ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
54) เสียงสัญญาณบุก
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเช้าวันใหม่ของคฤหาสน์เฟลวิสเต็มไปด้วยความเงียบที่ผิดธรรมชาติ หมอกเช้าที่ควรลอยอ้อยอิ่งกลับถูกแรงเวทบางอย่างบิดเบี้ยว อากาศเย็นผิดฤดูกาล ราวกับ คฤหาสน์ทั้งหลังรู้ว่ากำลังจะได้เห็นเลือดอีกครั้ง
ผู้รับใช้ที่ยังมีจิตมนุษย์หลงเหลืออยู่รีบก้มหัวเมื่อมือของเซเรสกำแน่นกับพระราชสาส์นที่เพิ่งถูกส่งเข้ามา กระดาษที่ควรจะเป็นเพียงข้อความทางการทูต…ถูกบีบจนยับเหมือนเศษขยะในมือของเขา
ข้อความของเจ้าชายราห์ซูร์ ถูกเขียนด้วยลายมือที่อ่อนน้อม นอบน้อมผิดวิสัยผู้เป็นรัชทายาท ถ่อมตนผิดวิสัยผู้ที่เพิ่งแสดงอำนาจในฐานะผู้นำทหาร กล่าวอ้อนวอนขอคำแนะนำด้านเศรษฐกิจและการบริหารกิจการตระกูล
แต่เซเรสไม่หลงกลแม้เพียงประโยคเดียว
เขาอ่านทุกคำ แต่ไม่ “รับรู้ความหมาย” สักคำเพราะหัวใจของเขาอ่านเพียงสิ่งเดียว—
“นี่คือสงคราม”
นิ้วเรียวยาวของเขาลากผ่านตราประทับวาเลเธีย สัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่ทำให้ตรานั้นเกิดรอยไหม้สีดำสนิทราวกับถูกไฟเผา
สายตาของเขาแหลมคมขึ้น สันกรามลุกขึ้นจนเห็นชัดเจน ความโกรธกลายเป็นไฟที่เผาผิวของเขาจนแผ่พลังมืดออกมาเป็นชั้นบาง ๆ
เพียงวันเดียวหลังจาก “มีคนบุกรุกคฤหาสน์ของเขา” เมื่อค่ำวาน เจ้าชายราห์ซูร์ก็ส่งจดหมายขอเข้าพบด้วยตัวเองในยามเช้า
ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความสุภาพ มันคือ “การเหยียบคอให้ลุกไม่ขึ้น”
เซเรสรู้ดี เขาคือเป้าหมาย และศัตรูกำลังกดดันเขาจากทุกทิศทาง แต่สิ่งที่ทำให้ไฟในอกเขาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม—
ทั้งสามคน…มา “ครบชุด”
เจ้าชายราห์ซูร์ — ผู้ทำลายฐานใหญ่ของความมืด
ราชครูกราวด้า — ผู้หญิงที่เอาชนะด็อปเปลแกงเกอร์ “ทั้งกายและใจ”
องครักษ์แซร์ — นักฆ่าผู้กำจัดแม่ทัพเลโอ
สามคนนี้คือ ตัวเอกแห่งหายนะที่ความมืดประเมินผิด
การวิเคราะห์ของเซเรส…ทำให้เลือดเขาเดือดถึงขีดสุด
“ราห์ซูร์… เจ้ากำลังเล่นหมากสั้นกว่าฉันหนึ่งขั้น แต่ก้าวได้แรงกว่าเดิมสิบเท่า…”
เขาเดินวนรอบห้องโถงใหญ่ ปลายเล็บเคาะบนขอบไม้โบราณเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่เล็บแตะพื้น—รอยแตกสีดำก็ลามเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าพวกมันไม่ได้โง่…” เขาพึมพำกับตัวเอง “ก็แปลว่าเตรียมการมาดีมาก… และเมื่อมีกราวด้าร่วมด้วย ก็น่าจะอย่างหลัง”
ในฐานะนักวางกลยุทธ์เขาไม่เคยกลัวฝ่ายที่เดินเกมเร็ว แต่เขาเกลียดฝ่ายที่ “อ่านเขาออก” มากที่สุด และเจ้าชายราห์ซูร์…กำลังอ่านเขาออกทีละชั้น
บังคับให้เขาอยู่นิ่ง
บังคับให้เขาตอบรับ
บังคับให้เขาเปิดบ้านต้อนรับศัตรูด้วยมือของตนเอง
ในเวลาที่กองทัพของความมืดยังไม่สมบูรณ์ ไม่ถึงครึ่งของกำลังที่เคยตั้งอยู่ในหุบเขา ฐานใหญ่ของเขาถูกทำลายราบภายในคืนเดียว
ทั้งหมดนี้คือความเสียเปรียบที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะเจ้าแห่งลัทธิความมืด
เซเรสหยุดเดินแหงนหน้ามองเพดานหินอายุหลายร้อยปีก่อนจะพูดช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เหลือความเป็นมนุษย์
“ก็ดี… ถ้าเจ้าอยากเปิดหน้าชนกันเร็วขนาดนั้น—ฉันก็เล่นด้วย”
ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงทับทิมเข้ม ผิวหนังเขาแตกร้าวเป็นเส้นสายสีดำเหมือนเส้นเลือดของอสูร แรงกดดันในห้องหนักจนโคมไฟแกว่งไปมาเอง
เซเรสเหยียดปากเป็นรอยยิ้มเย้ยเยาะเหนือเยาะราวกับเชิญศัตรูเข้าปากเสืออย่างตั้งใจ
“เจ้าชายราห์ซูร์…ฉันจะเตรียมงานต้อนรับอย่างดี”
เขาเรียกบาโฟเมตด้วยเสียงกระซิบ เงาดำหนาแน่นรวบรวมเป็นร่างสูงใหญ่ด้านหลังเขาแววตาของอสูรเต็มไปด้วยความกระหายการล่า
“ด็อปเปลแกงเกอร์ ฉันมีงานให้แกทำ!!!”
ด็อปเปลแกงเกอร์ปรากฎตัวน้อมรับคำสั่ง เซเรสหัวเราะเบา ๆ เสียงเหมือนแก้วแตก
“มาสิราห์ซูร์…ทั้งเจ้า ทั้งกราวด้า ทั้งองครักษ์ของเจ้า ฉันรอจังหวะนี้มานานแล้ว…”
แสงบนยอดคฤหาสน์สั่นวาบเหมือนบอกว่าความมืดเริ่มตั้งรับเต็มกำลัง
ทั้งสองฝ่ายรู้แล้ว—การพบกันครั้งนี้…จะไม่มีทางจบลงด้วยการพูดคุยธรรมดา
ยามสาย แสงแดดอุ่นที่ส่องลงบนวาเลเธีย ไม่อาจทะลุทะลวงหมอกสีหม่นที่ลอยปกคลุมเขตแดนเฟลวิสได้เลยแม้แต่น้อย โลกเหมือนแบ่งออกเป็นสองฝั่ง—แสงของวาเลเธีย และ ความมืดที่รอคำเชิญอยู่ในเขตคฤหาสน์
กองกำลังเงาของอิเรน — เข้าประจำจุด
ก่อนรถม้าของเจ้าชายจะมาถึง เหล่ามือสังหารของอิเรนกระจายตัวรอบพื้นที่ ปีนต้นไม้สูง ชอนไชช่องว่างเหนือกำแพง ฝังยันต์พรางร่างในจุดที่ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้
อิเรนยืนบนกิ่งไม้สูงสุด มือแตะกริชสีดำสนิท สายตามองทุกจุดด้วยทหารอาชีพที่เคยเต้นรำกับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“เริ่มแผนตามกำหนด”
เสียงของเธอสื่อเวทกระจายให้คนของเธอทุกคนได้ยิน
ทุกคนตอบพร้อมกันในความเงียบ—
“รับทราบ”
รถม้าถูกลากมาด้วยม้าเผือกสีขาวล้วนดูหรูหรา ขัดกับหมอกดำรอบ ๆ อย่างจงใจ ราวกับประกาศว่า วาเลเธียมาในฐานะผู้เชิญหน้าซึ่ง ๆ กัน
เมื่อรถม้าหยุดต่อหน้าประตูเหล็กของที่ดินเฟลวิส บรรยากาศหนักขึ้นทันที เหมือนแรงดันอากาศทั้งโลกเปลี่ยนไป
ราห์ซูร์ลงจากรถเป็นคนแรก กราวด้าก้าวลงอย่างสงบแต่สายตาเฉียบ แซร์คเหยียบพื้นพร้อมมือจับด้ามดาบตามสัญชาตญาณ
ในเสี้ยววินาทีนั้น—เสียงประตูเหล็กเปิดอย่างเงียบกริบ เม็ตช์ ปรากฏตัวราวกับโผล่มาจากเงาในลม
เขายืนตรง แต่งชุดพ่อบ้านเรียบหรู ท่าทางนอบน้อมแต่ราหลำตัวกลับแผ่แรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ผิวหนังทั่วร่างชาไปทั่ว
ราห์ซูร์จำเขาได้ทันที
บาโฟเมตตัวจริง…ในร่างมนุษย์ผู้สุภาพ
เขายิ้มบางก่อนทิ้งประโยคที่แทงลึกเข้าใจกลางใจอสูร
“สวัสดีครับ…ฉันติดว่าฉันเคยเจอคุณ แต่ดูแก่กว่านี้นิดหน่อย บางทีฉันคงจำผิดตัวสินะ”
เม็ตช์ชะงัก…เพียงเสี้ยวเดียว ดวงตาสีม่วงหม่นหดรัดลงเล็กน้อยก่อนยกยิ้มสุภาพประดับใบหน้า
“พ่อบ้านแต่งกายคล้ายกันทั่วทั้งอาณาจักรครับ ถูกสับสนเป็นเรื่องปกติ”
แต่ในหัวเขา—
“ชายคนนี้…รอดจากการไล่ล่าของ ‘ความตาย’ และยังมองทะลุหน้ากากฉันได้?”
เขาเฝ้าสังเกตราห์ซูร์อย่างละเอียด เหมือนสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อที่คาดการณ์ไม่ได้
เม็ตช์นำหน้าอย่างสุภาพ แต่ทุกก้าวของเขาราวกับกำลังพาเดินลงไปในท้องเหวที่รอปิดปากเหยื่อ
เมื่อพวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูแรก ความหนาวพุ่งขึ้นเหมือนลมจากโลกใต้พิภพ กลิ่นอายมานาความมืดหนาแน่นจนเหมือนมีของเหลวสีดำท่วมพื้น
ไอสีม่วงดำไหลไปตามพื้นเหมือนควันพิษกดทับจิตจนสมองชา แม้แต่แซร์คซึ่งเคยเจอทหารปีศาจ ก็ยังตัวแข็งไปหนึ่งจังหวะ
กราวด้าหยุดชั่ววินาทีดวงตาเธอเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนิ่งลงอีกครั้ง
ราห์ซูร์รู้สึกถึงพลังที่ “ข่มกองทัพมืดทั้งหมดที่เขาเคยเจอ” จนต้องเหลือบมองเพื่อนทั้งสอง
แซร์คกัดฟัน “ที่นี่แม่ง…ไม่ใช่คฤหาสน์คนรวยแล้วว่ะ”
กราวด้าสะกิดแขนราห์ซูร์เบา ๆ ท่าทางสงบนิ่งกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น ไม่มีคำพูด แต่สายตาบอกชัด—
“ฉันรู้… และฉันพร้อมก้าวเข้าไป”
ราห์ซูร์จึงตอบกลับในใจ
“ดี… เพราะฉันกลัวเสียพวกเธอที่สุด”
เม็ตช์หยุดหน้าประตูบานใหญ่ ผายมือเหมือนเจ้าบ้านปลอม ๆ
“ขอเชิญเข้าด้านใน ท่านลอร์ดเซเรส…กำลังรอพวกท่านอยู่”
ท่าทางของเขาบอกชัดเจน— ที่นี่คือเขตของความมืด ผู้มาเยือนเป็นเพียงเหยื่อ…ถ้าก้าวผิดแม้ก้าวเดียว
ห้องโถงกลาง
ประตูสูงสิบเมตรเปิดออกช้า ๆ เสียงดัง ครืดดด… เหมือนปีศาจกำลังคลานออกจากนรก
และภาพที่พวกเขาเห็นคือ—
โต๊ะหินอ่อนสีดำสนิทตั้งอยู่กลางห้องโถง มีเพลิงสีฟ้าม่วงลอยอยู่เหนือพื้น ทุกจุดบนผนังเต็มไปด้วยตราคำสาปกระจกสะท้อนวิญญาณที่บิดเบี้ยวเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ที่กำลังกรีดร้องเงียบ ๆ
แต่สิ่งที่ดึงสายตาทุกคนทันที—
ลอร์ดเซเรสนั่งอยู่คนเดียว หลังตรง มือวางบนแก้วไวน์และ…ยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนการต้อนรับแขกบ้านใกล้เรือนเคียง
เซเรสลุกขึ้นสายตาเขาไหลตามร่างทั้งสามอย่างพิจารณาลึกถึงกระดูก ดวงตาสีแดงเข้มเหมือนทับทิมต้องแสง
เซเรสเดินออกมาจากโต๊ะหินอ่อนอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของเขานิ่ง…แต่ดวงตาแดงเข้มนั้นกลับส่องประกายเหมือนเปลวไฟที่กำลังถูกลมปลุกให้ลุกวาบ
“ถ้าบอกว่าเมื่อต้นปี—บรรณารักษ์จากบ้านเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะได้เป็นเจ้าชาย…และปราบเจ้าแห่งความมืดได้”
เขาหยุดหนึ่งก้าวเงาของเขายาวขึ้นเหมือนเขาไม่ได้มีร่างเดียวบนพื้น
“คงไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนนี้…มันเป็นจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
เขาไม่เชิญให้ใครนั่ง ไม่แสดงความเคารพใด ๆ ทั้งห้องเหมือนเป็นแดนประหารที่เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์นั่ง
ราห์ซูร์ก้าวขึ้นหนึ่งก้าว แม้บรรยากาศกดทับจนพื้นแทบยวบ แต่เสียงเขานิ่งเฉียบ
“เซเรส…เป็นคุณเองใช่ไหมที่วางแผนทั้งหมด”
คำถามตรง ๆ แทงทะลุเข้าใจกลางคนที่ “เคย” แอบอยู่หลังเงามืดมานานหลายปี
“ขอพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน…หยุดทุกอย่างและส่งเอมิลี่คืนมาให้เรา”
คำว่า “เรา” ทำให้กราวด้าเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แซร์คเองก็กระชับดาบแน่นขึ้น สามคนที่เติบโตจากความพินาศคนละรูปแบบ—ตอนนี้ยืนเป็นหนึ่งเดียว
แต่เซเรสกลับ—หัวเราะเบา ๆ หัวเราะแบบมนุษย์ทำไม่ได้ ดวงตาเขาเรืองแสงเหมือนไฟรั่วออกมาจากแก้วเนื้อทราย
เขาไม่ตอบคำถามของราห์ซูร์แม้ครึ่งคำราวกับเสียงเจ้าชายไม่คู่ควรให้เขาเสียเวลา
เซเรสยื่นหน้าเข้าเล็กน้อยเหมือนนักล่าอยากฟังเสียงหนูในกับดัก
“ไหนล่ะ…บอกฉันที อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เจ้ามาถึงจุดนี้ได้?”
รอยยิ้มเขาไม่ใช่รอยยิ้ม คือการฉีกริมฝีปากของสัตว์ที่หิวโหย
กราวด้าเอื้อมจับไม้เท้า จิตเธอแข็งเหมือนเหล็กกล้า
“ราห์ซูร์ อย่าไปฟังมัน ฉันพร้อมแล้ว”
แซร์คเดินมาข้างหน้า ดาบค่อย ๆ หลุดจากฝักด้วยเสียง ฉึก… คมและเย็น
“ใช่ หยุดคุยกับมันได้แล้วเพื่อน ฉันพร้อมลุยแล้ว”
บรรยากาศสั่นไหว รอยแตกร้าวปรากฏบนพื้นหิน ความมืดหนาทึบเหมือนมวลน้ำหนักมหาศาลกำลังกดเพดานห้องลง
ราห์ซูร์ยกมือขึ้นเพื่อเริ่มร่ายเวท—แต่เสียงหนึ่งตัดผ่านราวกับใบมีดคมเฉือนโลก
“ไม่…ฉันต่างหากที่ลงมือไปแล้ว”
พื้นที่ใต้เท้าทั้งสามคนแผ่แสงสีม่วงเข้มออกมาเป็นวงก่อน ฉีก ออกเป็นหลุมมิติขนาดมหึมา!
พรึ่บ—!!!
พวกเขาร่วงลงไปพร้อมกัน เบื้องล่างคือทะเลลาวาสีเลือดเดือดพล่าน ความร้อนรุนแรงจนมองเห็นความวิบัติได้แม้หลับตา
แซร์คกรีดร้องทันที
“เฮ้ย!!! ฉันบินไม่ได้นะเว้ยเพื่อน! ตายแน่แบบนี้—!!!”
ราห์ซูร์หันไปตะโกนเสียงดังพอจะแหวกแรงลมของการตก
“กราวด้า!!”
กราวด้าไม่ต้องถาม ไม้เท้าถูกร่ายเวทเร็วกว่าที่แรงโน้มถ่วงจะดึงเธอลงถึงครึ่งทาง เชือกเวทสีฟ้าแหวกอากาศ—
ฟุ่บ!
มัดแซร์คได้กลางอากาศ แล้วสะบัดตัวเขาขึ้นสู่ขอบประตูมิติที่กำลังจะปิดลง! แซร์คเกาะขอบผนังได้ทันทีแต่เชือกเวท…ยังไม่หมดหน้าที่
มันสะบัดตัวอีกรอบ—ไปพันเข้าที่ข้อเท้าของเม็ตช์อย่างแม่นยำราวกับมีชีวิต!
เม็ตช์ชะงัก ไม่คิดว่ามนุษย์จะกล้าหรือเร็วขนาดนี้
ปลายเชือกถูกกระตุกลง—และตอนนี้ปลายอีกด้านอยู่ในมือของราห์ซูร์
ราห์ซูร์ยิ้ม ยิ้มที่เขาใช้ตอนตัดสินใจฆ่าบาโฟเมตในเส้นเวลาเก่า
“ไปด้วยกันนะ”
เขากระชากเชือก—
เม็ตช์ร่วงลงนรกไปพร้อมเขา!
ประตูปิด ฉึบ! พอดี เหลือไว้เพียงเงาความมืดปิดสนิทเหมือนมันไม่เคยเปิดมาก่อน
เซเรสยืนมองอย่างใจเย็น ก่อนปรบมือช้า ๆ อย่างผู้ชมละครที่ชื่นชมฉากแอคชั่นดี ๆ
“โอ้ว…ไม่นึกว่าจะรอดได้ถึงสองคน แถมยังลากเม็ตช์ลงไปนรกด้วย น่าประทับใจจริง ๆ”
เขาเดินอ้อมไปด้านข้าง ไม่เร่งรีบ เหมือนทุกสิ่งดำเนินไปตามที่เขาต้องการอยู่แล้ว
แล้วสายตาเขาก็เปลี่ยนเฉียบเหมือนใบมีด ทิ่มแทงกราวด้าโดยตรง
“น่าเสียดาย…ที่ตัวอันตรายที่สุด ไม่ได้ถูกส่งลงไปพร้อมพวกเขา”
กราวด้ายิ้ม ยิ้มที่ทำให้เซเรสขมวดคิ้วเพียงเสี้ยววินาที
“ไม่หรอก…เชื่อฉันเถอะนายโชคดีแล้ว…ที่ไม่ได้เจอกับราห์ซูร์ตัวต่อตัว”
แซร์คเข้าท่าจู่โจมเต็มรูปแบบ
“งั้นก็พร้อมแล้วล่ะกราวด้า—ไปกันเลย!!”
เขาพุ่งตัวออกไปเพียงครึ่งก้าว—เซเรสดีดนิ้ว
เพล้ง—!!!
วงเวทอัญเชิญแตกทะลุพื้น พลังมืดยกตัวขึ้นเป็นเสา แรงกระแทกทำลายโต๊ะหินอ่อนทั้งตัวแตกเป็นผง!
อสูรอาบิส ร่างมหึมาสีดำยิ่งกว่าเงามนุษย์ โผล่ขึ้นกลางห้องด้วยเสียงคำรามที่ดังทะลุหุบเขา
แรงกดดันทิ่มแทงจนอากาศแตกเป็นคลื่นความร้อน กราวด้าต้องยกไม้เท้าขึ้นตั้งรับ แซร์คเองแทบทรุดก่อนค่อยยันพื้นตั้งหลัก
อิเรนที่ซุ่มอยู่ด้านนอก—ไม่ต้องได้ยินสัญญาณ แค่คลื่นพลังเพียงลูกเดียวก็เพียงพอให้รู้ว่า “สงครามเริ่มแล้ว”
“ทั้งหมด บุก!!”
ร้อยมือสังหารพุ่งเข้าเขตคฤหาสน์จากทุกทิศ เงาเคลื่อนพร้อมกันราวกับคลื่นกระแสลม
เซเรสยิ้มกว้างขึ้นดวงตาแดงเรืองขึ้นเหมือนทับทิมแตกประกาย
เขาดีดนิ้วอีกครั้ง—
พรึ่บ—!!!
พ่อบ้าน…แม่บ้าน…ลูกจ้างทุกคนในคฤหาสน์ร่างบิดงอเหมือนบทสวดของนรกเรียกวิญญาณกลับบ้าน
พวกมันสวมเกราะสีดำสนิท หมวกและหน้ากากปิดใบหน้า พลังปีศาจหนาแน่นจนพื้นสั่นทุกก้าว แข็งแกร่งกว่า “ทหารปีศาจทั่วไป” หลายเท่า
เซเรสประกาศด้วยน้ำเสียงก้องสะท้อนราวเทพอสูร
“เริ่มสงครามเถอะ — วาเลเธีย!”
อาบิสคำรามดังจนกำแพงหินสะเทือน เสียงเหมือนสัตว์ประหลาดที่เคยถูกกดขังมาเป็นร้อยปี ตอนนี้ได้โอกาสปล่อยความเคียดแค้นทั้งหมดในคราวเดียว
เซเรสดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
“เอาเลย เลโอ—ยกสองของแกเริ่มแล้ว ฆ่ามันซะ!”
ร่างอาบิสเปลี่ยนท่าทางทันที กล้ามเนื้อพุ่งขยาย กรามเปิดกว้างจนเห็นฟันซ้อนหลายชั้นและมันพุ่งเข้าใส่แซร์คด้วยความเร็วที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากร่างใหญ่เท่านั้น
ตูมมมม—!!!
แรงปะทะส่งแซร์คทะลุกำแพงหินทั้งชั้น ฝุ่นและเศษกำแพงแตกกระจัดกระจาย เสียงเขาชนกับเสาต่ออีกสองครั้งก่อนหยุด
แต่เสียงแซร์คยังดังกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้—
“ทางนี้ไหว!! ลูกพี่ไม่ต้องห่วง!!”
กราวด้าที่กำลังจะหันไปช่วย หยุดชั่วจังหวะหนึ่ง เพราะน้ำเสียงมั่นใจแบบนั้น…เธอรู้ว่าแซร์คยังไม่ตาย และยังมีแรงพอสู้ยกต่อไป
เธอหันกลับมามองเซเรส แต่เซเรส—ยิ้ม ก่อนหมุนตัวและวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด
ไม่ใช่วิ่งหนี แต่เหมือน “เชิญ” ให้ตามมา ในห้องที่เขาเตรียมไว้แล้ว
กราวด้าพุ่งตามทันที
แต่—
โครมมม!!
ทหารปีศาจชุดเกราะดำจำนวนมากทะยานเข้ามาขวาง โลหะสีดำของพวกมันสะท้อนแสงไฟอสูรจนมองแทบไม่เห็นดวงตา การขยับของพวกมันหนักและเร็วเหมือนสัตว์มีกรงเล็บ
พวกมันพุ่งเข้าใส่เธอพร้อมกัน—แต่ไม่ทันได้ลงดาบ
เคร้ง—!!! ฟิ่ว! ฉัวะ!
ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากขื่อด้านบน ฟันดาบสั้นคู่จนทหารอสูรสามตัวกระเด็นออกไปพร้อมกันเกราะแตกเหมือนเศษกระดาษ
อิเรนยืนปักอยู่กลางฝุ่น ผ้าคลุมของเขาปลิวเหมือนปีกอีกา
“ท่านกราวด้า— ทางนี้เราจัดการเอง!”
มือสังหารของเขากวาดเข้ามาเป็นคลื่น เสียงเหล็กปะทะโลหะดังทั่วโถง บางคนปีนผนังบางคนหายวับไปกับม่านเงา ทหารอสูรมากมายถูกลาก กระชาก แทง ฟัน จนสนามหน้าบันไดกลายเป็นนรกอีกชั้นหนึ่ง
กราวด้าไม่พูดคำใด แค่พยักหน้าให้แล้วพุ่งตามเซเรสขึ้นไป
อาบิสกระแทกผนังจนมันพังไปอีกหนึ่งช่อง ร่างสูงใหญ่สีดำยืนเงื้อกำปั้นเหมือนค้อนยักษ์ แซร์คปาดเลือดมุมปากยืนขึ้นอย่างโคลงเคลงแต่ยิ้มบ้า ๆ แบบเดิม
“เลโอ…แบบอัพเกรด!”
อาบิสคำรามเสียงต่ำลั่นเหมือนปีศาจหิวเลือด พุ่งมาด้วยความเร็วเป็นเส้นดำ
แซร์คกรีดดาบสวน—
ก๊องงงงง—!!!
ดาบแทบหัก แรงกระแทกทำให้แซร์คลงไปนั่งกับพื้น
อิเรนโผล่เข้ามาเสียบกริชเข้าที่สีข้างของอาบิส แต่ราวกับทิ่มเหล็กใส่ภูเขา แค่เกิดเสียง ฉึก! เบา ๆ
อาบิสสะบัดแขน—อิเรนถูกเหวี่ยงกระเด็นไปสามเมตร
“จะหยุดมันยังไงวะ!?” เขาสบถ แต่ก็กลับยืนข้างแซร์คอีกครั้งโดยไม่ลังเล
สองคนเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่เคยฆ่าทั้งคู่ในอีกเส้นเวลาหนึ่ง ครั้งนี้…ไม่มีใครคิดจะถอย และเสียงระเบิด เสียงคำราม ดังก้องไปทั่วคฤหาสน์เหมือนกลองศึกจากนรก
บันไดหินทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุด ที่นี่เงียบผิดปกติ ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงลม เหมือนทั้งชั้นหยุดอยู่กลางความว่างเปล่า
กราวด้าก้าวทีละก้าว นิ้วแตะไม้เท้า จิตตั้งรับเต็มที่ พลังเวทในอากาศเบาบางแต่แหลมคม เหมือนอยู่บนสันมีด
เธอตะโกนไปข้างหน้า—
“ไม่นึกว่าผู้สูงสุดของความมืดจะขี้ขลาดขนาดนี้ เซเรส!”
เสียงสะท้อนทั้งผนัง ทั้งรูปภาพ เหมือนกำแพงแต่ละด้านพูดซ้ำคำของเธอ
“…ม่าย… ไม่ใช่หรอก”
เสียงเซเรสดังขึ้น ไม่รู้จากทิศไหน เหมือนมาจากอากาศรอบ ๆ ตัว
“เขาเรียกว่า ‘กลลวง’… และ ‘การวางแผน’ กราวด้า”
เสียงของเขายั่วเย้าราวกับครูสอนเด็กเล็กแต่ซ่อนความจงใจฆ่าไว้ทุกพยางค์
“ฉันชอบความแน่นอน ฉันชอบ…ทำให้มันแน่นอน”
กราวด้าเดินขึ้นถึงห้องบนสุด เป็นห้องกว้าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงกล่องใส่อัญมณีตราประจำตระกูลเฟลวิสวางอยู่กลางห้องเหมือนศูนย์กลางของพิธีบางอย่าง
เธอพูดเสียงนิ่งแต่แฝงคำท้าเต็มประโยค
“แสดงว่าแกกลัวฉัน…ใช่ไหม เซเรส? กลัวว่าจะแพ้?”
เสียงของเซเรสตอบกลับมา
เย็น
เรียบ
แต่หนักจนลมหายใจสะดุด
“ไม่… ฉันไม่ได้ กลัวแพ้…”
“…ฉันแค่ ‘เกลียดการพ่ายแพ้’ เท่านั้น”
ผู้รับใช้ที่ยังมีจิตมนุษย์หลงเหลืออยู่รีบก้มหัวเมื่อมือของเซเรสกำแน่นกับพระราชสาส์นที่เพิ่งถูกส่งเข้ามา กระดาษที่ควรจะเป็นเพียงข้อความทางการทูต…ถูกบีบจนยับเหมือนเศษขยะในมือของเขา
ข้อความของเจ้าชายราห์ซูร์ ถูกเขียนด้วยลายมือที่อ่อนน้อม นอบน้อมผิดวิสัยผู้เป็นรัชทายาท ถ่อมตนผิดวิสัยผู้ที่เพิ่งแสดงอำนาจในฐานะผู้นำทหาร กล่าวอ้อนวอนขอคำแนะนำด้านเศรษฐกิจและการบริหารกิจการตระกูล
แต่เซเรสไม่หลงกลแม้เพียงประโยคเดียว
เขาอ่านทุกคำ แต่ไม่ “รับรู้ความหมาย” สักคำเพราะหัวใจของเขาอ่านเพียงสิ่งเดียว—
“นี่คือสงคราม”
นิ้วเรียวยาวของเขาลากผ่านตราประทับวาเลเธีย สัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่ทำให้ตรานั้นเกิดรอยไหม้สีดำสนิทราวกับถูกไฟเผา
สายตาของเขาแหลมคมขึ้น สันกรามลุกขึ้นจนเห็นชัดเจน ความโกรธกลายเป็นไฟที่เผาผิวของเขาจนแผ่พลังมืดออกมาเป็นชั้นบาง ๆ
เพียงวันเดียวหลังจาก “มีคนบุกรุกคฤหาสน์ของเขา” เมื่อค่ำวาน เจ้าชายราห์ซูร์ก็ส่งจดหมายขอเข้าพบด้วยตัวเองในยามเช้า
ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความสุภาพ มันคือ “การเหยียบคอให้ลุกไม่ขึ้น”
เซเรสรู้ดี เขาคือเป้าหมาย และศัตรูกำลังกดดันเขาจากทุกทิศทาง แต่สิ่งที่ทำให้ไฟในอกเขาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม—
ทั้งสามคน…มา “ครบชุด”
เจ้าชายราห์ซูร์ — ผู้ทำลายฐานใหญ่ของความมืด
ราชครูกราวด้า — ผู้หญิงที่เอาชนะด็อปเปลแกงเกอร์ “ทั้งกายและใจ”
องครักษ์แซร์ — นักฆ่าผู้กำจัดแม่ทัพเลโอ
สามคนนี้คือ ตัวเอกแห่งหายนะที่ความมืดประเมินผิด
การวิเคราะห์ของเซเรส…ทำให้เลือดเขาเดือดถึงขีดสุด
“ราห์ซูร์… เจ้ากำลังเล่นหมากสั้นกว่าฉันหนึ่งขั้น แต่ก้าวได้แรงกว่าเดิมสิบเท่า…”
เขาเดินวนรอบห้องโถงใหญ่ ปลายเล็บเคาะบนขอบไม้โบราณเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่เล็บแตะพื้น—รอยแตกสีดำก็ลามเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าพวกมันไม่ได้โง่…” เขาพึมพำกับตัวเอง “ก็แปลว่าเตรียมการมาดีมาก… และเมื่อมีกราวด้าร่วมด้วย ก็น่าจะอย่างหลัง”
ในฐานะนักวางกลยุทธ์เขาไม่เคยกลัวฝ่ายที่เดินเกมเร็ว แต่เขาเกลียดฝ่ายที่ “อ่านเขาออก” มากที่สุด และเจ้าชายราห์ซูร์…กำลังอ่านเขาออกทีละชั้น
บังคับให้เขาอยู่นิ่ง
บังคับให้เขาตอบรับ
บังคับให้เขาเปิดบ้านต้อนรับศัตรูด้วยมือของตนเอง
ในเวลาที่กองทัพของความมืดยังไม่สมบูรณ์ ไม่ถึงครึ่งของกำลังที่เคยตั้งอยู่ในหุบเขา ฐานใหญ่ของเขาถูกทำลายราบภายในคืนเดียว
ทั้งหมดนี้คือความเสียเปรียบที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะเจ้าแห่งลัทธิความมืด
เซเรสหยุดเดินแหงนหน้ามองเพดานหินอายุหลายร้อยปีก่อนจะพูดช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เหลือความเป็นมนุษย์
“ก็ดี… ถ้าเจ้าอยากเปิดหน้าชนกันเร็วขนาดนั้น—ฉันก็เล่นด้วย”
ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงทับทิมเข้ม ผิวหนังเขาแตกร้าวเป็นเส้นสายสีดำเหมือนเส้นเลือดของอสูร แรงกดดันในห้องหนักจนโคมไฟแกว่งไปมาเอง
เซเรสเหยียดปากเป็นรอยยิ้มเย้ยเยาะเหนือเยาะราวกับเชิญศัตรูเข้าปากเสืออย่างตั้งใจ
“เจ้าชายราห์ซูร์…ฉันจะเตรียมงานต้อนรับอย่างดี”
เขาเรียกบาโฟเมตด้วยเสียงกระซิบ เงาดำหนาแน่นรวบรวมเป็นร่างสูงใหญ่ด้านหลังเขาแววตาของอสูรเต็มไปด้วยความกระหายการล่า
“ด็อปเปลแกงเกอร์ ฉันมีงานให้แกทำ!!!”
ด็อปเปลแกงเกอร์ปรากฎตัวน้อมรับคำสั่ง เซเรสหัวเราะเบา ๆ เสียงเหมือนแก้วแตก
“มาสิราห์ซูร์…ทั้งเจ้า ทั้งกราวด้า ทั้งองครักษ์ของเจ้า ฉันรอจังหวะนี้มานานแล้ว…”
แสงบนยอดคฤหาสน์สั่นวาบเหมือนบอกว่าความมืดเริ่มตั้งรับเต็มกำลัง
ทั้งสองฝ่ายรู้แล้ว—การพบกันครั้งนี้…จะไม่มีทางจบลงด้วยการพูดคุยธรรมดา
ยามสาย แสงแดดอุ่นที่ส่องลงบนวาเลเธีย ไม่อาจทะลุทะลวงหมอกสีหม่นที่ลอยปกคลุมเขตแดนเฟลวิสได้เลยแม้แต่น้อย โลกเหมือนแบ่งออกเป็นสองฝั่ง—แสงของวาเลเธีย และ ความมืดที่รอคำเชิญอยู่ในเขตคฤหาสน์
กองกำลังเงาของอิเรน — เข้าประจำจุด
ก่อนรถม้าของเจ้าชายจะมาถึง เหล่ามือสังหารของอิเรนกระจายตัวรอบพื้นที่ ปีนต้นไม้สูง ชอนไชช่องว่างเหนือกำแพง ฝังยันต์พรางร่างในจุดที่ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้
อิเรนยืนบนกิ่งไม้สูงสุด มือแตะกริชสีดำสนิท สายตามองทุกจุดด้วยทหารอาชีพที่เคยเต้นรำกับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“เริ่มแผนตามกำหนด”
เสียงของเธอสื่อเวทกระจายให้คนของเธอทุกคนได้ยิน
ทุกคนตอบพร้อมกันในความเงียบ—
“รับทราบ”
รถม้าถูกลากมาด้วยม้าเผือกสีขาวล้วนดูหรูหรา ขัดกับหมอกดำรอบ ๆ อย่างจงใจ ราวกับประกาศว่า วาเลเธียมาในฐานะผู้เชิญหน้าซึ่ง ๆ กัน
เมื่อรถม้าหยุดต่อหน้าประตูเหล็กของที่ดินเฟลวิส บรรยากาศหนักขึ้นทันที เหมือนแรงดันอากาศทั้งโลกเปลี่ยนไป
ราห์ซูร์ลงจากรถเป็นคนแรก กราวด้าก้าวลงอย่างสงบแต่สายตาเฉียบ แซร์คเหยียบพื้นพร้อมมือจับด้ามดาบตามสัญชาตญาณ
ในเสี้ยววินาทีนั้น—เสียงประตูเหล็กเปิดอย่างเงียบกริบ เม็ตช์ ปรากฏตัวราวกับโผล่มาจากเงาในลม
เขายืนตรง แต่งชุดพ่อบ้านเรียบหรู ท่าทางนอบน้อมแต่ราหลำตัวกลับแผ่แรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ผิวหนังทั่วร่างชาไปทั่ว
ราห์ซูร์จำเขาได้ทันที
บาโฟเมตตัวจริง…ในร่างมนุษย์ผู้สุภาพ
เขายิ้มบางก่อนทิ้งประโยคที่แทงลึกเข้าใจกลางใจอสูร
“สวัสดีครับ…ฉันติดว่าฉันเคยเจอคุณ แต่ดูแก่กว่านี้นิดหน่อย บางทีฉันคงจำผิดตัวสินะ”
เม็ตช์ชะงัก…เพียงเสี้ยวเดียว ดวงตาสีม่วงหม่นหดรัดลงเล็กน้อยก่อนยกยิ้มสุภาพประดับใบหน้า
“พ่อบ้านแต่งกายคล้ายกันทั่วทั้งอาณาจักรครับ ถูกสับสนเป็นเรื่องปกติ”
แต่ในหัวเขา—
“ชายคนนี้…รอดจากการไล่ล่าของ ‘ความตาย’ และยังมองทะลุหน้ากากฉันได้?”
เขาเฝ้าสังเกตราห์ซูร์อย่างละเอียด เหมือนสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อที่คาดการณ์ไม่ได้
เม็ตช์นำหน้าอย่างสุภาพ แต่ทุกก้าวของเขาราวกับกำลังพาเดินลงไปในท้องเหวที่รอปิดปากเหยื่อ
เมื่อพวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูแรก ความหนาวพุ่งขึ้นเหมือนลมจากโลกใต้พิภพ กลิ่นอายมานาความมืดหนาแน่นจนเหมือนมีของเหลวสีดำท่วมพื้น
ไอสีม่วงดำไหลไปตามพื้นเหมือนควันพิษกดทับจิตจนสมองชา แม้แต่แซร์คซึ่งเคยเจอทหารปีศาจ ก็ยังตัวแข็งไปหนึ่งจังหวะ
กราวด้าหยุดชั่ววินาทีดวงตาเธอเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนิ่งลงอีกครั้ง
ราห์ซูร์รู้สึกถึงพลังที่ “ข่มกองทัพมืดทั้งหมดที่เขาเคยเจอ” จนต้องเหลือบมองเพื่อนทั้งสอง
แซร์คกัดฟัน “ที่นี่แม่ง…ไม่ใช่คฤหาสน์คนรวยแล้วว่ะ”
กราวด้าสะกิดแขนราห์ซูร์เบา ๆ ท่าทางสงบนิ่งกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น ไม่มีคำพูด แต่สายตาบอกชัด—
“ฉันรู้… และฉันพร้อมก้าวเข้าไป”
ราห์ซูร์จึงตอบกลับในใจ
“ดี… เพราะฉันกลัวเสียพวกเธอที่สุด”
เม็ตช์หยุดหน้าประตูบานใหญ่ ผายมือเหมือนเจ้าบ้านปลอม ๆ
“ขอเชิญเข้าด้านใน ท่านลอร์ดเซเรส…กำลังรอพวกท่านอยู่”
ท่าทางของเขาบอกชัดเจน— ที่นี่คือเขตของความมืด ผู้มาเยือนเป็นเพียงเหยื่อ…ถ้าก้าวผิดแม้ก้าวเดียว
ห้องโถงกลาง
ประตูสูงสิบเมตรเปิดออกช้า ๆ เสียงดัง ครืดดด… เหมือนปีศาจกำลังคลานออกจากนรก
และภาพที่พวกเขาเห็นคือ—
โต๊ะหินอ่อนสีดำสนิทตั้งอยู่กลางห้องโถง มีเพลิงสีฟ้าม่วงลอยอยู่เหนือพื้น ทุกจุดบนผนังเต็มไปด้วยตราคำสาปกระจกสะท้อนวิญญาณที่บิดเบี้ยวเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ที่กำลังกรีดร้องเงียบ ๆ
แต่สิ่งที่ดึงสายตาทุกคนทันที—
ลอร์ดเซเรสนั่งอยู่คนเดียว หลังตรง มือวางบนแก้วไวน์และ…ยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนการต้อนรับแขกบ้านใกล้เรือนเคียง
เซเรสลุกขึ้นสายตาเขาไหลตามร่างทั้งสามอย่างพิจารณาลึกถึงกระดูก ดวงตาสีแดงเข้มเหมือนทับทิมต้องแสง
เซเรสเดินออกมาจากโต๊ะหินอ่อนอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของเขานิ่ง…แต่ดวงตาแดงเข้มนั้นกลับส่องประกายเหมือนเปลวไฟที่กำลังถูกลมปลุกให้ลุกวาบ
“ถ้าบอกว่าเมื่อต้นปี—บรรณารักษ์จากบ้านเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะได้เป็นเจ้าชาย…และปราบเจ้าแห่งความมืดได้”
เขาหยุดหนึ่งก้าวเงาของเขายาวขึ้นเหมือนเขาไม่ได้มีร่างเดียวบนพื้น
“คงไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนนี้…มันเป็นจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
เขาไม่เชิญให้ใครนั่ง ไม่แสดงความเคารพใด ๆ ทั้งห้องเหมือนเป็นแดนประหารที่เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์นั่ง
ราห์ซูร์ก้าวขึ้นหนึ่งก้าว แม้บรรยากาศกดทับจนพื้นแทบยวบ แต่เสียงเขานิ่งเฉียบ
“เซเรส…เป็นคุณเองใช่ไหมที่วางแผนทั้งหมด”
คำถามตรง ๆ แทงทะลุเข้าใจกลางคนที่ “เคย” แอบอยู่หลังเงามืดมานานหลายปี
“ขอพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน…หยุดทุกอย่างและส่งเอมิลี่คืนมาให้เรา”
คำว่า “เรา” ทำให้กราวด้าเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แซร์คเองก็กระชับดาบแน่นขึ้น สามคนที่เติบโตจากความพินาศคนละรูปแบบ—ตอนนี้ยืนเป็นหนึ่งเดียว
แต่เซเรสกลับ—หัวเราะเบา ๆ หัวเราะแบบมนุษย์ทำไม่ได้ ดวงตาเขาเรืองแสงเหมือนไฟรั่วออกมาจากแก้วเนื้อทราย
เขาไม่ตอบคำถามของราห์ซูร์แม้ครึ่งคำราวกับเสียงเจ้าชายไม่คู่ควรให้เขาเสียเวลา
เซเรสยื่นหน้าเข้าเล็กน้อยเหมือนนักล่าอยากฟังเสียงหนูในกับดัก
“ไหนล่ะ…บอกฉันที อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เจ้ามาถึงจุดนี้ได้?”
รอยยิ้มเขาไม่ใช่รอยยิ้ม คือการฉีกริมฝีปากของสัตว์ที่หิวโหย
กราวด้าเอื้อมจับไม้เท้า จิตเธอแข็งเหมือนเหล็กกล้า
“ราห์ซูร์ อย่าไปฟังมัน ฉันพร้อมแล้ว”
แซร์คเดินมาข้างหน้า ดาบค่อย ๆ หลุดจากฝักด้วยเสียง ฉึก… คมและเย็น
“ใช่ หยุดคุยกับมันได้แล้วเพื่อน ฉันพร้อมลุยแล้ว”
บรรยากาศสั่นไหว รอยแตกร้าวปรากฏบนพื้นหิน ความมืดหนาทึบเหมือนมวลน้ำหนักมหาศาลกำลังกดเพดานห้องลง
ราห์ซูร์ยกมือขึ้นเพื่อเริ่มร่ายเวท—แต่เสียงหนึ่งตัดผ่านราวกับใบมีดคมเฉือนโลก
“ไม่…ฉันต่างหากที่ลงมือไปแล้ว”
พื้นที่ใต้เท้าทั้งสามคนแผ่แสงสีม่วงเข้มออกมาเป็นวงก่อน ฉีก ออกเป็นหลุมมิติขนาดมหึมา!
พรึ่บ—!!!
พวกเขาร่วงลงไปพร้อมกัน เบื้องล่างคือทะเลลาวาสีเลือดเดือดพล่าน ความร้อนรุนแรงจนมองเห็นความวิบัติได้แม้หลับตา
แซร์คกรีดร้องทันที
“เฮ้ย!!! ฉันบินไม่ได้นะเว้ยเพื่อน! ตายแน่แบบนี้—!!!”
ราห์ซูร์หันไปตะโกนเสียงดังพอจะแหวกแรงลมของการตก
“กราวด้า!!”
กราวด้าไม่ต้องถาม ไม้เท้าถูกร่ายเวทเร็วกว่าที่แรงโน้มถ่วงจะดึงเธอลงถึงครึ่งทาง เชือกเวทสีฟ้าแหวกอากาศ—
ฟุ่บ!
มัดแซร์คได้กลางอากาศ แล้วสะบัดตัวเขาขึ้นสู่ขอบประตูมิติที่กำลังจะปิดลง! แซร์คเกาะขอบผนังได้ทันทีแต่เชือกเวท…ยังไม่หมดหน้าที่
มันสะบัดตัวอีกรอบ—ไปพันเข้าที่ข้อเท้าของเม็ตช์อย่างแม่นยำราวกับมีชีวิต!
เม็ตช์ชะงัก ไม่คิดว่ามนุษย์จะกล้าหรือเร็วขนาดนี้
ปลายเชือกถูกกระตุกลง—และตอนนี้ปลายอีกด้านอยู่ในมือของราห์ซูร์
ราห์ซูร์ยิ้ม ยิ้มที่เขาใช้ตอนตัดสินใจฆ่าบาโฟเมตในเส้นเวลาเก่า
“ไปด้วยกันนะ”
เขากระชากเชือก—
เม็ตช์ร่วงลงนรกไปพร้อมเขา!
ประตูปิด ฉึบ! พอดี เหลือไว้เพียงเงาความมืดปิดสนิทเหมือนมันไม่เคยเปิดมาก่อน
เซเรสยืนมองอย่างใจเย็น ก่อนปรบมือช้า ๆ อย่างผู้ชมละครที่ชื่นชมฉากแอคชั่นดี ๆ
“โอ้ว…ไม่นึกว่าจะรอดได้ถึงสองคน แถมยังลากเม็ตช์ลงไปนรกด้วย น่าประทับใจจริง ๆ”
เขาเดินอ้อมไปด้านข้าง ไม่เร่งรีบ เหมือนทุกสิ่งดำเนินไปตามที่เขาต้องการอยู่แล้ว
แล้วสายตาเขาก็เปลี่ยนเฉียบเหมือนใบมีด ทิ่มแทงกราวด้าโดยตรง
“น่าเสียดาย…ที่ตัวอันตรายที่สุด ไม่ได้ถูกส่งลงไปพร้อมพวกเขา”
กราวด้ายิ้ม ยิ้มที่ทำให้เซเรสขมวดคิ้วเพียงเสี้ยววินาที
“ไม่หรอก…เชื่อฉันเถอะนายโชคดีแล้ว…ที่ไม่ได้เจอกับราห์ซูร์ตัวต่อตัว”
แซร์คเข้าท่าจู่โจมเต็มรูปแบบ
“งั้นก็พร้อมแล้วล่ะกราวด้า—ไปกันเลย!!”
เขาพุ่งตัวออกไปเพียงครึ่งก้าว—เซเรสดีดนิ้ว
เพล้ง—!!!
วงเวทอัญเชิญแตกทะลุพื้น พลังมืดยกตัวขึ้นเป็นเสา แรงกระแทกทำลายโต๊ะหินอ่อนทั้งตัวแตกเป็นผง!
อสูรอาบิส ร่างมหึมาสีดำยิ่งกว่าเงามนุษย์ โผล่ขึ้นกลางห้องด้วยเสียงคำรามที่ดังทะลุหุบเขา
แรงกดดันทิ่มแทงจนอากาศแตกเป็นคลื่นความร้อน กราวด้าต้องยกไม้เท้าขึ้นตั้งรับ แซร์คเองแทบทรุดก่อนค่อยยันพื้นตั้งหลัก
อิเรนที่ซุ่มอยู่ด้านนอก—ไม่ต้องได้ยินสัญญาณ แค่คลื่นพลังเพียงลูกเดียวก็เพียงพอให้รู้ว่า “สงครามเริ่มแล้ว”
“ทั้งหมด บุก!!”
ร้อยมือสังหารพุ่งเข้าเขตคฤหาสน์จากทุกทิศ เงาเคลื่อนพร้อมกันราวกับคลื่นกระแสลม
เซเรสยิ้มกว้างขึ้นดวงตาแดงเรืองขึ้นเหมือนทับทิมแตกประกาย
เขาดีดนิ้วอีกครั้ง—
พรึ่บ—!!!
พ่อบ้าน…แม่บ้าน…ลูกจ้างทุกคนในคฤหาสน์ร่างบิดงอเหมือนบทสวดของนรกเรียกวิญญาณกลับบ้าน
พวกมันสวมเกราะสีดำสนิท หมวกและหน้ากากปิดใบหน้า พลังปีศาจหนาแน่นจนพื้นสั่นทุกก้าว แข็งแกร่งกว่า “ทหารปีศาจทั่วไป” หลายเท่า
เซเรสประกาศด้วยน้ำเสียงก้องสะท้อนราวเทพอสูร
“เริ่มสงครามเถอะ — วาเลเธีย!”
อาบิสคำรามดังจนกำแพงหินสะเทือน เสียงเหมือนสัตว์ประหลาดที่เคยถูกกดขังมาเป็นร้อยปี ตอนนี้ได้โอกาสปล่อยความเคียดแค้นทั้งหมดในคราวเดียว
เซเรสดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
“เอาเลย เลโอ—ยกสองของแกเริ่มแล้ว ฆ่ามันซะ!”
ร่างอาบิสเปลี่ยนท่าทางทันที กล้ามเนื้อพุ่งขยาย กรามเปิดกว้างจนเห็นฟันซ้อนหลายชั้นและมันพุ่งเข้าใส่แซร์คด้วยความเร็วที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากร่างใหญ่เท่านั้น
ตูมมมม—!!!
แรงปะทะส่งแซร์คทะลุกำแพงหินทั้งชั้น ฝุ่นและเศษกำแพงแตกกระจัดกระจาย เสียงเขาชนกับเสาต่ออีกสองครั้งก่อนหยุด
แต่เสียงแซร์คยังดังกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้—
“ทางนี้ไหว!! ลูกพี่ไม่ต้องห่วง!!”
กราวด้าที่กำลังจะหันไปช่วย หยุดชั่วจังหวะหนึ่ง เพราะน้ำเสียงมั่นใจแบบนั้น…เธอรู้ว่าแซร์คยังไม่ตาย และยังมีแรงพอสู้ยกต่อไป
เธอหันกลับมามองเซเรส แต่เซเรส—ยิ้ม ก่อนหมุนตัวและวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด
ไม่ใช่วิ่งหนี แต่เหมือน “เชิญ” ให้ตามมา ในห้องที่เขาเตรียมไว้แล้ว
กราวด้าพุ่งตามทันที
แต่—
โครมมม!!
ทหารปีศาจชุดเกราะดำจำนวนมากทะยานเข้ามาขวาง โลหะสีดำของพวกมันสะท้อนแสงไฟอสูรจนมองแทบไม่เห็นดวงตา การขยับของพวกมันหนักและเร็วเหมือนสัตว์มีกรงเล็บ
พวกมันพุ่งเข้าใส่เธอพร้อมกัน—แต่ไม่ทันได้ลงดาบ
เคร้ง—!!! ฟิ่ว! ฉัวะ!
ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากขื่อด้านบน ฟันดาบสั้นคู่จนทหารอสูรสามตัวกระเด็นออกไปพร้อมกันเกราะแตกเหมือนเศษกระดาษ
อิเรนยืนปักอยู่กลางฝุ่น ผ้าคลุมของเขาปลิวเหมือนปีกอีกา
“ท่านกราวด้า— ทางนี้เราจัดการเอง!”
มือสังหารของเขากวาดเข้ามาเป็นคลื่น เสียงเหล็กปะทะโลหะดังทั่วโถง บางคนปีนผนังบางคนหายวับไปกับม่านเงา ทหารอสูรมากมายถูกลาก กระชาก แทง ฟัน จนสนามหน้าบันไดกลายเป็นนรกอีกชั้นหนึ่ง
กราวด้าไม่พูดคำใด แค่พยักหน้าให้แล้วพุ่งตามเซเรสขึ้นไป
อาบิสกระแทกผนังจนมันพังไปอีกหนึ่งช่อง ร่างสูงใหญ่สีดำยืนเงื้อกำปั้นเหมือนค้อนยักษ์ แซร์คปาดเลือดมุมปากยืนขึ้นอย่างโคลงเคลงแต่ยิ้มบ้า ๆ แบบเดิม
“เลโอ…แบบอัพเกรด!”
อาบิสคำรามเสียงต่ำลั่นเหมือนปีศาจหิวเลือด พุ่งมาด้วยความเร็วเป็นเส้นดำ
แซร์คกรีดดาบสวน—
ก๊องงงงง—!!!
ดาบแทบหัก แรงกระแทกทำให้แซร์คลงไปนั่งกับพื้น
อิเรนโผล่เข้ามาเสียบกริชเข้าที่สีข้างของอาบิส แต่ราวกับทิ่มเหล็กใส่ภูเขา แค่เกิดเสียง ฉึก! เบา ๆ
อาบิสสะบัดแขน—อิเรนถูกเหวี่ยงกระเด็นไปสามเมตร
“จะหยุดมันยังไงวะ!?” เขาสบถ แต่ก็กลับยืนข้างแซร์คอีกครั้งโดยไม่ลังเล
สองคนเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่เคยฆ่าทั้งคู่ในอีกเส้นเวลาหนึ่ง ครั้งนี้…ไม่มีใครคิดจะถอย และเสียงระเบิด เสียงคำราม ดังก้องไปทั่วคฤหาสน์เหมือนกลองศึกจากนรก
บันไดหินทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุด ที่นี่เงียบผิดปกติ ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงลม เหมือนทั้งชั้นหยุดอยู่กลางความว่างเปล่า
กราวด้าก้าวทีละก้าว นิ้วแตะไม้เท้า จิตตั้งรับเต็มที่ พลังเวทในอากาศเบาบางแต่แหลมคม เหมือนอยู่บนสันมีด
เธอตะโกนไปข้างหน้า—
“ไม่นึกว่าผู้สูงสุดของความมืดจะขี้ขลาดขนาดนี้ เซเรส!”
เสียงสะท้อนทั้งผนัง ทั้งรูปภาพ เหมือนกำแพงแต่ละด้านพูดซ้ำคำของเธอ
“…ม่าย… ไม่ใช่หรอก”
เสียงเซเรสดังขึ้น ไม่รู้จากทิศไหน เหมือนมาจากอากาศรอบ ๆ ตัว
“เขาเรียกว่า ‘กลลวง’… และ ‘การวางแผน’ กราวด้า”
เสียงของเขายั่วเย้าราวกับครูสอนเด็กเล็กแต่ซ่อนความจงใจฆ่าไว้ทุกพยางค์
“ฉันชอบความแน่นอน ฉันชอบ…ทำให้มันแน่นอน”
กราวด้าเดินขึ้นถึงห้องบนสุด เป็นห้องกว้าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงกล่องใส่อัญมณีตราประจำตระกูลเฟลวิสวางอยู่กลางห้องเหมือนศูนย์กลางของพิธีบางอย่าง
เธอพูดเสียงนิ่งแต่แฝงคำท้าเต็มประโยค
“แสดงว่าแกกลัวฉัน…ใช่ไหม เซเรส? กลัวว่าจะแพ้?”
เสียงของเซเรสตอบกลับมา
เย็น
เรียบ
แต่หนักจนลมหายใจสะดุด
“ไม่… ฉันไม่ได้ กลัวแพ้…”
“…ฉันแค่ ‘เกลียดการพ่ายแพ้’ เท่านั้น”
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ