ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,499 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

15) ค่ำคืนวันงาน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

หลายวันต่อมา —

ราห์ซูร์นั่งอยู่ในโรงอาหารของวัง มือถือช้อนค้างไว้เหนือถาดอาหาร ดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกัน แซร์คกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนคนอดอยากมาสามวัน พอเห็นเพื่อนยังไม่แตะจาน ก็อดสงสัยไม่ได้

        “เฮ้ เพื่อน!! ดูไม่หิวเลยนะ นายไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เมื่อวานก็กินไปแค่สองคำ... เกิดอะไรขึ้น?”

ราห์ซูร์เหลือบตาขึ้นมองแซร์คที่แก้มตุ่ยเต็มไปด้วยอาหาร แล้วตอบเสียงเรียบ

        “มันไม่หิว... แค่ไม่หิว”

แซร์คหรี่ตามองอย่างจับผิด

        “โอ้ย นี่คิดถึงสาวคนไหนหรือเปล่า ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยใช่ไหม?”

เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “หรือว่ามันเกี่ยวกับที่นายหายไปทุกคืน?”

ราห์ซูร์ชะงัก “เดี๋ยวก่อน... นายรู้ได้ยังไง!?”

        “โธ่ ถ้าเป็นงูก็ฉกตายไปแล้ว!” แซร์คหัวเราะ “นายเล่นหายไปทุกสามทุ่ม แล้ว ปิ๊ง!  โผล่กลับมาอยู่บนเตียงตอนดึก ๆ — ฉันนอนข้าง ๆ นะ สะดุ้งทุกทีเลย!”

ราห์ซูร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบเสียงต่ำ

        “อย่าบอกใครนะ... มันเกี่ยวกับพลังของฉัน กราวด้าเรียกฉันไปสอบสวน”

แซร์คทำตาโต แกล้งพูดเสียงดังจนคนโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง 

        “โอ้ว พระเจ้า! ฉันจะไม่บอกใครเด็ดขาดว่า... นายเป็นกิ๊กของท่านกราวด้า!”

        “ไม่ใช่กิ๊ก!” ราห์ซูร์พูดเสียงหลง “สอบสวนต่างหาก!”

เขาก้มหน้าลงอย่างเหนื่อยใจ “แต่ช่วงหลังนี่ เธอให้ฉันกินอะไรแปลก ๆ หลายอย่าง... คุกกี้บ้าง ของหวานแปลก ๆ อย่างทองหยิบทองหยอดบ้าง อิ่มข้ามวันเลย ไม่รู้ใส่อะไรลงไปด้วยซ้ำ”

คราวนี้แซร์คแทบทำช้อนหล่น “เดี๋ยวนะ... นายกิน คุกกี้ของกราวด้า เหรอ!?”

ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ก็ใช่ ทำไมเหรอ?”

        “ตายจริง!!” แซร์คพึมพำ “ฉันเคยได้ยินข่าวลือ... ท่านอาจารย์ราฟาเคยกินเข้าไปคำเดียว สำลักพ่นใส่หน้าท่านกราวด้าเลยนะ!”

ราห์ซูร์คิดนิดหนึ่งแล้วตอบเรียบ ๆ

        “อืม... ก็ใช้ได้นะ แต่โดนบังคับให้กินให้หมดนี่สิ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”

แซร์คอ้าปากค้าง มองเพื่อนเหมือนเห็นผี “นี่นายยังมีชีวิตอยู่ได้ไงเนี่ย...”

ราห์ซูร์แค่ยิ้มบาง ๆ แล้วตักข้าวคำเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

        “เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว... มันแค่อิ่มข้ามวัน”

แซร์คถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า “ฉันยอมนายจริงๆ...” 

        “อ้อ ใช่แล้ว!” แซร์คนึกขึ้นได้ พลางตบโต๊ะเสียงดังจนซุปเกือบหก 

        “คืนนี้มีงานเลี้ยงฉลองของอาณาจักรด้วยนะ!! ทหารใหม่อย่างเราจะได้ไปยืนเฝ้ารักษาความสงบ... หรือไม่ก็แอบไปหาของกินอร่อย ๆ แถวนั้นก็ได้ ฮ่า ๆ”

        “งานเลี้ยง?” ราห์ซูร์เลิกคิ้วนิด ๆ “ฉันไม่ได้สนใจหรอกนะ”

เขาพูดพลางมองจานตรงหน้าด้วยสายตาล่องลอย — ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องของเอมิลี่ จะเข้าไปคุยดีไหม? หรือควรอยู่ห่างไว้? เขาก็ไม่กล้าสมัครเป็นทหารราชองครักษ์ อีกแล้ว และตอนนี้ควรทำอย่างไร

แซร์คมองหน้าเพื่อน ถอนหายใจยาว “ไม่เอาน่า นายทำหน้าเหมือนหมาหงอยอีกแล้ว... คิดถึงแต่แม่สาวผมแดงคนนั้นใช่ไหม?”

ราห์ซูร์เงียบ ไม่ตอบ แต่สายตาที่เหม่อลอยก็บอกคำตอบหมดทุกอย่าง

        “ตัดใจเถอะเพื่อน ฉันดูออกตั้งแต่วันแรก... เธอไม่เหมาะกับนายหรอก”

คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินตกกระทบผิวน้ำ — ราห์ซูร์นิ่งไป วิญญาณแทบหลุดออกจากร่างจนหน้าเริ่มซีด

แซร์ครีบโบกมือปัด “เฮ้ย!! ฉันล้อเล่นนะเพื่อน!! ขอโทษ ๆ!”

เขาเปลี่ยนเรื่องทันที “เอาจริง ๆ อย่างน้อยงานคืนนี้เราก็ได้เข้าไปในวังชั้นใน บางทีอาจได้พบเธอนะ!”

ราห์ซูร์ยกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “จริงเหรอ?”

        “แน่นอนสิ!” แซร์คยิ้มกว้าง

ราห์ซูร์พยักหน้าเบา ๆ “อืม... ก็ดี ฉันจะไป”

เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงแผ่ว “แล้วถ้าฉัน... เจอเธอล่ะ?”

แซร์คมองหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “อันนั้น... ฉันช่วยไม่ได้หรอก มันแล้วแต่นายแล้วล่ะ”


 

เย็นวันนั้น


เสียงระฆังบอกเวลาในวังดังขึ้นสามครั้ง ทั้งคู่แต่งชุดทหารประจำการอย่างเรียบร้อย เดินเรียงแถวเข้าสู่งานเลี้ยงฉลองกลาง สวนหลวงวาเลเธีย

บรรยากาศหรูหราเกินกว่าที่ราห์ซูร์เคยเห็น — โต๊ะยาวสีทองเรียงรายกลางสวน น้ำพุเวทพ่นละอองแสงระยิบระยับราวกับดาวตก
เหล่านักดนตรีเวทบรรเลงเพลงขับกล่อมตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับฟ้า กลิ่นไวน์และขนมอบลอยคลุ้งไปทั่ว

รถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางทยอยเข้ามาทีละคัน ชายในชุดคลุมกำมะหยี่และหญิงในชุดราตรีประดับเพชร เดินเข้าในงานอย่างสง่างาม

ราห์ซูร์กับแซร์คยืนประจำจุดตรงข้างทางเดินหลัก ทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่สายตาของราห์ซูร์กลับมองเลยกลุ่มแขกผู้มาเรื่อยไป... ราวกับกำลังรอใครบางคน

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าหลัก — ผู้ประกาศราชสำนักตะโกนเสียงกังวาน

        “ขอต้อนรับ... ลอร์ด เซเรส เฟลวิส จากอาณาจักรอัลเทรนน์— ผู้อุปถัมภ์หลักแห่งสภาเวทหลวง!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบงานในทันที

ชายหนุ่มผมขาวสั้น ดวงตาสีเขียวมรกตหน้าตาหล่อเหลาดั่งเทพบุตร แต่งกายหรูหราในชุดสูทสีเทาเงิน เดินลงจากรถม้าพร้อมรอยยิ้มสงบแต่เย็นเยียบ สายตาของเขาคมลึกจนผู้คนรอบข้างเผลอก้มหน้าหลบโดยไม่รู้ตัว

แซร์คกระซิบเบา ๆ “นั่นแหละ... ลอร์ดที่ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักร — บริจาคทองมากจนพระราชาต้องแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง... แต่ฉันได้ยินมาว่า พื้นเพเขาไม่ธรรมดาเลยนะ”

เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งน้อยและใหญ่ต่างพากันจ้องมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม ราวกับเขาเป็นรางวัลล้ำค่าที่ต้องแย่งชิงให้ได้

ราห์ซูร์เหลือบมองเขาเพียงครู่ ก่อนจะหันไปพูดกับแซร์คเบา ๆ

        “ผู้ชายงั้นหรือ... หน้าตาเขาสวยเหมือนผู้หญิงเลยนะ”

แซร์คหัวเราะหึในคอ “ลูกคนรวย อยู่แต่ในคฤหาสน์ ไม่เคยต้องตากแดดทำงานเหมือนเรา ผิวดีไม่แปลก... แต่หน้านี่สิ ยอมรับว่าสวยคมจริง”

ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ ในขณะที่บรรยากาศรอบงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและกลิ่นไวน์หอมจาง ๆ

ไม่นาน เสียงเพลงสุดท้ายของนักร้องจอมเวทสาวก็ดังขึ้น — ท่วงทำนองอ่อนหวานจบลงพร้อมเสียงปรบมือกึกก้อง

ฮิวเดอร์ สาวผมทองเจ้าของเสียงอันไพเราะ ก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสง่างาม ชุดสีฟ้าอ่อนประดับเพชรวิบวับส่องประกายใต้แสงเทียน เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเดินลงจากเวที มงกุฎดอกไม้บนศีรษะไหวไปตามจังหวะก้าว

ด้านล่าง เมล์ฟี่ เพื่อนสาวคนสนิทของเธอยืนรออยู่ ทั้งคู่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ขุนนางว่า “คู่เพชรแห่งคลาสโนวี่” — สองสาวสวยผู้เปลี่ยนคู่ชายหนุ่มเร็วกว่าการเปลี่ยนฤดู

        “เมล์ฟี่ เธอจะจับแซร์คใช่ไหม?”

        “แน่นอน ฉันชอบผู้ชายร่าเริงแบบนั้น ส่วนหนุ่มจืด ๆ นั่น ฉันยกให้เธอ ฮิวเดอร์”

ทั้งคู่สบตากันอย่างรู้กัน แล้วเริ่มเคลื่อนตรงไปยังเป้าหมาย — สองทหารหนุ่มที่ยืนรักษาการอยู่ริมทางเดิน

        “สวัสดีหนุ่ม ๆ” ฮิวเดอร์ยิ้มอ่อน “ฉันฮิวเดอร์ และนี่เมล์ฟี่ เห็นยืนตากแดดตรงนี้มานานแล้ว เหนื่อยไหม?”

แซร์คตอบด้วยรอยยิ้มสดใสตามนิสัย

        “ไม่เลยครับ พวกเรายินดีทำหน้าที่ตรงนี้ และยิ่งดีใจที่พวกคุณให้เกียรติทักทาย”

ฮิวเดอร์ส่งสัญญาณตาให้เพื่อนทันที ราวกับจะบอกว่า “รายนี้ของเธอ ฉันจัดอีกคนเอง”

ขณะที่เมล์ฟี่ชวนแซร์คคุยอย่างสนุกสนาน ฮิวเดอร์ก็หันมาสนใจราห์ซูร์เต็มตัว — ชายหนุ่มที่มีข่าวลือว่าใช้เวทพิเศษได้อย่างเหนือชั้น ยิ่งน่าสนใจในสายตาเธอ

        “สวัสดี ราห์ซูร์ใช่ไหม?” เสียงเธอนุ่มและเจือความมั่นใจ “ฉันเห็นคุณตั้งแต่วันแรก... ตอนทดสอบสมรรถภาพของทหารใหม่ ฉันเห็นแล้วใจเต้นแรงเลย”

ราห์ซูร์เลิกคิ้ว “ครับ? ขอโทษนะ... ผมไม่เข้าใจ คุณหมายถึงอะไร?”

ฮิวเดอร์หมุนตัวเบา ๆ ชุดฟ้าของเธอพลิ้วราวคลื่น เธอก้าวเข้ามาใกล้ในระยะที่กลิ่นน้ำหอมลอยแตะปลายจมูก

        “ฉันแค่อยากรู้จักเธอมากขึ้น คืนนี้หลังงานเลิก มาคุยกันหน่อยได้ไหม?”

ราห์ซูร์ชะงักไปครู่หนึ่ง — เขานึกถึง “สามทุ่ม” ที่กราวด้ามักเรียกตัวทุกคืน และรู้ดีว่าเรื่องนี้จะยุ่งแน่หากเธอรู้เข้า

        “เห็นจะไม่ได้ครับ ผม... มีงานที่ต้องทำตอนกลางคืน” เขาตอบเรียบ ๆ พร้อมเบือนหน้าหลบ

ฮิวเดอร์ยิ้มบาง ๆ — รอยยิ้มที่ไม่เคยแปลว่า ยอมแพ้

        “งั้นหรือ... ไม่เป็นไร ฉันก็แค่อยากคุยด้วยเฉย ๆ”

เธอเสกดอกไม้สีชมพูขึ้นมาในมือ บิดนิ้วเบา ๆ แล้วเหน็บมันเข้าที่กระเป๋าเสื้ออกของเขา “ดอกไม้นี่... จะช่วยให้เธอจำฉันได้”

กลิ่นหอมหวานของมันแผ่ซ่าน ราห์ซูร์หน้าแดงจัดจนแทบมองหน้าเธอไม่ติด

ฮิวเดอร์หัวเราะเบา ๆ แล้วถอยหลังสองก้าว

        “อย่าลืมล่ะ งานเลิกเมื่อไหร่ มาหาฉันที่เวทีดนตรีนะ ฉันจะรออยู่ตรงนั้น”

พูดจบ เธอจูงมือเมล์ฟี่เดินกลับเข้าไปในฝูงชน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมและหัวใจของราห์ซูร์ที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

แซร์คหันมามองเพื่อนแล้วแกล้งยิ้ม

        “นาย... หน้าแดงมากเลยรู้ตัวไหม?”

        “ไม่ได้เป็นอะไร” ราห์ซูร์ตอบเสียงเบา แต่สายตาเหลือบมองดอกไม้สีชมพูในกระเป๋าอย่างไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือกลุ้มใจกันแน่


 

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

 

ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีทองเป็นม่วงเข้ม แสงไฟที่ประดับประดาทั่วสวนเริ่มส่องสว่างระยิบระยับราวดวงดาว
เสียงพิธีกรประกาศกังวาน “องค์ราชาอัลเทรนน์ วาเลเธีย เสด็จ!”

พระราชาเสด็จขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงรับ บนลานชั้นในของพระราชวัง คาเรน ไครอส ยืนอยู่ข้างโพเดียม ดวงตาคมสอดส่องไปรอบงานอย่างระแวดระวัง ความเงียบสงบในท่วงทำนองพิธีนั้น ซ่อนความตึงเครียดของชายผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตา

เหล่าราชองครักษ์เดินตรวจตราไปรอบงานอย่างแข็งขัน ในหมู่พวกเขา — เอมิลี่ เดินอยู่บนทางเดินด้านข้างพระราชอุทยาน ทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณรอบนอก

แสงจากโคมไฟสะท้อนเงาเรียวยาวของเธอบนพื้นหินอ่อน ขณะกำลังจะเลี้ยวตรงมุมเสา เธอก็ชนเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

ชายหนุ่มผมขาวในชุดสูทเทาเงินหรูหรา ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบ — ลอร์ด เซเรส เฟลวิส

        “ขอโทษทีครับ ผมคงเดินหลงทางอีกแล้ว”

น้ำเสียงของเขาเรียบ เย็น แต่มีเสน่ห์ราวกับเสียงเพลงในคืนสงบ

เอมิลี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงอมน้ำตาลของเธอสะท้อนภาพชายตรงหน้า — ความสง่างามของเขาแทบหยุดลมหายใจของเธอในชั่วขณะ

        “ไม่นะคะ ไม่เป็นไรเลย ถ้าท่านหลงทาง... ฉันจะพาท่านกลับไปที่งาน โปรดตามมา”

เธอหันกลับอย่างสุภาพ ตั้งใจจะพาเขาเดินกลับไปยังลานหลัก แต่เสียงของเขากลับดังขึ้นเบา ๆ ด้านหลัง

        “เดี๋ยวก่อน... ผมไม่ได้หมายถึงหลงทางในวังหรอกนะ”เอมิลี่ชะงักเท้า “ท่านหมายถึง...?”

เซเรสพิงเสาหินอ่อนข้างทาง พลางทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยนแต่ลึกล้ำ
        “บางทีผมอาจจะหลงทาง... ในความวุ่นวายของงานนั่นมากกว่า อยากหาที่สงบ ๆ สักครู่ — และตอนนี้ผมคิดว่าผมเจอแล้ว”

คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจของเอมิลี่สั่นแปลก ๆ เธอสูดลมหายใจลึก พยายามเรียกสติกลับมา 

        “แต่ว่า... ท่านลอร์ดเซเรส ออกมาจากงานแบบนี้ไม่ปลอดภัยนะคะ หากเกิดอะไรขึ้น ฉันคงต้องรับผิดชอบ”

เซเรสยิ้มบาง ๆ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วดันตัวออกจากเสา ก้าวเข้าใกล้เธออย่างช้า ๆ

        “ผมยอมแลกทุกอย่าง... เพื่อความสงบเพียงชั่วครู่ โดยเฉพาะถ้ามีราชองครักษ์ที่งดงามราวเทพธิดาคอยดูแล”
เสียงของเขานุ่มจนแทบกลืนไปกับลมราตรี

เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะหายใจรดกัน ก่อนเอ่ยต่อ

        “ผมเชื่อว่า... คุณคุ้มครองผมได้”

เอมิลี่ยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง เธอพยายามขยับริมฝีปาก

        “ท่าน... ควรกลับเข้างานเถอะค่ะ”

เซเรสถอยหลังเพียงครึ่งก้าว ให้เธอได้หายใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ

        “คุณชื่ออะไร? แปลกนะ ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย และถ้าเคยเห็น... ผมสาบานได้ว่าผมคงไม่มีวันลืม”

        “เอมิลี่ค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่ว “แค่เอมิลี่... ไม่มีนามสกุล”

        “เอมิลี่...” เขาเรียกชื่อเธอช้า ๆ ราวกับชิมรสคำพูด “คุณรู้ไหม ว่าคุณทำให้ผมหลงทางมาที่นี่”

ดวงตาสีเทาเงินของเขาเปล่งประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก

        “บางที... มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดแบบนั้น ขอโทษถ้าผมเสียมารยาท ยกโทษให้ผมด้วยนะ”

เขายกมือถอดเข็มกลัดอัญมณีสีน้ำเงินเม็ดโตจากอกเสื้อ — สัญลักษณ์ประจำตระกูล เฟลวิส

        “โปรดรับไว้เถอะครับ ผมอยากให้มันอยู่กับคุณ”

เอมิลี่ลังเล แต่สุดท้ายกลับยื่นมือรับโดยไม่รู้ตัว แสงอัญมณีสะท้อนในดวงตาเธอระยับระยิบ — และเธอเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังต้องมนต์

เซเรสยิ้มอีกครั้ง “ผมพอใจแล้ว... พาผมกลับไปที่งานเถอะ ท่านราชองครักษ์”

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา