อาถรรพ์โรงเรียนพิศวง
8.9
เขียนโดย
นิกซ์
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 23.14 น.
59 ตอน
18 วิจารณ์
28.53K อ่าน
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 16.02 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
23) อาถรรพ์รูปปั้นนางอัปสราเริงระบำ 6
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความหลังจากที่โออิไปตามทุกคนที่เหลือมาแล้ว
อาจารย์คุโอมะเข้าไปหาพรานสิงห์"พรานสิงห์ปลอดภัยนะ"(ภาษาอังกฤษ)
"ผมปลอดภัยครับ โชคดีที่เจอเด็กสองคนนี้"(ภาษาอังกฤษ)
อาจารย์วัยใกล้เกษียณกอดคอสองศิษย์รัก"ก็สองคนนี้มันลูกศิษย์ชั้นนี่นา"(ภาษาอังกฤษ)
ยูจึงหันมาถามอาจารย์"อาจารย์ครับที่ปราสาทนั่นมีอะไรพิเศษเหรอครับ"
อาจารย์คุโอมะจึงเอ่ยขึ้น"ว่ากันว่าที่นั่นเป็นที่เก็บรักษายาอายุวัฒนะ พวกเราเลยจะเข้าไปพิสูจน์"
ยูออกความเห็น"ผมว่าที่นั่นไม่น่ามียาแบบนั้นหรอกนะครับ เอาเถอะเราต้องหาทางช่วยคนที่เหลือจะดีกว่า"
จันทร์สนับสนุน"ผมเห็นด้วย"
ทั้งหมดจึงตัดสินใจแบ่งคนออกมาสองคนคือ จันทร์และพรานมิ่งที่คอยคุมไม่ให้พวกโจรห้าคนหนี ส่วนที่เหลือก็พากันไปช่วยพวกที่ถูกจับไว้ สำหรับยูเค้าไม่ค่อยไว้ใจจันทร์สักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับพรานมิ่ง อย่างน้อยถ้ามีพรานมิ่งอยู่ก็จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง
พอพวกเค้าทั้งห้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกคณะสำรวจถูกจับกุมอยู่ พวกเค้าจึงแอบซุ่มดูอยู่ที่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ยูพบว่าพวกโจรมีปืนครบมือแทบทุกคน งานนี้ทำเอาเด็กหนุ่มผมชมพูคิดหนัก เพราะเสียเปรียบเรื่องจำนวน ฝ่ายตนมีคนแก่สอง หนุ่มสองแถมผู้ผญิงอีกหนึ่ง อาวุธที่พวกเค้ามีก็มีแค่ปืนกล สองกระบอก ปืนลูกซองอีกหนึ่ง นอกนั้นก็มีมีดเดินป่า ในหัวนั้นความคิดตีกันแล้ว โควมิเห็นเพื่อนชายหัวชมพูมีสีหน้าเครียดแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยปลอบอย่างไง แต่แล้วยูก็นึกบางอย่างออก
"รอให้ค่ำก่อนนะ เราค่อยลงมือ"
เวลาค่ำก็มาถึงพวกโจรพากันกินอาหารกันอย่างเต็มอิ่มในขณะที่คณะสำรวจกินแค่ขนมปังหนึ่งแผ่นและน้ำก็เท่านั้น
พรานสิงห์จึงเอ่ยถามเด็กหนุ่ม"เราจะทำยังไงต่อดีล่ะ"(ภาษาอังกฤษ)
"ค่อยๆเข้าไปปล่อยพวกคณะสำรวจนะครับ ให้พรานไปกับผม"(ภาษาอังกฤษ)แล้วเด็กหนุ่มก็หันมาเอ่ยกับเพื่อนและอาจารย์"อาจารย์ไปกับผมด้วยส่วนโออิ นายอยู่กับโควมิแถวนี้นะ ไม่ต้องไป"
โควมิทำท่าจะโวยแต่โออิส่ายหน้าห้ามเสียก่อนก่อนจะไปยูเข้าไปกระซิบบางอย่างกับโออิ
ยู พรานสิงห์และอาจารย์คุโอมะค่อยๆลอบไปจัดการคนที่เฝ้ายามสองคนแล้ว ค่อยๆลากพวกยามเฝ้าไปมัดที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นเด็กหนุ่มก็กระซิบแผนการบางอย่าง ในตอนแรก อาจารย์คุโอมะไม่เห็นด้วย หากแต่พรานสิงห์เห็นด้วยจึงใช้เหตุผลเข้าสู้ อาจารย์คุโอมะจึงยอม เพราะแผนของเด็กหนุ่มนั้นช่างเสี่ยงเหลือเกิน
จากนั้นยูจึงค่อยๆเข้ามาหลบหลังคนในคณะสำรวจแล้วกระซิบ”เงียบ มำตัวตามปกติ พอผมแก้เชือกแล้วได้สัญญาณจากผม พวกคุณรีบหนีไปซะ”
คนที่กำลังถูกแก้เชือกและคนอื่นก็เอาตัวบังเด็กหนุ่มไว้”ขอบใจมากนะ”
เด็กหนุ่มรีบแก้เชือกให้คณะสำรวจด้วยความรวดเร็วและใจเย็น พอแก้ได้หมด”รอสัญญาณจากผมนะครับ”
ทั้งอาจารย์คุโอมะและพรานสิงห์ต่างยิงปืนใส่กลุ่มโจรเพื่อดึงความสนใจ เด็กหนุ่มหันมาตะโกนบอก”หนีเร็วไม่ต้องห่วงผม”
คณะสำรวจต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พวกโจรส่วนหนึ่งพยายามจะจับคณะสำรวจที่หลบหนีหากแต่เด็กหนุ่มหัวชมพูเข้ามาขวาง เข้าสู้เต็มที่แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าทำให้เค้าโดนเตะเข้าที่ขาพับขวาทำให้แทบจะล้มลง ยูต้องกัดฟันสู้เมื่อแน่ใจแล้วว่าคณะสำรวจหนีไปไกลแล้ว เป็นจังหวะกับที่เด็กหนุ่มเสียท่าโดนพวกโจรจับแขนบังคับให้เค้าคุกเข่าหัวหน้าโจรเข้าไปตบหน้าเด็กหนุ่มจนหัน “แสบนักนะแก”
ยูคิดในใจ…มือหนักว่ะ ไอ้บ้านี่…
“หัวหน้าจับอาจารย์คุโอมะมาแล้วครับ”
อาจารย์ของเค้าถูกจับมาแล้วส่วนพรานสิงห์คงจะหนีไปสมทบกับพวกโออิแล้ว…เข้าแผนเป๊ะ!...
หัวหน้าโจรนำปืนมาจ่อหัวเด็กหนุ่มทันที อาจารย์วัยใกล้เกษียณรีบห้าม”อย่า อย่าทำเด็ก ถ้าพวกแกฆ่าเด็กชั้นจะไม่นำทางพวกแกไปที่ปราสาทเทพธิดา”
หัวหน้าโจรคิดอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยกับตนเอง”พวกคณะสำรวจก็ไปแล้ว ตอนนี้มีเจ้าเด็กนี่เป็นตัวประกันจะดีกว่า น่าจะเดินทางได้เร็วขึ้น”เมื่อคิดได้แล้ว”ก็ได้ พวกแกจับไอ้เด็กนี่มัดซะ ส่วนแกทำหน้าที่นำทางพวกเรา เฮ้ย!ไม่ต้องสนใจพวกที่หนีไป เตรียมตัวเก็บของเดินทาง”
พวกลูกน้องที่เหลือต่างเก็บสัมภาระ บางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บก็รักษาไปเรื่อง ส่วนยูโดนจับมัดไว้
แผนของยูนั้นก็คือจัดการปล่อยพวกคณะสำรวจแล้วให้พรานสิงห์รีบหนีไปสมทบกับพวกโออิที่หลบอยู่ห่างออกไปเพื่อที่จะแจ้งตำรวจ ส่วนตนนั้นรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องโดนจับอยู่ดีจึงขอให้อาจารย์คุโอมะแกล้งโดนจับด้วยเพื่อที่จะช่วยชีวิตเค้า ในตอนแรกอาจารย์วัยใกล้เกษียณนั้นไม่เห็นด้วยเพราะมันเสี่ยงเกินไป เค้าอาจตายได้แต่เค้ายังยืนกรานที่จะทำแบบนี้…
ทางด้านพรานสิงห์
พรานเฒ่ารีบนำพวกคณะสำรวจหนีไปยังที่ๆพวกโออิอยู่
พอมาถึงโควมิจึงเอ่ยถาม”พรานสิงห์ แล้วยูกับอาจารย์คุโอมะล่ะค่ะ”(ภาษาอังกฤษ)
“พวกเค้าถูกจับ กำลังเดินทางไปปราสาทเทพธิดา อาจจะช้าสักหน่อยเพราะมีบาดเจ็บบางส่วน ตอนนี้เราต้องโทรแจ้งตำรวจแล้วตามไปช่วยสองคนนั้น”(ภาษาอังกฤษ)
โควมิหน้าซีดลงส่วนโออิที่รู้อยู่แล้วเพื่อนของตนต้องทำแบบนี้ จึงไม่ให้โควมิตามไปและให้ตนอยู่คุ้มครองเธอ เค้าหันไปหาพวกคณะสำรวจที่นั่งพักอยู่เค้าจึงเอ่ยขึ้น”พรานสิงห์ ช่วยพาพวกเค้าออกไปแล้วแจ้งตำรวจด้วยนะครับ ส่วนผมกับโควมิจะตามรอยยูคุงเอง”(ภาษาอังกฤษ)
พรานสิงห์อดห่วงไม่ได้แต่ก็จำยอม จากนั้นทั้งสองคนจึงตกลงเรื่องสัญลักษณ์จากนั้น โออิกับโควมิก็เดินทางตามยูไป ส่วนพรานสิงห์ได้พาพวกคณะสำรวจออกจากป่า แล้วจะแจ้งตำรวจมาช่วย โดยที่ตนได้เอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนให้โออิไว้ป้องกันตัว
โออิกับโควมิต่างเร่งฝีเท้าตามพวกยูไป
สองหนุ่มสาวเดินตามไปเรื่อยจนกระทั่งรอยได้หายไปเสียแล้ว เด็กสาวเอ่ยด้วยความกังวล”ทำไงดี ไม่เหลือรอยให้ตามแล้ว”
โออิเหลือบไปเห็นเม็ดยาแคปซูลสีดำ-เหลืองหล่นอยู่”ยาของอาจารย์คุโอมะนี่นา โชคดีที่อาจารย์ทิ้งไว้พอดี”
“จริงเหรอโออิ”
“มันเป็นเป็นยาบำรุงของอาจารย์ ผมเห็นอาจารย์กินบ่อยๆ เราตามพวกเค้าต่อเถอะ”
กลับมาทางด้านยูที่ตอนนี้โดนมัดแล้วกึ่งจูงกึ่งลากรั้งท้ายขบวนขบวน ส่วนอาจารย์คุโอมะก็ทำหน้าที่นำทาง อาจารย์วัยใกล้เกษียณมองดูลูกศิษย์ที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลามีรอยพกช้ำโดนมัดอีก ล้วนมาจากการต่อสู้ก็สงสารเพราะตนแท้ๆเด็กหนุ่มถึงได้เจ็บตัวขนาดนี้ เค้าได้ทำตามที่ลูกศิษย์คนเก่งบอกคือ ทิ้งเม็ดยาเพื่อให้พวกที่จะมาช่วยตามรอยได้ทัน
ตกค่ำ…
คณะเดินทางก็หยุดพัก อาจารย์คุโอมะนำอาหารมาให้ลูกศิษย์ที่โดนมัด
ยูจึงกระซิบถาม”อาจารย์ครับ เราใกล้ถึงที่หมายรึยัง”
“อีกไม่ไกล เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว คุจิยะเธอไหวไหม”
“ไหวครับอาจารย์”
แต่แล้วเสียงหัวเราะของหญิงสาวและเสียงดนตรีก็ดึงความสนใจของทุกคนในขบวนแทบทั้งหมด ทุกคนต่างหวาดกลัวกัน ยกเว้นคุจิยะ ยู เพราะเค้ารู้ว่า ที่มาของเสียงนั้นคืออะไร จึงกระซิบปลอบผู้เป็นอาจารย์”ไม่ต้องกลัวไปครับอาจารย์ ไม่จำเป็นต้องกลัว”
“เมื่อคืนก็ได้ยินแบบนี้นะ”
ทางด้านโออิกลับโควมิที่พากันเร่งฝีเท้าตามขบวนของพวกโจรโดยไม่ลืมที่จะทิ้งรอยให้พวกพรานสิงห์ติดตาม
“เสียงอะไรน่ะ”เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำสียงกังวล เพราะสัมผัสถึงบางอย่างได้ บางอย่างที่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า โออิเองก็เช่นกันกันหากแต่เค้ากลับรู้สึกว่าระยะทางที่พวกเค้าเดินมานั้นมันเหมือนมี’ใคร’ช่วยย่นระยะให้ เค้ารู้สึกได้เท่าที่อาจารย์คุโอมะเคยบอกระยะทางที่จะไปปราสาทเทพธิดาจากตรงจุดที่พวกเค้าเจอกับอาจารย์ต้องให้เวลาอย่างน้อยสองวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเค้าคนน้อยเลยคล่องตัวทำให้เดินทางได้เร็วขึ้น แต่สำหรับเค้านั้นมันเหมือนกับว่ามี’ใคร’ช่วยย่นระยะทางให้
“เดินทางต่อเถอะโควมิจัง ไม่ต้องสนใจเสียงพวกนั้นหรอกนะ ตอนนี้ยูคุงกับอาจารย์คุโอมะสำคัญกว่า ไปตามทิศที่มีควันกัน”
“จ้ะ”
พอพวกเค้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกอาจารย์คุโอมะถูกจับ สภาพของยูนั้นโดนมัดส่วนอาจารย์คุโอมะคอยป้อนขนมปังกับน้ำให้ โควมิมองใบหน้าของเพื่อนชายก็คิด…ดีจังที่ปลอดภัย…
ทางด้านยู เค้ารู้เลยว่าพวกโออินั้นตามมาทันแล้ว…ต้องต้อนเจ้าพวกนี้ไปที่ปราสาทเทพธิดาซะแล้ว…เค้าจึงคุยกับหัวหน้าโจร”นี่ๆคุณหัวหน้าโจรอยากรู้รึเปล่าว่าที่มาของเสียงนั่นคืออะไร?”
“แกรู้รึไง”
ยูส่ายหน้า“ไม่รู้”เด็กหนุ่มฉีกยิ้ม”ทำไมเราไม่ไปหาคำตอบล่ะครับ”
ลูกน้องโจรผู้หนึงโวยทันที”นายๆ ไปตอนนี้อันตรายนะ”
หัวหน้าโจรยิ้มกริ่ม”ไอ้หนุ่มแกนี่มันจะกล้าบ้าบิ่นไปไหน”
“รอจนเช้า ก็ไม่สนุกสิครับ”
“นั่นสินะ เฮ้ยพวกเราเก็บของซะซะ เราจะเดินทาง”
ลูกน้องคนเดิมยังคงแย้ง”นาย แต่ชั้นว่า”
หัวหน้าโจรหันมามอง”แกกลัวรึไง”
ลูกน้องโจรรีบไปเก็บของทันที อาจารย์คุโอมะหันมากระซิบกับลูกศิษย์”คุจิยะ แบบนี้มัน…”
“ดีแล้วล่ะครับอาจารย์”ยูหันไปมองข้างหลัง…แบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับโออิ ขึ้นอยู่กับนายแล้วนะ เพื่อนเอ๋ย…
ทางด้านโออิ
ในตอนนี้พวกเค้าจำต้องหลบอยู่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล หนุ่มหน้ามนก็ถูกดึงแขนโดยเด็กสาวคนนั้น คนที่เค้าเคยเจอเมื่อคืนก่อน เค้ารู้แล้วว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมให้เค้าไปส่งบ้านเพราะว่าเธอไม่ใช่มนุษย์เธอคือวิญญาณ เพราะอะไรน่ะเหรอที่เค้ารู้ ก็เพราะว่าเธอคนนี้กำลังสิงร่างเพื่อนสาวเค้าอยู่
“ตามชั้นมา เราจะไปดักพวกมันที่ปราสาท”
“คุณพูดภาษาของผมได้”
“ใช่ เพราะพลังของเรา รีบไปกันเถอะขืนช้าเพื่อนของท่านได้แย่แน่”
“ทำไม”
“เพราะพวกเค้ากำลังไปขัดความสำราญของนายเราน่ะสิ”
คำพูดของวิญญาณสาวทำเอาหนุ่มหน้ามนสะดุ้งเฮือก ตอนนี้ทำได้แต่ภาวนาให้พรานสิงห์เรียกตำรวจมาช่วยพวกเค้าที
ทางด้านพรานสิงห์ที่ตอนนี้ช่วยพวกตำรวจตระเวนชายแดนนำทางไปช่วยพวกโออิ เพราะพรานมิ่งได้โทรแจ้งตำรวจไว้แล้ว
พรานสิงห์เดินทางตามรอยที่โออิทิ้งไว้ให้ ในตอนนี้จันทร์ได้ตามไปด้วย”หวังว่าพวกเค้าคงจะปลอดภัยนะครับ พราน”
“อืม ผมเองก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ”
ส่วนโออิให้ตอนนี้เค้าถูกพามาที่เขตของปราสาทเทพธิดาแล้ว พอมาถึงด้านหลังของปราสาท ร่างบางปล่อยแขนของเค้า”เราส่งท่านได้แค่นี้ อีกไม่นานเพื่อนท่านก็จะมาถึงที่นี่ เราไปก่อนนะ”
“ขอบคุณมากๆนะครับ”
ร่างของเด็กสาวล้มลง โออิเข้าประคองร่างบางพาไปพักที่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
กลับมาทางด้านยู
ในตอนนี้พวกเค้าต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง ยูนั้นหัวหน้าโจรแก้เชือกให้ตามที่เด็กหนุ่มร้องขอ ในตอนแรกหัวหน้าโจรไม่ยอมเพราะกลัวหนีแต่ยูนั้นบอกไปว่า มัดกับไม่มัดก็มีค่าเท่ากันเพราะยังไงถ้าตนหนีก็ถูกยิงอยู่ดี อีกอย่างโดนมัดก็เดินลำบากและอาจเป็นตัวถ่วงให้ก็ได้ หัวหน้าโจรเลยสั่งให้ลูกน้องแก้มัดให้เด็กหนุ่ม โดยที่พวกโจรต้องคอยใช้ปืนคุมกันเด็กหนุ่มหนี
พอมาถึงเขตปราสาทเทพธิดา ยูถึงกับชะงักเพราะเค้าสัมผัสถึงบางอย่าง บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว โจรที่คอยคุมเด็มหนุ่มเห็นว่าเด็กหนุ่มหยุดเดินจึงผลักเด็กหนุ่มไปเดินต่อ
อีกด้าน
โควมิที่สลบไปก็ฟื้นขึ้น ก็พบว่าหนุ่มหน้ามนนั่งอยู่ข้างๆ”โออิคุงที่นี่คือ…”
“ปราสาทเทพธิดา”
เด็กสาวงุนงง”เป็นไปไม่ได้ ถ้างั้นเราก็นำพวกเค้าแล้วสิ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า”ตอนนี้เราต้องรอเวลา ถ้าพวกนั้นมา โควมิจังรอที่นี่นะเดี๋ยวผมจะไปช่วยยูคุงกับอาจารย์คุโอมะเอง”
“ไม่เอาล่ะ โออิคุงนายไปคนเดียวมันอันตรายออกนะ”
“อย่าห่วงผมเลย ถ้าโควมิจังเป็นอะไรไปยูคุงโกรธผมแน่ ยูคุงเค้าห่วงโควมิจังมากนะ”
เด็กสาวหน้าขึ้นสี โออิอดยิ้มไม่ได้คู่นี้จะปากแข็งไปไหน ถ้าเพื่อนซี้ของเค้าคบกับเพื่อนสาวคนนี้ สาวๆทั้งโรงเรียนได้อกหักไปตามๆกันแน่ ในตอนนี้พวกเค้าต้องรอเวลาที่เพื่อนของเค้ามาถึงที่นี่เท่านั้น
ทางด้านพวกยูที่ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงปราสาทเทพธิดาแล้ว และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงนั้นก็คือ เหล่ารูปสลักนางอัปสราที่สลักอยู่ตามผนังของปราสาทกำลังร่ายรำ และที่ทำให้พวกเค้าตกตะลึงที่สุดก็คือรูปปั้นนางอัปสราขนาดใหญ่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า ตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังแววมาจากในตัวปราสาท ยูนั้นพยายามรวบรวมสติแล้วหาทางพาอาจารย์หนีออกไปจากที่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ เพราะเค้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย …ทำไงดี ทำยังไงดี…
หัวหน้าโจรเอ่ยอย่างคะนองปาก”เฮ้ย! ไม่ต้องไปกลัว พวกเราเข้าไปเอาสมบัติในนั้นมาให้หมด”
เหล่าลูกสมุนโจรกำลังจะเดินเข้าไปในปราสาท
รูปปั้นนางอัปสราที่กำลังร่ายรำเมื่อเห็น’ผู้บุกรุก’ จึงหยุด “บังอาจมาขัดความสำราญของเรา พวกมึงก็อย่หวังที่จะได้ออกไปเลย!”
เหล่าทวารบาล(เทวดาเฝ้าประตูค่ะ:นิกซ์)และสิงห์ศิลาที่เคยนิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว ยูอาศัยจังหวะที่เหล่าโจรกำลังตกตะลึงรีบคว้าแขนของอาจารย์ของตนพาหนี
หัวหน้าโจรรีบชักปืนออกมายิง สองศิษย์อาจารย์ที่กำลังหนีในขณะที่ลูกสมุนคนอื่นกำลังยิงปืนสู้กับเหล่าทหารและสิงห์ศิลา กระสุนนั้นได้โดนเข้าที่แขนของยู เด็กหนุ่มหัวชมพูจำต้องกัดฟันทนความเจ็บที่แขนขวา พาอาจารย์หนี
โออิที่แอบอยู่จึงคอยยิงปืนสกัดหัวโจรไว้”ยูคุง มาทางนี้เร็ว”
ยูรีบพาอาจารย์คุโอมะไปหาโออิ หัวหน้าโจรนั้นโดนสิงห์ศิลาเข้าจู่โจมโดยที่ตนไม่สามารถตอบโต้ได้
ยูรีบพาอาจารย์ไปหลบที่หลังปราสาทโดยมีโออิคอยระวังหลังให้ อาจารย์วัยใกล้เกษียณเห็นว่าแขนของศิษย์ตนก็พบว่าเค้าถูกยิง”คุจิยะเธอไหวไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เรารีบออกไปก่อนเถอะ” ทั้งสามรีบเดินไปยังด้านหลังปราสาทท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่าโจรจากด้านหลัง
พอมาถึงหลังปราสาทที่โควมิรออยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวรีบถลาเข้าหาเด็กหนุ่ม“ยู บาดเจ็บนี่นา”
“เรื่องเล็กน่า มิจิอิ”
“เรื่องเล็กอะไรล่ะ โดนยิงที่แขน ไม่ได้เฉียดแต่มันจังๆเลยนะ”
“ห้ามเลือดก่อนเถอะ”โออินำผ้าเช็ดหน้ามาพันแขนเพื่อนเพื่อห้ามเลือดไว้ก่อน”พอแก้ขัดได้นะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า“อื้ม”
เสียงโหยหวนได้หยุดลง ยูตัดสินใจไปดู”ไปดูกันเถอะโออิ มิจิอิเธออยู่ตรงนี้กับอาจารย์นะ”
เด็กสาวเข้ามาจับมือ“ไม่เอา ชั้นจะไปด้วย”
อาการเอาแค่ใจทำให้ยูฉุนขาด”เลิกเอาแต่ซะที อย่าทำให้ชั้นห่วงไปมากกว่านี้นะ”
โควมิหน้าขึ้นสี”ก็ชั้นห่วงนายนี่นา”
ยูตรงเข้าไปกอดเพื่อนสาวแนบอก”ไม่ต้องห่วงชั้นหรอก ขอบใจนะที่ห่วงเธออยู่นี่แหละ”
โออิรีบนำโทรศัพท์ออกมาถ่ายช็อตเด็ดไว้ เช่นเดียวกับอาจารย์คุโอมะและต้องรีบเก็บโทรศัพท์เพราไม่งั้นหนุ่มหัวชมพูอาจจะหักทิ้งแน่
ยูคลายอ้อมกอดแล้วหันไปบอกกับเพื่อนซี้”ไปกันเถอะ โออิ ไปจบเรื่องนี้กันเถอะ”
สองหนุ่มกลับไปยังหน้าปราสาทก็พบกลุ่มโจรทั้งหลายต่างนอนเจ็บกันถ้วนหน้า ทุกคนล้วนแล้วแต่ยิงกันเอง ทั้งยูและโออิต่างรู้ดีเลยว่าพวกโจรโดนภาพหลอนของเหล่าวิญญาณในปราสาทแห่งนี้เล่นงาน
“พวกท่านต้องการอะไร”เสียงหวานดังขึ้น สองหนุ่มหันไปทางต้นเสียงก็พบร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดนางอัปสราเต็มยศเดินออกมาจากมุมมืดด้วยสีหน้าที่ขุ่นมัว
ยูจึงเอ่ยเสียงเรียบ”ผมมีเรื่องข้องใจนิดหน่อย”
“ว่ามาสิ”
“ที่ปราสาทแห่งนี้มียาอายุวัฒนะรึเปล่าครับ”
“นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดกันเอง”
โออิจึงถามบ้าง”แล้วที่ปราสาทนี่มีอะไรล่ะครับ”
“ที่นี่มี ก็แค่ตำราการร่ายรำของเราและเทวรูปองค์ศิวนาฏราช(เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นบรมครูของศิลปะการร่ายรำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดียค่ะ : นิกซ์)ก็เท่านั้น”
ยูจึงตัดสินใจเอ่ยขอ”ไม่จริงหรอกครับผมเห็นนะ ที่นี่น่าจะมีกำไลและสายสร้อยทับทิมอยู่ แต่ผมขอตำราและเทวรูปไปได้ไหม พระสนมรัตนาวดี”
ผู้เป็นเจ้าของสมบัติเอ่ยเสียงเคร่ง”ทำไมเจ้าถึงอยากได้ ตำราและองค์เทวรูปของเราล่ะ”
“เหตุผลแรก เรากลับไปมือเปล่าไม่ได้ สองข้อนี้สำคัญที่สุด ตำราของท่านควรได้รับการเผยแพร่ไปสู่ลูกหลานชาวขอมนะครับ ถ้าปล่อยให้อยู่แต่ในปราสาทก็รังแต่จะเก่าจะและสูญสลายไปอย่างไร้ค่าแต่ถ้ามอบให้พวกผม พวกผมก็จะนำไปมอบให้พิพิธพัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้นะครับ สามทั้งกำไลและสายสร้อยนั้นเป็นของสำคัญของท่าน ผมไม่ต้องการ การพรากสิ่งสำคัญของคนอื่นไปนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ”
พระสนมรัตนาวดีคิดชั่งใจอยู่นาน”งั้นเราก็มีข้อแลกเปลี่ยน”
“อะไรเหรอครับ”
“เราขอให้เพื่อนของเจ้าอยู่เราได้รึไม่”
โออิสะดุ้งโหยง ยูจึงถาม”ทำไมท่านต้องการเพื่อนของผมล่ะครับ”
“คนของเราชอบเพื่อนของท่านน่ะสิ”
โออิหน้าซีด”คะ..ใครเหรอครับ”
“มาสิ มินตรา”
ร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปรากฏตัวในชุดนางรำอัปสรา โออิจำได้ทันที เธอคือคนที่เค้าเจอเมื่อคืนวานและยังเป็นคนเดียวกับที่ช่วยพาเค้ามาที่นี่”เธอชื่อมินตราเหรอ”
มินตราพยักหน้า พระสนมจินตราวดีเอ่ยเสียงเศร้า”มินตรานั้นจบชีวิตด้วยโรคร้ายตอนที่อายุเท่ากับพวกเจ้า ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เราอยากให้เพื่อนของเจ้ามาอยู่กับนาง”
ยูจึงใช้เหตุผลเข้าสู้”คนเป็นกับคนตายอยู่ร่วมกันไม่ได้นะครับ อีกอย่างโออิมีครอบครัวที่รอเค้าอยู่”
ดวงวิญญาณทั้งสองนิ่งเงียบ มินตราเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน”พระสนม หม่อมฉันไม่ได้คิดกับชายผู้นั้นฉันฉันชู้สาว ข้าคิดแต่เพียงเค้าเป็นสหายเท่านั้น”
โออิเดินไปหามินตรา”ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ผมก็ดีใจที่ได้รู้จักมินตรานะ”
มินตราแย้มยิ้มด้วยความเศร้า”ข้าก็ดีใจ ข้าชอบเจ้า เจ้าเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนเหลือเกิน ข้าดีใจที่มีเจ้าเป็นสหายโออิ”
พระสนมรัตนาวดีจึงเสนอ”งั้นเราขอเปลี่ยนขอเสนอก็แล้วกัน”
ยูยิ้มน้อยๆ”ได้ครับ”
“เราขออย่าให้มีคนมารบกวนที่นี่ได้รึไม่”
“ได้ครับ แน่นอนครับ ที่นี่จะไม่ถูกรบกวนแน่ แต่ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย”
“ได้สิ”
จากนั้นไม่นาน พวกตำรวจตระเวนชายแดนก็มาถึงพวกเค้าจับพวกโจรที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ทุกคนเอาแต่ละเมอถึงเหล่าศิลาที่มีชีวิต ปราสาทเทพธิดาที่บัดนี้เหลือเพียงแต่ซาก สิ่งที่อาจารย์คุโอมะได้ค้นพบ ณ ที่แห่งนี้ก็คือ ตำราการร่ายรำและเทวรูปปองค์ศิวนาฏราชที่ทำจากสำริดที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมาก ความจริงปราสาทนั้นไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่ยูขอให้พระสนมรัตนาวดีใช้พลังอำพรางปราสาทไว้ส่วนเค้าจะใช้พลังลบความจำของอาจารย์คุโอมะ เพราะถ้าไม่มีใครรู้เรื่องปราสาทก็จะไม่มีใครมารบกวนที่นี่ เหล่ารูปปั้นรูปสลักก็จะเริงระบำอยู่ในป่าเทพธิดาต่อไปตราบนานเท่านาน ส่วนโควมินั้นเธอสัญญาว่าจะไม่บอกใครเธอชินเสียแล้วกับสิ่งเหนือธรรมชาติ หลังจากที่พวกเค้าได้ออกจากป่า อาจารย์คุโอมะก็มอบตำราและเทวรูปให้กับทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กัมพูชา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาต่อไป ส่วนพวกโจรนั้นบางส่วนมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงจึงโดนส่งไปโรงพยาบาลบ้า และที่เหลือก็เข้าไปใช้กรรมในคุก จากนั้นศิษย์อาจารย์ทั้งสี่ก็พากันกลับญี่ปุ่น
สำหรับโออิครั้งนี้ทำให้เค้าได้พบเจอเพื่อนใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ความทรงจำนี่ก็ยังคงจดจำไว้ไม่ลืม…
(เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นนะค่ะหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย)
ได้อัพซะที ติชมได้ตามชอบเลยนะค่ะ ไม่ว่ากัน
อาจารย์คุโอมะเข้าไปหาพรานสิงห์"พรานสิงห์ปลอดภัยนะ"(ภาษาอังกฤษ)
"ผมปลอดภัยครับ โชคดีที่เจอเด็กสองคนนี้"(ภาษาอังกฤษ)
อาจารย์วัยใกล้เกษียณกอดคอสองศิษย์รัก"ก็สองคนนี้มันลูกศิษย์ชั้นนี่นา"(ภาษาอังกฤษ)
ยูจึงหันมาถามอาจารย์"อาจารย์ครับที่ปราสาทนั่นมีอะไรพิเศษเหรอครับ"
อาจารย์คุโอมะจึงเอ่ยขึ้น"ว่ากันว่าที่นั่นเป็นที่เก็บรักษายาอายุวัฒนะ พวกเราเลยจะเข้าไปพิสูจน์"
ยูออกความเห็น"ผมว่าที่นั่นไม่น่ามียาแบบนั้นหรอกนะครับ เอาเถอะเราต้องหาทางช่วยคนที่เหลือจะดีกว่า"
จันทร์สนับสนุน"ผมเห็นด้วย"
ทั้งหมดจึงตัดสินใจแบ่งคนออกมาสองคนคือ จันทร์และพรานมิ่งที่คอยคุมไม่ให้พวกโจรห้าคนหนี ส่วนที่เหลือก็พากันไปช่วยพวกที่ถูกจับไว้ สำหรับยูเค้าไม่ค่อยไว้ใจจันทร์สักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับพรานมิ่ง อย่างน้อยถ้ามีพรานมิ่งอยู่ก็จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง
พอพวกเค้าทั้งห้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกคณะสำรวจถูกจับกุมอยู่ พวกเค้าจึงแอบซุ่มดูอยู่ที่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ยูพบว่าพวกโจรมีปืนครบมือแทบทุกคน งานนี้ทำเอาเด็กหนุ่มผมชมพูคิดหนัก เพราะเสียเปรียบเรื่องจำนวน ฝ่ายตนมีคนแก่สอง หนุ่มสองแถมผู้ผญิงอีกหนึ่ง อาวุธที่พวกเค้ามีก็มีแค่ปืนกล สองกระบอก ปืนลูกซองอีกหนึ่ง นอกนั้นก็มีมีดเดินป่า ในหัวนั้นความคิดตีกันแล้ว โควมิเห็นเพื่อนชายหัวชมพูมีสีหน้าเครียดแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยปลอบอย่างไง แต่แล้วยูก็นึกบางอย่างออก
"รอให้ค่ำก่อนนะ เราค่อยลงมือ"
เวลาค่ำก็มาถึงพวกโจรพากันกินอาหารกันอย่างเต็มอิ่มในขณะที่คณะสำรวจกินแค่ขนมปังหนึ่งแผ่นและน้ำก็เท่านั้น
พรานสิงห์จึงเอ่ยถามเด็กหนุ่ม"เราจะทำยังไงต่อดีล่ะ"(ภาษาอังกฤษ)
"ค่อยๆเข้าไปปล่อยพวกคณะสำรวจนะครับ ให้พรานไปกับผม"(ภาษาอังกฤษ)แล้วเด็กหนุ่มก็หันมาเอ่ยกับเพื่อนและอาจารย์"อาจารย์ไปกับผมด้วยส่วนโออิ นายอยู่กับโควมิแถวนี้นะ ไม่ต้องไป"
โควมิทำท่าจะโวยแต่โออิส่ายหน้าห้ามเสียก่อนก่อนจะไปยูเข้าไปกระซิบบางอย่างกับโออิ
ยู พรานสิงห์และอาจารย์คุโอมะค่อยๆลอบไปจัดการคนที่เฝ้ายามสองคนแล้ว ค่อยๆลากพวกยามเฝ้าไปมัดที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นเด็กหนุ่มก็กระซิบแผนการบางอย่าง ในตอนแรก อาจารย์คุโอมะไม่เห็นด้วย หากแต่พรานสิงห์เห็นด้วยจึงใช้เหตุผลเข้าสู้ อาจารย์คุโอมะจึงยอม เพราะแผนของเด็กหนุ่มนั้นช่างเสี่ยงเหลือเกิน
จากนั้นยูจึงค่อยๆเข้ามาหลบหลังคนในคณะสำรวจแล้วกระซิบ”เงียบ มำตัวตามปกติ พอผมแก้เชือกแล้วได้สัญญาณจากผม พวกคุณรีบหนีไปซะ”
คนที่กำลังถูกแก้เชือกและคนอื่นก็เอาตัวบังเด็กหนุ่มไว้”ขอบใจมากนะ”
เด็กหนุ่มรีบแก้เชือกให้คณะสำรวจด้วยความรวดเร็วและใจเย็น พอแก้ได้หมด”รอสัญญาณจากผมนะครับ”
ทั้งอาจารย์คุโอมะและพรานสิงห์ต่างยิงปืนใส่กลุ่มโจรเพื่อดึงความสนใจ เด็กหนุ่มหันมาตะโกนบอก”หนีเร็วไม่ต้องห่วงผม”
คณะสำรวจต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พวกโจรส่วนหนึ่งพยายามจะจับคณะสำรวจที่หลบหนีหากแต่เด็กหนุ่มหัวชมพูเข้ามาขวาง เข้าสู้เต็มที่แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าทำให้เค้าโดนเตะเข้าที่ขาพับขวาทำให้แทบจะล้มลง ยูต้องกัดฟันสู้เมื่อแน่ใจแล้วว่าคณะสำรวจหนีไปไกลแล้ว เป็นจังหวะกับที่เด็กหนุ่มเสียท่าโดนพวกโจรจับแขนบังคับให้เค้าคุกเข่าหัวหน้าโจรเข้าไปตบหน้าเด็กหนุ่มจนหัน “แสบนักนะแก”
ยูคิดในใจ…มือหนักว่ะ ไอ้บ้านี่…
“หัวหน้าจับอาจารย์คุโอมะมาแล้วครับ”
อาจารย์ของเค้าถูกจับมาแล้วส่วนพรานสิงห์คงจะหนีไปสมทบกับพวกโออิแล้ว…เข้าแผนเป๊ะ!...
หัวหน้าโจรนำปืนมาจ่อหัวเด็กหนุ่มทันที อาจารย์วัยใกล้เกษียณรีบห้าม”อย่า อย่าทำเด็ก ถ้าพวกแกฆ่าเด็กชั้นจะไม่นำทางพวกแกไปที่ปราสาทเทพธิดา”
หัวหน้าโจรคิดอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยกับตนเอง”พวกคณะสำรวจก็ไปแล้ว ตอนนี้มีเจ้าเด็กนี่เป็นตัวประกันจะดีกว่า น่าจะเดินทางได้เร็วขึ้น”เมื่อคิดได้แล้ว”ก็ได้ พวกแกจับไอ้เด็กนี่มัดซะ ส่วนแกทำหน้าที่นำทางพวกเรา เฮ้ย!ไม่ต้องสนใจพวกที่หนีไป เตรียมตัวเก็บของเดินทาง”
พวกลูกน้องที่เหลือต่างเก็บสัมภาระ บางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บก็รักษาไปเรื่อง ส่วนยูโดนจับมัดไว้
แผนของยูนั้นก็คือจัดการปล่อยพวกคณะสำรวจแล้วให้พรานสิงห์รีบหนีไปสมทบกับพวกโออิที่หลบอยู่ห่างออกไปเพื่อที่จะแจ้งตำรวจ ส่วนตนนั้นรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องโดนจับอยู่ดีจึงขอให้อาจารย์คุโอมะแกล้งโดนจับด้วยเพื่อที่จะช่วยชีวิตเค้า ในตอนแรกอาจารย์วัยใกล้เกษียณนั้นไม่เห็นด้วยเพราะมันเสี่ยงเกินไป เค้าอาจตายได้แต่เค้ายังยืนกรานที่จะทำแบบนี้…
ทางด้านพรานสิงห์
พรานเฒ่ารีบนำพวกคณะสำรวจหนีไปยังที่ๆพวกโออิอยู่
พอมาถึงโควมิจึงเอ่ยถาม”พรานสิงห์ แล้วยูกับอาจารย์คุโอมะล่ะค่ะ”(ภาษาอังกฤษ)
“พวกเค้าถูกจับ กำลังเดินทางไปปราสาทเทพธิดา อาจจะช้าสักหน่อยเพราะมีบาดเจ็บบางส่วน ตอนนี้เราต้องโทรแจ้งตำรวจแล้วตามไปช่วยสองคนนั้น”(ภาษาอังกฤษ)
โควมิหน้าซีดลงส่วนโออิที่รู้อยู่แล้วเพื่อนของตนต้องทำแบบนี้ จึงไม่ให้โควมิตามไปและให้ตนอยู่คุ้มครองเธอ เค้าหันไปหาพวกคณะสำรวจที่นั่งพักอยู่เค้าจึงเอ่ยขึ้น”พรานสิงห์ ช่วยพาพวกเค้าออกไปแล้วแจ้งตำรวจด้วยนะครับ ส่วนผมกับโควมิจะตามรอยยูคุงเอง”(ภาษาอังกฤษ)
พรานสิงห์อดห่วงไม่ได้แต่ก็จำยอม จากนั้นทั้งสองคนจึงตกลงเรื่องสัญลักษณ์จากนั้น โออิกับโควมิก็เดินทางตามยูไป ส่วนพรานสิงห์ได้พาพวกคณะสำรวจออกจากป่า แล้วจะแจ้งตำรวจมาช่วย โดยที่ตนได้เอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนให้โออิไว้ป้องกันตัว
โออิกับโควมิต่างเร่งฝีเท้าตามพวกยูไป
สองหนุ่มสาวเดินตามไปเรื่อยจนกระทั่งรอยได้หายไปเสียแล้ว เด็กสาวเอ่ยด้วยความกังวล”ทำไงดี ไม่เหลือรอยให้ตามแล้ว”
โออิเหลือบไปเห็นเม็ดยาแคปซูลสีดำ-เหลืองหล่นอยู่”ยาของอาจารย์คุโอมะนี่นา โชคดีที่อาจารย์ทิ้งไว้พอดี”
“จริงเหรอโออิ”
“มันเป็นเป็นยาบำรุงของอาจารย์ ผมเห็นอาจารย์กินบ่อยๆ เราตามพวกเค้าต่อเถอะ”
กลับมาทางด้านยูที่ตอนนี้โดนมัดแล้วกึ่งจูงกึ่งลากรั้งท้ายขบวนขบวน ส่วนอาจารย์คุโอมะก็ทำหน้าที่นำทาง อาจารย์วัยใกล้เกษียณมองดูลูกศิษย์ที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลามีรอยพกช้ำโดนมัดอีก ล้วนมาจากการต่อสู้ก็สงสารเพราะตนแท้ๆเด็กหนุ่มถึงได้เจ็บตัวขนาดนี้ เค้าได้ทำตามที่ลูกศิษย์คนเก่งบอกคือ ทิ้งเม็ดยาเพื่อให้พวกที่จะมาช่วยตามรอยได้ทัน
ตกค่ำ…
คณะเดินทางก็หยุดพัก อาจารย์คุโอมะนำอาหารมาให้ลูกศิษย์ที่โดนมัด
ยูจึงกระซิบถาม”อาจารย์ครับ เราใกล้ถึงที่หมายรึยัง”
“อีกไม่ไกล เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว คุจิยะเธอไหวไหม”
“ไหวครับอาจารย์”
แต่แล้วเสียงหัวเราะของหญิงสาวและเสียงดนตรีก็ดึงความสนใจของทุกคนในขบวนแทบทั้งหมด ทุกคนต่างหวาดกลัวกัน ยกเว้นคุจิยะ ยู เพราะเค้ารู้ว่า ที่มาของเสียงนั้นคืออะไร จึงกระซิบปลอบผู้เป็นอาจารย์”ไม่ต้องกลัวไปครับอาจารย์ ไม่จำเป็นต้องกลัว”
“เมื่อคืนก็ได้ยินแบบนี้นะ”
ทางด้านโออิกลับโควมิที่พากันเร่งฝีเท้าตามขบวนของพวกโจรโดยไม่ลืมที่จะทิ้งรอยให้พวกพรานสิงห์ติดตาม
“เสียงอะไรน่ะ”เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำสียงกังวล เพราะสัมผัสถึงบางอย่างได้ บางอย่างที่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า โออิเองก็เช่นกันกันหากแต่เค้ากลับรู้สึกว่าระยะทางที่พวกเค้าเดินมานั้นมันเหมือนมี’ใคร’ช่วยย่นระยะให้ เค้ารู้สึกได้เท่าที่อาจารย์คุโอมะเคยบอกระยะทางที่จะไปปราสาทเทพธิดาจากตรงจุดที่พวกเค้าเจอกับอาจารย์ต้องให้เวลาอย่างน้อยสองวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเค้าคนน้อยเลยคล่องตัวทำให้เดินทางได้เร็วขึ้น แต่สำหรับเค้านั้นมันเหมือนกับว่ามี’ใคร’ช่วยย่นระยะทางให้
“เดินทางต่อเถอะโควมิจัง ไม่ต้องสนใจเสียงพวกนั้นหรอกนะ ตอนนี้ยูคุงกับอาจารย์คุโอมะสำคัญกว่า ไปตามทิศที่มีควันกัน”
“จ้ะ”
พอพวกเค้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกอาจารย์คุโอมะถูกจับ สภาพของยูนั้นโดนมัดส่วนอาจารย์คุโอมะคอยป้อนขนมปังกับน้ำให้ โควมิมองใบหน้าของเพื่อนชายก็คิด…ดีจังที่ปลอดภัย…
ทางด้านยู เค้ารู้เลยว่าพวกโออินั้นตามมาทันแล้ว…ต้องต้อนเจ้าพวกนี้ไปที่ปราสาทเทพธิดาซะแล้ว…เค้าจึงคุยกับหัวหน้าโจร”นี่ๆคุณหัวหน้าโจรอยากรู้รึเปล่าว่าที่มาของเสียงนั่นคืออะไร?”
“แกรู้รึไง”
ยูส่ายหน้า“ไม่รู้”เด็กหนุ่มฉีกยิ้ม”ทำไมเราไม่ไปหาคำตอบล่ะครับ”
ลูกน้องโจรผู้หนึงโวยทันที”นายๆ ไปตอนนี้อันตรายนะ”
หัวหน้าโจรยิ้มกริ่ม”ไอ้หนุ่มแกนี่มันจะกล้าบ้าบิ่นไปไหน”
“รอจนเช้า ก็ไม่สนุกสิครับ”
“นั่นสินะ เฮ้ยพวกเราเก็บของซะซะ เราจะเดินทาง”
ลูกน้องคนเดิมยังคงแย้ง”นาย แต่ชั้นว่า”
หัวหน้าโจรหันมามอง”แกกลัวรึไง”
ลูกน้องโจรรีบไปเก็บของทันที อาจารย์คุโอมะหันมากระซิบกับลูกศิษย์”คุจิยะ แบบนี้มัน…”
“ดีแล้วล่ะครับอาจารย์”ยูหันไปมองข้างหลัง…แบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับโออิ ขึ้นอยู่กับนายแล้วนะ เพื่อนเอ๋ย…
ทางด้านโออิ
ในตอนนี้พวกเค้าจำต้องหลบอยู่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล หนุ่มหน้ามนก็ถูกดึงแขนโดยเด็กสาวคนนั้น คนที่เค้าเคยเจอเมื่อคืนก่อน เค้ารู้แล้วว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมให้เค้าไปส่งบ้านเพราะว่าเธอไม่ใช่มนุษย์เธอคือวิญญาณ เพราะอะไรน่ะเหรอที่เค้ารู้ ก็เพราะว่าเธอคนนี้กำลังสิงร่างเพื่อนสาวเค้าอยู่
“ตามชั้นมา เราจะไปดักพวกมันที่ปราสาท”
“คุณพูดภาษาของผมได้”
“ใช่ เพราะพลังของเรา รีบไปกันเถอะขืนช้าเพื่อนของท่านได้แย่แน่”
“ทำไม”
“เพราะพวกเค้ากำลังไปขัดความสำราญของนายเราน่ะสิ”
คำพูดของวิญญาณสาวทำเอาหนุ่มหน้ามนสะดุ้งเฮือก ตอนนี้ทำได้แต่ภาวนาให้พรานสิงห์เรียกตำรวจมาช่วยพวกเค้าที
ทางด้านพรานสิงห์ที่ตอนนี้ช่วยพวกตำรวจตระเวนชายแดนนำทางไปช่วยพวกโออิ เพราะพรานมิ่งได้โทรแจ้งตำรวจไว้แล้ว
พรานสิงห์เดินทางตามรอยที่โออิทิ้งไว้ให้ ในตอนนี้จันทร์ได้ตามไปด้วย”หวังว่าพวกเค้าคงจะปลอดภัยนะครับ พราน”
“อืม ผมเองก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ”
ส่วนโออิให้ตอนนี้เค้าถูกพามาที่เขตของปราสาทเทพธิดาแล้ว พอมาถึงด้านหลังของปราสาท ร่างบางปล่อยแขนของเค้า”เราส่งท่านได้แค่นี้ อีกไม่นานเพื่อนท่านก็จะมาถึงที่นี่ เราไปก่อนนะ”
“ขอบคุณมากๆนะครับ”
ร่างของเด็กสาวล้มลง โออิเข้าประคองร่างบางพาไปพักที่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
กลับมาทางด้านยู
ในตอนนี้พวกเค้าต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง ยูนั้นหัวหน้าโจรแก้เชือกให้ตามที่เด็กหนุ่มร้องขอ ในตอนแรกหัวหน้าโจรไม่ยอมเพราะกลัวหนีแต่ยูนั้นบอกไปว่า มัดกับไม่มัดก็มีค่าเท่ากันเพราะยังไงถ้าตนหนีก็ถูกยิงอยู่ดี อีกอย่างโดนมัดก็เดินลำบากและอาจเป็นตัวถ่วงให้ก็ได้ หัวหน้าโจรเลยสั่งให้ลูกน้องแก้มัดให้เด็กหนุ่ม โดยที่พวกโจรต้องคอยใช้ปืนคุมกันเด็กหนุ่มหนี
พอมาถึงเขตปราสาทเทพธิดา ยูถึงกับชะงักเพราะเค้าสัมผัสถึงบางอย่าง บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว โจรที่คอยคุมเด็มหนุ่มเห็นว่าเด็กหนุ่มหยุดเดินจึงผลักเด็กหนุ่มไปเดินต่อ
อีกด้าน
โควมิที่สลบไปก็ฟื้นขึ้น ก็พบว่าหนุ่มหน้ามนนั่งอยู่ข้างๆ”โออิคุงที่นี่คือ…”
“ปราสาทเทพธิดา”
เด็กสาวงุนงง”เป็นไปไม่ได้ ถ้างั้นเราก็นำพวกเค้าแล้วสิ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า”ตอนนี้เราต้องรอเวลา ถ้าพวกนั้นมา โควมิจังรอที่นี่นะเดี๋ยวผมจะไปช่วยยูคุงกับอาจารย์คุโอมะเอง”
“ไม่เอาล่ะ โออิคุงนายไปคนเดียวมันอันตรายออกนะ”
“อย่าห่วงผมเลย ถ้าโควมิจังเป็นอะไรไปยูคุงโกรธผมแน่ ยูคุงเค้าห่วงโควมิจังมากนะ”
เด็กสาวหน้าขึ้นสี โออิอดยิ้มไม่ได้คู่นี้จะปากแข็งไปไหน ถ้าเพื่อนซี้ของเค้าคบกับเพื่อนสาวคนนี้ สาวๆทั้งโรงเรียนได้อกหักไปตามๆกันแน่ ในตอนนี้พวกเค้าต้องรอเวลาที่เพื่อนของเค้ามาถึงที่นี่เท่านั้น
ทางด้านพวกยูที่ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงปราสาทเทพธิดาแล้ว และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงนั้นก็คือ เหล่ารูปสลักนางอัปสราที่สลักอยู่ตามผนังของปราสาทกำลังร่ายรำ และที่ทำให้พวกเค้าตกตะลึงที่สุดก็คือรูปปั้นนางอัปสราขนาดใหญ่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า ตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังแววมาจากในตัวปราสาท ยูนั้นพยายามรวบรวมสติแล้วหาทางพาอาจารย์หนีออกไปจากที่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ เพราะเค้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย …ทำไงดี ทำยังไงดี…
หัวหน้าโจรเอ่ยอย่างคะนองปาก”เฮ้ย! ไม่ต้องไปกลัว พวกเราเข้าไปเอาสมบัติในนั้นมาให้หมด”
เหล่าลูกสมุนโจรกำลังจะเดินเข้าไปในปราสาท
รูปปั้นนางอัปสราที่กำลังร่ายรำเมื่อเห็น’ผู้บุกรุก’ จึงหยุด “บังอาจมาขัดความสำราญของเรา พวกมึงก็อย่หวังที่จะได้ออกไปเลย!”
เหล่าทวารบาล(เทวดาเฝ้าประตูค่ะ:นิกซ์)และสิงห์ศิลาที่เคยนิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว ยูอาศัยจังหวะที่เหล่าโจรกำลังตกตะลึงรีบคว้าแขนของอาจารย์ของตนพาหนี
หัวหน้าโจรรีบชักปืนออกมายิง สองศิษย์อาจารย์ที่กำลังหนีในขณะที่ลูกสมุนคนอื่นกำลังยิงปืนสู้กับเหล่าทหารและสิงห์ศิลา กระสุนนั้นได้โดนเข้าที่แขนของยู เด็กหนุ่มหัวชมพูจำต้องกัดฟันทนความเจ็บที่แขนขวา พาอาจารย์หนี
โออิที่แอบอยู่จึงคอยยิงปืนสกัดหัวโจรไว้”ยูคุง มาทางนี้เร็ว”
ยูรีบพาอาจารย์คุโอมะไปหาโออิ หัวหน้าโจรนั้นโดนสิงห์ศิลาเข้าจู่โจมโดยที่ตนไม่สามารถตอบโต้ได้
ยูรีบพาอาจารย์ไปหลบที่หลังปราสาทโดยมีโออิคอยระวังหลังให้ อาจารย์วัยใกล้เกษียณเห็นว่าแขนของศิษย์ตนก็พบว่าเค้าถูกยิง”คุจิยะเธอไหวไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เรารีบออกไปก่อนเถอะ” ทั้งสามรีบเดินไปยังด้านหลังปราสาทท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่าโจรจากด้านหลัง
พอมาถึงหลังปราสาทที่โควมิรออยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวรีบถลาเข้าหาเด็กหนุ่ม“ยู บาดเจ็บนี่นา”
“เรื่องเล็กน่า มิจิอิ”
“เรื่องเล็กอะไรล่ะ โดนยิงที่แขน ไม่ได้เฉียดแต่มันจังๆเลยนะ”
“ห้ามเลือดก่อนเถอะ”โออินำผ้าเช็ดหน้ามาพันแขนเพื่อนเพื่อห้ามเลือดไว้ก่อน”พอแก้ขัดได้นะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า“อื้ม”
เสียงโหยหวนได้หยุดลง ยูตัดสินใจไปดู”ไปดูกันเถอะโออิ มิจิอิเธออยู่ตรงนี้กับอาจารย์นะ”
เด็กสาวเข้ามาจับมือ“ไม่เอา ชั้นจะไปด้วย”
อาการเอาแค่ใจทำให้ยูฉุนขาด”เลิกเอาแต่ซะที อย่าทำให้ชั้นห่วงไปมากกว่านี้นะ”
โควมิหน้าขึ้นสี”ก็ชั้นห่วงนายนี่นา”
ยูตรงเข้าไปกอดเพื่อนสาวแนบอก”ไม่ต้องห่วงชั้นหรอก ขอบใจนะที่ห่วงเธออยู่นี่แหละ”
โออิรีบนำโทรศัพท์ออกมาถ่ายช็อตเด็ดไว้ เช่นเดียวกับอาจารย์คุโอมะและต้องรีบเก็บโทรศัพท์เพราไม่งั้นหนุ่มหัวชมพูอาจจะหักทิ้งแน่
ยูคลายอ้อมกอดแล้วหันไปบอกกับเพื่อนซี้”ไปกันเถอะ โออิ ไปจบเรื่องนี้กันเถอะ”
สองหนุ่มกลับไปยังหน้าปราสาทก็พบกลุ่มโจรทั้งหลายต่างนอนเจ็บกันถ้วนหน้า ทุกคนล้วนแล้วแต่ยิงกันเอง ทั้งยูและโออิต่างรู้ดีเลยว่าพวกโจรโดนภาพหลอนของเหล่าวิญญาณในปราสาทแห่งนี้เล่นงาน
“พวกท่านต้องการอะไร”เสียงหวานดังขึ้น สองหนุ่มหันไปทางต้นเสียงก็พบร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดนางอัปสราเต็มยศเดินออกมาจากมุมมืดด้วยสีหน้าที่ขุ่นมัว
ยูจึงเอ่ยเสียงเรียบ”ผมมีเรื่องข้องใจนิดหน่อย”
“ว่ามาสิ”
“ที่ปราสาทแห่งนี้มียาอายุวัฒนะรึเปล่าครับ”
“นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดกันเอง”
โออิจึงถามบ้าง”แล้วที่ปราสาทนี่มีอะไรล่ะครับ”
“ที่นี่มี ก็แค่ตำราการร่ายรำของเราและเทวรูปองค์ศิวนาฏราช(เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นบรมครูของศิลปะการร่ายรำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดียค่ะ : นิกซ์)ก็เท่านั้น”
ยูจึงตัดสินใจเอ่ยขอ”ไม่จริงหรอกครับผมเห็นนะ ที่นี่น่าจะมีกำไลและสายสร้อยทับทิมอยู่ แต่ผมขอตำราและเทวรูปไปได้ไหม พระสนมรัตนาวดี”
ผู้เป็นเจ้าของสมบัติเอ่ยเสียงเคร่ง”ทำไมเจ้าถึงอยากได้ ตำราและองค์เทวรูปของเราล่ะ”
“เหตุผลแรก เรากลับไปมือเปล่าไม่ได้ สองข้อนี้สำคัญที่สุด ตำราของท่านควรได้รับการเผยแพร่ไปสู่ลูกหลานชาวขอมนะครับ ถ้าปล่อยให้อยู่แต่ในปราสาทก็รังแต่จะเก่าจะและสูญสลายไปอย่างไร้ค่าแต่ถ้ามอบให้พวกผม พวกผมก็จะนำไปมอบให้พิพิธพัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้นะครับ สามทั้งกำไลและสายสร้อยนั้นเป็นของสำคัญของท่าน ผมไม่ต้องการ การพรากสิ่งสำคัญของคนอื่นไปนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ”
พระสนมรัตนาวดีคิดชั่งใจอยู่นาน”งั้นเราก็มีข้อแลกเปลี่ยน”
“อะไรเหรอครับ”
“เราขอให้เพื่อนของเจ้าอยู่เราได้รึไม่”
โออิสะดุ้งโหยง ยูจึงถาม”ทำไมท่านต้องการเพื่อนของผมล่ะครับ”
“คนของเราชอบเพื่อนของท่านน่ะสิ”
โออิหน้าซีด”คะ..ใครเหรอครับ”
“มาสิ มินตรา”
ร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปรากฏตัวในชุดนางรำอัปสรา โออิจำได้ทันที เธอคือคนที่เค้าเจอเมื่อคืนวานและยังเป็นคนเดียวกับที่ช่วยพาเค้ามาที่นี่”เธอชื่อมินตราเหรอ”
มินตราพยักหน้า พระสนมจินตราวดีเอ่ยเสียงเศร้า”มินตรานั้นจบชีวิตด้วยโรคร้ายตอนที่อายุเท่ากับพวกเจ้า ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เราอยากให้เพื่อนของเจ้ามาอยู่กับนาง”
ยูจึงใช้เหตุผลเข้าสู้”คนเป็นกับคนตายอยู่ร่วมกันไม่ได้นะครับ อีกอย่างโออิมีครอบครัวที่รอเค้าอยู่”
ดวงวิญญาณทั้งสองนิ่งเงียบ มินตราเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน”พระสนม หม่อมฉันไม่ได้คิดกับชายผู้นั้นฉันฉันชู้สาว ข้าคิดแต่เพียงเค้าเป็นสหายเท่านั้น”
โออิเดินไปหามินตรา”ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ผมก็ดีใจที่ได้รู้จักมินตรานะ”
มินตราแย้มยิ้มด้วยความเศร้า”ข้าก็ดีใจ ข้าชอบเจ้า เจ้าเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนเหลือเกิน ข้าดีใจที่มีเจ้าเป็นสหายโออิ”
พระสนมรัตนาวดีจึงเสนอ”งั้นเราขอเปลี่ยนขอเสนอก็แล้วกัน”
ยูยิ้มน้อยๆ”ได้ครับ”
“เราขออย่าให้มีคนมารบกวนที่นี่ได้รึไม่”
“ได้ครับ แน่นอนครับ ที่นี่จะไม่ถูกรบกวนแน่ แต่ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย”
“ได้สิ”
จากนั้นไม่นาน พวกตำรวจตระเวนชายแดนก็มาถึงพวกเค้าจับพวกโจรที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ทุกคนเอาแต่ละเมอถึงเหล่าศิลาที่มีชีวิต ปราสาทเทพธิดาที่บัดนี้เหลือเพียงแต่ซาก สิ่งที่อาจารย์คุโอมะได้ค้นพบ ณ ที่แห่งนี้ก็คือ ตำราการร่ายรำและเทวรูปปองค์ศิวนาฏราชที่ทำจากสำริดที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมาก ความจริงปราสาทนั้นไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่ยูขอให้พระสนมรัตนาวดีใช้พลังอำพรางปราสาทไว้ส่วนเค้าจะใช้พลังลบความจำของอาจารย์คุโอมะ เพราะถ้าไม่มีใครรู้เรื่องปราสาทก็จะไม่มีใครมารบกวนที่นี่ เหล่ารูปปั้นรูปสลักก็จะเริงระบำอยู่ในป่าเทพธิดาต่อไปตราบนานเท่านาน ส่วนโควมินั้นเธอสัญญาว่าจะไม่บอกใครเธอชินเสียแล้วกับสิ่งเหนือธรรมชาติ หลังจากที่พวกเค้าได้ออกจากป่า อาจารย์คุโอมะก็มอบตำราและเทวรูปให้กับทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กัมพูชา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาต่อไป ส่วนพวกโจรนั้นบางส่วนมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงจึงโดนส่งไปโรงพยาบาลบ้า และที่เหลือก็เข้าไปใช้กรรมในคุก จากนั้นศิษย์อาจารย์ทั้งสี่ก็พากันกลับญี่ปุ่น
สำหรับโออิครั้งนี้ทำให้เค้าได้พบเจอเพื่อนใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ความทรงจำนี่ก็ยังคงจดจำไว้ไม่ลืม…
(เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นนะค่ะหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย)
ได้อัพซะที ติชมได้ตามชอบเลยนะค่ะ ไม่ว่ากัน
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.1 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
8.4 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.3 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ