ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,437 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

53) เรียนรู้เวทละเอียด

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

หลังจากทุกข้อมูลถูกเปิดเผยจนหมดแล้ว กราวด้าไม่รอช้า—เธอเรียกประชุมใหญ่เป็นการด่วนแต่ตีตรา “ลับที่สุด” ทุกคนต้องทิ้งภารกิจทั้งหมดและรีบมาทันที

โต๊ะหินวงยาวกลางห้องดำขลับบรรยากาศเงียบกริบเหมือนมีเงามืดปกคลุมเพดานทั้งห้อง 

ราชาอัลเทรนเอง—แม้พระองค์จะซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงจนแทบยกพระหัตถ์ไม่ขึ้นก็มานั่งหัวโต๊ะด้วยพระองค์เอง

พระองค์ ควรนอนพัก แต่เรื่องนี้…กระทบความมั่นคงของอาณาจักรโดยตรง ไม่มีเวลาให้หลบอยู่หลังม่านอีกแล้ว

ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างอยู่พร้อมหน้า:

  • คาเรน – หัวหน้าราชองครักษ์
  • เซราด – ผู้บัญชาการทหารราบ
  • เรน – หัวหน้ากองธนูและอาวุธระยะไกล
  • อิเรน – หัวหน้ากลุ่มมือสังหาร
  • ราฟา – ผู้นำกองมนต์ดำ
  • ฮิวเดอร์ – หัวหน้าจอมเวทย์สนับสนุน
  • กราวด้า – ราชครู
  • เมธรัส – ที่ปรึกษาอาวุโส
  • ราห์ซูร์ – เจ้าชายผู้ข้ามเวลา
  • แซร์ค – องครักษ์เจ้าชาย
  • และเหล่าเลขาอีกไม่กี่คนที่ร่วมจัดประชุม

ห้องประชุมหนักอึ้งจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน กราวด้าลุกขึ้นเปิดการประชุม สีหน้าเธอเข้มขรึมกว่าทุกครั้ง


          “ขออภัยที่ต้องเรียกทุกท่านมาด่วน” 

เสียงกราวด้าคมและหนัก

          “แต่ตอนนี้…เราเจอฐานที่มั่นของลัทธิความมืดแล้ว”

ทุกคนเงียบ บางคนสะดุ้ง บางคนค่อย ๆ เอนตัวมาข้างหน้าอย่างตั้งใจฟัง

กราวด้ามองไปทั่วห้อง ก่อนจะพูดต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ

          “ผู้นำลัทธิความมืดคือ—ลอร์ด เซเรส เฟลวิส”

ห้องประชุมแทบระเบิดเสียง

          “ลอร์ด เซเรส เฟลวิส!?” ฮิวเดอร์ร้องขึ้นทันที

สีหน้าผสมระหว่างตกใจและไม่อยากเชื่อ

          “เป็นไปได้ยังไงคะ!? เขาดูสุภาพ เรียบร้อย รูปหล่อ… ฉันหมายถึง— มันไม่น่าใช่เขาเลย!?”

ราฟาเท้าคางพูดสวนด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนรู้คำตอบมาก่อน

          “ฉันไม่แปลกใจเลยสักนิด ถ้าตระกูลเฟลวิสจะมีพลังต้องห้ามซ่อนอยู่”

เซราดพยักหน้าเห็นด้วยทันที

          “คฤหาสน์เฟลวิสมืดคลุมเครือมานานหลายปี เราเคยจับตาดูพวกเขาแต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะบุกค้น”

เรนขมวดคิ้ว 

อิเรนยกมือขึ้นเงียบ ๆ เพื่อขอซักถามแต่ก่อนที่ใครจะได้พูด—

ราห์ซูร์พูดขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงราวกับพูดถึงคำที่เขาไม่อยากเชื่อว่าจะพูดอีกครั้งในชีวิต

          “พวกเขามีขุนพลความมืดซ่อนตัวอยู่ในนั้น”

ทุกสายตาหันมาที่เขาทันที

แซร์คนั่งหลังตรงเหมือนเตรียมพร้อมฟังสิ่งที่ไม่อยากได้ยินที่สุด

ฮิวเดอร์ตาโต มือทาบอกเปลี่ยนจุดยืนแทบจะทันที

          “โอ้ย—! ใช่เลยค่ะ!

ฉันว่าแล้วเซเรสหล่อแบบนั้นต้องมีอะไรลับล่อแน่นอน คนหล่อ ไม่มีใครน่าไว้ใจได้ซักคนค่ะ!!”

แซร์คหันขวับไปมอง

          “อะไรของคุณเนี่ยฮิวเดอร์… พูดไปเรื่อย!”

ฮิวเดอร์สะบัดผม

          “แล้วฉันพูดผิดตรงไหนล่ะคะ?”

เสียงถกเถียงเบา ๆ ดังขึ้น แต่กราวด้ายกมือขึ้น เพียงเท่านั้น—ห้องก็กลับสู่ความเงียบ

          “ตอนนี้ทุกท่านก็รู้แล้วว่า ความมืดอยู่ใกล้กว่าเราคิดมาก”

กราวด้ากวาดตามองไปรอบโต๊ะ สายตาเธอเฉียบคมจนเหมือนแทงทะลุหัวใจทุกคนได้

          “จากที่เห็นการรวบรวมกำลังของพวกมัน…ทหารปีศาจไม่มีความปราณี มันไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ยอมแพ้
ถ้าสงครามเกิดขึ้นจริง—วาเลเธียจะสูญเสียอย่างหนักแน่นอน”

ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ เสียงลมหายใจก็ค่อย ๆ เบาลงราวกับทุกคนพยายามไม่ให้ขยับตัวผิดจังหวะ

          “ฉันขอเสนอให้มีการเตรียมการรับมือความมืดทันที”

กราวด้าหันไปทางราห์ซูร์

          “เจ้าชาย เชิญ”

ราห์ซูร์ลุกขึ้นยืน ท่าทางหนักแน่นอย่างผู้เปลี่ยนแปลงชะตาประเทศมาหมื่นครั้งแล้ว แม้จะเป็นการพูดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะเจ้าชาย น้ำเสียงของเขากลับมั่นคงจนทุกคนตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

          “เรื่องนี้ไม่ควรเผยแพร่ให้ประชาชนหรือขุนนางรู้ เพื่อป้องกันความวุ่นวายในวังหลวง”

เขาหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนพูดต่อ

          “เราจะแบ่งแผนออกเป็นสองส่วน—เชิงรุก และตั้งรับ”

เชิงรุก

          “ผมจะใช้สถานะเจ้าชายขอเข้าเยี่ยมคฤหาสน์เฟลวิสโดยตรง โดยมีผู้ติดตามเพียงสองคน—แซร์ค และราชครูกราวด้า”

แซร์คค้อมหัวเล็กน้อย เตรียมพร้อม 

กราวด้านิ่งสนิทแต่สายตาเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

          “ท่านอิเรนจะนำหน่วยมือสังหาร ซุ่มกำลังอยู่ด้านนอกเพื่อเตรียมบุกยึดตัวลอร์ดเซเรส ทันทีที่ได้รับสัญญาณจากเรา”

อิเรนพยักหน้าอย่างไร้เสียง มือวางบนปลายมีดที่เอวราวกับพร้อมออกคำสั่งได้ทุกวินาที

 ตั้งรับ

ราห์ซูร์หันไปทางคาเรน และในที่สุด…คาเรนก็โน้มศีรษะให้เขา

สัญลักษณ์ของการยอมรับตำแหน่งเจ้าชายอย่างสมบูรณ์

ราชาดันเทรนน์ได้เห็นภาพนี้ก็หลับตาลงอย่างสงบและยิ้มบางๆ

          “ท่านคาเรน ท่านเซราด และท่านราฟาจะถูกมอบหมายให้ดูแลการป้องกันวังหลวงอย่างเต็มกำลัง
ไม่ให้พวกมันใช้จังหวะที่เราบุกไปลงมือกับเมือง”

เขาหันไปกวาดตามองทุกคนที่เหลือ

          “ส่วนหน่วยอื่น ๆ ขอให้ประจำตำแหน่งเฝ้าระวังจนกว่าแผนรุกจะเสร็จสิ้น”

เสียงพึมพำเห็นด้วยดังเบา ๆ ทั่วห้อง ไม่ใช่เพราะคำสั่ง แต่เพราะทุกคน เชื่อในตัวราห์ซูร์แล้วจริง ๆ

ความมุ่งมั่นของเขาที่จะทำลายลัทธิความมืดเพื่อเมืองของเขา เพื่อผู้ที่เขารัก เพื่ออนาคตที่เขาเคยเห็นพังมาแล้วหนึ่งครั้ง

ได้เผยออกมาอย่างชัดเจน

 

 


กราวด้าเสริมด้วยการร่ายภาพเวทขึ้นกลางห้อง ฉากการต่อสู้ที่แซร์คบันทึกไว้ในหุบเขาวาเลเธีย ทหารปีศาจร่างดินถ่าน หน้ากากสีขาวไร้แววหน้า ลุกขึ้นแม้แขนขาจะถูกฟันขาด

เสียงในห้องขาดห้วงทันทีที่เห็นภาพนั้น

          “ทหารปีศาจ”

กราวด้าอธิบาย

“มีหน้ากากสีขาวเป็นจุดตาย แม้ถูกตัดแขนขา มันจะงอกใหม่ ดังนั้นต้องโจมตีหน้ากากโดยตรง”

แซร์คหยิบหน้ากากตัวอย่างวางบนโต๊ะหินอ่อน

          “มันแข็งราวกับไม้หนานับสิบชั้น การโจมตีธรรมดา—ทำได้แค่ทิ้งรอย”

เขาหยิบค้อนเหล็กขึ้นมา ยกขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงเต็มแรง

          เพล้ง!

หน้ากากแตกกระจาย แต่บางชิ้นลอยขึ้นอย่างผิดธรรมชาติราวกับถูกดูดเข้าหามนต์บางอย่างก่อนจะไปหยุดบนมือราฟา

ราฟาแผดไฟใส่เศษหน้ากาก แต่ไฟกลับแทบไม่ทำอะไรเลย

          “ไฟธรรมดาเผามันไม่ได้” เขาพูด จากนั้นเร่งไฟขึ้นเรื่อย ๆ จนความร้อนระดับเครื่องเชื่อมเหล็ก

          “นี่คือระดับ 4 และกองเวทเรามีนักเวทระดับ 4 แค่หนึ่งในสี่ของกำลังทั้งหมด”

นักเวทหลายคนในที่ประชุมถึงกับกลืนน้ำลาย

          “ผมอาจต้องหาวิธีอื่นทำลายมัน หรือให้หน่วยเวทช่วยหน่วงมันเพื่อสนับสนุนทหารราบแทน” ราฟาสรุป

เซราดพยักหน้า

          “เราจะหารือกันอย่างละเอียดหลังประชุม ยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่าง”

 

 


การหารือกินเวลาตลอดช่วงเช้า ทุกคำพูด ทุกการตัดสินใจ คือการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามเงาที่กำลังจะเริ่มขึ้น

ก่อนปิดประชุมกราวด้ากล่าวสรุปหนักแน่น

          “พรุ่งนี้—เราจะเริ่มปฏิบัติการ จะออกหนังสือแจ้งขอเข้าหารือเรื่องการค้าของอาณาจักรกับลอร์ดเซเรส

ทีมรุกเตรียมตัว ทีมรับเตรียมกำลัง อย่าให้ลัทธิความมืดมีเวลาหายใจแม้แต่วินาทีเดียว”

บรรยากาศในห้องประชุมยังขึงตึง คำสั่งสุดท้ายของกราวด้ายังลอยอยู่ในอากาศ ทุกคนแยกย้ายออกจากห้องอย่างจริงจัง เตรียมพร้อมสำหรับสงครามเงา

แต่ในขณะที่กราวด้ากำลังจะเดินออกไป—เสียงทุ้มของเจ้าชายเรียกเธอไว้

          “กราวด้า… ขอคุยด้วยได้ไหม?”

กราวด้าชะงัก หันกลับมาช้า ๆ แววตาราห์ซูร์เต็มไปด้วยความตั้งใจ แต่ก็แฝงความกังวลลึก ๆ

          “…ได้สิ ว่ามาเลย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก

ราห์ซูร์ขยับเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอ

          “ไม่ใช่ที่นี่… ที่ห้องของเธอ”

กราวด้า หน้าแดงวาบ ขึ้นมาทันที ตั้งแต่โคนคอจนถึงปลายหู ไม่ใช่เพราะความหมายลึกซึ้ง แต่เพราะราห์ซูร์ พูดตรงเกินไป และพูดใกล้เกินไปจนเธอโดนโจมตีทางหัวใจเต็ม ๆ

และแล้ว—เสียงที่ไม่ควรได้ยินก็ดังขึ้นอย่างตั้งใจมาก

          “โอ้โห! ถ้าเจ้าชายมีอะไรจะคุยกับท่านราชครูสุดสวยแบบสองต่อสอง—ฉันไปก่อนนะ ไม่อยากเป็น ก.ข.ค.”

แซร์คพูดดังราวตะโกน ดังจนคนทั้งห้องหันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนทำหน้าเหมือนเห็นอะไรที่ “ไม่ควรเห็น แต่ห้ามละสายตา”

กราวด้าหันไปเคาะหัวแซร์คดัง ก๊อก! “กับลูกพี่แกก็ไม่เว้นเหรอแซร์ค!”

แซร์คถูหัวพลางยิ้มกวน ๆ

          “ก็พวกนายมันหวานกันจนฉันทนดูไม่ได้อะ!”

และเขาก็เดินผิวปากออกไปอย่างสบายใจปล่อยให้เจ้าชายกับราชครูถูกมองจนหลังร้อนผ่าว

 

 


เมื่อคนออกหมดแล้ว ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามโถงทางเดินยาวของหอราชครู

ตอนแรกเดินห่าง ต่อมาก็ใกล้ขึ้น แล้วกว่าจะรู้ตัวอีกที—ทั้งคู่ก็ควงแขนกันไปแบบที่คนขี้อายไม่มีทางกล้าทำถ้าไม่ได้ตั้งใจจริง หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งปล่อยตัวตามธรรมชาติจนท้ายที่สุด…

เธอเอนหัวซบไหล่เขาอย่างไม่รู้ตัว

ไม่มีคำพูดใด ๆ 

แต่ความอบอุ่นนั้นคงอยู่จนถึงหน้าห้องพักของกราวด้า เพราะทันทีที่ทั้งคู่ก้าวข้ามธรณีประตู—

          “ราห์ซูร์!!!!! ข้าคิดถึงท่านจริง ๆ เลยเจ้าค่ะ!!”

หุ่นขี้ผึ้งกราวด้าหมายเลข 1 พุ่งตัวเข้ามากอดแขนราห์ซูร์อีกข้างจนแน่นราวกับกาวตราช้าง

กราวด้าตัวจริงยืนค้าง ความหวานที่เพิ่งก่อตัวเป็นไอ ก็ดับวูบไปทันที

          “นี่…ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะหมายเลขหนึ่ง!”

แต่พูดไปก็เท่านั้นเพราะเธอเองก็หงุดหงิดไม่ลง เจ้าหุ่นมันควบคุมไม่ได้แล้วจริงๆ

หุ่นรีบลากราห์ซูร์ไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา เสิร์ฟชา รินน้ำ และ—อย่างภาคภูมิใจ—

          “ข้าแอบไปหัดทำขนมมาให้ท่านราห์ซูร์ด้วยเจ้าค่ะ!”

ราห์ซูร์ยิ้มแห้งแต่สายตาหันไปมองกราวด้าอย่างเดียวราวกับพูดว่า “ผมกลัวคุณเข้าใจผิดนะ”

กราวด้ายกมือขึ้น

          “ฉันไม่โกรธ… แต่เดี๋ยวคุยกันเรื่องโค้ดโปรแกรมของหุ่นทีหลัง”

หลังทุกอย่างสงบลง ทั้งคู่ก็นั่งลงตรงข้ามกัน

ราห์ซูร์วางชาลงอย่างหนักใจ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          “กราวด้า…ผมไม่เคยพบเซเรสมาก่อนเลยจริง ๆ เพราะเขาถูก—” เขาชะงัก ใบหน้าของเอมิลี่ลอยเข้ามาในหัว
เขากัดฟัน ไม่ให้หลุดชื่อออกมา

          “—ถูก ราชินีความมืดคนใหม่ สังหารไปก่อนที่ผมจะได้เจอ”

กราวด้ายิ้มบาง ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ

          “ไม่ว่าอย่างไร…เราก็ต้องสู้ ไม่ใช่วันนี้ ก็สักวันในอนาคต”

เธอวางมือทาบหลังมือของเขา

          “แต่ถ้าต้องสู้ ฉันอยากสู้ไปพร้อมกับนาย เพราะถ้าฉันต้องตาย…ฉันก็ไม่เสียดายอะไรอีกแล้ว”

ราห์ซูร์ถึงกับเม้มปาก หัวใจบีบรัดจนแทบเจ็บ

          “ตอนนี้มีความมืดที่แข็งแกร่งอยู่สองคน และถ้าเราถูกแยกกัน ผมอยากให้คุณรับมือได้อย่างน้อย…จนกว่าผมจะไปสมทบ”

กราวด้ายกชาขึ้นจิบแต่แก้มแดงเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีสงบ

          “ฟังดูมั่นใจมากเลยนะว่าจะจัดการพวกมันได้เร็วขนาดนั้น”

เธอยิ้ม

          “แต่ฉันดีใจจริง ๆ ที่นายเป็นห่วง”

ราห์ซูร์ลุกขึ้นหันไปที่กระดานดำและจอเวทมุมห้อง

          “ระหว่างนี้…ผมจะสอนเทคนิคหลายอย่างให้คุณ อาจมีประโยชน์มากเวลาต้องสู้ตัวคนเดียว”

กราวด้ามองตามเขา ไม่ใช่เพราะเขาจะสอนเวทแต่เพราะเธอมองเขาอย่าง เคลิบเคลิ้ม ไม่อาจหลบซ่อนความรู้สึกได้อีกต่อไป

เจ้าหุ่นหมายเลข 1 กระโดดมานั่งข้าง ๆ

          “ข้าจะฟังด้วย!!! ข้าจะปกป้องท่านราห์ซูร์!!”

ราห์ซูร์หัวเราะ กราวด้าส่ายหน้า

ราห์ซูร์ยืนหน้ากระดานดำ วงเวทย์หลายชนิดค่อย ๆ ลอยขึ้นในอากาศตามปลายนิ้วของเขา ทั้งกราวด้าและเจ้าหุ่นหมายเลข 1 นั่งตัวตรงรอฟังอย่างตั้งใจราวนักเรียนตัวเล็ก ๆ

สิ่งที่เขากำลังอธิบาย…เป็นศาสตร์ที่แม้แต่ราชครูอย่างกราวด้าก็ยังไม่เคยเข้าใจเลยตลอดชีวิต

ความจริงของ "เวทย์ละเอียด"

          “เวทย์ละเอียด…ไม่ใช่ของไหลอย่างที่หลายคนคิด”

เขาเริ่มอธิบาย พร้อมสร้างภาพจำลองมานาแบบหยาบและละเอียดให้ลอยขึ้นข้างกัน

          “ให้คิดว่ามันคือ ของแข็ง เหมือนแป้ง กับเม็ดทรายต่างหาก”

กราวด้ากับหุ่นเอียงคอพร้อมกัน ราห์ซูร์ยิ้มมุมปาก ก่อนอธิบายต่อ

          “ดูผิวเผิน เม็ดแป้งฝุ่นละเอียดน่าจะผ่านกายเวทมนตร์ได้ดีกว่าใช่ไหม?”

ทั้งกราวด้าและหุ่นพยักหน้า

          “แต่ไม่ใช่ เวทหยาบ…เหมือนเม็ดทรายที่ร่วน พุ่งง่าย ไหลง่าย ส่งออกไปได้ง่ายกว่า ส่วนเวทละเอียดจะจับตัวกัน เหนียว อุดตัน ต้องออกแรงมากกว่า 2–3 เท่าในการ ‘ดัน’ มันออกไป”

เขาดัดเวทสร้างอุปมาให้ดู—เม็ดทรายไหลผ่านช่องว่างอย่างลื่น ขณะที่แป้งเกาะตัวเป็นก้อน ดันออกยาก

          “พอส่งพลังงานต่อเนื่องไม่ได้ก็เลยร่ายเวทขนาดใหญ่ได้ยาก นั่นเป็นเหตุผลที่หลายคนใช้เวทละเอียดสูงเกินไปแล้วเวทไม่ออก”

กราวด้าเบิกตากว้าง เจ้าหุ่นก็ทำหน้าประหลาดใจตาม—แต่เพราะมันเลียนแบบกราวด้าเฉย ๆ

 

 


✦ วิธีแก้ที่มีคนเดียวในปัจจุบันที่รู้ — เทคนิค "สั่นสะเทือน + อัขระดูดมานา"

ราห์ซูร์วาดวงเวทย์แบบใหม่ตรงกลางห้อง เส้นเวทย์สั่นละเอียดเหมือนผืนน้ำโดนลมพัด

          “สำหรับฉัน…ฉันแก้โดยสร้างการสั่นสะเทือนคล้ายการ ‘ร่อนแป้ง’”

กราวด้าอ้าปากค้าง หุ่นก็อ้าปากค้างตาม—เหมือนลิงตามคน

          “การสั่นจะค่อย ๆ ทำให้เวทย์ละเอียดหลุดออกจากกันแม้จะไหลออกน้อยกว่าเวทหยาบอยู่ดี
แต่มันทำให้คุมได้แม่นกว่า คมกว่า”

จากนั้นเขาวาดอัขระเล็ก ๆ ที่ปลายทางของวงเวท

          “ผมผสานช็อตคัต โดยสร้าง ‘วงดูดเวทละเอียด’ ให้มันไปกองรวมกันตรงปลายกระบวนการร่ายเวท
เหมือนเครื่องเร่งเวทสำหรับผู้ที่ใช้เวทละเอียดสูง”

กราวด้าถึงกับยกมือขึ้นทาบอก ความคิดนี้มัน…เหนือกว่าตำราเวททั้งราชอาณาจักรที่เธอเคยอ่านมา

          “แบบนี้นี่เอง…เพราะงั้นเวลาฉันกดความละเอียดสูงเกินไป เวทมันเลยไม่ออกมา”

เธอลองทำทันที นิ้วเรียวของเธอสร้างจุดมานาละเอียดเล็ก ๆ และ—ปะ!— ก้อนน้ำแข็งเท่าหัวเข็มหมุดจุดหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือเธอ

          “โอ้…มันได้ผลจริงด้วย!”

แต่ตอนนี้…เธอเริ่มมองหาที่วางก้อนน้ำแข็งเล็ก ๆ นี่ เพราะมันเย็นจัดแบบผิดปกติ เธอจึงหย่อนมันลงในถ้วยชาบนโต๊ะเพื่อ “พักไว้ก่อน"

ทันทีที่สัมผัสชา—

          ปะ—ฉับ!

          เสียงแช่แข็งดังลั่นห้อง

โต๊ะน้ำชาถูกแช่แข็งทั้งแผ่น ถ้วยชาแตกเสียงดัง ส่วนเจ้าหุ่นขี้ผึ้งหมายเลข 1 ถูกแช่ติดโต๊ะเป็นรูปปั้นแข็งโป๊กทันที

กราวด้าตกใจจนหน้าเสีย

          “รุนแรงมาก!!! ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำถึงขนาดนี้เลย!

เจ้า… เจ้า หุ่น ขอโทษ!”

เจ้าหุ่นพูดออกมาแบบที่ปากไม่ขยับ เพราะมันขยับอะไรไม่ได้เลย

          “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ… แต่ตอนนี้ข้าขยับไม่ได้สักอย่างเลยต่างหาก…”

เสียงนิ่งและเรียบจนเหมือนยอมรับชะตากรรม

ราห์ซูร์ปิดปากกลั้นหัวเราะ แต่ก็รีบกั้นเวทไปละลายน้ำแข็งให้หุ่น

          “อย่างน้อย…ผลลัพธ์มันก็แรงพอจะใช้ในสนามรบนะ”

กราวด้าหน้าแดงเห่อ

          “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายห้องชานะ!! นี่เป็นการทดลองเฉย ๆ!”

ราห์ซูร์ยิ้มอ่อน

          “แบบนี้แหละ…ถึงบอกว่าคุณต้องเรียนให้จบก่อนออกสนามจริง”

เจ้าหุ่นที่เพิ่งละลายน้ำแข็งได้ก็ยกมือขึ้นทันที

          “ข้าขอเรียนบทต่อไปเลยเจ้าค่ะ!!!”

กราวด้าเอามือกุมขมับ

          “อย่าเพิ่ง! เดี๋ยวห้องระเบิด!”

ราห์ซูร์หัวเราะเบา ๆ และบทเรียนลับยามค่ำคืนก็ยังดำเนินต่อ…

หลังจากสอนเรื่องเวทย์ละเอียดจนเกิดอุบัติเหตุแช่แข็งโต๊ะน้ำชาเรียบร้อย ราห์ซูร์ก็เขียนวงเวทย์ใหม่ขึ้นกลางอากาศ เส้นเวทเริ่มจัดเรียงเป็นรูปทรงที่กราวด้าไม่เคยเห็นในชีวิต

          “นี่คือสิ่งที่ยุคสมัยนี้ยังไม่มี…ปืนเวท”

กราวด้าขมวดคิ้ว 

เจ้าหุ่นพยายามลอกท่าขมวดคิ้วแล้วดูตลกมากกว่าเท่

ราห์ซูร์อธิบายต่อ พลางสร้างภาพจำลองของอาวุธลอยอยู่กลางอากาศ

          “มันเป็นอาวุธโจมตีระยะไกล ทำงานด้วยแรงอัดเวทมนตร์ ยิงเป็นเส้นตรงคล้ายลำแสงอาทิตย์ คนที่ไม่ใช่นักเวทก็ใช้มันได้ เพียงแค่เหนี่ยวไก”

ภาพจำลองแสดงกระสุนเวทหลายชนิด ไฟ น้ำแข็ง สายฟ้า พิษ ล้วนถูกยิงออกมาเหมือนลูกศรแห่งยุคอนาคต

กราวด้าตาเป็นประกาย

          “ถ้าใช้นี่ในสนามรบ… เราสามารถเพิ่มพลังยิงได้มหาศาลเลยนะ”

          “แน่นอน” ราห์ซูร์ยิ้ม “แต่ของจริงไม่ได้มีแค่นั้น ผมนำมาประยุกต์เพิ่มอีกขั้น”

ราห์ซูร์ขยับปลายนิ้ว วงเวทละเอียดพริ้วออกมา ประกอบกันเป็นทรงกลม ก่อนยื่นกระบอกปืนเล็ก ๆ ออกมาด้านหน้า

          “นี่คือ ‘ป้อมปืนเวท’ สร้างจากเวทย์ละเอียดทั้งหมด ตั้งช็อตคัตให้มันยิงเองอัตโนมัติจนกว่าพลังเวทที่บรรจุไว้จะหมด”

กราวด้ามองด้วยความทึ่ง เจ้าหุ่นปรบมือดัง แปะๆๆ แบบลืมมารยาทหมดสิ้น

          “เธอแค่กำหนดเป้าหมาย เช่น ให้เล็งไปที่ ‘จิต’ ของศัตรูโดยตรง ป้อมจะจัดการเอง”

กราวด้าพึมพำ

          “…น่าทึ่งมากจริง ๆ นายคิดแบบนี้ได้ยังไงกัน?”

กราวด้าเอียงคอ มองป้อมปืนในภาพแล้วพูดตามที่คิดออกมาตรง ๆ

          “ถ้านายถ่ายทอดเทคนิคนี้ให้ราฟาล่ะก็…เขาน่าจะกลายเป็นเสือติดปีกไปเลยนะ”

ทันทีที่ชื่อ “ราฟา” โผล่มา บรรยากาศรอบตัวราห์ซูร์ก็ดู สะดุด เหมือนโดนตบคอเบา ๆ

          “ไม่!!” เขาตอบทันทีแทบจะเร็วเกินมนุษย์ปกติ

กราวด้ามองเขานิ่ง ๆ แล้วค่อย ๆ ยิ้มกว้างขึ้น

          “…เอ๋? นี่นายหึงเหรอ?”

ราห์ซูร์ทำหน้าเหมือนโดนจับได้คาหนังคาเขา เจ้าหุ่นก็รีบช่วยเติมเชื้อไฟทันที

          “หึงจริง ๆ เจ้าค่ะ!!! หน้าท่านราห์ซูร์แดงมากเลย!”

          “ไม่นะ … ฉัน… ก็ได้… ใช่… หึง…”

เขาตอบอ้อม ๆ แต่สุดท้ายก็ยอมรับเสียงเบา ใบหูแดงจนกราวด้าทนไม่ไหว

กราวด้าลุกขึ้นเดินไปคว้าแขนเสื้อราห์ซูร์แล้วดึงเขาเข้าไปกอดเต็มแรงทันทีที่เขาล้มลงในอ้อมแขนเธอ
หัวใจเต้นดังจนแทบได้ยิน

          “ฮิ ฮิ… อย่าหึงเลยนะ เพราะฉันนี่แหละ…อยากเป็นเจ้าของนายจนทนไม่ไหวแล้วรู้ไหม? ฉันสนใจแต่ นายคนเดียว
เจ้าทึ่ม…”

คำว่า “เจ้าทึ่ม” ทำให้ราห์ซูร์ค้างไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ…

ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือไม่ถึงหนึ่งคืบ

ปากพวกเขาเกือบจะแตะกัน ลมหายใจผสานกันอุ่นร้อน ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นสองจังหวะพร้อมกัน

กราวด้าเอียงหน้าเล็กน้อย—แล้วชะงัก

เธอเหลือบตาไปเห็นบางอย่างด้านหลัง

          “เจ้าหุ่น…ออกไปเดินเล่นสักหน่อยไหม?”

เจ้าหุ่นตอบแบบไม่สะทกสะท้าน

          “ไม่เจ้าค่ะ”

          “ออกไปหัดทำขนมเลยไป!” กราวด้าเริ่มขึ้นเสียง

เจ้าหุ่นสวนกลับทันที แถมยกมือเท้าสะเอวด้วย

          “ดึกขนาดนี้แล้วจะให้ข้าทำขนมกับผีเหรอเจ้าคะ!!”

ราห์ซูร์กุมหน้าผาก

กราวด้ากัดฟัน

ความหวานที่กำลังจะเกิดก็แตกซะยิ่งกว่าตอนโต๊ะชาแตกก่อนหน้า

และแล้ว—ทั้งคืน

ราห์ซูร์ก็ต้องสอนเวทให้กราวด้าโดยมีเจ้าหุ่นคอยนั่งจ้องอยู่ไม่ห่าง พังกิจกรรมหวานทุกจังหวะอย่างไร้ความปรานี

บางครั้งก็ยื่นขนมที่ไหม้เกรียมมาให้

บางครั้งก็ถามคำถามไม่หยุด

บางครั้งก็เดินเข้ามายืนคั่นกลางแบบไม่เกรงใจ

มันคือ กขค. ที่ทรมานที่สุด…และน่ารักที่สุดในชีวิตของกราวด้าและราห์ซูร์

แต่ถึงอย่างนั้น—ทั้งคู่ก็สอน–เรียนเวทด้วยกันจนเช้า หัวใจของทั้งสอง…ใกล้กันมากกว่าเมื่อคืนไหน ๆ ในชีวิต

 

 


ภายหลังราห์ซูร์กลับห้องตัวเองไปแล้ว เจ้าหุ่นขี้ผึ้งกราวด้าหมายเลขหนึ่งก็ค่อย ๆ หันศีรษะมามองนายหญิงของตน
ด้วยท่าทางที่…ชวนให้โดนทุบจริง ๆ

          “ปีนี้ท่านก็อายุ 32 แล้วเจ้าค่ะ ผู้หญิงอย่างเราถ้าจะมีลูกก็ควรมีแต่ยังสาวนะคะ”

กราวด้าถึงกับสะดุ้ง แก้มขึ้นสีเร็วกว่าร่ายเวทไฟระดับสองเสียอีก

          “นี่เจ้าหุ่น—จะพูดเรื่องนั้นขึ้นมาทำไม!!” 

เธอหันไปดุ แต่น้ำเสียงดุนั้นกลับสั่นนิด ๆ เพราะอายมากกว่าโกรธ

เจ้าหุ่นตอบอย่างไร้ความเกรงใจและไร้การไตร่ตรองใด ๆ 

          “ข้าว่าท่านควรหา ‘เวลาน่ารัก ๆ’ กับราห์ซูร์เจ้าค่ะ เพื่อ…มีลูกกันนะคะ ♥”

กราวด้าค้างไปสามวินาที

นิ่งสนิท

ไร้เสียง

ไร้การตอบกลับ

แล้วเธอก็เดินไปที่เตียง

ทิ้งตัวลงอย่างแรงจนผืนเตียงเด้ง

เอาหมอนปิดหัวเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งโดนแซวเรื่องแฟนครั้งแรกในชีวิต

เสียงในใจของเธอกรีดร้องหนักยิ่งกว่าเวทเสียงสะท้านมิติ

          “แล้วใครล่ะที่คอยเป็น ก.ข.ค ทั้งคืน…ไอ้หุ่นบ้าเอ๊ยยยยย!!!”

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา