ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,453 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

54) เสียงสัญญาณบุก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เช้าวันใหม่ของคฤหาสน์เฟลวิสเต็มไปด้วยความเงียบที่ผิดธรรมชาติ หมอกเช้าที่ควรลอยอ้อยอิ่งกลับถูกแรงเวทบางอย่างบิดเบี้ยว อากาศเย็นผิดฤดูกาล ราวกับ คฤหาสน์ทั้งหลังรู้ว่ากำลังจะได้เห็นเลือดอีกครั้ง

ผู้รับใช้ที่ยังมีจิตมนุษย์หลงเหลืออยู่รีบก้มหัวเมื่อมือของเซเรสกำแน่นกับพระราชสาส์นที่เพิ่งถูกส่งเข้ามา กระดาษที่ควรจะเป็นเพียงข้อความทางการทูต…ถูกบีบจนยับเหมือนเศษขยะในมือของเขา

ข้อความของเจ้าชายราห์ซูร์ ถูกเขียนด้วยลายมือที่อ่อนน้อม นอบน้อมผิดวิสัยผู้เป็นรัชทายาท ถ่อมตนผิดวิสัยผู้ที่เพิ่งแสดงอำนาจในฐานะผู้นำทหาร กล่าวอ้อนวอนขอคำแนะนำด้านเศรษฐกิจและการบริหารกิจการตระกูล

แต่เซเรสไม่หลงกลแม้เพียงประโยคเดียว

เขาอ่านทุกคำ แต่ไม่ “รับรู้ความหมาย” สักคำเพราะหัวใจของเขาอ่านเพียงสิ่งเดียว—

          “นี่คือสงคราม”

นิ้วเรียวยาวของเขาลากผ่านตราประทับวาเลเธีย สัมผัสเพียงแผ่วเบาแต่ทำให้ตรานั้นเกิดรอยไหม้สีดำสนิทราวกับถูกไฟเผา 

สายตาของเขาแหลมคมขึ้น สันกรามลุกขึ้นจนเห็นชัดเจน ความโกรธกลายเป็นไฟที่เผาผิวของเขาจนแผ่พลังมืดออกมาเป็นชั้นบาง ๆ

เพียงวันเดียวหลังจาก “มีคนบุกรุกคฤหาสน์ของเขา” เมื่อค่ำวาน เจ้าชายราห์ซูร์ก็ส่งจดหมายขอเข้าพบด้วยตัวเองในยามเช้า

ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความสุภาพ มันคือ “การเหยียบคอให้ลุกไม่ขึ้น” 

เซเรสรู้ดี เขาคือเป้าหมาย และศัตรูกำลังกดดันเขาจากทุกทิศทาง แต่สิ่งที่ทำให้ไฟในอกเขาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม—

ทั้งสามคน…มา “ครบชุด”

       เจ้าชายราห์ซูร์ — ผู้ทำลายฐานใหญ่ของความมืด

       ราชครูกราวด้า — ผู้หญิงที่เอาชนะด็อปเปลแกงเกอร์ “ทั้งกายและใจ”

       องครักษ์แซร์ — นักฆ่าผู้กำจัดแม่ทัพเลโอ

สามคนนี้คือ ตัวเอกแห่งหายนะที่ความมืดประเมินผิด

การวิเคราะห์ของเซเรส…ทำให้เลือดเขาเดือดถึงขีดสุด

          “ราห์ซูร์… เจ้ากำลังเล่นหมากสั้นกว่าฉันหนึ่งขั้น แต่ก้าวได้แรงกว่าเดิมสิบเท่า…”

เขาเดินวนรอบห้องโถงใหญ่ ปลายเล็บเคาะบนขอบไม้โบราณเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่เล็บแตะพื้น—รอยแตกสีดำก็ลามเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

          “ถ้าพวกมันไม่ได้โง่…” เขาพึมพำกับตัวเอง “ก็แปลว่าเตรียมการมาดีมาก… และเมื่อมีกราวด้าร่วมด้วย ก็น่าจะอย่างหลัง”

ในฐานะนักวางกลยุทธ์เขาไม่เคยกลัวฝ่ายที่เดินเกมเร็ว แต่เขาเกลียดฝ่ายที่ “อ่านเขาออก” มากที่สุด และเจ้าชายราห์ซูร์…กำลังอ่านเขาออกทีละชั้น

บังคับให้เขาอยู่นิ่ง

บังคับให้เขาตอบรับ

บังคับให้เขาเปิดบ้านต้อนรับศัตรูด้วยมือของตนเอง

ในเวลาที่กองทัพของความมืดยังไม่สมบูรณ์ ไม่ถึงครึ่งของกำลังที่เคยตั้งอยู่ในหุบเขา ฐานใหญ่ของเขาถูกทำลายราบภายในคืนเดียว

ทั้งหมดนี้คือความเสียเปรียบที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะเจ้าแห่งลัทธิความมืด

เซเรสหยุดเดินแหงนหน้ามองเพดานหินอายุหลายร้อยปีก่อนจะพูดช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไม่เหลือความเป็นมนุษย์

          “ก็ดี… ถ้าเจ้าอยากเปิดหน้าชนกันเร็วขนาดนั้น—ฉันก็เล่นด้วย”

ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงทับทิมเข้ม ผิวหนังเขาแตกร้าวเป็นเส้นสายสีดำเหมือนเส้นเลือดของอสูร แรงกดดันในห้องหนักจนโคมไฟแกว่งไปมาเอง

เซเรสเหยียดปากเป็นรอยยิ้มเย้ยเยาะเหนือเยาะราวกับเชิญศัตรูเข้าปากเสืออย่างตั้งใจ

          “เจ้าชายราห์ซูร์…ฉันจะเตรียมงานต้อนรับอย่างดี”

เขาเรียกบาโฟเมตด้วยเสียงกระซิบ เงาดำหนาแน่นรวบรวมเป็นร่างสูงใหญ่ด้านหลังเขาแววตาของอสูรเต็มไปด้วยความกระหายการล่า

          “ด็อปเปลแกงเกอร์ ฉันมีงานให้แกทำ!!!” 

ด็อปเปลแกงเกอร์ปรากฎตัวน้อมรับคำสั่ง เซเรสหัวเราะเบา ๆ เสียงเหมือนแก้วแตก

          “มาสิราห์ซูร์…ทั้งเจ้า ทั้งกราวด้า ทั้งองครักษ์ของเจ้า ฉันรอจังหวะนี้มานานแล้ว…”

แสงบนยอดคฤหาสน์สั่นวาบเหมือนบอกว่าความมืดเริ่มตั้งรับเต็มกำลัง

ทั้งสองฝ่ายรู้แล้ว—การพบกันครั้งนี้…จะไม่มีทางจบลงด้วยการพูดคุยธรรมดา

 

 

 


ยามสาย แสงแดดอุ่นที่ส่องลงบนวาเลเธีย ไม่อาจทะลุทะลวงหมอกสีหม่นที่ลอยปกคลุมเขตแดนเฟลวิสได้เลยแม้แต่น้อย โลกเหมือนแบ่งออกเป็นสองฝั่ง—แสงของวาเลเธีย และ ความมืดที่รอคำเชิญอยู่ในเขตคฤหาสน์

กองกำลังเงาของอิเรน — เข้าประจำจุด

ก่อนรถม้าของเจ้าชายจะมาถึง เหล่ามือสังหารของอิเรนกระจายตัวรอบพื้นที่ ปีนต้นไม้สูง ชอนไชช่องว่างเหนือกำแพง ฝังยันต์พรางร่างในจุดที่ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้

อิเรนยืนบนกิ่งไม้สูงสุด มือแตะกริชสีดำสนิท สายตามองทุกจุดด้วยทหารอาชีพที่เคยเต้นรำกับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน

          “เริ่มแผนตามกำหนด”

เสียงของเธอสื่อเวทกระจายให้คนของเธอทุกคนได้ยิน

ทุกคนตอบพร้อมกันในความเงียบ—

          “รับทราบ”

 

 

 


          รถม้าถูกลากมาด้วยม้าเผือกสีขาวล้วนดูหรูหรา ขัดกับหมอกดำรอบ ๆ อย่างจงใจ ราวกับประกาศว่า วาเลเธียมาในฐานะผู้เชิญหน้าซึ่ง ๆ กัน

เมื่อรถม้าหยุดต่อหน้าประตูเหล็กของที่ดินเฟลวิส บรรยากาศหนักขึ้นทันที เหมือนแรงดันอากาศทั้งโลกเปลี่ยนไป

ราห์ซูร์ลงจากรถเป็นคนแรก กราวด้าก้าวลงอย่างสงบแต่สายตาเฉียบ แซร์คเหยียบพื้นพร้อมมือจับด้ามดาบตามสัญชาตญาณ

ในเสี้ยววินาทีนั้น—เสียงประตูเหล็กเปิดอย่างเงียบกริบ เม็ตช์ ปรากฏตัวราวกับโผล่มาจากเงาในลม

เขายืนตรง แต่งชุดพ่อบ้านเรียบหรู ท่าทางนอบน้อมแต่ราหลำตัวกลับแผ่แรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ผิวหนังทั่วร่างชาไปทั่ว

ราห์ซูร์จำเขาได้ทันที

บาโฟเมตตัวจริง…ในร่างมนุษย์ผู้สุภาพ

เขายิ้มบางก่อนทิ้งประโยคที่แทงลึกเข้าใจกลางใจอสูร

“สวัสดีครับ…ฉันติดว่าฉันเคยเจอคุณ แต่ดูแก่กว่านี้นิดหน่อย บางทีฉันคงจำผิดตัวสินะ”

เม็ตช์ชะงัก…เพียงเสี้ยวเดียว ดวงตาสีม่วงหม่นหดรัดลงเล็กน้อยก่อนยกยิ้มสุภาพประดับใบหน้า

          “พ่อบ้านแต่งกายคล้ายกันทั่วทั้งอาณาจักรครับ ถูกสับสนเป็นเรื่องปกติ”

แต่ในหัวเขา—

          “ชายคนนี้…รอดจากการไล่ล่าของ ‘ความตาย’ และยังมองทะลุหน้ากากฉันได้?”

เขาเฝ้าสังเกตราห์ซูร์อย่างละเอียด เหมือนสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อที่คาดการณ์ไม่ได้

 

 


เม็ตช์นำหน้าอย่างสุภาพ แต่ทุกก้าวของเขาราวกับกำลังพาเดินลงไปในท้องเหวที่รอปิดปากเหยื่อ

เมื่อพวกเขาเดินผ่านซุ้มประตูแรก ความหนาวพุ่งขึ้นเหมือนลมจากโลกใต้พิภพ กลิ่นอายมานาความมืดหนาแน่นจนเหมือนมีของเหลวสีดำท่วมพื้น

ไอสีม่วงดำไหลไปตามพื้นเหมือนควันพิษกดทับจิตจนสมองชา แม้แต่แซร์คซึ่งเคยเจอทหารปีศาจ ก็ยังตัวแข็งไปหนึ่งจังหวะ

กราวด้าหยุดชั่ววินาทีดวงตาเธอเบิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนิ่งลงอีกครั้ง

ราห์ซูร์รู้สึกถึงพลังที่ “ข่มกองทัพมืดทั้งหมดที่เขาเคยเจอ” จนต้องเหลือบมองเพื่อนทั้งสอง

แซร์คกัดฟัน “ที่นี่แม่ง…ไม่ใช่คฤหาสน์คนรวยแล้วว่ะ”

กราวด้าสะกิดแขนราห์ซูร์เบา ๆ ท่าทางสงบนิ่งกว่าทุกครั้งที่เขาเคยเห็น ไม่มีคำพูด แต่สายตาบอกชัด—

          “ฉันรู้… และฉันพร้อมก้าวเข้าไป”

ราห์ซูร์จึงตอบกลับในใจ

          “ดี… เพราะฉันกลัวเสียพวกเธอที่สุด”

เม็ตช์หยุดหน้าประตูบานใหญ่ ผายมือเหมือนเจ้าบ้านปลอม ๆ

          “ขอเชิญเข้าด้านใน ท่านลอร์ดเซเรส…กำลังรอพวกท่านอยู่”

ท่าทางของเขาบอกชัดเจน— ที่นี่คือเขตของความมืด ผู้มาเยือนเป็นเพียงเหยื่อ…ถ้าก้าวผิดแม้ก้าวเดียว

 

 


ห้องโถงกลาง 

ประตูสูงสิบเมตรเปิดออกช้า ๆ เสียงดัง ครืดดด… เหมือนปีศาจกำลังคลานออกจากนรก

และภาพที่พวกเขาเห็นคือ—

โต๊ะหินอ่อนสีดำสนิทตั้งอยู่กลางห้องโถง มีเพลิงสีฟ้าม่วงลอยอยู่เหนือพื้น ทุกจุดบนผนังเต็มไปด้วยตราคำสาป
กระจกสะท้อนวิญญาณที่บิดเบี้ยวเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ที่กำลังกรีดร้องเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่ดึงสายตาทุกคนทันที—

ลอร์ดเซเรสนั่งอยู่คนเดียว หลังตรง มือวางบนแก้วไวน์และ…ยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนการต้อนรับแขกบ้านใกล้เรือนเคียง

เซเรสลุกขึ้นสายตาเขาไหลตามร่างทั้งสามอย่างพิจารณาลึกถึงกระดูก ดวงตาสีแดงเข้มเหมือนทับทิมต้องแสง

เซเรสเดินออกมาจากโต๊ะหินอ่อนอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของเขานิ่ง…แต่ดวงตาแดงเข้มนั้นกลับส่องประกายเหมือนเปลวไฟที่กำลังถูกลมปลุกให้ลุกวาบ

          “ถ้าบอกว่าเมื่อต้นปี—บรรณารักษ์จากบ้านเด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะได้เป็นเจ้าชาย…และปราบเจ้าแห่งความมืดได้”

เขาหยุดหนึ่งก้าวเงาของเขายาวขึ้นเหมือนเขาไม่ได้มีร่างเดียวบนพื้น

          “คงไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนนี้…มันเป็นจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

เขาไม่เชิญให้ใครนั่ง ไม่แสดงความเคารพใด ๆ ทั้งห้องเหมือนเป็นแดนประหารที่เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์นั่ง

ราห์ซูร์ก้าวขึ้นหนึ่งก้าว แม้บรรยากาศกดทับจนพื้นแทบยวบ แต่เสียงเขานิ่งเฉียบ

          “เซเรส…เป็นคุณเองใช่ไหมที่วางแผนทั้งหมด”

คำถามตรง ๆ แทงทะลุเข้าใจกลางคนที่ “เคย” แอบอยู่หลังเงามืดมานานหลายปี

          “ขอพูดตรง ๆ เลยก็แล้วกัน…หยุดทุกอย่างและส่งเอมิลี่คืนมาให้เรา”

คำว่า “เรา” ทำให้กราวด้าเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แซร์คเองก็กระชับดาบแน่นขึ้น สามคนที่เติบโตจากความพินาศคนละรูปแบบ—ตอนนี้ยืนเป็นหนึ่งเดียว

แต่เซเรสกลับ—หัวเราะเบา ๆ หัวเราะแบบมนุษย์ทำไม่ได้ ดวงตาเขาเรืองแสงเหมือนไฟรั่วออกมาจากแก้วเนื้อทราย

เขาไม่ตอบคำถามของราห์ซูร์แม้ครึ่งคำราวกับเสียงเจ้าชายไม่คู่ควรให้เขาเสียเวลา

เซเรสยื่นหน้าเข้าเล็กน้อยเหมือนนักล่าอยากฟังเสียงหนูในกับดัก

          “ไหนล่ะ…บอกฉันที อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เจ้ามาถึงจุดนี้ได้?”

รอยยิ้มเขาไม่ใช่รอยยิ้ม คือการฉีกริมฝีปากของสัตว์ที่หิวโหย

กราวด้าเอื้อมจับไม้เท้า จิตเธอแข็งเหมือนเหล็กกล้า

          “ราห์ซูร์ อย่าไปฟังมัน ฉันพร้อมแล้ว”

แซร์คเดินมาข้างหน้า ดาบค่อย ๆ หลุดจากฝักด้วยเสียง ฉึก… คมและเย็น

          “ใช่ หยุดคุยกับมันได้แล้วเพื่อน ฉันพร้อมลุยแล้ว”

บรรยากาศสั่นไหว รอยแตกร้าวปรากฏบนพื้นหิน ความมืดหนาทึบเหมือนมวลน้ำหนักมหาศาลกำลังกดเพดานห้องลง

ราห์ซูร์ยกมือขึ้นเพื่อเริ่มร่ายเวท—แต่เสียงหนึ่งตัดผ่านราวกับใบมีดคมเฉือนโลก

          “ไม่…ฉันต่างหากที่ลงมือไปแล้ว

พื้นที่ใต้เท้าทั้งสามคนแผ่แสงสีม่วงเข้มออกมาเป็นวงก่อน ฉีก ออกเป็นหลุมมิติขนาดมหึมา!

พรึ่บ—!!!

พวกเขาร่วงลงไปพร้อมกัน เบื้องล่างคือทะเลลาวาสีเลือดเดือดพล่าน ความร้อนรุนแรงจนมองเห็นความวิบัติได้แม้หลับตา

แซร์คกรีดร้องทันที

          “เฮ้ย!!! ฉันบินไม่ได้นะเว้ยเพื่อน! ตายแน่แบบนี้—!!!”

ราห์ซูร์หันไปตะโกนเสียงดังพอจะแหวกแรงลมของการตก

          “กราวด้า!!”

กราวด้าไม่ต้องถาม ไม้เท้าถูกร่ายเวทเร็วกว่าที่แรงโน้มถ่วงจะดึงเธอลงถึงครึ่งทาง เชือกเวทสีฟ้าแหวกอากาศ—

          ฟุ่บ!

มัดแซร์คได้กลางอากาศ แล้วสะบัดตัวเขาขึ้นสู่ขอบประตูมิติที่กำลังจะปิดลง! แซร์คเกาะขอบผนังได้ทันที
แต่เชือกเวท…ยังไม่หมดหน้าที่

มันสะบัดตัวอีกรอบ—ไปพันเข้าที่ข้อเท้าของเม็ตช์อย่างแม่นยำราวกับมีชีวิต!

เม็ตช์ชะงัก ไม่คิดว่ามนุษย์จะกล้าหรือเร็วขนาดนี้

ปลายเชือกถูกกระตุกลง—และตอนนี้ปลายอีกด้านอยู่ในมือของราห์ซูร์

ราห์ซูร์ยิ้ม ยิ้มที่เขาใช้ตอนตัดสินใจฆ่าบาโฟเมตในเส้นเวลาเก่า

          “ไปด้วยกันนะ”

เขากระชากเชือก—

เม็ตช์ร่วงลงนรกไปพร้อมเขา!

ประตูปิด ฉึบ! พอดี เหลือไว้เพียงเงาความมืดปิดสนิทเหมือนมันไม่เคยเปิดมาก่อน

เซเรสยืนมองอย่างใจเย็น ก่อนปรบมือช้า ๆ อย่างผู้ชมละครที่ชื่นชมฉากแอคชั่นดี ๆ

          “โอ้ว…ไม่นึกว่าจะรอดได้ถึงสองคน แถมยังลากเม็ตช์ลงไปนรกด้วย น่าประทับใจจริง ๆ”

เขาเดินอ้อมไปด้านข้าง ไม่เร่งรีบ เหมือนทุกสิ่งดำเนินไปตามที่เขาต้องการอยู่แล้ว

แล้วสายตาเขาก็เปลี่ยนเฉียบเหมือนใบมีด ทิ่มแทงกราวด้าโดยตรง

          “น่าเสียดาย…ที่ตัวอันตรายที่สุด ไม่ได้ถูกส่งลงไปพร้อมพวกเขา”

กราวด้ายิ้ม ยิ้มที่ทำให้เซเรสขมวดคิ้วเพียงเสี้ยววินาที

          “ไม่หรอก…เชื่อฉันเถอะนายโชคดีแล้ว…ที่ไม่ได้เจอกับราห์ซูร์ตัวต่อตัว”

แซร์คเข้าท่าจู่โจมเต็มรูปแบบ

          “งั้นก็พร้อมแล้วล่ะกราวด้า—ไปกันเลย!!”

เขาพุ่งตัวออกไปเพียงครึ่งก้าว—เซเรสดีดนิ้ว

          เพล้ง—!!!

วงเวทอัญเชิญแตกทะลุพื้น พลังมืดยกตัวขึ้นเป็นเสา แรงกระแทกทำลายโต๊ะหินอ่อนทั้งตัวแตกเป็นผง!

อสูรอาบิส ร่างมหึมาสีดำยิ่งกว่าเงามนุษย์ โผล่ขึ้นกลางห้องด้วยเสียงคำรามที่ดังทะลุหุบเขา

แรงกดดันทิ่มแทงจนอากาศแตกเป็นคลื่นความร้อน กราวด้าต้องยกไม้เท้าขึ้นตั้งรับ แซร์คเองแทบทรุดก่อนค่อยยันพื้นตั้งหลัก

อิเรนที่ซุ่มอยู่ด้านนอก—ไม่ต้องได้ยินสัญญาณ แค่คลื่นพลังเพียงลูกเดียวก็เพียงพอให้รู้ว่า “สงครามเริ่มแล้ว”

          “ทั้งหมด บุก!!”

ร้อยมือสังหารพุ่งเข้าเขตคฤหาสน์จากทุกทิศ เงาเคลื่อนพร้อมกันราวกับคลื่นกระแสลม

เซเรสยิ้มกว้างขึ้นดวงตาแดงเรืองขึ้นเหมือนทับทิมแตกประกาย

เขาดีดนิ้วอีกครั้ง—

          พรึ่บ—!!!

พ่อบ้าน…แม่บ้าน…ลูกจ้างทุกคนในคฤหาสน์ร่างบิดงอเหมือนบทสวดของนรกเรียกวิญญาณกลับบ้าน

พวกมันสวมเกราะสีดำสนิท หมวกและหน้ากากปิดใบหน้า พลังปีศาจหนาแน่นจนพื้นสั่นทุกก้าว แข็งแกร่งกว่า “ทหารปีศาจทั่วไป” หลายเท่า

เซเรสประกาศด้วยน้ำเสียงก้องสะท้อนราวเทพอสูร

          “เริ่มสงครามเถอะ — วาเลเธีย!”

อาบิสคำรามดังจนกำแพงหินสะเทือน เสียงเหมือนสัตว์ประหลาดที่เคยถูกกดขังมาเป็นร้อยปี ตอนนี้ได้โอกาสปล่อยความเคียดแค้นทั้งหมดในคราวเดียว

เซเรสดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว

          “เอาเลย เลโอ—ยกสองของแกเริ่มแล้ว ฆ่ามันซะ!”

ร่างอาบิสเปลี่ยนท่าทางทันที กล้ามเนื้อพุ่งขยาย กรามเปิดกว้างจนเห็นฟันซ้อนหลายชั้นและมันพุ่งเข้าใส่แซร์คด้วยความเร็วที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากร่างใหญ่เท่านั้น

          ตูมมมม—!!!

แรงปะทะส่งแซร์คทะลุกำแพงหินทั้งชั้น ฝุ่นและเศษกำแพงแตกกระจัดกระจาย เสียงเขาชนกับเสาต่ออีกสองครั้งก่อนหยุด

แต่เสียงแซร์คยังดังกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้—

          “ทางนี้ไหว!!   ลูกพี่ไม่ต้องห่วง!!”

กราวด้าที่กำลังจะหันไปช่วย หยุดชั่วจังหวะหนึ่ง เพราะน้ำเสียงมั่นใจแบบนั้น…เธอรู้ว่าแซร์คยังไม่ตาย และยังมีแรงพอสู้ยกต่อไป

เธอหันกลับมามองเซเรส แต่เซเรส—ยิ้ม ก่อนหมุนตัวและวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด

ไม่ใช่วิ่งหนี แต่เหมือน “เชิญ” ให้ตามมา ในห้องที่เขาเตรียมไว้แล้ว

กราวด้าพุ่งตามทันที

แต่—

          โครมมม!!

ทหารปีศาจชุดเกราะดำจำนวนมากทะยานเข้ามาขวาง โลหะสีดำของพวกมันสะท้อนแสงไฟอสูรจนมองแทบไม่เห็นดวงตา การขยับของพวกมันหนักและเร็วเหมือนสัตว์มีกรงเล็บ

พวกมันพุ่งเข้าใส่เธอพร้อมกัน—แต่ไม่ทันได้ลงดาบ

          เคร้ง—!!! ฟิ่ว! ฉัวะ!

ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากขื่อด้านบน ฟันดาบสั้นคู่จนทหารอสูรสามตัวกระเด็นออกไปพร้อมกัน
เกราะแตกเหมือนเศษกระดาษ

อิเรนยืนปักอยู่กลางฝุ่น ผ้าคลุมของเขาปลิวเหมือนปีกอีกา

          “ท่านกราวด้า— ทางนี้เราจัดการเอง!”

มือสังหารของเขากวาดเข้ามาเป็นคลื่น เสียงเหล็กปะทะโลหะดังทั่วโถง บางคนปีนผนัง
บางคนหายวับไปกับม่านเงา ทหารอสูรมากมายถูกลาก กระชาก แทง ฟัน จนสนามหน้าบันไดกลายเป็นนรกอีกชั้นหนึ่ง

กราวด้าไม่พูดคำใด แค่พยักหน้าให้แล้วพุ่งตามเซเรสขึ้นไป

 

 


อาบิสกระแทกผนังจนมันพังไปอีกหนึ่งช่อง ร่างสูงใหญ่สีดำยืนเงื้อกำปั้นเหมือนค้อนยักษ์ แซร์คปาดเลือดมุมปาก
ยืนขึ้นอย่างโคลงเคลงแต่ยิ้มบ้า ๆ แบบเดิม

          “เลโอ…แบบอัพเกรด!”

อาบิสคำรามเสียงต่ำลั่นเหมือนปีศาจหิวเลือด พุ่งมาด้วยความเร็วเป็นเส้นดำ

แซร์คกรีดดาบสวน—

          ก๊องงงงง—!!!

ดาบแทบหัก แรงกระแทกทำให้แซร์คลงไปนั่งกับพื้น

อิเรนโผล่เข้ามาเสียบกริชเข้าที่สีข้างของอาบิส แต่ราวกับทิ่มเหล็กใส่ภูเขา แค่เกิดเสียง ฉึก! เบา ๆ

อาบิสสะบัดแขน—อิเรนถูกเหวี่ยงกระเด็นไปสามเมตร

          “จะหยุดมันยังไงวะ!?” เขาสบถ แต่ก็กลับยืนข้างแซร์คอีกครั้งโดยไม่ลังเล

สองคนเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่เคยฆ่าทั้งคู่ในอีกเส้นเวลาหนึ่ง ครั้งนี้…ไม่มีใครคิดจะถอย และเสียงระเบิด เสียงคำราม ดังก้องไปทั่วคฤหาสน์เหมือนกลองศึกจากนรก

 

 


บันไดหินทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุด ที่นี่เงียบผิดปกติ ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงลม เหมือนทั้งชั้นหยุดอยู่กลางความว่างเปล่า

กราวด้าก้าวทีละก้าว นิ้วแตะไม้เท้า จิตตั้งรับเต็มที่ พลังเวทในอากาศเบาบางแต่แหลมคม เหมือนอยู่บนสันมีด

เธอตะโกนไปข้างหน้า—

          “ไม่นึกว่าผู้สูงสุดของความมืดจะขี้ขลาดขนาดนี้ เซเรส!”

เสียงสะท้อนทั้งผนัง ทั้งรูปภาพ เหมือนกำแพงแต่ละด้านพูดซ้ำคำของเธอ

          “…ม่าย… ไม่ใช่หรอก”

เสียงเซเรสดังขึ้น ไม่รู้จากทิศไหน เหมือนมาจากอากาศรอบ ๆ ตัว

          “เขาเรียกว่า ‘กลลวง’… และ ‘การวางแผน’ กราวด้า”

เสียงของเขายั่วเย้าราวกับครูสอนเด็กเล็กแต่ซ่อนความจงใจฆ่าไว้ทุกพยางค์

          “ฉันชอบความแน่นอน ฉันชอบ…ทำให้มันแน่นอน”

กราวด้าเดินขึ้นถึงห้องบนสุด เป็นห้องกว้าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ มีเพียงกล่องใส่อัญมณีตราประจำตระกูลเฟลวิสวางอยู่กลางห้องเหมือนศูนย์กลางของพิธีบางอย่าง

เธอพูดเสียงนิ่งแต่แฝงคำท้าเต็มประโยค

          “แสดงว่าแกกลัวฉัน…ใช่ไหม เซเรส? กลัวว่าจะแพ้?”

เสียงของเซเรสตอบกลับมา

เย็น

เรียบ

แต่หนักจนลมหายใจสะดุด

          “ไม่… ฉันไม่ได้ กลัวแพ้…” 

          “…ฉันแค่ ‘เกลียดการพ่ายแพ้’ เท่านั้น”

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา