ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,429 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

65) การสารภาพผิดของราชา

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

--ท่ามกลางความตึงเครียดนั้นมีคนหนึ่ง… ที่ไม่ได้พูด ไม่ได้ขยับ แต่หัวใจเต้นดังยิ่งกว่าคำใด

เอมิลี่

เธอยืนอยู่ไม่ไกลจากราห์ซูร์ มือยังกำ ดาบหยกแห่งราชา แน่น ดาบที่ยังเปื้อนโลหิตของเขา
และพิธีที่ถูกขัดกลางคัน

เธอเห็นทุกอย่าง ได้ยินทุกคำ ตั้งแต่ “กราวด้า” จนถึงคำว่า“กราวด้าของฉัน”

นิ้วของเธอเกร็งโดยไม่รู้ตัว

เธอไม่เข้าไปขวาง

ไม่ก้าวออกมา

เพราะหน้าที่ของราชองครักษ์

คือปกป้องราชา

ไม่ใช่แย่งหัวใจของเขา

แต่ในวินาทีนั้น—เธอไม่ใช่แค่ราชองครักษ์

เธอคือผู้หญิงที่กำลังจะถูกผูกวิญญาณกับชายคนหนึ่งต่อหน้าคนทั้งแผ่นดินและชายคนนั้นกำลังพูดว่า
รักผู้หญิงอีกคนต่อหน้าต่อตาเธอ

เอมิลี่สูดลมหายใจลึก

ตั้งสติ

ทำหน้าที่ให้มั่นคง

เธอขยับตัวเพียงเล็กน้อย

ยืนเยื้อง

อยู่ในตำแหน่งที่ หากกราวด้าขยับเพียงก้าวเดียว เธอจะเข้าปกป้องทันที

แต่สายตาของเธอไม่ได้จับจ้องกราวด้า

กลับจับจ้อง…ราห์ซูร์

เธอเห็นเขาในแบบที่กราวด้าเห็น 

ซื่อบื้อ

ตรงไปตรงมา

และไม่รู้ตัวเลยว่า

กำลังทำร้ายใคร

เอมิลี่กลืนน้ำลาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกเสียงนิ่ง แต่สั่นเล็กน้อย

          “ฝ่าบาท…”

ราห์ซูร์สะดุ้ง หันกลับมามองเธอ

เอมิลี่ยืนตรงหลังตรงดวงตานิ่งอย่างทหาร

          “อย่าเสียเวลาเลย ผู้ที่เข้าสู่ความมืดต้องถูกกำจัด”

ความตึงเครียดในลานพิธีเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งแต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัวหรือออกคำสั่งใด ๆ

ไซรัสก็ยกมือขึ้นพร้อมร่ายเวทเปิด หนังสือกฎระเบียบแห่งราชสำนัก ตัวอักษรเรืองแสงลอยอยู่กลางอากาศ

          “ผู้มีสิทธิ์คัดค้านพิธีบรมราชาภิเษก ต้องมีคุณสมบัติดังนี้”

ไซรัสอ่านออกเสียงอย่างชัดเจน

          “หนึ่ง ต้องเป็นประชากรของวาเลเธีย 

สอง ต้องไม่เป็นนักโทษ ผู้ต้องหา หรือผู้ถูกประกาศจับ”

เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับกราวด้าอย่างลังเล

          “แต่ท่านกราวด้า…ท่านคือผู้นำลัทธิความมืด”

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบลานพิธี กราวด้าขมวดคิ้วนิดเดียวก่อนสวนกลับทันที

          “แล้วฉันผิดตรงไหน?”

ไซรัสสะดุดคำถามนั้นไปชั่ววินาทีก่อนจะตอบตามหน้าที่

          “เอ่อ…ท่านเป็นผู้นำลัทธิความมืด ซึ่งก่อความไม่สงบและทำลายอาณาจักรมีโทษร้ายแรงตามกฎหมาย”

กราวด้าแสยะยิ้มบาง ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบคมและคุ้นเคยอย่างน่ากลัว

          “ไซรัส…เธอนี่ฉลาด แต่ไม่เฉลียวเช่นเคย”

เธอเดินเลียบผ่านราห์ซูร์อย่างช้า ๆ ขยับตำแหน่งจนสามารถมองไซรัสที่ยืนอยู่หน้าบัลลังก์ได้ชัดเจน

          “ขอถามหน่อยสิ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ฉันเป็นคนทำหรือไม่?”

ไซรัสอ้าปากจะตอบแต่เสียงก็แผ่วลง

          “อะ…ไม่…ค่ะ…แต่—”

ยังไม่ทันพูดจบกราวด้าก็แทรกขึ้นทันทีราวกับทนายที่ซักพยานจนจนมุม

          “ต่างกรรมต่างวาระ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของผู้นำคนก่อน”

เธอเว้นจังหวะ ก่อนตอกย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

          “นี่คือข้อเท็จจริงและฉัน…ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

ไซรัสนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะมันคือความจริงที่เถียงไม่ได้

แต่เธอยังพยายามยกประเด็นสุดท้ายขึ้นมา

          “แต่…พวกสมาชิกลัทธิ! พวกเขาเป็นผู้ต้องหา ต้องถูกนำตัวมาลงโทษและท่านคือหัวหน้าของพวกเขา
เพราะฉะนั้น—”

          “เพราะฉะนั้นฉันจึงผิด เพียงเพราะรับตำแหน่งที่มีลูกน้องเคยทำผิด?”

กราวด้าพูดสวนทันที

          “แบบนั้นเรียกว่ายุติธรรมแล้วหรือ?”

ไซรัสเม้มริมฝีปาก แต่ยังคงพยายามยืนหยัดตามกฎหมาย

          “สิ่งที่ท่านพูด…ก็ถูกท่านยังไม่ได้ทำผิดตามรูปการณ์ แต่ลัทธิที่ท่านรู้อยู่แล้วว่าเป็นลัทธิผิดกฎหมาย
และต้องถูกกำจัด”

กราวด้าพยักหน้าเล็กน้อยก่อนถามกลับอย่างเยือกเย็น

          “ถ้าฉันเปลี่ยนแปลงลัทธินั้นไปในทางที่ดีล่ะ ซึ่งก็เปลี่ยนไปแล้ว”

เธอจ้องตาไซรัส

          “มีกฎข้อไหน เอาผิดฉันได้หรือไม่?”

ไซรัสสะดุดเธอพลิกหน้ากฎอย่างร้อนรน

          “อึก…ก็…ไม่ ถ้าความผิดยังไม่เกิดก็ไม่สามารถเอาผิดได้”

เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พยายามหาทางออกสุดท้าย

          “แต่ท่าน…อาจไม่ใช่ประชากรของวาเลเธียอีกแล้ว”

กราวด้ายิ้ม เป็นรอยยิ้มของคนที่คิดทุกอย่างมาแล้ว

          “ข้าคือกราวด้า เพียงลาออกจากตำแหน่งราชครูและเปลี่ยนสถานะเป็น ‘ผู้นำลัทธิแห่งความสงบ’”

เสียงของเธอมั่นคง

ไม่สั่น

ไม่ลังเล

          “และลัทธิของเราเคารพกฎระเบียบของวาเลเธียทุกประการ”

เหล่าสาวกลัทธิที่ยืนอยู่เบื้องหลังต่างรับรู้ทันทีว่าถึงเวลานั้นแล้วพวกเขาเตรียมใจมาแล้วตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าลานพิธี

ไซรัสยืนนิ่ง สมองประมวลผลทุกคำอย่างหนักหน่วง

          “ท่าน…หมายถึงว่า…”

กราวด้าพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงสงบแต่หนักหน่วงจนทั้งลานเงียบงัน

          “ฉันพาพวกเขามา…มอบตัว”

กราวด้าไล่พิจารณาทีละคนราวกับสวมบท ราชครูแห่งวาเลเธีย คนเดิมกลับมาอีกครั้ง น้ำเสียงนิ่ง สุขุม และเด็ดขาดจนไซรัสต้องเปิดตำรากฎหมายตามแทบไม่ทัน

          “ข้า กราวด้าไม่เคยต้องโทษใด ไร้มลทิน”

เธอขยับสายตาไปยังชายที่ยืนอยู่หลังคริสตัล

          “แซร์ค… ก็เช่นกัน เขาไม่ได้ก่ออาชญากรรมและควรได้รับรางวัลด้วยซ้ำ”

เสียงฮือฮาดังขึ้นบางเบา

          “เม็ตช์ ผู้สมรู้ร่วมคิดกับลัทธิความมืดก่อกบฏต่อวาเลเธีย โทษคือประหารชีวิต”

เธอเว้นจังหวะก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นธรรม

          “แต่หากยอมมอบตัวโทษจะลดลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกตลอดชีวิต”

สายตาเลื่อนไปยังอีกสองร่าง

          “เกอร์ และ ริชชี่ เข้าข่ายเดียวกันหากให้การเป็นประโยชน์โทษลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต”

บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนที่กราวด้าจะกล่าวชื่อสุดท้าย

          “ส่วนเซเรสอดีตผู้นำลัทธิความมืด”

น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบ

          “ไม่อาจลดโทษประหารได้ให้สั่งประหารชีวิต”

เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

          “แต่เนื่องจากเขาไม่อาจตายได้ให้ประหารชีวิตหนึ่งครั้ง ก่อนจำคุกตลอดชีวิต”

ไซรัสพยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดประมวลตามกฎหมายอย่างรวดเร็ว

          “เรื่องนี้จะต้องถูกพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งค่ะแต่วันนี้…พวกเขาทั้งหมดต้องถูกควบคุมตัว”

กราวด้าพยักหน้าเพียงนิดเดียว

          “ดี…”

เธอหยุดแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

          “ต่อไป…มาถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดของวันนี้แล้ว”

กราวด้าหันไปหาไซรัสสายตาคมกริบ

          “ไซรัส ข้าขอถาม…”

ทั้งลานพิธีเงียบงัน

          “ผู้ที่ฆ่าราชองครักษ์คาเรน และหัวหน้าหน่วยมือสังหาร อิเรน มีโทษประการใด?”

คำถามนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ

ไม่มีใครเข้าใจเจตนาที่แท้จริง ยกเว้นเพียงสองคน—

ราห์ซูร์ และ เอมิลี่

เอมิลี่หน้าซีดเผือดมือที่กำดาบหยกแห่งราชาสั่นอย่างห้ามไม่อยู่

ราห์ซูร์เองก็ไม่ต่างกัน เขามองกราวด้าด้วยสายตาสำนึกผิดและไม่อาจให้อภัยตัวเองได้

ไซรัสแม้จะรู้สึกแปลกใจแต่ก็ตอบอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องเปิดตำรา

          “ผู้ที่ฆ่าราชองครักษ์ เท่ากับฆ่าตัวแทนขององค์ราชาถือเป็นกบฏโทษประหารสถานเดียว”

เธอเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อ

          “และผู้ที่ฆ่าหัวหน้าเงาแห่งอาณาจักร ถือเป็นบุคคลอันตรายสูงสุด ต้องตั้งค่าหัว หรือพบเห็นให้สังหารได้ทันที”

กราวด้าหันไปมอง

ราห์ซูร์

สายตานั้น

ไม่ใช่ความโกรธ

ไม่ใช่ความแค้น

แต่คือการ

ทวงถามราคาของความจริง

และราคาของการถูกหักหลัง

หัวใจราห์ซูร์แทบหลุดจากร่าง เขาหันไปมองเอมิลี่ที่ตอนนี้สภาพแทบยืนไม่อยู่

เขาต้องเลือก ที่จะปกป้องเอมิลี่ หรือพูดความจริง

ต่อหน้ากราวด้า ต่อหน้าประชาชน และต่อหน้าประวัติศาสตร์

 

 


สิ่งที่เขาต้องตัดสินใจในยามนี้ คือการเลือกระหว่างสิ่งที่เขาเคยยึดถือมาตลอดชีวิต กับสิ่งที่เขาได้รับระหว่างทางหากเขาเลือกยืนกรานทำตามสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ทิ้งชีวิตในอนาคต กลับมาเพียงเพื่อคำตอบ เพื่อแก้ไขทุกอย่าง

—เขาทำสำเร็จแล้ว

แต่ระหว่างการเดินทางนั้น สิ่งที่เขาได้รับกลับทำให้เขา “รู้สึกมีชีวิต”

ความหวัง

หัวใจ

และความผูกพัน

สิ่งที่เขาไม่เคยมี ไม่เคยได้รับมาก่อน

แม้ว่าทั้งหมดนั้นจะดูเหมือนการทรยศต่อตัวเอง

ทรยศต่อความตั้งใจ

ทรยศต่อสิ่งที่เขาเคยเป็น

หากเป็นเขาในอดีต เขาจะไม่ลังเล ไม่รอช้า เขาจะ “ลบ” ทุกคนออกไป แม้มันจะโหดร้ายยิ่งกว่าลัทธิความมืดก็ไม่หวั่น

เพราะสำหรับเขาในวันนั้น ทุกอย่างไม่มีความหมาย ทุกอย่างมีไว้เพียงเพื่อสิ่งเดียว เอมิลี่ เพียงเพื่อให้เขาได้ยืนเคียงข้างเธอ

แต่ตอนนี้…เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาอ่อนแอลงหรือไม่? หรือแท้จริงแล้ว เขาเพิ่งจะ “แข็งแกร่งขึ้น” กันแน่

และคำพูดหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในความทรงจำ ชัดเจนราวกับเพิ่งถูกเอ่ยเมื่อวาน

          “ฉันเชื่อว่า…ผู้นำที่มีหัวใจบริสุทธิ์ จะนำอาณาจักรให้ฟันฝ่าวิกฤตไปได้เสมอ”

                                                                                                    —ราชาดัลเทรนน์

 

ราห์ซูร์นิ่งเงียบ ครุ่นคิดและระลึกถึงคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ คำสัญญาที่มีคนคนหนึ่งฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเขา

ตอนนี้…วิกฤตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปราะบางที่สุด หากเขาบิดเบี้ยวตั้งแต่ก้าวแรก ทุกอย่างหลังจากนี้ก็จะบิดเบี้ยวตามไป

การโกหก

ความผิด

และบาปที่ไม่อาจแก้ไข

จะก่อตัวขึ้นไม่รู้จบ

ถ้าแม้แต่การตัดสินใจครั้งแรกยังผิดเพี้ยน

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

หากสลับที่กัน หากกราวด้าเป็นคนที่ฆ่าคาเรน เขาจะช่วยเธอหรือไม่? คำตอบในใจเริ่มตกผลึก
ชัดเจน ไม่อาจหลีกหนี เขาจะลงโทษเธอ เช่นเดียวกับที่เขาลงโทษเอมิลี่ในอนาคต

แต่ครั้งนี้เขาจะไม่ย้อนเวลาอีกแล้ว เขาจะเดินหน้าต่อไปและยอมรับผลของการตัดสินใจด้วยตัวเอง

เมื่อคิดได้ ราห์ซูร์ก้าวเดินกลับขึ้นไปบนลานที่ตั้งบัลลังก์ เขาถอดมงกุฎออกและวางมันลงบนแท่นบูชา
ตำแหน่งเดิมของมัน

จากนั้น เขาหันกลับมาหาประชาชน เหล่าทหาร แขกผู้มาร่วมพิธี และลัทธิความมืด ที่อ้างตัวว่าถูกเปลี่ยนเป็น “ลัทธิแห่งความสงบ”

น้ำเสียงของเขานิ่ง หนักแน่น และไม่สั่นไหว

          “ท่านราชครูไซรัส โปรดกระจายเสียงของข้าเพื่อให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ได้ยินอย่างชัดเจน”

เอมิลี่ยังคงมองตามเขาอย่างกังวล ราห์ซูร์กลับขึ้นไปยืนหน้าบัลลังก์ ราวกับจะทำพิธีต่อ

แต่…เขาถอดมงกุฎออก นั่นหมายความว่าอะไร?

ไซรัสโค้งเล็กน้อยก่อนจะร่ายเวทแสงเวทแผ่ขยายออกก่อเกิดเป็นภาพโปร่งแสงขนาดมหึมาเหนือ ลานพิธี ราวกับโฮโลแกรมยักษ์ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นและไม่มีใครหลบเลี่ยงความจริงนี้ได้อีก

 

เมื่อเห็นราห์ซูร์ถอดมงกุฎออก

กราวด้ายิ้ม

รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ที่รู้ว่า แผนการสำเร็จแล้ว

แผนทำลายพิธีบรมราชาภิเษก

สำเร็จ

สมบูรณ์

แผนที่ไม่ต้องใช้กำลัง

ไม่ต้องเสียเลือด

แผนที่หัวใจทั้งดวงของราห์ซูร์… ยอมแพ้ต่อความจริง

เธอยิ้ม

อย่างสมกับตำแหน่ง

จักรพรรดินีแห่งความมืด

สายตาของประชาชนทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทหารทุกนายรู้สึกราวกับหัวใจหล่นวูบ แต่ราชครูไซรัสยังคงนิ่ง ยืนอยู่กับที่และรอฟังอย่างตั้งใจ

เสียงของราห์ซูร์ดังขึ้น ชัด และหนักแน่น

          “จากนี้ไป… ข้าจะพูดเพียงความจริง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ข้าจะยอมรับมันทั้งหมด ตัวข้ามีความผิดติดตัว
          มีความลับที่ข้าไม่เคยยอมเปิดเผย”

 

 


เอมิลี่พยายามก้าวเดินตามขึ้นไปหาราห์ซูร์แต่ขาของเธอกลับไม่ยอมขยับ

เซราดเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาขยับเข้ายืนขวางหน้าเอมิลี่อย่างแนบเนียนไม่ให้เธอเข้าใกล้ลานพิธี

เสียงของราห์ซูร์ดังสะท้อนไปทั่ว

          “ในวันที่วังแห่งนี้ได้รับชัยชนะเหนือ ลัทธิความมืด คาเรน… ไม่ได้ถูกเซเรสสังหารแต่เป็น เอมิลี่ ที่ลงมือฆ่าเขา”

เสียงฮือดังขึ้นจากทุกทิศ ประชาชนแตกตื่น ความจริงที่ถูกปิดผนึกถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคน

กราวด้ายิ้ม รอยยิ้มที่ สยดสยอง

เอมิลี่ทรุดเข่าลงอย่างหมดสิ้นหนทาง เหล่าทหารมองเธอด้วยสายตาเดียวกันสายตาของผู้มอง “อาชญากร”

ราชครูไซรัสยังคงนิ่งพิจารณาทุกอย่างอย่างเคร่งครัด

ราห์ซูร์หันไปมองกราวด้า

          “ข้าคือคนที่ช่วยเธอปกปิดความจริง ปกปิดความผิดทั้งหมดมาจนถึงวันนี้ นั่นคือเหตุผลที่เธอมาคัดค้านพิธีบรมราชาภิเษกในวันนี้… ใช่ไหม กราวด้า”

กราวด้าไม่ตอบ

เธอเพียงยิ้ม

พึงพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ราห์ซูร์ยอมรับความผิดของตนต่อหน้าประชาชนและเอมิลี่… ถูกประจานจนไม่เหลือที่ยืน

เขาหันกลับไปหาเธอ

          “เอมิลี่ยอมรับและมอบตัวเถอะ เราจะชดใช้ความผิด… ไปด้วยกัน”

เอมิลี่สั่นไปทั้งตัวความโกรธ ความสิ้นหวัง และความพังทลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ความหวังตรงหน้าดับวูบ
ชีวิตไม่มีทางเดินต่อแม้แต่ความมืด… ก็ไม่ต้อนรับเธออีกแล้ว

          “แก… แก…อีสัตว์สารเลว… กราวด้า!!!!”

เอมิลี่ลุกพรวดเหวี่ยง ดาบหยกแห่งราชา ใส่กราวด้า

ดาบเรืองแสงแสดงอำนาจ แม้ยังไม่ได้ผ่านพิธี มันแหวกอากาศราวสายฟ้าเสียงกระหึ่มสะเทือนทั่วลานพิธี

เร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน ฟาดเข้าใส่กราวด้าจนเกิดระเบิดรุนแรง

ราห์ซูร์แทบไม่ทันขยับ

ไม่มีใครทันขยับ

ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่เอมิลี่ทำ

เมื่อควันค่อย ๆ จางลง—

กราวด้า จักรพรรดินีแห่งความมืดยังคงยืนนิ่ง เธอมองเอมิลี่ราวกับมองมดปลวก

ดาบหยกแห่งราชาถูกหยุดไว้ ด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว

แซร์ค

แม่ทัพแห่งความมืด ทำลายคริสตัลที่กักขังเขาในเสี้ยววินาทีและปรากฏตัวเข้าปกป้องจักรพรรดินีของตน

ดาบหยกในมือเอมิลี่

เริ่มร้าว

ก่อนจะปริแตก

กลายเป็นเศษหยกกระจัดกระจาย

เสียงของแซร์คต่ำ ดุ ราวกับปีศาจจากนรกขุมสุดท้าย

          “ถ้าท่านกราวด้าไม่สั่งห้าม ข้าคงฆ่าเจ้าไปแล้ว เอมิลี่ เพราะเจ้าเป็นคนฆ่า อิเรน… พ่อของข้า

เซราดและเหล่าทหารได้ยินชัดเจน เอมิลี่… ฆ่าอิเรน อย่างนั้นหรือ?

เสียงตะโกนดังขึ้น

          “หยุดนะ เอมิลี่! ยอมให้จับกุมเดี๋ยวนี้ จบแล้ว… เอมิลี่!!!”

แทบจะในทันที เอมิลี่ถูกล้อม ไม่ใช่โดยลัทธิความมืดแต่โดยกองกำลังของวาเลเธียเอง

เธอสู้

ดิ้นรน

และหลุดออกมาได้

ความสามารถของเอมิลี่ไม่ธรรมดา เธอไม่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าราชองครักษ์เพราะความสัมพันธ์แต่เพราะ ฝีมือแท้จริง

แม้แต่เพื่อนทหารองครักษ์ของเธอเองก็ยังไม่อาจหยุดยั้งได้

เอมิลี่ฝ่าแนวจับกุม พุ่งสวนผ่านกราวด้าไป

สายตาของเธอจ้องกราวด้า เต็มไปด้วยความเคียดแค้น การจดจำและคำสาบานเงียบงัน

—เธอจะต้องแก้แค้น แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต—

แล้วเธอก็วิ่งหลุดออกจากลานพิธีหายไปในที่สุด

กราวด้าไม่ขยับ

ไม่ไล่

ไม่แสดงท่าทีใด ๆ

เธอปล่อยเอมิลี่ไป

ราวกับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย

แซร์คเดินกลับไปยืนยังจุดเดิม จุดที่เขาเคยถูกคริสตัลของราห์ซูร์กักขัง สีหน้าของเขาดูพอใจที่ได้พูดความจริงต่อหน้าทุกคนเสียที

ราห์ซูร์ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด โดยไม่อาจขยับไปไหนเพราะร่างของเขายังอยู่ในวงเวทฉายภาพ

เมื่อทุกอย่างสงบลงอีกครั้งเหล่าทหารก็ออกไปไล่ตามจับกุมเอมิลี่

ราห์ซูร์เอ่ยขึ้น เสียงเรียบ แต่หนักแน่น

          “ท่านไซรัส โทษของข้าคืออะไร ข้าไม่มีคุณสมบัติจะปกครองอาณาจักรนี้อีกแล้ว… ใช่ไหม?”

ไซรัสเปิดหนังสือเวทตำราหลายเล่มลอยขึ้นเรืองแสงกลางอากาศ ขณะเธอพิจารณาข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด

จากนั้น เธอหันไปมองกราวด้าอีกครั้งและคราวนี้…กราวด้ายิ้มตอบกลับ

ไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ตั้งแง่ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ “รู้ผลล่วงหน้า”

ไซรัสถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย ราวกับเพิ่ง 

          “เสียรู้” 

ให้อดีตอาจารย์ของตน

แล้วเธอก็ประกาศเสียงดังกังวาลให้ผู้เป็นสักขีพยานทั้งหมดได้รับรู้

          “ก่อนอื่น ขอตอบคำถามข้อแรกที่องค์ราชาทรงถาม ในประเด็นการปกปิดความจริง การกระทำของพระองค์ — ในขณะนั้นยังทรงมีสถานะเป็นเจ้าชาย — ถือว่าเป็นการกระทำผิดจริง”

เสียงในลานพิธีเงียบกริบ

          “อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระองค์อยู่ภายใต้การควบคุม การติดตามและอาจรวมถึงการข่มขู่จากผู้ต้องหา
จนก่อให้เกิดความหวาดระแวงและความไม่ปลอดภัย ไม่มีผู้มีอำนาจใดสามารถตัดสินความผิดได้ในขณะนั้น”

ไซรัสหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

          “และจากพฤติกรรมในวันนี้การเปิดเผยความจริงต่อหน้าสาธารณชน ชี้ชัดแล้วว่าพระองค์ถูกกันตัวไว้ในฐานะพยานและ ไม่มีความผิด

เสียงถอนหายใจดังขึ้นทั่วลาน ไซรัสหันไปมองกราวด้าอีกครั้ง ก่อนประกาศต่อ

          “ประเด็นที่สอง การแต่งตั้งราชาและพิธีบรมราชาภิเษกได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้จะไม่มีการถามค้านในขั้นตอนสุดท้ายถือว่าพิธีเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน

          “ผู้คัดค้าน ไม่สามารถยื่นคำร้องหลังพ้นระยะเวลาที่กำหนดได้ ดังนั้น คำคัดค้านของ กราวด้า มอร์นไวน์
          จึงตกไป”

เมื่อประชาชนได้ยินคำวินิจฉัยบรรยากาศตึงเครียดก็คลี่คลายลงทันที

บางคนนั่งทรุดลงบนเก้าอี้ ด้วยความโล่งใจและหมดแรง

ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงแล้ว

แต่ราห์ซูร์ยังคงรู้สึกผิด แม้ตามกฎหมายเขาจะไม่มีความผิดและเขารู้ดีว่าไซรัสอาจตีความกฎหมายเพื่อปกป้องเขา

เซราดสังเกตเห็นสีหน้าของราห์ซูร์ความอึดอัดที่ยังไม่จางหาย

เขารู้จักราห์ซูร์ดี อดีตทหารราบของเขาทหารที่ซื่อจนเกือบจะบื้อ

เซราดจึงเดินขึ้นไปหน้าบัลลังก์

          “ไม่ต้องกังวลไป องค์ราชา แม้ท่านจะเคยทำผิดแต่สิ่งที่ท่านเลือกทำในวันนี้พิสูจน์แล้วว่าท่านคู่ควร
ที่จะนำพาอาณาจักรนี้อย่างแท้จริง”

เรน รองแม่ทัพหญิงผู้เชี่ยวชาญอาวุธระยะไกลเดินเข้ามาสมทบพร้อมรอยยิ้ม

          “ถ้าไม่อยากเป็นราชาหน่วยธนูยินดีรับท่านเสมอนะ ราห์ซูร์ แต่ข้าว่า…ท่านเหมาะจะยืนอยู่บนนั้นที่สุดแล้ว”

ราฟา จอมปราชญ์พลังเวทแห่งวาเลเธียก้าวเข้ามาเสริม

          “ข้าก็เช่นกัน แม้ท่านจะเป็นคู่แข่งในความรักของข้าแต่ข้ายอมรับว่าท่านคือราชาของข้า”

เซราดหันกลับไปหาแขกผู้มาร่วมพิธีแล้วตะโกนถามด้วยเสียงดัง ชัดเจน

คราวนี้ไม่มีพิธีการ ไม่มีกฎระเบียบ

          “ในนามของแม่ทัพแห่งอาณาจักรวาเลเธีย มีใครคัดค้านการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ราห์ซูร์หรือไม่?

หากมีจงแสดงตัวออกมาและเผชิญหน้ากับกองทัพวาเลเธีย เดี๋ยวนี้!”

ความเงียบปกคลุมทั่วลาน

กราวด้ายิ้มบาง ๆ ก่อนบ่นเสียงเบา

          “เล่นใหญ่จริงนะ… เซราด”

ท่ามกลางความเงียบ มีหนึ่งคนลุกขึ้นยืน

เขาคือ เจ้าชายอัซราม อัลมาดิน

เขาชูมือขึ้น และประกาศเสียงดัง

          “ราชาราห์ซูร์…ทรงพระเจริญ!!!!”

เสียงปรบมือ เสียงสรรเสริญ ดังกึกก้องทั่วลานพิธี

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา