงันราวกับผืนแผ่นดินทั้งผืนกำลังรอฟังคำตอบ

กราวด้านิ่งไปเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย

          “นายพูด…

          นายพูดแล้ว…

          นายพูดแล้วจริง ๆ ใช่ไหม…?”

เธอกลืนน้ำลาย น้ำตาคลออีกครั้ง

          “พูดแล้ว…

          เอากลับคืนไม่ได้แล้วนะ…

          ฉันจะไม่ยอมให้นายคืนคำ…”

          เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งน้ำตา

          “เพราะฉัน…รับมัน”

พูดจบ เธอไม่แม้แต่จะสนใจแหวน

กราวด้าทรุดเข่าลงตรงหน้าเขาและจูบเขาอย่างสุดหัวใจ

เป็นจูบที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต

ทุ่มทุกความเจ็บ

ทุกการรอคอย

ทุกความรัก

ลงไปในจูบนี้

เสียงเฮดังขึ้นรอบด้านประชาชนที่ร่วมขบวนต่างโห่ร้องยินดี เสียงแห่งความสุขกึกก้องไปทั่วหุบเขาวาเลเธีย


 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา