อาถรรพ์โรงเรียนพิศวง

8.9

เขียนโดย นิกซ์

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 23.14 น.

  59 ตอน
  18 วิจารณ์
  28.55K อ่าน

แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 16.02 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

23) อาถรรพ์รูปปั้นนางอัปสราเริงระบำ 6

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

หลังจากที่โออิไปตามทุกคนที่เหลือมาแล้ว 

อาจารย์คุโอมะเข้าไปหาพรานสิงห์"พรานสิงห์ปลอดภัยนะ"(ภาษาอังกฤษ)

"ผมปลอดภัยครับ โชคดีที่เจอเด็กสองคนนี้"(ภาษาอังกฤษ)

อาจารย์วัยใกล้เกษียณกอดคอสองศิษย์รัก"ก็สองคนนี้มันลูกศิษย์ชั้นนี่นา"(ภาษาอังกฤษ)

ยูจึงหันมาถามอาจารย์"อาจารย์ครับที่ปราสาทนั่นมีอะไรพิเศษเหรอครับ"

อาจารย์คุโอมะจึงเอ่ยขึ้น"ว่ากันว่าที่นั่นเป็นที่เก็บรักษายาอายุวัฒนะ พวกเราเลยจะเข้าไปพิสูจน์"

ยูออกความเห็น"ผมว่าที่นั่นไม่น่ามียาแบบนั้นหรอกนะครับ เอาเถอะเราต้องหาทางช่วยคนที่เหลือจะดีกว่า"

จันทร์สนับสนุน"ผมเห็นด้วย"

ทั้งหมดจึงตัดสินใจแบ่งคนออกมาสองคนคือ จันทร์และพรานมิ่งที่คอยคุมไม่ให้พวกโจรห้าคนหนี ส่วนที่เหลือก็พากันไปช่วยพวกที่ถูกจับไว้ สำหรับยูเค้าไม่ค่อยไว้ใจจันทร์สักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับพรานมิ่ง อย่างน้อยถ้ามีพรานมิ่งอยู่ก็จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง 

พอพวกเค้าทั้งห้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกคณะสำรวจถูกจับกุมอยู่ พวกเค้าจึงแอบซุ่มดูอยู่ที่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ยูพบว่าพวกโจรมีปืนครบมือแทบทุกคน งานนี้ทำเอาเด็กหนุ่มผมชมพูคิดหนัก เพราะเสียเปรียบเรื่องจำนวน ฝ่ายตนมีคนแก่สอง หนุ่มสองแถมผู้ผญิงอีกหนึ่ง อาวุธที่พวกเค้ามีก็มีแค่ปืนกล สองกระบอก ปืนลูกซองอีกหนึ่ง นอกนั้นก็มีมีดเดินป่า ในหัวนั้นความคิดตีกันแล้ว โควมิเห็นเพื่อนชายหัวชมพูมีสีหน้าเครียดแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยปลอบอย่างไง แต่แล้วยูก็นึกบางอย่างออก

"รอให้ค่ำก่อนนะ เราค่อยลงมือ"

เวลาค่ำก็มาถึงพวกโจรพากันกินอาหารกันอย่างเต็มอิ่มในขณะที่คณะสำรวจกินแค่ขนมปังหนึ่งแผ่นและน้ำก็เท่านั้น

พรานสิงห์จึงเอ่ยถามเด็กหนุ่ม"เราจะทำยังไงต่อดีล่ะ"(ภาษาอังกฤษ)

"ค่อยๆเข้าไปปล่อยพวกคณะสำรวจนะครับ ให้พรานไปกับผม"(ภาษาอังกฤษ)แล้วเด็กหนุ่มก็หันมาเอ่ยกับเพื่อนและอาจารย์"อาจารย์ไปกับผมด้วยส่วนโออิ นายอยู่กับโควมิแถวนี้นะ ไม่ต้องไป"

โควมิทำท่าจะโวยแต่โออิส่ายหน้าห้ามเสียก่อนก่อนจะไปยูเข้าไปกระซิบบางอย่างกับโออิ

ยู พรานสิงห์และอาจารย์คุโอมะค่อยๆลอบไปจัดการคนที่เฝ้ายามสองคนแล้ว ค่อยๆลากพวกยามเฝ้าไปมัดที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นเด็กหนุ่มก็กระซิบแผนการบางอย่าง ในตอนแรก อาจารย์คุโอมะไม่เห็นด้วย หากแต่พรานสิงห์เห็นด้วยจึงใช้เหตุผลเข้าสู้ อาจารย์คุโอมะจึงยอม เพราะแผนของเด็กหนุ่มนั้นช่างเสี่ยงเหลือเกิน

จากนั้นยูจึงค่อยๆเข้ามาหลบหลังคนในคณะสำรวจแล้วกระซิบ”เงียบ มำตัวตามปกติ พอผมแก้เชือกแล้วได้สัญญาณจากผม พวกคุณรีบหนีไปซะ”

คนที่กำลังถูกแก้เชือกและคนอื่นก็เอาตัวบังเด็กหนุ่มไว้”ขอบใจมากนะ”

เด็กหนุ่มรีบแก้เชือกให้คณะสำรวจด้วยความรวดเร็วและใจเย็น พอแก้ได้หมด”รอสัญญาณจากผมนะครับ”

ทั้งอาจารย์คุโอมะและพรานสิงห์ต่างยิงปืนใส่กลุ่มโจรเพื่อดึงความสนใจ เด็กหนุ่มหันมาตะโกนบอก”หนีเร็วไม่ต้องห่วงผม”

คณะสำรวจต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด พวกโจรส่วนหนึ่งพยายามจะจับคณะสำรวจที่หลบหนีหากแต่เด็กหนุ่มหัวชมพูเข้ามาขวาง เข้าสู้เต็มที่แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าทำให้เค้าโดนเตะเข้าที่ขาพับขวาทำให้แทบจะล้มลง ยูต้องกัดฟันสู้เมื่อแน่ใจแล้วว่าคณะสำรวจหนีไปไกลแล้ว เป็นจังหวะกับที่เด็กหนุ่มเสียท่าโดนพวกโจรจับแขนบังคับให้เค้าคุกเข่าหัวหน้าโจรเข้าไปตบหน้าเด็กหนุ่มจนหัน “แสบนักนะแก”

ยูคิดในใจ…มือหนักว่ะ ไอ้บ้านี่…

“หัวหน้าจับอาจารย์คุโอมะมาแล้วครับ”

อาจารย์ของเค้าถูกจับมาแล้วส่วนพรานสิงห์คงจะหนีไปสมทบกับพวกโออิแล้ว…เข้าแผนเป๊ะ!...

หัวหน้าโจรนำปืนมาจ่อหัวเด็กหนุ่มทันที อาจารย์วัยใกล้เกษียณรีบห้าม”อย่า อย่าทำเด็ก ถ้าพวกแกฆ่าเด็กชั้นจะไม่นำทางพวกแกไปที่ปราสาทเทพธิดา”

หัวหน้าโจรคิดอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยกับตนเอง”พวกคณะสำรวจก็ไปแล้ว ตอนนี้มีเจ้าเด็กนี่เป็นตัวประกันจะดีกว่า น่าจะเดินทางได้เร็วขึ้น”เมื่อคิดได้แล้ว”ก็ได้ พวกแกจับไอ้เด็กนี่มัดซะ ส่วนแกทำหน้าที่นำทางพวกเรา เฮ้ย!ไม่ต้องสนใจพวกที่หนีไป เตรียมตัวเก็บของเดินทาง”

พวกลูกน้องที่เหลือต่างเก็บสัมภาระ บางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บก็รักษาไปเรื่อง ส่วนยูโดนจับมัดไว้

แผนของยูนั้นก็คือจัดการปล่อยพวกคณะสำรวจแล้วให้พรานสิงห์รีบหนีไปสมทบกับพวกโออิที่หลบอยู่ห่างออกไปเพื่อที่จะแจ้งตำรวจ ส่วนตนนั้นรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องโดนจับอยู่ดีจึงขอให้อาจารย์คุโอมะแกล้งโดนจับด้วยเพื่อที่จะช่วยชีวิตเค้า ในตอนแรกอาจารย์วัยใกล้เกษียณนั้นไม่เห็นด้วยเพราะมันเสี่ยงเกินไป เค้าอาจตายได้แต่เค้ายังยืนกรานที่จะทำแบบนี้…

ทางด้านพรานสิงห์

พรานเฒ่ารีบนำพวกคณะสำรวจหนีไปยังที่ๆพวกโออิอยู่

พอมาถึงโควมิจึงเอ่ยถาม”พรานสิงห์ แล้วยูกับอาจารย์คุโอมะล่ะค่ะ”(ภาษาอังกฤษ)

“พวกเค้าถูกจับ กำลังเดินทางไปปราสาทเทพธิดา อาจจะช้าสักหน่อยเพราะมีบาดเจ็บบางส่วน ตอนนี้เราต้องโทรแจ้งตำรวจแล้วตามไปช่วยสองคนนั้น”(ภาษาอังกฤษ)

โควมิหน้าซีดลงส่วนโออิที่รู้อยู่แล้วเพื่อนของตนต้องทำแบบนี้ จึงไม่ให้โควมิตามไปและให้ตนอยู่คุ้มครองเธอ เค้าหันไปหาพวกคณะสำรวจที่นั่งพักอยู่เค้าจึงเอ่ยขึ้น”พรานสิงห์ ช่วยพาพวกเค้าออกไปแล้วแจ้งตำรวจด้วยนะครับ ส่วนผมกับโควมิจะตามรอยยูคุงเอง”(ภาษาอังกฤษ)

พรานสิงห์อดห่วงไม่ได้แต่ก็จำยอม จากนั้นทั้งสองคนจึงตกลงเรื่องสัญลักษณ์จากนั้น โออิกับโควมิก็เดินทางตามยูไป ส่วนพรานสิงห์ได้พาพวกคณะสำรวจออกจากป่า แล้วจะแจ้งตำรวจมาช่วย โดยที่ตนได้เอาปืนลูกซองพร้อมกระสุนให้โออิไว้ป้องกันตัว

โออิกับโควมิต่างเร่งฝีเท้าตามพวกยูไป

สองหนุ่มสาวเดินตามไปเรื่อยจนกระทั่งรอยได้หายไปเสียแล้ว เด็กสาวเอ่ยด้วยความกังวล”ทำไงดี ไม่เหลือรอยให้ตามแล้ว”

โออิเหลือบไปเห็นเม็ดยาแคปซูลสีดำ-เหลืองหล่นอยู่”ยาของอาจารย์คุโอมะนี่นา โชคดีที่อาจารย์ทิ้งไว้พอดี”

“จริงเหรอโออิ”

“มันเป็นเป็นยาบำรุงของอาจารย์ ผมเห็นอาจารย์กินบ่อยๆ เราตามพวกเค้าต่อเถอะ”

กลับมาทางด้านยูที่ตอนนี้โดนมัดแล้วกึ่งจูงกึ่งลากรั้งท้ายขบวนขบวน ส่วนอาจารย์คุโอมะก็ทำหน้าที่นำทาง อาจารย์วัยใกล้เกษียณมองดูลูกศิษย์ที่ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลามีรอยพกช้ำโดนมัดอีก ล้วนมาจากการต่อสู้ก็สงสารเพราะตนแท้ๆเด็กหนุ่มถึงได้เจ็บตัวขนาดนี้ เค้าได้ทำตามที่ลูกศิษย์คนเก่งบอกคือ ทิ้งเม็ดยาเพื่อให้พวกที่จะมาช่วยตามรอยได้ทัน

ตกค่ำ…

คณะเดินทางก็หยุดพัก อาจารย์คุโอมะนำอาหารมาให้ลูกศิษย์ที่โดนมัด

ยูจึงกระซิบถาม”อาจารย์ครับ เราใกล้ถึงที่หมายรึยัง”

“อีกไม่ไกล เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว คุจิยะเธอไหวไหม”

“ไหวครับอาจารย์”

แต่แล้วเสียงหัวเราะของหญิงสาวและเสียงดนตรีก็ดึงความสนใจของทุกคนในขบวนแทบทั้งหมด ทุกคนต่างหวาดกลัวกัน ยกเว้นคุจิยะ ยู เพราะเค้ารู้ว่า ที่มาของเสียงนั้นคืออะไร จึงกระซิบปลอบผู้เป็นอาจารย์”ไม่ต้องกลัวไปครับอาจารย์ ไม่จำเป็นต้องกลัว”

“เมื่อคืนก็ได้ยินแบบนี้นะ”

ทางด้านโออิกลับโควมิที่พากันเร่งฝีเท้าตามขบวนของพวกโจรโดยไม่ลืมที่จะทิ้งรอยให้พวกพรานสิงห์ติดตาม

“เสียงอะไรน่ะ”เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำสียงกังวล เพราะสัมผัสถึงบางอย่างได้ บางอย่างที่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า โออิเองก็เช่นกันกันหากแต่เค้ากลับรู้สึกว่าระยะทางที่พวกเค้าเดินมานั้นมันเหมือนมี’ใคร’ช่วยย่นระยะให้ เค้ารู้สึกได้เท่าที่อาจารย์คุโอมะเคยบอกระยะทางที่จะไปปราสาทเทพธิดาจากตรงจุดที่พวกเค้าเจอกับอาจารย์ต้องให้เวลาอย่างน้อยสองวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเค้าคนน้อยเลยคล่องตัวทำให้เดินทางได้เร็วขึ้น แต่สำหรับเค้านั้นมันเหมือนกับว่ามี’ใคร’ช่วยย่นระยะทางให้

“เดินทางต่อเถอะโควมิจัง ไม่ต้องสนใจเสียงพวกนั้นหรอกนะ ตอนนี้ยูคุงกับอาจารย์คุโอมะสำคัญกว่า ไปตามทิศที่มีควันกัน”

“จ้ะ”

พอพวกเค้าเดินทางมาถึงจุดที่พวกอาจารย์คุโอมะถูกจับ สภาพของยูนั้นโดนมัดส่วนอาจารย์คุโอมะคอยป้อนขนมปังกับน้ำให้ โควมิมองใบหน้าของเพื่อนชายก็คิด…ดีจังที่ปลอดภัย…

ทางด้านยู เค้ารู้เลยว่าพวกโออินั้นตามมาทันแล้ว…ต้องต้อนเจ้าพวกนี้ไปที่ปราสาทเทพธิดาซะแล้ว…เค้าจึงคุยกับหัวหน้าโจร”นี่ๆคุณหัวหน้าโจรอยากรู้รึเปล่าว่าที่มาของเสียงนั่นคืออะไร?”

“แกรู้รึไง”

ยูส่ายหน้า“ไม่รู้”เด็กหนุ่มฉีกยิ้ม”ทำไมเราไม่ไปหาคำตอบล่ะครับ”

ลูกน้องโจรผู้หนึงโวยทันที”นายๆ ไปตอนนี้อันตรายนะ”

หัวหน้าโจรยิ้มกริ่ม”ไอ้หนุ่มแกนี่มันจะกล้าบ้าบิ่นไปไหน”

“รอจนเช้า ก็ไม่สนุกสิครับ”

“นั่นสินะ เฮ้ยพวกเราเก็บของซะซะ เราจะเดินทาง”

ลูกน้องคนเดิมยังคงแย้ง”นาย แต่ชั้นว่า”

หัวหน้าโจรหันมามอง”แกกลัวรึไง”

ลูกน้องโจรรีบไปเก็บของทันที อาจารย์คุโอมะหันมากระซิบกับลูกศิษย์”คุจิยะ แบบนี้มัน…”

“ดีแล้วล่ะครับอาจารย์”ยูหันไปมองข้างหลัง…แบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับโออิ ขึ้นอยู่กับนายแล้วนะ เพื่อนเอ๋ย…

ทางด้านโออิ

ในตอนนี้พวกเค้าจำต้องหลบอยู่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล หนุ่มหน้ามนก็ถูกดึงแขนโดยเด็กสาวคนนั้น คนที่เค้าเคยเจอเมื่อคืนก่อน  เค้ารู้แล้วว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมให้เค้าไปส่งบ้านเพราะว่าเธอไม่ใช่มนุษย์เธอคือวิญญาณ เพราะอะไรน่ะเหรอที่เค้ารู้ ก็เพราะว่าเธอคนนี้กำลังสิงร่างเพื่อนสาวเค้าอยู่

“ตามชั้นมา เราจะไปดักพวกมันที่ปราสาท”

“คุณพูดภาษาของผมได้”

“ใช่ เพราะพลังของเรา รีบไปกันเถอะขืนช้าเพื่อนของท่านได้แย่แน่”

“ทำไม”

“เพราะพวกเค้ากำลังไปขัดความสำราญของนายเราน่ะสิ”

คำพูดของวิญญาณสาวทำเอาหนุ่มหน้ามนสะดุ้งเฮือก ตอนนี้ทำได้แต่ภาวนาให้พรานสิงห์เรียกตำรวจมาช่วยพวกเค้าที

ทางด้านพรานสิงห์ที่ตอนนี้ช่วยพวกตำรวจตระเวนชายแดนนำทางไปช่วยพวกโออิ เพราะพรานมิ่งได้โทรแจ้งตำรวจไว้แล้ว

พรานสิงห์เดินทางตามรอยที่โออิทิ้งไว้ให้ ในตอนนี้จันทร์ได้ตามไปด้วย”หวังว่าพวกเค้าคงจะปลอดภัยนะครับ พราน”

“อืม ผมเองก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ”

ส่วนโออิให้ตอนนี้เค้าถูกพามาที่เขตของปราสาทเทพธิดาแล้ว พอมาถึงด้านหลังของปราสาท ร่างบางปล่อยแขนของเค้า”เราส่งท่านได้แค่นี้ อีกไม่นานเพื่อนท่านก็จะมาถึงที่นี่ เราไปก่อนนะ”

“ขอบคุณมากๆนะครับ”

ร่างของเด็กสาวล้มลง โออิเข้าประคองร่างบางพาไปพักที่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล

กลับมาทางด้านยู

ในตอนนี้พวกเค้าต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง ยูนั้นหัวหน้าโจรแก้เชือกให้ตามที่เด็กหนุ่มร้องขอ ในตอนแรกหัวหน้าโจรไม่ยอมเพราะกลัวหนีแต่ยูนั้นบอกไปว่า มัดกับไม่มัดก็มีค่าเท่ากันเพราะยังไงถ้าตนหนีก็ถูกยิงอยู่ดี อีกอย่างโดนมัดก็เดินลำบากและอาจเป็นตัวถ่วงให้ก็ได้ หัวหน้าโจรเลยสั่งให้ลูกน้องแก้มัดให้เด็กหนุ่ม โดยที่พวกโจรต้องคอยใช้ปืนคุมกันเด็กหนุ่มหนี

พอมาถึงเขตปราสาทเทพธิดา ยูถึงกับชะงักเพราะเค้าสัมผัสถึงบางอย่าง บางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหว โจรที่คอยคุมเด็มหนุ่มเห็นว่าเด็กหนุ่มหยุดเดินจึงผลักเด็กหนุ่มไปเดินต่อ 

อีกด้าน

โควมิที่สลบไปก็ฟื้นขึ้น ก็พบว่าหนุ่มหน้ามนนั่งอยู่ข้างๆ”โออิคุงที่นี่คือ…”

“ปราสาทเทพธิดา”

เด็กสาวงุนงง”เป็นไปไม่ได้ ถ้างั้นเราก็นำพวกเค้าแล้วสิ”

เด็กหนุ่มพยักหน้า”ตอนนี้เราต้องรอเวลา ถ้าพวกนั้นมา โควมิจังรอที่นี่นะเดี๋ยวผมจะไปช่วยยูคุงกับอาจารย์คุโอมะเอง”

“ไม่เอาล่ะ โออิคุงนายไปคนเดียวมันอันตรายออกนะ”

“อย่าห่วงผมเลย ถ้าโควมิจังเป็นอะไรไปยูคุงโกรธผมแน่ ยูคุงเค้าห่วงโควมิจังมากนะ”

เด็กสาวหน้าขึ้นสี โออิอดยิ้มไม่ได้คู่นี้จะปากแข็งไปไหน ถ้าเพื่อนซี้ของเค้าคบกับเพื่อนสาวคนนี้ สาวๆทั้งโรงเรียนได้อกหักไปตามๆกันแน่ ในตอนนี้พวกเค้าต้องรอเวลาที่เพื่อนของเค้ามาถึงที่นี่เท่านั้น

ทางด้านพวกยูที่ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงปราสาทเทพธิดาแล้ว และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงนั้นก็คือ เหล่ารูปสลักนางอัปสราที่สลักอยู่ตามผนังของปราสาทกำลังร่ายรำ และที่ทำให้พวกเค้าตกตะลึงที่สุดก็คือรูปปั้นนางอัปสราขนาดใหญ่กำลังร่ายรำอย่างเริงร่า ตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังแววมาจากในตัวปราสาท ยูนั้นพยายามรวบรวมสติแล้วหาทางพาอาจารย์หนีออกไปจากที่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ เพราะเค้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย …ทำไงดี ทำยังไงดี…

หัวหน้าโจรเอ่ยอย่างคะนองปาก”เฮ้ย! ไม่ต้องไปกลัว พวกเราเข้าไปเอาสมบัติในนั้นมาให้หมด”

เหล่าลูกสมุนโจรกำลังจะเดินเข้าไปในปราสาท

รูปปั้นนางอัปสราที่กำลังร่ายรำเมื่อเห็น’ผู้บุกรุก’ จึงหยุด “บังอาจมาขัดความสำราญของเรา พวกมึงก็อย่หวังที่จะได้ออกไปเลย!”

เหล่าทวารบาล(เทวดาเฝ้าประตูค่ะ:นิกซ์)และสิงห์ศิลาที่เคยนิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว ยูอาศัยจังหวะที่เหล่าโจรกำลังตกตะลึงรีบคว้าแขนของอาจารย์ของตนพาหนี

หัวหน้าโจรรีบชักปืนออกมายิง สองศิษย์อาจารย์ที่กำลังหนีในขณะที่ลูกสมุนคนอื่นกำลังยิงปืนสู้กับเหล่าทหารและสิงห์ศิลา กระสุนนั้นได้โดนเข้าที่แขนของยู เด็กหนุ่มหัวชมพูจำต้องกัดฟันทนความเจ็บที่แขนขวา พาอาจารย์หนี

โออิที่แอบอยู่จึงคอยยิงปืนสกัดหัวโจรไว้”ยูคุง มาทางนี้เร็ว”

ยูรีบพาอาจารย์คุโอมะไปหาโออิ หัวหน้าโจรนั้นโดนสิงห์ศิลาเข้าจู่โจมโดยที่ตนไม่สามารถตอบโต้ได้

ยูรีบพาอาจารย์ไปหลบที่หลังปราสาทโดยมีโออิคอยระวังหลังให้ อาจารย์วัยใกล้เกษียณเห็นว่าแขนของศิษย์ตนก็พบว่าเค้าถูกยิง”คุจิยะเธอไหวไหม”

“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เรารีบออกไปก่อนเถอะ” ทั้งสามรีบเดินไปยังด้านหลังปราสาทท่ามกลางเสียงโหยหวนของเหล่าโจรจากด้านหลัง

พอมาถึงหลังปราสาทที่โควมิรออยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวรีบถลาเข้าหาเด็กหนุ่ม“ยู บาดเจ็บนี่นา”

“เรื่องเล็กน่า มิจิอิ”

“เรื่องเล็กอะไรล่ะ โดนยิงที่แขน ไม่ได้เฉียดแต่มันจังๆเลยนะ”

“ห้ามเลือดก่อนเถอะ”โออินำผ้าเช็ดหน้ามาพันแขนเพื่อนเพื่อห้ามเลือดไว้ก่อน”พอแก้ขัดได้นะ”

เด็กหนุ่มพยักหน้า“อื้ม”

เสียงโหยหวนได้หยุดลง ยูตัดสินใจไปดู”ไปดูกันเถอะโออิ มิจิอิเธออยู่ตรงนี้กับอาจารย์นะ”

เด็กสาวเข้ามาจับมือ“ไม่เอา ชั้นจะไปด้วย”

อาการเอาแค่ใจทำให้ยูฉุนขาด”เลิกเอาแต่ซะที อย่าทำให้ชั้นห่วงไปมากกว่านี้นะ”

โควมิหน้าขึ้นสี”ก็ชั้นห่วงนายนี่นา”

ยูตรงเข้าไปกอดเพื่อนสาวแนบอก”ไม่ต้องห่วงชั้นหรอก ขอบใจนะที่ห่วงเธออยู่นี่แหละ”

โออิรีบนำโทรศัพท์ออกมาถ่ายช็อตเด็ดไว้ เช่นเดียวกับอาจารย์คุโอมะและต้องรีบเก็บโทรศัพท์เพราไม่งั้นหนุ่มหัวชมพูอาจจะหักทิ้งแน่

ยูคลายอ้อมกอดแล้วหันไปบอกกับเพื่อนซี้”ไปกันเถอะ โออิ ไปจบเรื่องนี้กันเถอะ”

สองหนุ่มกลับไปยังหน้าปราสาทก็พบกลุ่มโจรทั้งหลายต่างนอนเจ็บกันถ้วนหน้า ทุกคนล้วนแล้วแต่ยิงกันเอง ทั้งยูและโออิต่างรู้ดีเลยว่าพวกโจรโดนภาพหลอนของเหล่าวิญญาณในปราสาทแห่งนี้เล่นงาน

“พวกท่านต้องการอะไร”เสียงหวานดังขึ้น สองหนุ่มหันไปทางต้นเสียงก็พบร่างบอบบางของหญิงสาวในชุดนางอัปสราเต็มยศเดินออกมาจากมุมมืดด้วยสีหน้าที่ขุ่นมัว

ยูจึงเอ่ยเสียงเรียบ”ผมมีเรื่องข้องใจนิดหน่อย”

“ว่ามาสิ”

“ที่ปราสาทแห่งนี้มียาอายุวัฒนะรึเปล่าครับ”

“นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดกันเอง”

โออิจึงถามบ้าง”แล้วที่ปราสาทนี่มีอะไรล่ะครับ”

“ที่นี่มี ก็แค่ตำราการร่ายรำของเราและเทวรูปองค์ศิวนาฏราช(เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นบรมครูของศิลปะการร่ายรำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดียค่ะ  : นิกซ์)ก็เท่านั้น”

ยูจึงตัดสินใจเอ่ยขอ”ไม่จริงหรอกครับผมเห็นนะ ที่นี่น่าจะมีกำไลและสายสร้อยทับทิมอยู่ แต่ผมขอตำราและเทวรูปไปได้ไหม พระสนมรัตนาวดี”

ผู้เป็นเจ้าของสมบัติเอ่ยเสียงเคร่ง”ทำไมเจ้าถึงอยากได้ ตำราและองค์เทวรูปของเราล่ะ”

“เหตุผลแรก เรากลับไปมือเปล่าไม่ได้ สองข้อนี้สำคัญที่สุด ตำราของท่านควรได้รับการเผยแพร่ไปสู่ลูกหลานชาวขอมนะครับ ถ้าปล่อยให้อยู่แต่ในปราสาทก็รังแต่จะเก่าจะและสูญสลายไปอย่างไร้ค่าแต่ถ้ามอบให้พวกผม พวกผมก็จะนำไปมอบให้พิพิธพัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้นะครับ สามทั้งกำไลและสายสร้อยนั้นเป็นของสำคัญของท่าน ผมไม่ต้องการ การพรากสิ่งสำคัญของคนอื่นไปนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ”

พระสนมรัตนาวดีคิดชั่งใจอยู่นาน”งั้นเราก็มีข้อแลกเปลี่ยน”

“อะไรเหรอครับ”

“เราขอให้เพื่อนของเจ้าอยู่เราได้รึไม่”

โออิสะดุ้งโหยง ยูจึงถาม”ทำไมท่านต้องการเพื่อนของผมล่ะครับ”

“คนของเราชอบเพื่อนของท่านน่ะสิ”

โออิหน้าซีด”คะ..ใครเหรอครับ”

“มาสิ มินตรา”

ร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปรากฏตัวในชุดนางรำอัปสรา โออิจำได้ทันที เธอคือคนที่เค้าเจอเมื่อคืนวานและยังเป็นคนเดียวกับที่ช่วยพาเค้ามาที่นี่”เธอชื่อมินตราเหรอ”

มินตราพยักหน้า พระสนมจินตราวดีเอ่ยเสียงเศร้า”มินตรานั้นจบชีวิตด้วยโรคร้ายตอนที่อายุเท่ากับพวกเจ้า ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เราอยากให้เพื่อนของเจ้ามาอยู่กับนาง”

ยูจึงใช้เหตุผลเข้าสู้”คนเป็นกับคนตายอยู่ร่วมกันไม่ได้นะครับ อีกอย่างโออิมีครอบครัวที่รอเค้าอยู่”

ดวงวิญญาณทั้งสองนิ่งเงียบ มินตราเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน”พระสนม หม่อมฉันไม่ได้คิดกับชายผู้นั้นฉันฉันชู้สาว ข้าคิดแต่เพียงเค้าเป็นสหายเท่านั้น”

โออิเดินไปหามินตรา”ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ผมก็ดีใจที่ได้รู้จักมินตรานะ”

มินตราแย้มยิ้มด้วยความเศร้า”ข้าก็ดีใจ ข้าชอบเจ้า เจ้าเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนเหลือเกิน ข้าดีใจที่มีเจ้าเป็นสหายโออิ”

พระสนมรัตนาวดีจึงเสนอ”งั้นเราขอเปลี่ยนขอเสนอก็แล้วกัน”

ยูยิ้มน้อยๆ”ได้ครับ”

“เราขออย่าให้มีคนมารบกวนที่นี่ได้รึไม่”

“ได้ครับ แน่นอนครับ ที่นี่จะไม่ถูกรบกวนแน่ แต่ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย”

“ได้สิ”

จากนั้นไม่นาน พวกตำรวจตระเวนชายแดนก็มาถึงพวกเค้าจับพวกโจรที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ทุกคนเอาแต่ละเมอถึงเหล่าศิลาที่มีชีวิต ปราสาทเทพธิดาที่บัดนี้เหลือเพียงแต่ซาก สิ่งที่อาจารย์คุโอมะได้ค้นพบ ณ ที่แห่งนี้ก็คือ ตำราการร่ายรำและเทวรูปปองค์ศิวนาฏราชที่ทำจากสำริดที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมาก ความจริงปราสาทนั้นไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่ยูขอให้พระสนมรัตนาวดีใช้พลังอำพรางปราสาทไว้ส่วนเค้าจะใช้พลังลบความจำของอาจารย์คุโอมะ เพราะถ้าไม่มีใครรู้เรื่องปราสาทก็จะไม่มีใครมารบกวนที่นี่ เหล่ารูปปั้นรูปสลักก็จะเริงระบำอยู่ในป่าเทพธิดาต่อไปตราบนานเท่านาน ส่วนโควมินั้นเธอสัญญาว่าจะไม่บอกใครเธอชินเสียแล้วกับสิ่งเหนือธรรมชาติ หลังจากที่พวกเค้าได้ออกจากป่า อาจารย์คุโอมะก็มอบตำราและเทวรูปให้กับทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กัมพูชา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษาต่อไป ส่วนพวกโจรนั้นบางส่วนมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงจึงโดนส่งไปโรงพยาบาลบ้า และที่เหลือก็เข้าไปใช้กรรมในคุก จากนั้นศิษย์อาจารย์ทั้งสี่ก็พากันกลับญี่ปุ่น

สำหรับโออิครั้งนี้ทำให้เค้าได้พบเจอเพื่อนใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่ความทรงจำนี่ก็ยังคงจดจำไว้ไม่ลืม…

 

 

(เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นนะค่ะหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย)

ได้อัพซะที ติชมได้ตามชอบเลยนะค่ะ ไม่ว่ากัน

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.1 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
8.4 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.3 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา