ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,486 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
15) ค่ำคืนวันงาน
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความหลายวันต่อมา —
ราห์ซูร์นั่งอยู่ในโรงอาหารของวัง มือถือช้อนค้างไว้เหนือถาดอาหาร ดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกัน แซร์คกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนคนอดอยากมาสามวัน พอเห็นเพื่อนยังไม่แตะจาน ก็อดสงสัยไม่ได้
“เฮ้ เพื่อน!! ดูไม่หิวเลยนะ นายไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เมื่อวานก็กินไปแค่สองคำ... เกิดอะไรขึ้น?”
ราห์ซูร์เหลือบตาขึ้นมองแซร์คที่แก้มตุ่ยเต็มไปด้วยอาหาร แล้วตอบเสียงเรียบ
“มันไม่หิว... แค่ไม่หิว”
แซร์คหรี่ตามองอย่างจับผิด
“โอ้ย นี่คิดถึงสาวคนไหนหรือเปล่า ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยใช่ไหม?”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “หรือว่ามันเกี่ยวกับที่นายหายไปทุกคืน?”
ราห์ซูร์ชะงัก “เดี๋ยวก่อน... นายรู้ได้ยังไง!?”
“โธ่ ถ้าเป็นงูก็ฉกตายไปแล้ว!” แซร์คหัวเราะ “นายเล่นหายไปทุกสามทุ่ม แล้ว ปิ๊ง! โผล่กลับมาอยู่บนเตียงตอนดึก ๆ — ฉันนอนข้าง ๆ นะ สะดุ้งทุกทีเลย!”
ราห์ซูร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเสียงต่ำ
“อย่าบอกใครนะ... มันเกี่ยวกับพลังของฉัน กราวด้าเรียกฉันไปสอบสวน”
แซร์คทำตาโต แกล้งพูดเสียงดังจนคนโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง
“โอ้ว พระเจ้า! ฉันจะไม่บอกใครเด็ดขาดว่า... นายเป็นกิ๊กของท่านกราวด้า!”
“ไม่ใช่กิ๊ก!” ราห์ซูร์พูดเสียงหลง “สอบสวนต่างหาก!”
เขาก้มหน้าลงอย่างเหนื่อยใจ “แต่ช่วงหลังนี่ เธอให้ฉันกินอะไรแปลก ๆ หลายอย่าง... คุกกี้บ้าง ของหวานแปลก ๆ อย่างทองหยิบทองหยอดบ้าง อิ่มข้ามวันเลย ไม่รู้ใส่อะไรลงไปด้วยซ้ำ”
คราวนี้แซร์คแทบทำช้อนหล่น “เดี๋ยวนะ... นายกิน คุกกี้ของกราวด้า เหรอ!?”
ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ก็ใช่ ทำไมเหรอ?”
“ตายจริง!!” แซร์คพึมพำ “ฉันเคยได้ยินข่าวลือ... ท่านอาจารย์ราฟาเคยกินเข้าไปคำเดียว สำลักพ่นใส่หน้าท่านกราวด้าเลยนะ!”
ราห์ซูร์คิดนิดหนึ่งแล้วตอบเรียบ ๆ
“อืม... ก็ใช้ได้นะ แต่โดนบังคับให้กินให้หมดนี่สิ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”
แซร์คอ้าปากค้าง มองเพื่อนเหมือนเห็นผี “นี่นายยังมีชีวิตอยู่ได้ไงเนี่ย...”
ราห์ซูร์แค่ยิ้มบาง ๆ แล้วตักข้าวคำเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว... มันแค่อิ่มข้ามวัน”
แซร์คถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า “ฉันยอมนายจริงๆ...”
“อ้อ ใช่แล้ว!” แซร์คนึกขึ้นได้ พลางตบโต๊ะเสียงดังจนซุปเกือบหก
“คืนนี้มีงานเลี้ยงฉลองของอาณาจักรด้วยนะ!! ทหารใหม่อย่างเราจะได้ไปยืนเฝ้ารักษาความสงบ... หรือไม่ก็แอบไปหาของกินอร่อย ๆ แถวนั้นก็ได้ ฮ่า ๆ”
“งานเลี้ยง?” ราห์ซูร์เลิกคิ้วนิด ๆ “ฉันไม่ได้สนใจหรอกนะ”
เขาพูดพลางมองจานตรงหน้าด้วยสายตาล่องลอย — ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องของเอมิลี่ จะเข้าไปคุยดีไหม? หรือควรอยู่ห่างไว้? เขาก็ไม่กล้าสมัครเป็นทหารราชองครักษ์ อีกแล้ว และตอนนี้ควรทำอย่างไร
แซร์คมองหน้าเพื่อน ถอนหายใจยาว “ไม่เอาน่า นายทำหน้าเหมือนหมาหงอยอีกแล้ว... คิดถึงแต่แม่สาวผมแดงคนนั้นใช่ไหม?”
ราห์ซูร์เงียบ ไม่ตอบ แต่สายตาที่เหม่อลอยก็บอกคำตอบหมดทุกอย่าง
“ตัดใจเถอะเพื่อน ฉันดูออกตั้งแต่วันแรก... เธอไม่เหมาะกับนายหรอก”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินตกกระทบผิวน้ำ — ราห์ซูร์นิ่งไป วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างจนหน้าเริ่มซีด
แซร์ครีบโบกมือปัด “เฮ้ย!! ฉันล้อเล่นนะเพื่อน!! ขอโทษ ๆ!”
เขาเปลี่ยนเรื่องทันที “เอาจริง ๆ อย่างน้อยงานคืนนี้เราก็ได้เข้าไปในวังชั้นใน บางทีอาจได้พบเธอนะ!”
ราห์ซูร์ยกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “จริงเหรอ?”
“แน่นอนสิ!” แซร์คยิ้มกว้าง
ราห์ซูร์พยักหน้าเบา ๆ “อืม... ก็ดี ฉันจะไป”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงแผ่ว “แล้วถ้าฉัน... เจอเธอล่ะ?”
แซร์คมองหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “อันนั้น... ฉันช่วยไม่ได้หรอก มันแล้วแต่นายแล้วล่ะ”
เย็นวันนั้น
เสียงระฆังบอกเวลาในวังดังขึ้นสามครั้ง ทั้งคู่แต่งชุดทหารประจำการอย่างเรียบร้อย เดินเรียงแถวเข้าสู่งานเลี้ยงฉลองกลาง สวนหลวงวาเลเธีย
บรรยากาศหรูหราเกินกว่าที่ราห์ซูร์เคยเห็น — โต๊ะยาวสีทองเรียงรายกลางสวน น้ำพุเวทพ่นละอองแสงระยิบระยับราวกับดาวตกเหล่านักดนตรีเวทบรรเลงเพลงขับกล่อมตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับฟ้า กลิ่นไวน์และขนมอบลอยคลุ้งไปทั่ว
รถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางทยอยเข้ามาทีละคัน ชายในชุดคลุมกำมะหยี่และหญิงในชุดราตรีประดับเพชร เดินเข้าในงานอย่างสง่างาม
ราห์ซูร์กับแซร์คยืนประจำจุดตรงข้างทางเดินหลัก ทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่สายตาของราห์ซูร์กลับมองเลยกลุ่มแขกผู้มาเรื่อยไป... ราวกับกำลังรอใครบางคน
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าหลัก — ผู้ประกาศราชสำนักตะโกนเสียงกังวาน
“ขอต้อนรับ... ลอร์ด เซเรส เฟลวิส จากอาณาจักรอัลเทรนน์— ผู้อุปถัมภ์หลักแห่งสภาเวทหลวง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบงานในทันที
ชายหนุ่มผมขาวสั้น ดวงตาสีเขียวมรกตหน้าตาหล่อเหลาดั่งเทพบุตร แต่งกายหรูหราในชุดสูทสีเทาเงิน เดินลงจากรถม้าพร้อมรอยยิ้มสงบแต่เย็นเยียบ สายตาของเขาคมลึกจนผู้คนรอบข้างเผลอก้มหน้าหลบโดยไม่รู้ตัว
แซร์คกระซิบเบา ๆ “นั่นแหละ... ลอร์ดที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักร — บริจาคทองมากจนพระราชาต้องแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง... แต่ฉันได้ยินมาว่า พื้นเพเขาไม่ธรรมดาเลยนะ”
เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งน้อยและใหญ่ต่างพากันจ้องมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม ราวกับเขาเป็นรางวัลล้ำค่าที่ต้องแย่งชิงให้ได้
ราห์ซูร์เหลือบมองเขาเพียงครู่ ก่อนจะหันไปพูดกับแซร์คเบา ๆ
“ผู้ชายงั้นหรือ... หน้าตาเขาสวยเหมือนผู้หญิงเลยนะ”
แซร์คหัวเราะหึในคอ “ลูกคนรวย อยู่แต่ในคฤหาสน์ ไม่เคยต้องตากแดดทำงานเหมือนเรา ผิวดีไม่แปลก... แต่หน้านี่สิ ยอมรับว่าสวยคมจริง”
ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ ในขณะที่บรรยากาศรอบงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและกลิ่นไวน์หอมจาง ๆ
ไม่นาน เสียงเพลงสุดท้ายของนักร้องจอมเวทสาวก็ดังขึ้น — ท่วงทำนองอ่อนหวานจบลงพร้อมเสียงปรบมือกึกก้อง
ฮิวเดอร์ สาวผมทองเจ้าของเสียงอันไพเราะ ก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสง่างาม ชุดสีฟ้าอ่อนประดับเพชรวิบวับส่องประกายใต้แสงเทียน เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเดินลงจากเวที มงกุฎดอกไม้บนศีรษะไหวไปตามจังหวะก้าว
ด้านล่าง เมล์ฟี่ เพื่อนสาวคนสนิทของเธอยืนรออยู่ ทั้งคู่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ขุนนางว่า “คู่เพชรแห่งคลาสโนวี่” — สองสาวสวยผู้เปลี่ยนคู่ชายหนุ่มเร็วกว่าการเปลี่ยนฤดู
“เมล์ฟี่ เธอจะจับแซร์คใช่ไหม?”
“แน่นอน ฉันชอบผู้ชายร่าเริงแบบนั้น ส่วนหนุ่มจืด ๆ นั่น ฉันยกให้เธอ ฮิวเดอร์”
ทั้งคู่สบตากันอย่างรู้กัน แล้วเริ่มเคลื่อนตรงไปยังเป้าหมาย — สองทหารหนุ่มที่ยืนรักษาการอยู่ริมทางเดิน
“สวัสดีหนุ่ม ๆ” ฮิวเดอร์ยิ้มอ่อน “ฉันฮิวเดอร์ และนี่เมล์ฟี่ เห็นยืนตากแดดตรงนี้มานานแล้ว เหนื่อยไหม?”
แซร์คตอบด้วยรอยยิ้มสดใสตามนิสัย
“ไม่เลยครับ พวกเรายินดีทำหน้าที่ตรงนี้ และยิ่งดีใจที่พวกคุณให้เกียรติทักทาย”
ฮิวเดอร์ส่งสัญญาณตาให้เพื่อนทันที ราวกับจะบอกว่า “รายนี้ของเธอ ฉันจัดอีกคนเอง”
ขณะที่เมล์ฟี่ชวนแซร์คคุยอย่างสนุกสนาน ฮิวเดอร์ก็หันมาสนใจราห์ซูร์เต็มตัว — ชายหนุ่มที่มีข่าวลือว่าใช้เวทพิเศษได้อย่างเหนือชั้น ยิ่งน่าสนใจในสายตาเธอ
“สวัสดี ราห์ซูร์ใช่ไหม?” เสียงเธอนุ่มและเจือความมั่นใจ “ฉันเห็นคุณตั้งแต่วันแรก... ตอนทดสอบสมรรถภาพของทหารใหม่ ฉันเห็นแล้วใจเต้นแรงเลย”
ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ครับ? ขอโทษนะ... ผมไม่เข้าใจ คุณหมายถึงอะไร?”
ฮิวเดอร์หมุนตัวเบา ๆ ชุดฟ้าของเธอพลิ้วราวคลื่น เธอก้าวเข้ามาใกล้ในระยะที่กลิ่นน้ำหอมลอยแตะปลายจมูก
“ฉันแค่อยากรู้จักเธอมากขึ้น คืนนี้หลังงานเลิก มาคุยกันหน่อยได้ไหม?”
ราห์ซูร์ชะงักไปครู่หนึ่ง — เขานึกถึง “สามทุ่ม” ที่กราวด้ามักเรียกตัวทุกคืน และรู้ดีว่าเรื่องนี้จะยุ่งแน่หากเธอรู้เข้า
“เห็นจะไม่ได้ครับ ผม... มีงานที่ต้องทำตอนกลางคืน” เขาตอบเรียบ ๆ พร้อมเบือนหน้าหลบ
ฮิวเดอร์ยิ้มบาง ๆ — รอยยิ้มที่ไม่เคยแปลว่า ยอมแพ้
“งั้นหรือ... ไม่เป็นไร ฉันก็แค่อยากคุยด้วยเฉย ๆ”
เธอเสกดอกไม้สีชมพูขึ้นมาในมือ บิดนิ้วเบา ๆ แล้วเหน็บมันเข้าที่กระเป๋าเสื้ออกของเขา “ดอกไม้นี่... จะช่วยให้เธอจำฉันได้”
กลิ่นหอมหวานของมันแผ่ซ่าน ราห์ซูร์หน้าแดงจัดจนแทบมองหน้าเธอไม่ติด
ฮิวเดอร์หัวเราะเบา ๆ แล้วถอยหลังสองก้าว
“อย่าลืมล่ะ งานเลิกเมื่อไหร่ มาหาฉันที่เวทีดนตรีนะ ฉันจะรออยู่ตรงนั้น”
พูดจบ เธอจูงมือเมล์ฟี่เดินกลับเข้าไปในฝูงชน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมและหัวใจของราห์ซูร์ที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
แซร์คหันมามองเพื่อนแล้วแกล้งยิ้ม
“นาย... หน้าแดงมากเลยรู้ตัวไหม?”
“ไม่ได้เป็นอะไร” ราห์ซูร์ตอบเสียงเบา แต่สายตาเหลือบมองดอกไม้สีชมพูในกระเป๋าอย่างไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือกลุ้มใจกันแน่
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีทองเป็นม่วงเข้ม แสงไฟที่ประดับประดาทั่วสวนเริ่มส่องสว่างระยิบระยับราวดวงดาวเสียงพิธีกรประกาศกังวาน “องค์ราชาอัลเทรนน์ วาเลเธีย เสด็จ!”
พระราชาเสด็จขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงรับ บนลานชั้นในของพระราชวัง คาเรน ไครอส ยืนอยู่ข้างโพเดียม ดวงตาคมสอดส่องไปรอบงานอย่างระแวดระวัง ความเงียบสงบในท่วงทำนองพิธีนั้น ซ่อนความตึงเครียดของชายผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตา
เหล่าราชองครักษ์เดินตรวจตราไปรอบงานอย่างแข็งขัน ในหมู่พวกเขา — เอมิลี่ เดินอยู่บนทางเดินด้านข้างพระราชอุทยาน ทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณรอบนอก
แสงจากโคมไฟสะท้อนเงาเรียวยาวของเธอบนพื้นหินอ่อน ขณะกำลังจะเลี้ยวตรงมุมเสา เธอก็ชนเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มผมขาวในชุดสูทเทาเงินหรูหรา ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบ — ลอร์ด เซเรส เฟลวิส
“ขอโทษทีครับ ผมคงเดินหลงทางอีกแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเรียบ เย็น แต่มีเสน่ห์ราวกับเสียงเพลงในคืนสงบ
เอมิลี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงอมน้ำตาลของเธอสะท้อนภาพชายตรงหน้า — ความสง่างามของเขาแทบหยุดลมหายใจของเธอในชั่วขณะ
“ไม่นะคะ ไม่เป็นไรเลย ถ้าท่านหลงทาง... ฉันจะพาท่านกลับไปที่งาน โปรดตามมา”
เธอหันกลับอย่างสุภาพ ตั้งใจจะพาเขาเดินกลับไปยังลานหลัก แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน... ผมไม่ได้หมายถึงหลงทางในวังหรอกนะ”เอมิลี่ชะงักเท้า “ท่านหมายถึง...?”
เซเรสพิงเสาหินอ่อนข้างทาง พลางทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยนแต่ลึกล้ำ “บางทีผมอาจจะหลงทาง... ในความวุ่นวายของงานนั่นมากกว่า อยากหาที่สงบ ๆ สักครู่ — และตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอแล้ว”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจของเอมิลี่สั่นแปลก ๆ เธอสูดลมหายใจลึก พยายามเรียกสติกลับมา
“แต่ว่า... ท่านลอร์ดเซเรส ออกมาจากงานแบบนี้ไม่ปลอดภัยนะคะ หากเกิดอะไรขึ้น ฉันคงต้องรับผิดชอบ”
เซเรสยิ้มบาง ๆ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วดันตัวออกจากเสา ก้าวเข้าใกล้เธออย่างช้า ๆ
“ผมยอมแลกทุกอย่าง... เพื่อความสงบเพียงชั่วครู่ โดยเฉพาะถ้ามีราชองครักษ์ที่งดงามราวเทพธิดาคอยดูแล”เสียงของเขานุ่มจนแทบกลืนไปกับลมราตรี
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะหายใจรดกัน ก่อนเอ่ยต่อ
“ผมเชื่อว่า... คุณคุ้มครองผมได้”
เอมิลี่ยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง เธอพยายามขยับริมฝีปาก
“ท่าน... ควรกลับเข้างานเถอะค่ะ”
เซเรสถอยหลังเพียงครึ่งก้าว ให้เธอได้หายใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“คุณชื่ออะไร? แปลกนะ ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย และถ้าเคยเห็น... ผมสาบานได้ว่าผมคงไม่มีวันลืม”
“เอมิลี่ค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว “แค่เอมิลี่... ไม่มีนามสกุล”
“เอมิลี่...” เขาเรียกชื่อเธอช้า ๆ ราวกับชิมรสคำพูด “คุณรู้ไหม ว่าคุณทำให้ผมหลงทางมาที่นี่”
ดวงตาสีเทาเงินของเขาเปล่งประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“บางที... มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดแบบนั้น ขอโทษถ้าผมเสียมารยาท ยกโทษให้ผมด้วยนะ”
เขายกมือถอดเข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตจากอกเสื้อ — สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส
“โปรดรับไว้เถอะครับ ผมอยากให้มันอยู่กับคุณ”
เอมิลี่ลังเล แต่สุดท้ายกลับยื่นมือรับโดยไม่รู้ตัว แสงอัญมณีสะท้อนในดวงตาเธอระยับระยิบ — และเธอเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังต้องมนต์
เซเรสยิ้มอีกครั้ง “ผมพอใจแล้ว... พาผมกลับไปที่งานเถอะ ท่านราชองครักษ์”
ราห์ซูร์นั่งอยู่ในโรงอาหารของวัง มือถือช้อนค้างไว้เหนือถาดอาหาร ดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกัน แซร์คกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนคนอดอยากมาสามวัน พอเห็นเพื่อนยังไม่แตะจาน ก็อดสงสัยไม่ได้
“เฮ้ เพื่อน!! ดูไม่หิวเลยนะ นายไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เมื่อวานก็กินไปแค่สองคำ... เกิดอะไรขึ้น?”
ราห์ซูร์เหลือบตาขึ้นมองแซร์คที่แก้มตุ่ยเต็มไปด้วยอาหาร แล้วตอบเสียงเรียบ
“มันไม่หิว... แค่ไม่หิว”
แซร์คหรี่ตามองอย่างจับผิด
“โอ้ย นี่คิดถึงสาวคนไหนหรือเปล่า ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยใช่ไหม?”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “หรือว่ามันเกี่ยวกับที่นายหายไปทุกคืน?”
ราห์ซูร์ชะงัก “เดี๋ยวก่อน... นายรู้ได้ยังไง!?”
“โธ่ ถ้าเป็นงูก็ฉกตายไปแล้ว!” แซร์คหัวเราะ “นายเล่นหายไปทุกสามทุ่ม แล้ว ปิ๊ง! โผล่กลับมาอยู่บนเตียงตอนดึก ๆ — ฉันนอนข้าง ๆ นะ สะดุ้งทุกทีเลย!”
ราห์ซูร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเสียงต่ำ
“อย่าบอกใครนะ... มันเกี่ยวกับพลังของฉัน กราวด้าเรียกฉันไปสอบสวน”
แซร์คทำตาโต แกล้งพูดเสียงดังจนคนโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง
“โอ้ว พระเจ้า! ฉันจะไม่บอกใครเด็ดขาดว่า... นายเป็นกิ๊กของท่านกราวด้า!”
“ไม่ใช่กิ๊ก!” ราห์ซูร์พูดเสียงหลง “สอบสวนต่างหาก!”
เขาก้มหน้าลงอย่างเหนื่อยใจ “แต่ช่วงหลังนี่ เธอให้ฉันกินอะไรแปลก ๆ หลายอย่าง... คุกกี้บ้าง ของหวานแปลก ๆ อย่างทองหยิบทองหยอดบ้าง อิ่มข้ามวันเลย ไม่รู้ใส่อะไรลงไปด้วยซ้ำ”
คราวนี้แซร์คแทบทำช้อนหล่น “เดี๋ยวนะ... นายกิน คุกกี้ของกราวด้า เหรอ!?”
ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ก็ใช่ ทำไมเหรอ?”
“ตายจริง!!” แซร์คพึมพำ “ฉันเคยได้ยินข่าวลือ... ท่านอาจารย์ราฟาเคยกินเข้าไปคำเดียว สำลักพ่นใส่หน้าท่านกราวด้าเลยนะ!”
ราห์ซูร์คิดนิดหนึ่งแล้วตอบเรียบ ๆ
“อืม... ก็ใช้ได้นะ แต่โดนบังคับให้กินให้หมดนี่สิ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”
แซร์คอ้าปากค้าง มองเพื่อนเหมือนเห็นผี “นี่นายยังมีชีวิตอยู่ได้ไงเนี่ย...”
ราห์ซูร์แค่ยิ้มบาง ๆ แล้วตักข้าวคำเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว... มันแค่อิ่มข้ามวัน”
แซร์คถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า “ฉันยอมนายจริงๆ...”
“อ้อ ใช่แล้ว!” แซร์คนึกขึ้นได้ พลางตบโต๊ะเสียงดังจนซุปเกือบหก
“คืนนี้มีงานเลี้ยงฉลองของอาณาจักรด้วยนะ!! ทหารใหม่อย่างเราจะได้ไปยืนเฝ้ารักษาความสงบ... หรือไม่ก็แอบไปหาของกินอร่อย ๆ แถวนั้นก็ได้ ฮ่า ๆ”
“งานเลี้ยง?” ราห์ซูร์เลิกคิ้วนิด ๆ “ฉันไม่ได้สนใจหรอกนะ”
เขาพูดพลางมองจานตรงหน้าด้วยสายตาล่องลอย — ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องของเอมิลี่ จะเข้าไปคุยดีไหม? หรือควรอยู่ห่างไว้? เขาก็ไม่กล้าสมัครเป็นทหารราชองครักษ์ อีกแล้ว และตอนนี้ควรทำอย่างไร
แซร์คมองหน้าเพื่อน ถอนหายใจยาว “ไม่เอาน่า นายทำหน้าเหมือนหมาหงอยอีกแล้ว... คิดถึงแต่แม่สาวผมแดงคนนั้นใช่ไหม?”
ราห์ซูร์เงียบ ไม่ตอบ แต่สายตาที่เหม่อลอยก็บอกคำตอบหมดทุกอย่าง
“ตัดใจเถอะเพื่อน ฉันดูออกตั้งแต่วันแรก... เธอไม่เหมาะกับนายหรอก”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินตกกระทบผิวน้ำ — ราห์ซูร์นิ่งไป วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างจนหน้าเริ่มซีด
แซร์ครีบโบกมือปัด “เฮ้ย!! ฉันล้อเล่นนะเพื่อน!! ขอโทษ ๆ!”
เขาเปลี่ยนเรื่องทันที “เอาจริง ๆ อย่างน้อยงานคืนนี้เราก็ได้เข้าไปในวังชั้นใน บางทีอาจได้พบเธอนะ!”
ราห์ซูร์ยกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “จริงเหรอ?”
“แน่นอนสิ!” แซร์คยิ้มกว้าง
ราห์ซูร์พยักหน้าเบา ๆ “อืม... ก็ดี ฉันจะไป”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงแผ่ว “แล้วถ้าฉัน... เจอเธอล่ะ?”
แซร์คมองหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “อันนั้น... ฉันช่วยไม่ได้หรอก มันแล้วแต่นายแล้วล่ะ”
เย็นวันนั้น
เสียงระฆังบอกเวลาในวังดังขึ้นสามครั้ง ทั้งคู่แต่งชุดทหารประจำการอย่างเรียบร้อย เดินเรียงแถวเข้าสู่งานเลี้ยงฉลองกลาง สวนหลวงวาเลเธีย
บรรยากาศหรูหราเกินกว่าที่ราห์ซูร์เคยเห็น — โต๊ะยาวสีทองเรียงรายกลางสวน น้ำพุเวทพ่นละอองแสงระยิบระยับราวกับดาวตกเหล่านักดนตรีเวทบรรเลงเพลงขับกล่อมตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับฟ้า กลิ่นไวน์และขนมอบลอยคลุ้งไปทั่ว
รถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางทยอยเข้ามาทีละคัน ชายในชุดคลุมกำมะหยี่และหญิงในชุดราตรีประดับเพชร เดินเข้าในงานอย่างสง่างาม
ราห์ซูร์กับแซร์คยืนประจำจุดตรงข้างทางเดินหลัก ทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่สายตาของราห์ซูร์กลับมองเลยกลุ่มแขกผู้มาเรื่อยไป... ราวกับกำลังรอใครบางคน
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าหลัก — ผู้ประกาศราชสำนักตะโกนเสียงกังวาน
“ขอต้อนรับ... ลอร์ด เซเรส เฟลวิส จากอาณาจักรอัลเทรนน์— ผู้อุปถัมภ์หลักแห่งสภาเวทหลวง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบงานในทันที
ชายหนุ่มผมขาวสั้น ดวงตาสีเขียวมรกตหน้าตาหล่อเหลาดั่งเทพบุตร แต่งกายหรูหราในชุดสูทสีเทาเงิน เดินลงจากรถม้าพร้อมรอยยิ้มสงบแต่เย็นเยียบ สายตาของเขาคมลึกจนผู้คนรอบข้างเผลอก้มหน้าหลบโดยไม่รู้ตัว
แซร์คกระซิบเบา ๆ “นั่นแหละ... ลอร์ดที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักร — บริจาคทองมากจนพระราชาต้องแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง... แต่ฉันได้ยินมาว่า พื้นเพเขาไม่ธรรมดาเลยนะ”
เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งน้อยและใหญ่ต่างพากันจ้องมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม ราวกับเขาเป็นรางวัลล้ำค่าที่ต้องแย่งชิงให้ได้
ราห์ซูร์เหลือบมองเขาเพียงครู่ ก่อนจะหันไปพูดกับแซร์คเบา ๆ
“ผู้ชายงั้นหรือ... หน้าตาเขาสวยเหมือนผู้หญิงเลยนะ”
แซร์คหัวเราะหึในคอ “ลูกคนรวย อยู่แต่ในคฤหาสน์ ไม่เคยต้องตากแดดทำงานเหมือนเรา ผิวดีไม่แปลก... แต่หน้านี่สิ ยอมรับว่าสวยคมจริง”
ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ ในขณะที่บรรยากาศรอบงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและกลิ่นไวน์หอมจาง ๆ
ไม่นาน เสียงเพลงสุดท้ายของนักร้องจอมเวทสาวก็ดังขึ้น — ท่วงทำนองอ่อนหวานจบลงพร้อมเสียงปรบมือกึกก้อง
ฮิวเดอร์ สาวผมทองเจ้าของเสียงอันไพเราะ ก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสง่างาม ชุดสีฟ้าอ่อนประดับเพชรวิบวับส่องประกายใต้แสงเทียน เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเดินลงจากเวที มงกุฎดอกไม้บนศีรษะไหวไปตามจังหวะก้าว
ด้านล่าง เมล์ฟี่ เพื่อนสาวคนสนิทของเธอยืนรออยู่ ทั้งคู่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ขุนนางว่า “คู่เพชรแห่งคลาสโนวี่” — สองสาวสวยผู้เปลี่ยนคู่ชายหนุ่มเร็วกว่าการเปลี่ยนฤดู
“เมล์ฟี่ เธอจะจับแซร์คใช่ไหม?”
“แน่นอน ฉันชอบผู้ชายร่าเริงแบบนั้น ส่วนหนุ่มจืด ๆ นั่น ฉันยกให้เธอ ฮิวเดอร์”
ทั้งคู่สบตากันอย่างรู้กัน แล้วเริ่มเคลื่อนตรงไปยังเป้าหมาย — สองทหารหนุ่มที่ยืนรักษาการอยู่ริมทางเดิน
“สวัสดีหนุ่ม ๆ” ฮิวเดอร์ยิ้มอ่อน “ฉันฮิวเดอร์ และนี่เมล์ฟี่ เห็นยืนตากแดดตรงนี้มานานแล้ว เหนื่อยไหม?”
แซร์คตอบด้วยรอยยิ้มสดใสตามนิสัย
“ไม่เลยครับ พวกเรายินดีทำหน้าที่ตรงนี้ และยิ่งดีใจที่พวกคุณให้เกียรติทักทาย”
ฮิวเดอร์ส่งสัญญาณตาให้เพื่อนทันที ราวกับจะบอกว่า “รายนี้ของเธอ ฉันจัดอีกคนเอง”
ขณะที่เมล์ฟี่ชวนแซร์คคุยอย่างสนุกสนาน ฮิวเดอร์ก็หันมาสนใจราห์ซูร์เต็มตัว — ชายหนุ่มที่มีข่าวลือว่าใช้เวทพิเศษได้อย่างเหนือชั้น ยิ่งน่าสนใจในสายตาเธอ
“สวัสดี ราห์ซูร์ใช่ไหม?” เสียงเธอนุ่มและเจือความมั่นใจ “ฉันเห็นคุณตั้งแต่วันแรก... ตอนทดสอบสมรรถภาพของทหารใหม่ ฉันเห็นแล้วใจเต้นแรงเลย”
ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ครับ? ขอโทษนะ... ผมไม่เข้าใจ คุณหมายถึงอะไร?”
ฮิวเดอร์หมุนตัวเบา ๆ ชุดฟ้าของเธอพลิ้วราวคลื่น เธอก้าวเข้ามาใกล้ในระยะที่กลิ่นน้ำหอมลอยแตะปลายจมูก
“ฉันแค่อยากรู้จักเธอมากขึ้น คืนนี้หลังงานเลิก มาคุยกันหน่อยได้ไหม?”
ราห์ซูร์ชะงักไปครู่หนึ่ง — เขานึกถึง “สามทุ่ม” ที่กราวด้ามักเรียกตัวทุกคืน และรู้ดีว่าเรื่องนี้จะยุ่งแน่หากเธอรู้เข้า
“เห็นจะไม่ได้ครับ ผม... มีงานที่ต้องทำตอนกลางคืน” เขาตอบเรียบ ๆ พร้อมเบือนหน้าหลบ
ฮิวเดอร์ยิ้มบาง ๆ — รอยยิ้มที่ไม่เคยแปลว่า ยอมแพ้
“งั้นหรือ... ไม่เป็นไร ฉันก็แค่อยากคุยด้วยเฉย ๆ”
เธอเสกดอกไม้สีชมพูขึ้นมาในมือ บิดนิ้วเบา ๆ แล้วเหน็บมันเข้าที่กระเป๋าเสื้ออกของเขา “ดอกไม้นี่... จะช่วยให้เธอจำฉันได้”
กลิ่นหอมหวานของมันแผ่ซ่าน ราห์ซูร์หน้าแดงจัดจนแทบมองหน้าเธอไม่ติด
ฮิวเดอร์หัวเราะเบา ๆ แล้วถอยหลังสองก้าว
“อย่าลืมล่ะ งานเลิกเมื่อไหร่ มาหาฉันที่เวทีดนตรีนะ ฉันจะรออยู่ตรงนั้น”
พูดจบ เธอจูงมือเมล์ฟี่เดินกลับเข้าไปในฝูงชน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมและหัวใจของราห์ซูร์ที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
แซร์คหันมามองเพื่อนแล้วแกล้งยิ้ม
“นาย... หน้าแดงมากเลยรู้ตัวไหม?”
“ไม่ได้เป็นอะไร” ราห์ซูร์ตอบเสียงเบา แต่สายตาเหลือบมองดอกไม้สีชมพูในกระเป๋าอย่างไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือกลุ้มใจกันแน่
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีทองเป็นม่วงเข้ม แสงไฟที่ประดับประดาทั่วสวนเริ่มส่องสว่างระยิบระยับราวดวงดาวเสียงพิธีกรประกาศกังวาน “องค์ราชาอัลเทรนน์ วาเลเธีย เสด็จ!”
พระราชาเสด็จขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงรับ บนลานชั้นในของพระราชวัง คาเรน ไครอส ยืนอยู่ข้างโพเดียม ดวงตาคมสอดส่องไปรอบงานอย่างระแวดระวัง ความเงียบสงบในท่วงทำนองพิธีนั้น ซ่อนความตึงเครียดของชายผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตา
เหล่าราชองครักษ์เดินตรวจตราไปรอบงานอย่างแข็งขัน ในหมู่พวกเขา — เอมิลี่ เดินอยู่บนทางเดินด้านข้างพระราชอุทยาน ทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณรอบนอก
แสงจากโคมไฟสะท้อนเงาเรียวยาวของเธอบนพื้นหินอ่อน ขณะกำลังจะเลี้ยวตรงมุมเสา เธอก็ชนเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มผมขาวในชุดสูทเทาเงินหรูหรา ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบ — ลอร์ด เซเรส เฟลวิส
“ขอโทษทีครับ ผมคงเดินหลงทางอีกแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเรียบ เย็น แต่มีเสน่ห์ราวกับเสียงเพลงในคืนสงบ
เอมิลี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงอมน้ำตาลของเธอสะท้อนภาพชายตรงหน้า — ความสง่างามของเขาแทบหยุดลมหายใจของเธอในชั่วขณะ
“ไม่นะคะ ไม่เป็นไรเลย ถ้าท่านหลงทาง... ฉันจะพาท่านกลับไปที่งาน โปรดตามมา”
เธอหันกลับอย่างสุภาพ ตั้งใจจะพาเขาเดินกลับไปยังลานหลัก แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน... ผมไม่ได้หมายถึงหลงทางในวังหรอกนะ”เอมิลี่ชะงักเท้า “ท่านหมายถึง...?”
เซเรสพิงเสาหินอ่อนข้างทาง พลางทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยนแต่ลึกล้ำ “บางทีผมอาจจะหลงทาง... ในความวุ่นวายของงานนั่นมากกว่า อยากหาที่สงบ ๆ สักครู่ — และตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอแล้ว”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจของเอมิลี่สั่นแปลก ๆ เธอสูดลมหายใจลึก พยายามเรียกสติกลับมา
“แต่ว่า... ท่านลอร์ดเซเรส ออกมาจากงานแบบนี้ไม่ปลอดภัยนะคะ หากเกิดอะไรขึ้น ฉันคงต้องรับผิดชอบ”
เซเรสยิ้มบาง ๆ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วดันตัวออกจากเสา ก้าวเข้าใกล้เธออย่างช้า ๆ
“ผมยอมแลกทุกอย่าง... เพื่อความสงบเพียงชั่วครู่ โดยเฉพาะถ้ามีราชองครักษ์ที่งดงามราวเทพธิดาคอยดูแล”เสียงของเขานุ่มจนแทบกลืนไปกับลมราตรี
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะหายใจรดกัน ก่อนเอ่ยต่อ
“ผมเชื่อว่า... คุณคุ้มครองผมได้”
เอมิลี่ยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง เธอพยายามขยับริมฝีปาก
“ท่าน... ควรกลับเข้างานเถอะค่ะ”
เซเรสถอยหลังเพียงครึ่งก้าว ให้เธอได้หายใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“คุณชื่ออะไร? แปลกนะ ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย และถ้าเคยเห็น... ผมสาบานได้ว่าผมคงไม่มีวันลืม”
“เอมิลี่ค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว “แค่เอมิลี่... ไม่มีนามสกุล”
“เอมิลี่...” เขาเรียกชื่อเธอช้า ๆ ราวกับชิมรสคำพูด “คุณรู้ไหม ว่าคุณทำให้ผมหลงทางมาที่นี่”
ดวงตาสีเทาเงินของเขาเปล่งประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“บางที... มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดแบบนั้น ขอโทษถ้าผมเสียมารยาท ยกโทษให้ผมด้วยนะ”
เขายกมือถอดเข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตจากอกเสื้อ — สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส
“โปรดรับไว้เถอะครับ ผมอยากให้มันอยู่กับคุณ”
เอมิลี่ลังเล แต่สุดท้ายกลับยื่นมือรับโดยไม่รู้ตัว แสงอัญมณีสะท้อนในดวงตาเธอระยับระยิบ — และเธอเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังต้องมนต์
เซเรสยิ้มอีกครั้ง “ผมพอใจแล้ว... พาผมกลับไปที่งานเถอะ ท่านราชองครักษ์”
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ