ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,475 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
19) เขาโกรธอะไรฉัน?
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความกำแพงเมืองยามเย็น
ลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านกำแพงเมือง กลิ่นหญ้าและฝุ่นอบอุ่นจากแสงอาทิตย์กำลังลาหายไปช้า ๆ บนกำแพงสูงนั้น…
ร่างของชายสองคนดูเหมือนรูปสลักที่ถูกลืมไว้ แซร์ค นั่งพิงกำแพง ชันเข่าข้างหนึ่ง ลมหายใจยังไม่เข้าที่ดีนักหลังจาก ลากราห์ซูร์ทั้งตัว ขึ้นมา
วนราห์ซูร์…นั่งตัวงอ คอตก แขนห้อยลงสองข้าง เหมือนหุ่นที่เส้นเชือกถูกตัดจนหมด ดวงตาเหม่อมองพื้นที่ไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า
แซร์คจ้องพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก สีทองส้มทอดยาวบนเส้นขอบฟ้า งามจนแม้แต่ทหารที่เคยผ่านศึกก็ต้องหยุดมอง
แต่ตอนนี้—มันไม่มีความหมายอะไรกับคนข้าง ๆ เขาเลย “โทษทีนะเพื่อน…” เสียงแซร์คทุ้มต่ำ ไม่รีบร้อนเหมือนกลัวว่าเสียงดังไปจะทำราห์ซูร์แตกละเอียด
“ฉันไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้…”
เขาถอนหายใจออกยาว
“ของแบบนี้… ไม่เจอกับตัว ไม่มีทางรู้เลย หวะ…”
ไม่มีคำตอบ ราห์ซูร์ยังคงนิ่ง นิ่งจนเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ ไม่อยู่ในโลกเดียวกัน
แซร์คเหลือบมองเพื่อน ดวงตาราห์ซูร์เหม่อจนเหมือนกำลังมองผ่านพระอาทิตย์ตกไปยังอนาคตที่ไม่มีอยู่จริง แซร์คเกาศีรษะเบา ๆ พยายามใช้เสียงพูดคุย เหมือนคนอยู่เวรยามที่ต้องพูดเองตอบเองเพื่อไม่ให้หลับตาย
“สาวชื่อฮิวเดอร์ก็น่ารักนะ…”
เขาพูดเรื่อย ๆ เหมือนคุยกับลม ราห์ซูร์ไม่ขยับ
แซร์คเลิกคิ้ว
“อื้ม…”
เขายกมือป้องปากทำท่าจะกระซิบ แต่เสียงดังพอให้ได้ยิน
“ท่านกราวด้าก็น่ารักนะ~~~”
คราวนี้ราห์ซูร์ขยับจริง ไม่มาก — แค่เปลือกตากระตุกเบา ๆ เหมือนสัญชาตญาณกำลังเรียกสติ
แซร์คทำหน้า “โอ๊ะ?”
มุมปากยกขึ้นนิด ๆ แบบคนเริ่มเห็นความหวัง
“…อื้ม พอมีลุ้น”
เขาพึมพำกับตัวเอง
ลมพัดผ่านอีกครั้ง ตะวันลาลับ สีฟ้าค่ำย้อมผืนฟ้าจนเย็นเฉียบ แซร์คลุกขึ้น เดินไปยืนข้างหลังเพื่อน จับไหล่ราห์ซูร์ทั้งสองข้าง เหมือนคนเตรียมจะพาเด็กล้มหัวใจแตกกลับบ้าน เขาก้มลงให้ระดับสายตาใกล้ราห์ซูร์ที่สุด พูดช้า ๆ
“กลับบ้านกันเพื่อน… วันนี้พอแล้ว”
ไม่มีจุดไหนในตัวราห์ซูร์ตอบสนอง นอกจากความว่างเปล่าที่หนักกว่าเดิมอีกเล็กน้อย แซร์คถอนหายใจครั้งสุดท้าย แล้ว…พาดราห์ซูร์ขึ้นบ่า เหมือนหิ้วถุงทรายใบใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ปีนลงกำแพงเมืองที่สูงชัน ภายใต้ฟ้าเย็นที่เริ่มไร้แสง เขาพึมพำระหว่างทางลง
“หวังว่าจะมีใคร… ช่วยแกได้บ้างนะเพื่อน”
ห้องพักของกราวด้า (ก่อนสามทุ่มเล็กน้อย)
ในอีกมุมหนึ่งของวาเลเธีย ชั้นบนสุดของอาคารสภาเวท แสงเทียนสีม่วงอ่อนไหวเบา ๆ บนโต๊ะยาว กราวด้า มอร์นไวน์ นั่งตรงหน้าแก้วชา โต๊ะเรียบกริบ หนังสือพื้นฐานเวทชั้นละเอียดวางซ้อนกันห้าหกเล่มพักหลังนี้ เธอ เลิกทำขนม ไปแล้วกลับมาโฟกัสงานวิจัยเต็มที่เพราะสมการเวทย์ของราห์ซูร์…มันคือต้นแบบที่เธอไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
คืนนี้ก็เช่นกัน เมื่อทุกอย่างจัดเรียบร้อยเธอวางมือบนแก้วชาหลับตาเชื่อมจิตไปยังชายที่เธอต้องการคุยด้วยทุกคืน
“…ราห์ซูร์ พร้อมไหม?”
เสียงเรียกภายในจิตสงบและมั่นคง ปกติราห์ซูร์ตอบทันทีหรือไม่ก็โวยวายเล็กน้อยหรือบอกว่า “รอแป๊บ ยังแต่งตัวอยู่” อะไรสักอย่างที่ทำให้เธอรู้ว่าเขา ยังเป็นเขา
แต่วันนี้—ความเงียบ ลึก และเย็น เหมือนเจอมิติสูญญากาศ กราวด้าลืมตาขึ้นทันทีขมวดคิ้วกระแสเวทในห้องสั่นแผ่ว ๆ เธอเรียกอีกครั้งคราวนี้เข้มขึ้น
“ราห์ซูร์? ตอบหน่อย… มีใครอยู่ในหัวโล่ง ๆ ตรงนั้นไหม?”
เงียบไปหลายวินาที เหมือนโลกไม่ยอมส่งสัญญาณกลับมา
แล้ว—
“อื่ม…” เสียงตอบเบา… เบามาก เหมือนคนที่กำลังจมน้ำลึกจนเหลือแค่ฟองอากาศสุดท้าย
กราวด้าเผลอหันซ้าย–ขวามองเหมือนสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดหรือมีใครเลียนเสียงราห์ซูร์
“ราห์ซูร์… เป็นอะไรหรือไม่?”
เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบแต่ความกังวลซ่อนอยู่ในประโยคจนปิดไม่มิดแล้ว
“ไม่”
เขาตอบกลับด้วยเสียงแบบเดิม สั้น แผ่ว หมดแรง …และไม่ใช่ราห์ซูร์แบบที่เธอรู้จักเลย
กราวด้าเริ่มลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งวางบนโต๊ะ ไหล่ตึง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างอันตราย เพราะสายสัมพันธ์แบบ “เชื่อมจิต” นั้น เธอรู้ได้ทันทีว่า—
เขาต้องมีอะไรไม่ปกติสักอย่าง
“เดี๋ยวก่อนนะ… นี่มันไม่ปกติ”
กราวด้าถอนเชื่อมต่อในพริบตาเหมือนคนชักมือออกจากเปลวไฟโดยไม่ตั้งใจ หัวใจเธอเต้นหนึ่งจังหวะ…แรงกว่าปกติ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่ปลายนิ้วสั่นวูบหนึ่ง—พอให้รู้ว่าเธอตกใจจริง
“…นี่มันไม่ปกติแน่”
เธอก้าวเร็วไปที่โต๊ะอีกฝั่งหยิบสมุดบันทึกเล่มหนา—สมุดที่เธอใช้จด “สิ่งสำคัญที่สุด” ในงานวิจัยทั้งหมดของเธอ เปิดหน้าว่างด้วยท่าทางที่เนี้ยบแต่รีบเร่ง
ปากกาขนนกสัมผัสลงบนกระดาษ เธอเขียนบรรทัดแรกทันที
‘ราห์ซูร์โกรธอะไรฉัน?’
จากนั้นนิ้วเรียวยาวแตะริมฝีปากเบา ๆ สายตาเหม่อไปไกล…เหมือนนักวิจัยกำลังไล่รอยรั่วของสมการซับซ้อนข้อแรกถูกจรดลงแทบจะทันที
1. เขาโกรธเพราะฉันมองเขาเหมือน “แหล่งข้อมูล”?
เธอหยุดคิดหนึ่งวินาที “…ขนาดสัตว์ทดลองยังต้องดูแลสุขภาพจิต” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“มนุษย์ก็น่าจะต้อง…มากกว่า นิดหน่อย?” แต่ยังไม่พอ
เธอเขียนต่อ
2. เขาไม่ชอบที่ถูกฉัน ‘กระชาก’ มาด้วยคาถาจองจำทาส?
กราวด้าขมวดคิ้วน้อย ๆ “บางทีฉันควร…เรียกเขาลงบนเตียงแทนพื้นพรม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบจริงจังเหมือนกำลังวางแผนทดลองวิธีใหม่ หยุดคิดอีกที
แล้วเขียนข้อถัดมา
3. เขาโกรธเพราะฉันไม่ทำขนมให้หลัง ๆ นี้?
ปากกาหยุด—ไม่ขยับห้าวินาที เพราะนี่คือข้อที่เธอ “มั่นใจที่สุด” “…เขาน่าจะชอบกินของฉันจริง ๆ”เธอบ่นเบา ๆ เหมือนนักวิจัยที่เพิ่งค้นพบตัวแปรสำคัญในการทดลอง
เธอปิดปากกาลง สูดลมหายใจลึกพยายามจัดเรียงคำพูดในหัวเพื่อเตรียมจะคุยกับราห์ซูร์…โดยที่เธอยังไม่รู้เลยว่าเขาโกรธเรื่องอะไรกันแน่ แต่เธอตั้งใจแล้วว่าเธอจะทำให้เขาหายโกรธให้ได้…ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม
เธอเริ่มเชื่มจิตกับราห์ซูร์อีกครั้งและเริ่มพูดในสิ่งที่เธอคิดว่าจะสามารถทำให้ราห์ซูร์กลับมาเป็นปกติได้
“ราห์ซูร์…ฟังฉันก่อน ถ้าฉันทำให้นายรู้สึกว่าฉันมองนายเป็นแค่แหล่งข้อมูล…ฉันขอโทษ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของฉันเลยนายสำคัญกว่านั้นสำหรับฉัน
แล้วเรื่องคาถาจองจำ…ถ้ามันทำให้นายอึดอัด ฉันจะปรับวิธีเรียก ฉันรู้ว่ามันแรงไป ฉันควรระวังมากกว่านี้ต่อไป…ฉันจะไม่ให้ร่างนายกระแทกพื้นอีก ฉันจะเตรียมเตียงไว้ให้ก็ได้
และ…เรื่องขนม ถ้านายคิดถึงมันฉันจะทำให้นายกินอีกก็ได้… ถ้าการที่ฉันหยุดทำมัน…ทำให้นายไม่พอใจ ฉันจะเริ่มทำอีกราห์ซูร์…ฉันอยากให้นายพูด นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?”
คำว่า "ฉันจะทำให้นายกิน" เพิ่งหลุดจากปากกราวด้าไม่กี่วินาที ราห์ซูร์ก็กระตุกเหมือนโดนปลายมีดแตะเส้นประสาท ราวกับสติที่หลุดลอยอยู่ไกล… ดึงกลับเข้าร่างเขานิดเดียว
“ขนม? ไม่พอแล้ว… อิ่มแล้ว”
เขาตอบทันที โดยไม่ทันรู้ว่าคำพูดนี้หลุดออกมาจริง กราวด้าหรี่ตาน้อย ๆ จับสัญญาณชีพจิตของเขาได้ว่ามันขยับ
แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดเรื่องขนมนัก เธอสนใจว่าเขา ตอบกลับ มากกว่า เพียงเท่านั้น… ความกังวลในอกของเธอลดระดับลงเกือบครึ่ง
“ไม่เอาขนม?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง “โชคดีของนาย วันนี้ฉันไม่ได้ทำมัน”
แล้วเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที แตกต่างจากคำว่าโชคดีในประโยคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
“แล้วนายเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมนาย… ดูเหมือนซากศพเดินได้แบบนี้”
ราห์ซูร์เงียบไปหนึ่งจังหวะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เหม่อจนไม่เหลือเรี่ยวแรงหลอกใครได้เลย
“ไม่… ไม่มีอะไร”
เขาตอบอย่างคนที่หมดไฟทั้งกายและใจ
“วันนี้… ฉันไม่ไหวจริง ๆ…”
น้ำเสียงนั้น… ทำกราวด้าหยุดนิ่งไปทันทีเหมือนโดนล็อกเวลาโดยไม่ต้องใช้เวทย์
มันไม่ใช่เสียงโกหก ไม่ใช่เสียงงอแง แต่เป็นเสียงของคนที่ถลำเข้าไปในความเจ็บปวดลึกมากจนเรียกตัวเองกลับไม่ได้
กราวด้าหายใจเข้าเงียบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
“ได้… วันนี้ฉันจะให้นายพัก”
เธอพูดเรียบ ๆ แต่มั่นคง
ไม่รอคำตอบ เธอ ตัดการเชื่อมจิตทันที ปล่อยให้ราห์ซูร์หลับไปในความมืดของตัวเอง
ภายในห้องของกราวด้า โต๊ะน้ำชาที่เธอเตรียมไว้สองที่… แต่วันนี้ว่างเปล่า เธอนั่งลงที่หนึ่งในเก้าอี้นั้นหลังตรงสง่างามเหมือนเดิมแต่หัวใจ… ไม่สงบเหมือนใบหน้าที่เธอแสดงออก
“อาการแบบนั้น… ไม่ปกติแน่”
เธอพึมพำเบา ๆ
ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็ว เหมือนกำลังตรวจหาจุดผิดในวงเวท 7 ชั้นที่เขียนด้วยเลือดตนเอง
ในที่สุด เธอผลุนผลันลุกขึ้นหยิบเครื่องมือสื่อสารเวทย์และเชื่อมสายหาหนึ่งในคนที่เธอ ไว้วางใจที่สุด ไม่นาน เสียงหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้น
“สวัสดีท่านอาจารย์กราวด้า มีอะไรด่วนหรือไม่?” — อิเรน วาเลน, พ่อของแซร์ค และหัวหน้าหน่วยข่าวลับของวาเลเธีย
กราวด้าโค้งศีรษะแผ่ว ๆ ด้วยความเคารพ แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่เป็นมารยาทที่มากับสัญชาตญาณของผู้มีเหตุผล
“ขอโทษที่รบกวนตอนดึกค่ะ
ฉันอยากคุยกับแซร์ค… ตอนนี้เลย เรื่องราห์ซูร์ วันนี้เขาดูไม่ปกติอย่างมากและมัน… สำคัญ”
น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงแรงกดดันที่ปิดไม่มิด เหมือนสัญญาณเตือนของเวทมืดที่กำลังจะระเบิด อิเรนไม่ถามเพิ่มแม้แต่คำเดียว ไม่ชะลอ ไม่ถ่วงเวลา เพราะเขาเข้าใจว่าเมื่อนักวิจัยอย่างกราวด้าออกปากว่า “สำคัญ”แปลว่ามันใกล้ระดับภัยพิบัติ
“ได้ครับท่านอาจารย์กราวด้า ผมจะให้แซร์คติดต่อกลับทันที”
สัญญาณตัดในทันทีตามนิสัยของคนทำงานเงาที่ไม่เสียเวลาแม้เสี้ยววินาที
กราวด้าวางอุปกรณ์ลงสูดลมหายใจลึกมือวางบนเข่าตัวเองอย่างเผลอ ๆ
เธอไม่ใช่คนที่วิตกง่ายแต่คืนนี้…หัวใจเธอไม่สงบเลยจริง ๆ
ไม่นาน เครื่องมือเวทก็สั่นเบา ๆ แสงสีน้ำเงินเรืองขึ้นเป็นสัญญาณของสายเรียกเข้า เมื่อเธอกดรับเสียงของแซร์คดังขึ้น แต่เบามากเหมือนเขากำลังแอบอยู่ในที่ที่ไม่ควรใช้มัน
“สวัสดีครับท่านกราวด้า…”
น้ำเสียงตื่นเต้นปนเกรงใจ
“ผมยินดีมากเลยครับที่ท่านให้ติดต่อมาคืนนี้ราห์ซูร์… มีปัญหาแล้วครับ”
คำว่า “ปัญหา” ทำให้กราวด้าตาแคบลง
เวทบนฝ่ามือเริ่มสั่นเบา ๆ
“ฉันรู้… และฉันต้องการความจริง บอกมา—เกิดอะไรขึ้นกับเขา”
แซร์คกลืนน้ำลายมองซ้าย–ขวาอีกครั้งก่อนจะพูดราวกับสารภาพบาปให้พระอาจารย์ฟัง
“วันนี้… พวกเราเข้าไปเก็บขยะในวังชั้นในครับ ผม… ตั้งใจพาราห์ซูร์เข้าไปตามหาสาวผมแดงคนนั้นแล้วเรื่องมันก็… บานปลาย”
จากนั้น แซร์คเล่าทุกอย่าง
ทุกคำที่เอมิลี่พูด
ทุกการกระชากผม
ทุกน้ำตา
ทุกคำเหยียด
ทุกสายตาหมดหวังที่เขาเห็นในเพื่อนของเขา
กราวด้าฟัง… แล้วกำมือแน่นขึ้นทุกทีจนข้อนิ้วขาวซีดแต่อารมณ์เธอไม่ระเบิดออกเพราะสมองเธอคำนวณเหตุผลอย่างว่องไว
เธอโกรธคาเรน — แน่นอน
แต่เธอรู้คาเรนดีเขาคือทหารที่ซื่อสัตย์ที่สุดดังนั้น…เขาต้องมีเหตุผลของเขา
เธอไม่เอาเวลามาเสียกับการคาดเดาของเขาตอนนี้มีสิ่งสำคัญกว่า
ราห์ซูร์
เมื่อแซร์คเล่าจบ เสียงเขาเบาลงจนแทบกลายเป็นลมหายใจ
“…ท่านกราวด้า โปรดช่วยราห์ซูร์ด้วย มีแต่ท่าน…ที่ทำได้” (ในหัวแซร์ค: เยียวยาหัวใจเขา! ให้ความรักเขา! ดึงเขากลับมาด้วยความรักของท่าน)
กราวด้าตอบอย่างไม่ลังเล
“ไม่ต้องห่วง… ฉันจะรับผิดชอบเขาเอง”
น้ำเสียงกราวด้ามั่นคงและเยือกเย็น ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำประกาศของจอมเวทย์ผู้มั่นใจในสมองของตัวเองในหัวเธอคือ
“ฉันจะใช้เหตุผล เวทมนตร์ และทุกสมการที่มี เยียวยาเขาให้ได้”
สัญญาณตัดลงห้องเงียบสนิท กราวด้ายืนขึ้นช้า ๆ สายตาจริงจัง เหมือนหญิงสาวที่เตรียมจะปะทะกับหายนะระดับทวีป
ลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านกำแพงเมือง กลิ่นหญ้าและฝุ่นอบอุ่นจากแสงอาทิตย์กำลังลาหายไปช้า ๆ บนกำแพงสูงนั้น…
ร่างของชายสองคนดูเหมือนรูปสลักที่ถูกลืมไว้ แซร์ค นั่งพิงกำแพง ชันเข่าข้างหนึ่ง ลมหายใจยังไม่เข้าที่ดีนักหลังจาก ลากราห์ซูร์ทั้งตัว ขึ้นมา
วนราห์ซูร์…นั่งตัวงอ คอตก แขนห้อยลงสองข้าง เหมือนหุ่นที่เส้นเชือกถูกตัดจนหมด ดวงตาเหม่อมองพื้นที่ไม่มีอะไรอยู่ตรงหน้า
แซร์คจ้องพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก สีทองส้มทอดยาวบนเส้นขอบฟ้า งามจนแม้แต่ทหารที่เคยผ่านศึกก็ต้องหยุดมอง
แต่ตอนนี้—มันไม่มีความหมายอะไรกับคนข้าง ๆ เขาเลย “โทษทีนะเพื่อน…” เสียงแซร์คทุ้มต่ำ ไม่รีบร้อนเหมือนกลัวว่าเสียงดังไปจะทำราห์ซูร์แตกละเอียด
“ฉันไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้…”
เขาถอนหายใจออกยาว
“ของแบบนี้… ไม่เจอกับตัว ไม่มีทางรู้เลย หวะ…”
ไม่มีคำตอบ ราห์ซูร์ยังคงนิ่ง นิ่งจนเหมือนไม่ได้ยิน ไม่รับรู้ ไม่อยู่ในโลกเดียวกัน
แซร์คเหลือบมองเพื่อน ดวงตาราห์ซูร์เหม่อจนเหมือนกำลังมองผ่านพระอาทิตย์ตกไปยังอนาคตที่ไม่มีอยู่จริง แซร์คเกาศีรษะเบา ๆ พยายามใช้เสียงพูดคุย เหมือนคนอยู่เวรยามที่ต้องพูดเองตอบเองเพื่อไม่ให้หลับตาย
“สาวชื่อฮิวเดอร์ก็น่ารักนะ…”
เขาพูดเรื่อย ๆ เหมือนคุยกับลม ราห์ซูร์ไม่ขยับ
แซร์คเลิกคิ้ว
“อื้ม…”
เขายกมือป้องปากทำท่าจะกระซิบ แต่เสียงดังพอให้ได้ยิน
“ท่านกราวด้าก็น่ารักนะ~~~”
คราวนี้ราห์ซูร์ขยับจริง ไม่มาก — แค่เปลือกตากระตุกเบา ๆ เหมือนสัญชาตญาณกำลังเรียกสติ
แซร์คทำหน้า “โอ๊ะ?”
มุมปากยกขึ้นนิด ๆ แบบคนเริ่มเห็นความหวัง
“…อื้ม พอมีลุ้น”
เขาพึมพำกับตัวเอง
ลมพัดผ่านอีกครั้ง ตะวันลาลับ สีฟ้าค่ำย้อมผืนฟ้าจนเย็นเฉียบ แซร์คลุกขึ้น เดินไปยืนข้างหลังเพื่อน จับไหล่ราห์ซูร์ทั้งสองข้าง เหมือนคนเตรียมจะพาเด็กล้มหัวใจแตกกลับบ้าน เขาก้มลงให้ระดับสายตาใกล้ราห์ซูร์ที่สุด พูดช้า ๆ
“กลับบ้านกันเพื่อน… วันนี้พอแล้ว”
ไม่มีจุดไหนในตัวราห์ซูร์ตอบสนอง นอกจากความว่างเปล่าที่หนักกว่าเดิมอีกเล็กน้อย แซร์คถอนหายใจครั้งสุดท้าย แล้ว…พาดราห์ซูร์ขึ้นบ่า เหมือนหิ้วถุงทรายใบใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ปีนลงกำแพงเมืองที่สูงชัน ภายใต้ฟ้าเย็นที่เริ่มไร้แสง เขาพึมพำระหว่างทางลง
“หวังว่าจะมีใคร… ช่วยแกได้บ้างนะเพื่อน”
ห้องพักของกราวด้า (ก่อนสามทุ่มเล็กน้อย)
ในอีกมุมหนึ่งของวาเลเธีย ชั้นบนสุดของอาคารสภาเวท แสงเทียนสีม่วงอ่อนไหวเบา ๆ บนโต๊ะยาว กราวด้า มอร์นไวน์ นั่งตรงหน้าแก้วชา โต๊ะเรียบกริบ หนังสือพื้นฐานเวทชั้นละเอียดวางซ้อนกันห้าหกเล่มพักหลังนี้ เธอ เลิกทำขนม ไปแล้วกลับมาโฟกัสงานวิจัยเต็มที่เพราะสมการเวทย์ของราห์ซูร์…มันคือต้นแบบที่เธอไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
คืนนี้ก็เช่นกัน เมื่อทุกอย่างจัดเรียบร้อยเธอวางมือบนแก้วชาหลับตาเชื่อมจิตไปยังชายที่เธอต้องการคุยด้วยทุกคืน
“…ราห์ซูร์ พร้อมไหม?”
เสียงเรียกภายในจิตสงบและมั่นคง ปกติราห์ซูร์ตอบทันทีหรือไม่ก็โวยวายเล็กน้อยหรือบอกว่า “รอแป๊บ ยังแต่งตัวอยู่” อะไรสักอย่างที่ทำให้เธอรู้ว่าเขา ยังเป็นเขา
แต่วันนี้—ความเงียบ ลึก และเย็น เหมือนเจอมิติสูญญากาศ กราวด้าลืมตาขึ้นทันทีขมวดคิ้วกระแสเวทในห้องสั่นแผ่ว ๆ เธอเรียกอีกครั้งคราวนี้เข้มขึ้น
“ราห์ซูร์? ตอบหน่อย… มีใครอยู่ในหัวโล่ง ๆ ตรงนั้นไหม?”
เงียบไปหลายวินาที เหมือนโลกไม่ยอมส่งสัญญาณกลับมา
แล้ว—
“อื่ม…” เสียงตอบเบา… เบามาก เหมือนคนที่กำลังจมน้ำลึกจนเหลือแค่ฟองอากาศสุดท้าย
กราวด้าเผลอหันซ้าย–ขวามองเหมือนสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดหรือมีใครเลียนเสียงราห์ซูร์
“ราห์ซูร์… เป็นอะไรหรือไม่?”
เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้เรียบแต่ความกังวลซ่อนอยู่ในประโยคจนปิดไม่มิดแล้ว
“ไม่”
เขาตอบกลับด้วยเสียงแบบเดิม สั้น แผ่ว หมดแรง …และไม่ใช่ราห์ซูร์แบบที่เธอรู้จักเลย
กราวด้าเริ่มลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งวางบนโต๊ะ ไหล่ตึง ดวงตาหรี่แคบลงอย่างอันตราย เพราะสายสัมพันธ์แบบ “เชื่อมจิต” นั้น เธอรู้ได้ทันทีว่า—
เขาต้องมีอะไรไม่ปกติสักอย่าง
“เดี๋ยวก่อนนะ… นี่มันไม่ปกติ”
กราวด้าถอนเชื่อมต่อในพริบตาเหมือนคนชักมือออกจากเปลวไฟโดยไม่ตั้งใจ หัวใจเธอเต้นหนึ่งจังหวะ…แรงกว่าปกติ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่ปลายนิ้วสั่นวูบหนึ่ง—พอให้รู้ว่าเธอตกใจจริง
“…นี่มันไม่ปกติแน่”
เธอก้าวเร็วไปที่โต๊ะอีกฝั่งหยิบสมุดบันทึกเล่มหนา—สมุดที่เธอใช้จด “สิ่งสำคัญที่สุด” ในงานวิจัยทั้งหมดของเธอ เปิดหน้าว่างด้วยท่าทางที่เนี้ยบแต่รีบเร่ง
ปากกาขนนกสัมผัสลงบนกระดาษ เธอเขียนบรรทัดแรกทันที
‘ราห์ซูร์โกรธอะไรฉัน?’
จากนั้นนิ้วเรียวยาวแตะริมฝีปากเบา ๆ สายตาเหม่อไปไกล…เหมือนนักวิจัยกำลังไล่รอยรั่วของสมการซับซ้อนข้อแรกถูกจรดลงแทบจะทันที
1. เขาโกรธเพราะฉันมองเขาเหมือน “แหล่งข้อมูล”?
เธอหยุดคิดหนึ่งวินาที “…ขนาดสัตว์ทดลองยังต้องดูแลสุขภาพจิต” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“มนุษย์ก็น่าจะต้อง…มากกว่า นิดหน่อย?” แต่ยังไม่พอ
เธอเขียนต่อ
2. เขาไม่ชอบที่ถูกฉัน ‘กระชาก’ มาด้วยคาถาจองจำทาส?
กราวด้าขมวดคิ้วน้อย ๆ “บางทีฉันควร…เรียกเขาลงบนเตียงแทนพื้นพรม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบจริงจังเหมือนกำลังวางแผนทดลองวิธีใหม่ หยุดคิดอีกที
แล้วเขียนข้อถัดมา
3. เขาโกรธเพราะฉันไม่ทำขนมให้หลัง ๆ นี้?
ปากกาหยุด—ไม่ขยับห้าวินาที เพราะนี่คือข้อที่เธอ “มั่นใจที่สุด” “…เขาน่าจะชอบกินของฉันจริง ๆ”เธอบ่นเบา ๆ เหมือนนักวิจัยที่เพิ่งค้นพบตัวแปรสำคัญในการทดลอง
เธอปิดปากกาลง สูดลมหายใจลึกพยายามจัดเรียงคำพูดในหัวเพื่อเตรียมจะคุยกับราห์ซูร์…โดยที่เธอยังไม่รู้เลยว่าเขาโกรธเรื่องอะไรกันแน่ แต่เธอตั้งใจแล้วว่าเธอจะทำให้เขาหายโกรธให้ได้…ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม
เธอเริ่มเชื่มจิตกับราห์ซูร์อีกครั้งและเริ่มพูดในสิ่งที่เธอคิดว่าจะสามารถทำให้ราห์ซูร์กลับมาเป็นปกติได้
“ราห์ซูร์…ฟังฉันก่อน ถ้าฉันทำให้นายรู้สึกว่าฉันมองนายเป็นแค่แหล่งข้อมูล…ฉันขอโทษ นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของฉันเลยนายสำคัญกว่านั้นสำหรับฉัน
แล้วเรื่องคาถาจองจำ…ถ้ามันทำให้นายอึดอัด ฉันจะปรับวิธีเรียก ฉันรู้ว่ามันแรงไป ฉันควรระวังมากกว่านี้ต่อไป…ฉันจะไม่ให้ร่างนายกระแทกพื้นอีก ฉันจะเตรียมเตียงไว้ให้ก็ได้
และ…เรื่องขนม ถ้านายคิดถึงมันฉันจะทำให้นายกินอีกก็ได้… ถ้าการที่ฉันหยุดทำมัน…ทำให้นายไม่พอใจ ฉันจะเริ่มทำอีกราห์ซูร์…ฉันอยากให้นายพูด นายไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?”
คำว่า "ฉันจะทำให้นายกิน" เพิ่งหลุดจากปากกราวด้าไม่กี่วินาที ราห์ซูร์ก็กระตุกเหมือนโดนปลายมีดแตะเส้นประสาท ราวกับสติที่หลุดลอยอยู่ไกล… ดึงกลับเข้าร่างเขานิดเดียว
“ขนม? ไม่พอแล้ว… อิ่มแล้ว”
เขาตอบทันที โดยไม่ทันรู้ว่าคำพูดนี้หลุดออกมาจริง กราวด้าหรี่ตาน้อย ๆ จับสัญญาณชีพจิตของเขาได้ว่ามันขยับ
แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดเรื่องขนมนัก เธอสนใจว่าเขา ตอบกลับ มากกว่า เพียงเท่านั้น… ความกังวลในอกของเธอลดระดับลงเกือบครึ่ง
“ไม่เอาขนม?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง “โชคดีของนาย วันนี้ฉันไม่ได้ทำมัน”
แล้วเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที แตกต่างจากคำว่าโชคดีในประโยคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
“แล้วนายเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมนาย… ดูเหมือนซากศพเดินได้แบบนี้”
ราห์ซูร์เงียบไปหนึ่งจังหวะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เหม่อจนไม่เหลือเรี่ยวแรงหลอกใครได้เลย
“ไม่… ไม่มีอะไร”
เขาตอบอย่างคนที่หมดไฟทั้งกายและใจ
“วันนี้… ฉันไม่ไหวจริง ๆ…”
น้ำเสียงนั้น… ทำกราวด้าหยุดนิ่งไปทันทีเหมือนโดนล็อกเวลาโดยไม่ต้องใช้เวทย์
มันไม่ใช่เสียงโกหก ไม่ใช่เสียงงอแง แต่เป็นเสียงของคนที่ถลำเข้าไปในความเจ็บปวดลึกมากจนเรียกตัวเองกลับไม่ได้
กราวด้าหายใจเข้าเงียบ ๆ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
“ได้… วันนี้ฉันจะให้นายพัก”
เธอพูดเรียบ ๆ แต่มั่นคง
ไม่รอคำตอบ เธอ ตัดการเชื่อมจิตทันที ปล่อยให้ราห์ซูร์หลับไปในความมืดของตัวเอง
ภายในห้องของกราวด้า โต๊ะน้ำชาที่เธอเตรียมไว้สองที่… แต่วันนี้ว่างเปล่า เธอนั่งลงที่หนึ่งในเก้าอี้นั้นหลังตรงสง่างามเหมือนเดิมแต่หัวใจ… ไม่สงบเหมือนใบหน้าที่เธอแสดงออก
“อาการแบบนั้น… ไม่ปกติแน่”
เธอพึมพำเบา ๆ
ความคิดหมุนวนอย่างรวดเร็ว เหมือนกำลังตรวจหาจุดผิดในวงเวท 7 ชั้นที่เขียนด้วยเลือดตนเอง
ในที่สุด เธอผลุนผลันลุกขึ้นหยิบเครื่องมือสื่อสารเวทย์และเชื่อมสายหาหนึ่งในคนที่เธอ ไว้วางใจที่สุด ไม่นาน เสียงหนักแน่นและคุ้นเคยก็ดังขึ้น
“สวัสดีท่านอาจารย์กราวด้า มีอะไรด่วนหรือไม่?” — อิเรน วาเลน, พ่อของแซร์ค และหัวหน้าหน่วยข่าวลับของวาเลเธีย
กราวด้าโค้งศีรษะแผ่ว ๆ ด้วยความเคารพ แม้เขาจะมองไม่เห็น แต่เป็นมารยาทที่มากับสัญชาตญาณของผู้มีเหตุผล
“ขอโทษที่รบกวนตอนดึกค่ะ
ฉันอยากคุยกับแซร์ค… ตอนนี้เลย เรื่องราห์ซูร์ วันนี้เขาดูไม่ปกติอย่างมากและมัน… สำคัญ”
น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงแรงกดดันที่ปิดไม่มิด เหมือนสัญญาณเตือนของเวทมืดที่กำลังจะระเบิด อิเรนไม่ถามเพิ่มแม้แต่คำเดียว ไม่ชะลอ ไม่ถ่วงเวลา เพราะเขาเข้าใจว่าเมื่อนักวิจัยอย่างกราวด้าออกปากว่า “สำคัญ”แปลว่ามันใกล้ระดับภัยพิบัติ
“ได้ครับท่านอาจารย์กราวด้า ผมจะให้แซร์คติดต่อกลับทันที”
สัญญาณตัดในทันทีตามนิสัยของคนทำงานเงาที่ไม่เสียเวลาแม้เสี้ยววินาที
กราวด้าวางอุปกรณ์ลงสูดลมหายใจลึกมือวางบนเข่าตัวเองอย่างเผลอ ๆ
เธอไม่ใช่คนที่วิตกง่ายแต่คืนนี้…หัวใจเธอไม่สงบเลยจริง ๆ
ไม่นาน เครื่องมือเวทก็สั่นเบา ๆ แสงสีน้ำเงินเรืองขึ้นเป็นสัญญาณของสายเรียกเข้า เมื่อเธอกดรับเสียงของแซร์คดังขึ้น แต่เบามากเหมือนเขากำลังแอบอยู่ในที่ที่ไม่ควรใช้มัน
“สวัสดีครับท่านกราวด้า…”
น้ำเสียงตื่นเต้นปนเกรงใจ
“ผมยินดีมากเลยครับที่ท่านให้ติดต่อมาคืนนี้ราห์ซูร์… มีปัญหาแล้วครับ”
คำว่า “ปัญหา” ทำให้กราวด้าตาแคบลง
เวทบนฝ่ามือเริ่มสั่นเบา ๆ
“ฉันรู้… และฉันต้องการความจริง บอกมา—เกิดอะไรขึ้นกับเขา”
แซร์คกลืนน้ำลายมองซ้าย–ขวาอีกครั้งก่อนจะพูดราวกับสารภาพบาปให้พระอาจารย์ฟัง
“วันนี้… พวกเราเข้าไปเก็บขยะในวังชั้นในครับ ผม… ตั้งใจพาราห์ซูร์เข้าไปตามหาสาวผมแดงคนนั้นแล้วเรื่องมันก็… บานปลาย”
จากนั้น แซร์คเล่าทุกอย่าง
ทุกคำที่เอมิลี่พูด
ทุกการกระชากผม
ทุกน้ำตา
ทุกคำเหยียด
ทุกสายตาหมดหวังที่เขาเห็นในเพื่อนของเขา
กราวด้าฟัง… แล้วกำมือแน่นขึ้นทุกทีจนข้อนิ้วขาวซีดแต่อารมณ์เธอไม่ระเบิดออกเพราะสมองเธอคำนวณเหตุผลอย่างว่องไว
เธอโกรธคาเรน — แน่นอน
แต่เธอรู้คาเรนดีเขาคือทหารที่ซื่อสัตย์ที่สุดดังนั้น…เขาต้องมีเหตุผลของเขา
เธอไม่เอาเวลามาเสียกับการคาดเดาของเขาตอนนี้มีสิ่งสำคัญกว่า
ราห์ซูร์
เมื่อแซร์คเล่าจบ เสียงเขาเบาลงจนแทบกลายเป็นลมหายใจ
“…ท่านกราวด้า โปรดช่วยราห์ซูร์ด้วย มีแต่ท่าน…ที่ทำได้” (ในหัวแซร์ค: เยียวยาหัวใจเขา! ให้ความรักเขา! ดึงเขากลับมาด้วยความรักของท่าน)
กราวด้าตอบอย่างไม่ลังเล
“ไม่ต้องห่วง… ฉันจะรับผิดชอบเขาเอง”
น้ำเสียงกราวด้ามั่นคงและเยือกเย็น ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำประกาศของจอมเวทย์ผู้มั่นใจในสมองของตัวเองในหัวเธอคือ
“ฉันจะใช้เหตุผล เวทมนตร์ และทุกสมการที่มี เยียวยาเขาให้ได้”
สัญญาณตัดลงห้องเงียบสนิท กราวด้ายืนขึ้นช้า ๆ สายตาจริงจัง เหมือนหญิงสาวที่เตรียมจะปะทะกับหายนะระดับทวีป
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ