ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,203 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

80) บทสรุป

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
เทพปฐพีปรากฏกายขึ้นเคียงข้างเอมิลี่เพื่อหยุดยั้งความตาย
           “เหตุใดท่านจึงขัดขวางเรา… ท่านยมทูต”
เสียงของเทพปฐพีดังขึ้นโดยไม่มีการขยับปากไม่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายใด ๆ
 
           “ไม่มี…
           ย้อนเวลา…
           จบแล้ว…”
 
ความตายตอบกลับอย่างเชื่องช้าถ้อยคำถูกกลั่นออกมาเป็นคำ ๆ
           “ท่านเชื่อใจมนุษย์เหล่านี้ได้อย่างไร”
เทพปฐพีพูดต่อน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์
           “การทำลายมนุษยชาติเป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไป”
           “โลกใบนี้จะเยียวยาและกลับมาสวยงามอีกครั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในยามนี้”
           “แต่การเดินทางข้ามเวลาจะทำให้กาลเวลาแตกแขนงเป็นอนันต์ เกิดมิติมากจนล้นและสุดท้าย…จะเหลือแต่ความว่างเปล่า”
ความตายยกมือกระดูกขึ้นสร้างหมอกสีดำที่ภายในเต็มไปด้วย ความทรงจำ ความทรงจำทั้งหมดของมัน
นับตั้งแต่วันที่มันปรากฏตัวเพื่อหยุดราห์ซูร์ไม่ให้เดินทางข้ามเวลา มันสามารถแตะต้องราห์ซูร์และเดินทางข้ามเวลากลับมาพร้อมกับเขา มันได้พยายามหยุดยั้งเขาจนในท้ายที่สุด—กราวด้าให้คำสัญญาว่าจะไม่ศึกษาเรื่องการย้อนเวลาอีกเธอทำลายงานวิจัยทั้งหมดและพวกเขา ทำตามสัญญา
ตั้งแต่นั้นมา—ไม่ว่าในปัจจุบันหรือในอดีตไม่มีการย้อนเวลาเกิดขึ้นอีกเลย
หมอกดำแห่งความทรงจำถูกส่งไปอยู่ตรงหน้าเทพปฐพี เขายื่นมือเข้าไปแตะรับรู้ทุกอย่างผ่านมุมมองของความตาย
เทพปฐพีนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวขึ้น
           “เข้าใจแล้ว”
           “มนุษย์…ยังไม่ควรถูกทำลายในตอนนี้”
           “และการย้อนเวลาจะไม่เกิดขึ้นอีก”
           “พวกเขาจะดูแลและปกป้องกาลเวลานั้นแทน”
           “ฉันยอมรับจะให้เวลาพวกเขาได้อยู่ต่ออีกสักหน่อย”
การตัดสินใจนั้นง่ายดายราวกับว่าชีวิตทั้งโลกไม่มีค่าพอจะต้องลังเล
เอมิลี่ที่ได้ยินถึงกับหน้าถอดสี แล้วเธอล่ะ? สิ่งที่เธอทำมาทั้งหมด…มันหมายความว่าอะไร? แล้วสัญญาที่เทพปฐพีให้เธอไว้ล่ะ?
           “อะไรกันท่านเทพปฐพี!!!”
เอมิลี่ตะโกนใส่เขาเสียงสั่นด้วยความโกรธและสิ้นหวัง
           “ท่านหมายความว่าอย่างไร?! แล้วสัญญาที่ให้ฉันไว้ล่ะ!”
           “ทำลายมนุษยชาติแล้วฉันจะได้คนที่ฉันรัก!”
           “ฉันจะได้ราห์ซูร์เป็นของฉัน!”
           “ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง?! ท่านผิดสัญญากับฉันแบบนี้ไม่ได้!!!”
           “เอมิลี่…” เทพปฐพีเอ่ยชื่อเธอเสียงยังคงไร้ความรู้สึก
           “ฉันให้สัญญากับเธอไว้…ก็จริง”
           “แต่เมื่อเธอทำพันธะสัญญาเทพกับฉันเพื่อรับพลังนั้น”
           “นั่นหมายความว่าเธอกลายเป็นบริวารของฉัน”
           “เธอต้องทำตามสิ่งที่ฉันต้องการ”
           “มันไม่ดีต่อเผ่าพันธุ์ของเธอหรือที่จะไม่ต้องถูกทำลาย?”
เทพปฐพีพูด ไม่ใช่เพื่อปลอบ ไม่ใช่เพื่ออธิบาย แต่เพื่อ ประกาศความจริง
เขาเลือกให้มนุษยชาติอยู่ต่อแต่ไม่ได้สั่งให้เอมิลี่ทำสิ่งใดอีก
เพียงแค่ หยุดการทำลายมนุษย์ ชีวิตที่เหลือของเธอเขาปล่อยให้เธอเลือกเอง
นั่นคือ “รางวัล” จากความพยายามทั้งหมดที่เธอทำให้เขา
           “เอมิลี่”
           “เนื่องจากเจ้าพิสูจน์ความตั้งใจที่จะทำตามสัญญา”
           “ฉันเห็นแล้ว”
           “ฉันจะคงพันธะสัญญาเทพกับเจ้าไว้ถือเป็นรางวัลในความดีงามนั้น”
           “แต่อย่ายุ่งกับมนุษย์ อย่ายุ่งกับราห์ซูร์และกราวด้าอีก”
คำพูดนั้นคือคำสั่งจากผู้เป็นเจ้าชีวิต
           “บ้าบอที่สุด!!!”
เอมิลี่ตะหวาดไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
           “ไม่! ราห์ซูร์ต้องเป็นของฉัน!!!”
เทพปฐพีไม่ตอบโต้เขาเพียงลอยนิ่ง
แต่มีอีกสิ่งหนึ่ง…ที่ยังคงลอยอยู่
รออยู่
ความตาย
ธุระของมัน…ยังไม่จบ
มันเคลื่อนเข้าหาเอมิลี่ชี้นิ้วกระดูกมาที่เธอ
           “เวลาของเจ้า…หมดแล้ว…”
เอมิลี่ถึงกับหน้าซีดขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ต่อให้เก่งกาจเพียงใด ต่อให้มีเทพคุ้มครอง เมื่อถูก ความตาย ชี้มาที่ตนเองตรงหน้าเช่นนี้หัวใจก็ย่อมสั่นไหวได้ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป
แต่เธอยังมีทางเลือก
เทพปฐพียังคงยืนขวางระหว่างเธอกับความตายและหันไปเจรจากับยมทูตอย่างสงบนิ่ง
           “หยุดก่อน ท่านยมทูต แม้เวลาของเอมิลี่จะถึงฆาตก็จริงแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านจะนำดวงวิญญาณของนางไปได้”
           “ท่านก็เห็นแล้วว่าเธอต่อต้านท่านได้แม้สุดท้ายท่านจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ทุกอย่างอาจเสียหายเกินแก้
ข้ามีข้อเสนอ—ทางออกที่เป็นการเลือกของเอมิลี่เองและนางจะไม่สร้างปัญหาอีก”
เทพปฐพีหันมาทางเอมิลี่ช้า ๆ
           “เอมิลี่ข้าจะให้เจ้าเลือกสองทาง”
           “ทางแรกยอมรับชะตาและให้ความตายนำวิญญาณของเจ้ากลับไป”
           “ทางที่สองเจ้ายังไม่ตายแต่จะถูกจองจำตลอดกาลดุจเทพที่หลับใหล”
           “จนถึงวันที่อายุขัยของข้าสิ้นสุดเจ้าจึงจะเป็นอิสระอีกครั้ง”
           “เลือกเถิด”
ไม่ว่าทางใด…ก็ไม่ใช่ทางออกที่งดงาม แต่เอมิลี่รู้คำตอบตั้งแต่แรก
เธอ ไม่อยากตาย
           “ไม่…ฉันไม่อยากตาย”
เสียงของเธอสั่น ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็น ความกลัว
           “ฉันไม่เลือกความตาย…”
           “เช่นนั้น เจ้าก็เลือกแล้ว” เทพปฐพีพูดอย่างเรียบเฉย
           “ข้าจะจองจำเจ้าไว้ใน ‘สุสานผู้วิเศษ’”
           “เจ้าจะไม่สามารถออกมารบกวนมนุษย์ได้อีกจนกว่ายุคสมัยของมนุษย์จะล่มสลาย”
คำประกาศโทษนั้นทำให้ความตายหยุดนิ่งราวกับ…ยอมรับผลลัพธ์นี้
เทพปฐพีจึงกล่าวต่อ
           “เจ้าจะถูกส่งไปยังชั้นใต้ดินอันกว้างใหญ่ไม่สิ้นสุดที่พักพิงของวิญญาณแห่งเทพ”
           “รูปปั้นของเจ้าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูในฐานะตัวแทนของเทพ—ทูตสวรรค์”
           “แต่เจ้า…จะไม่สามารถออกจากสุสานนั้นได้”
เอมิลี่เหลือบมองราห์ซูร์อีกครั้ง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาที่สุดในชีวิต
           “ขอให้ฉัน…ได้พูดลากับเขาเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม?”
สีหน้าของเธอไม่เหลือความแข็งกร้าว มีเพียงการยอมจำนนอย่างแท้จริง
เทพปฐพีและความตายไม่ตอบ เพียงนิ่ง ปล่อยให้เธอทำสิ่งสุดท้ายที่อยากทำ
เอมิลี่ค่อย ๆ ลอยลงสู่พื้นดินผืนดินที่แตกแห้งเป็นวงกว้างจากพลังของเธอเอง
เบื้องหน้า—กราวด้ากำลังกอดราห์ซูร์ ร้องไห้ไม่หยุดพยายามใช้เวททุกอย่างที่เหลือเพื่อรักษาลมหายใจของเขาไว้
เมื่อกราวด้าเห็นเอมิลี่เธอกอดราห์ซูร์แน่นขึ้นแววตาดุราวสัตว์บาดเจ็บพร้อมสู้ตาย
เอมิลี่ไม่เข้าใกล้ เธอคุกเข่าลงในระยะที่ยังมองเห็นราห์ซูร์และเสียงของเธอไปถึงเขาโดยไม่รบกวนอ้อมกอดนั้น
           “ราห์ซูร์…”
           “ฉันรู้มาตลอดว่านายชอบฉันตั้งแต่เด็ก”
           “และฉันก็คิดมาตลอดว่านายเป็นแค่ของตายของฉัน”
           “ผู้ชายขี้แพ้ ผู้ชายขี้ขลาด ผู้ตามที่ไม่มีวันคิดไปไหน”
เธอหลับตา สูดหายใจลึกเพื่อไม่ให้เสียงสั่นเกินไป
           “ฉันอายทุกครั้งที่ทหารในค่ายล้อฉันเรื่องนาย”
           “ฉันเลยเหยียบนาย ผลักไสนาย แค่เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเอง”
           “เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่อยากอวดโลกว่า ‘ฉันสำเร็จแล้ว’”
กราวด้าฟังทุกคำแทนคนที่หลับใหลในอ้อมกอด แววตาของเธออ่อนลงเล็กน้อยและปล่อยให้เอมิลี่พูดต่อ
           “แต่ฉันรู้ตัว…ตอนที่สายเกินไป”
           “วันที่นายไม่มีฉันอยู่ในใจอีก โลกทั้งใบของฉันว่างเปล่า”
           “ทุกอย่างที่ฉันไขว่คว้ามามันไม่มีค่าเลย” น้ำตาไหลแต่เธอไม่เช็ด
           “ฉันสาบานได้…ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะเป็นแบบนี้”
           “และฉันก็ยิ่งดิ้น ยิ่งพัง ยิ่งทำร้ายทุกอย่างที่เหลืออยู่…”
เสียงของเธอแผ่วลง
ไม่ใช่คำขอโทษ
ไม่ใช่การขออภัย
แต่เป็น การยอมรับความจริงครั้งแรกในชีวิต
           “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…ฉันจะไม่ขออะไรอีก”
เอมิลี่พูดด้วยเสียงแผ่วราวกับคำสารภาพที่ไม่มีใครย้อนกลับไปแก้ได้
           “ฉันจะกอดนายไว้ รักนายทั้งชีวิต”
           “ต่อให้ต้องหนีไปอยู่ในป่า ในเขา ใช้ชีวิตอย่างเงียบงัน ฉันก็ยอม…”
           “แต่ฉันจะไม่ปล่อยนายไปอีก…”
เธอกลืนน้ำตาก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย
 

           “ฉันยอมแลกทั้งโลก เพื่อให้ได้ความรักของนายกลับคืนมา”

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เอมิลี่เอ่ยกับราห์ซูร์ต่อหน้ากราวด้า
กราวด้าหวั่นไหวไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เพราะเข้าใจดีว่า…แม้เอมิลี่จะทำลายโลกทั้งใบเธอก็ไม่อาจได้หัวใจของราห์ซูร์กลับมาอยู่ดี
เอมิลี่ลุกขึ้น ลอยไปหาเทพปฐพีอย่างช้า ๆ ราวกับคนที่พร้อมแล้วสำหรับความทรมานชั่วนิรันดร์
เทพปฐพีเรืองรองด้วยแสงสีทอง ยกมือขึ้น เสกพลังเทพล้อมรอบร่างเธอ มนต์ศักดิ์สิทธิ์ถูกสลักลงบนวิญญาณตรึงผลของพันธะสัญญาให้สมบูรณ์ ร่างของเอมิลี่ค่อย ๆ จางหาย ถูกส่งไปยังมิติใต้ดินของ สุสานผู้วิเศษ รอยต่อระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ สิ่งปลูกสร้างอันไร้ขอบเขตสำหรับผู้วิเศษที่ล่วงลับ เมื่อเอมิลี่หายไปเทพปฐพีก็จากไปเช่นกัน
เหมือนทุกครั้งที่เขาทำ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้ซากพังทลายเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของมัน
แต่…ความตาย ยังไม่จากไป มันลอยลงมาอย่างเงียบงันตรงหน้ากราวด้าและราห์ซูร์
หัวใจของกราวด้าหวิววาบหรือมันจะมารับชีวิตอีกดวง? ถ้ามันไว้ชีวิตเธอ…หมายความว่ามันจะเอาชีวิตของราห์ซูร์หรือไม่?
ความตายหยุดอยู่ตรงหน้าและชี้ไปที่เธอก่อน
           “หนึ่งร้อยสิบสอง”
จากนั้นมันชี้ไปที่ราห์ซูร์
           “แปดสิบหก”
กราวด้านิ่งงันก่อนจะเข้าใจในทันที ตัวเลขนั้นคือ อายุขัย ถ้าเป็นเช่นนี้ราห์ซูร์จะจากไปก่อนเธออย่างแน่นอน
กราวด้ามองหน้าราห์ซูร์และยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองความตาย ไม่ใช่เพื่อขอให้มีชีวิตยืนยาวแต่เพื่อขอให้มัน สั้นลง
           “ท่านความตาย…”
           “ข้าไม่ขอมีอายุยืนยาว หากราห์ซูร์ต้องจากไปก่อน”
           “ขอให้ท่านมารับข้าพร้อมกับเขา”
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เสียงหนึ่งจะกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าอันมืดมิด
           “ตกลง”
ความตายจากไป หายไปอย่างสงบ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพราะมัน…หมดหน้าที่แล้ว
 
 

หลังทุกอย่างสงบลง ทุกสิ่งก็จบสิ้น โลกไม่แตกสลาย มนุษยชาติไม่สูญสิ้น
กราวด้ายังคงกอดราห์ซูร์ไว้แน่น รอยยิ้มโล่งใจปรากฏบนใบหน้าเป็นครั้งแรกหลังผ่านความตายมาใกล้เพียงเส้นบาง ๆ
           “เรารอดแล้วนะ… ตาทึ่ม”
           “ขอฉันพักสักหน่อยก่อน เดี๋ยวจะพากลับเอง”
           “แต่ระหว่างนี้… อย่าหวังว่าจะรอดนะ ฉันไม่สนหรอกว่านายจะหลับอยู่”
เธอดึงเขาเข้ามาจูบ หอมแก้มอย่างมีความสุข นัวเนียราวกับคนที่เพิ่งรอดชีวิตและไม่คิดจะยับยั้งความรู้สึกอีกต่อไปราวกับกำลังลิ้มรสผลไม้ต้องห้ามที่หวานฉ่ำทั้งเพื่อปลอบขวัญเขาและปลอบหัวใจตัวเอง
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น—ก็พบว่า แซร์คกับเกอร์ ยืนดูอยู่ไม่ไกลทั้งคู่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ หน้าแดงเขิน
           “กรี๊ดดดดดด!!! พวกนายมาตั้งแต่ตอนไหน! ไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลยหรือไง!!!”
กราวด้าหน้าแดงจัดตะหวาดใส่พวกเขาด้วยความอายแทบอยากมุดแผ่นดินหนี
แซร์คหัวเราะเบา ๆ เกอร์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
           “เอาน่า ลูกพี่ รู้กันหมดแล้วล่ะ ราชากับราชินีของเราหลังผ่านศึกใหญ่แบบนี้จะฉลองด้วยความรักก็ไม่แปลก”
ทั้งสองได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและรีบฝืนตัวมุ่งหน้าสู่สนามรบ แต่เมื่อมาถึง—ทุกอย่างก็จบลงแล้ว
ราชาและราชินีของพวกเขาปลอดภัยทั้งคู่
หลังเอมิลี่หายไป กรงเทพ ที่กักขังเม็ตช์และบัฟก็สลายไปเช่นกันทั้งสองเดินบนผืนดินที่แตกระแหงอย่างสงบเข้ามาสมทบกับทุกคน
บัฟใช้เวท วาจาประกาศิต ตามหาเจ้าหุ่นกราวด้าหมายเลขหนึ่งและซ่อมแซมมัน โชคดีที่มันกลับมาพูดได้คล่องปรื๋อเหมือนเดิมไม่มีผิด
ไซรัสตรวจสอบสถานการณ์ด้วยความตื่นเต้นก่อนจะยืนยันได้อย่างแน่ชัด—ภัยคุกคามจากเทพสิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ เธอประกาศอย่างเป็นทางการ
           “สงคราม… จบแล้ว มนุษยชาติเป็นฝ่ายชนะ พวกเราชนะ!”
ข่าวชัยชนะถูกส่งต่อไปไม่หยุด ประชาชนทยอยออกจากที่หลบภัย ทหารทุกนายชูดาบขึ้นโห่ร้องกึกก้องด้วยความยินดี
เซราดนั่งอยู่กับพื้นมองแขนขวาที่ขาดหายไปก่อนจะยิ้มอย่างไม่เสียดายเพราะเขายังมีชีวิตอยู่
ทหารแนวหน้าหลายคนพุ่งเข้ากอดกัน บางคนช่วยกันโยน ริชชี่ ขึ้นฟ้าหัวเราะอย่างสนุกสนานราวกับต้องการชดเชยทุกหยดเลือดที่สูญเสียไป
เซเรน่า ไนท์วินด์ ผู้นำคนสุดท้ายของอัลเทรนน์ที่เหลือรอดนั่งอยู่ในที่พักค่ายทหาร เธอมองรูปถ่ายของราห์ซูร์ยิ้มบางอย่างเย้ายวนปลายนิ้วลากไล้ไปตามภาพนั้นช้า ๆ
           “ดูท่าฉันจะต้อง…สนใจเขาให้มากขึ้นซะแล้วนะ”
           “หึหึ…”
อัล-บาราน และ ซาเฮล วาร์-นีร์ แม่ทัพแห่งมอร์ดานิสยังมีชีวิตรอด พวกเขายิ้มเศร้า ๆ เพราะสิ่งที่สูญเสียไปมากเกินกว่าจะสร้างเมืองเดิมกลับมาได้อีก
จอมเวทย์ราฟา ยังคงนอนหมดสติอยู่ในฐานโดยมี แนนซี่ คอยดูแลไม่ห่าง เธอกระซิบเบา ๆ ข้างเตียง
           “ท่านราฟา…เราชนะแล้วนะคะ”
 
 

ภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้กลายเป็นหลักฐานชัดเจนของสิ่งเหนือธรรมชาติ 
การมีอยู่ของเจตจำนงแห่งความมืด
การดำรงอยู่ของเทพ
พลังอันอันตรายของผู้วิเศษ
และการหลับใหลของ มังกรไทฟอน ใต้พิภพ
 
 

หลายเดือนผ่านไปมนุษยชาติเริ่มปรับตัว ฟื้นฟู และช่วยเหลือกัน
ทวีปอัลเทรนน์ กลายเป็น ผืนป่าเซราฟิน ถิ่นอาศัยของสัตว์ในตำนานทวีปที่มนุษย์ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไปแต่ที่นั่นกลับเต็มไปด้วย สัตว์วิเศษ วัตถุดิบเวทมนตร์เกินจินตนาการและอาณาจักรแห่งของหายาก สิ่งเหล่านี้ยังคงดึงดูดนักผจญภัยให้เข้าไปท้าทายอยู่เสมอ
ทวีปมอร์ดานิส กลายเป็นทะเลทรายไร้ชีวิต เมืองหลวงมอร์ดานิสถูกพายุทรายกลืนหายราวกับไม่เคยมีอยู่
สุสานผู้วิเศษ ถูกตัดขาดจากอารยธรรมมนุษย์โดยสิ้นเชิงเพราะไม่มีใครฝ่าข้ามทะเลทรายนั้นได้
แม้กระนั้น—คำบอกเล่าขานถึงสมบัติและทองคำมหาศาลที่ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนทรายและในสุสานราชวงศ์ก็ยังไม่เคยจางหายไป
สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ ทวีปวาเลเธีย
แผ่นดินแห่งมนุษย์และบ้านหลังสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ผู้คนที่เหลือรอดทั้งหมดถูกหล่อหลอมรวมกันเป็นอาณาจักรเดียว อยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน ไม่แบ่งแยกอีกต่อไป
 
 

บ้านเด็กกำพร้าเดิมของราห์ซูร์ ถูกซ่อมแซมและขยายจนใหญ่โตเป็นทางการ และมั่นคง เพื่อรองรับเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่จากสงครามรวมถึงบุตรของเหล่าทหารที่สละชีพ
ที่นั่นมีอาคารใหม่หลายหลัง กลายเป็น โรงเรียนเวทมนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักร เพื่อเป็นเกียรติแก่ ราชครูเมธรัส เวียร์เวล นามสกุล เวียร์เวล จึงถูกใช้เป็นชื่อของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ เด็กกำพร้าที่ไร้นามสกุลสามารถเลือกใช้นามสกุล เวียร์เวล ได้หากพวกเขาต้องการ
 
 

กราวด้าอนุญาตให้ บัฟ กลับมาใช้ชื่ิอ-นามสกุลเดิมของตนและแต่งตั้งเขาเป็น ลอร์ด เซเรส เฟลวิสดังเช่นอดีต หลังจากที่เขายอมรับหน้าที่ดูแลและบริหารด้านเศรษฐกิจของอาณาจักร ตำแหน่งที่เปรียบได้กับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ
เม็ตช์ ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงเรียนเวทมนตร์และสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เวียร์เวล อย่างเต็มตัว
 
 

ริชชี่ หลังจากได้รับรางวัลแห่งความกล้าหาญ ทหารที่เหลือรอดยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อหอมแก้มเธอทีละคนจนเธอหน้าแดงด้วยความเขิน
หลังจากนั้นเธอก็กลับไปทำหน้าที่เดิมดูแลอุปกรณ์ค่ายทหารทำความสะอาด และงานทั่วไป แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ทำเพียงลำพัง ทหารหลายคนเข้ามาช่วยบางคนถึงกับเข้ามาจีบเธออย่างเปิดเผย
ความจริงแล้ว ริชชี่คือ พระโอรสองค์ที่สองของปฐมกษัตริย์แห่งมอร์ดานิส สายเลือดตรงที่เข้มข้น ไม่มีใครรู้ว่าเธอมีอายุเท่าใด นานเสียจนเธอเองก็ลืมชื่อตัวเองไปแล้ว
เธอถูกเนรเทศเพียงเพราะไม่ได้สง่างามดุดันแบบนักรบเช่นพี่น้องชาย แต่ตอนนี้…มันไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะทุกเช้าวันเสาร์ แซร์ค และ เกอร์ จะมาชวนเธอไปเดินตลาดเสมอ
 
 

เกอร์ ได้รับแต่งตั้งเป็นดีไซเนอร์ประจำวังหลวงดูแลทั้งเสื้อผ้า ทรงผม และเครื่องประดับ เขาไม่เคยเดือดร้อนกับตำแหน่งนี้ตราบใดที่ยังสามารถปกป้องจักรพรรดินีของเขาได้นั่นก็เพียงพอแล้ว
เซราด ปลดประจำการจากตำแหน่งแม่ทัพเปิดทางให้ ซาเฮล ขึ้นรับตำแหน่งแทน แต่เขายังคงทำหน้าที่ครูฝึกจอมโหดของกองทัพต่อไป
เรน ยังคงเป็นรองแม่ทัพและแวะเวียนมาดูแลเซราดที่สูญเสียแขนขวาในสนามรบ แม้ทั้งคู่จะเถียงกันทุกครั้งที่เจอหน้าแต่ก็เข้าใจกันดีเสมอมา
 
 

เซเรน่า อดีตผู้นำแห่งอัลเทรนน์ได้รับการรับรองให้เป็นพลเมืองวาเลเธียในฐานะ เลดี้เซเรน่า เธอดูแลเครือข่ายใต้ดินข่าวสาร สายลับ และมือสังหารให้กับอาณาจักร แม้ภายนอกจะทำตัวเรียบร้อยแต่ลึก ๆ เธอยังคงเป็นผู้นำโลกใต้ดินผู้เจ้าเล่ห์ เธอชอบแกล้งราห์ซูร์หว่านเสน่ห์ใส่เขาอย่างจงใจและสนุกทุกครั้งที่เขาปฏิเสธอย่างเกรงใจโดยไม่กล้าบอกใคร
มีผู้คนตั้งข้อสงสัยว่าผู้นำอัลเทรนน์อีกห้าคนอาจไม่ได้ตายเพราะอสูรแต่เป็นผลจากเล่ห์กลและการวางหมากของเธอเอง ถึงจะอันตรายแต่ตราบใดที่เธอยังภักดีต่อราห์ซูร์เธอก็ยังไม่ใช่ปัญหาที่ต้องวิตก
 
 

ราห์ซูร์ นั่งบนบัลลังก์เคียงข้างกราวด้า ทั้งคู่ปกครองแผ่นดินด้วยความทุ่มเทและภาคภูมิใจ พวกเขามีบุตรสามคน เจ้าชายสององค์ และเจ้าหญิงน้อยอีกหนึ่งองค์ ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่เฒ่าและจากไปพร้อมกันในวันสุดท้าย
ราชาและราชินีแห่งวาเลเธีย รุ่นที่หกสวรรคตเคียงกัน โดยความตายปรากฎตัวในวันที่มารับตัวพวกเขา ต่อหน้าผู้ร่วมเป็นสักขีพยาน 
 
 

ภายหลังจากนั้น หุ่นขี้ผึ้งกราวด้าหมายเลขหนึ่ง เลือกหยุดการทำงานของตนเอง มันกลับไปนั่งบนแท่นบูชาภายในบ้านเด็กกำพร้า เวียร์เวล ผู้คนกราบไหว้มันในฐานะตัวแทนของราชินีกราวด้าผู้ยิ่งใหญ่ มันไม่ขยับอีกเลย เพียงแต่มองดูผู้คนที่เดินผ่านมาและจากไปนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าในโรงเรียนเวทมนตร์ เวียร์เวล
จากสิบปีเป็นหลายสิบปี จากร้อยปีเป็นหลายร้อยปี
 
 

จนวันหนึ่งมันสะดุดสายตาเข้ากับเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่เพิ่งถูกพาเข้ามาใหม่ในโถงของบ้านเด็กกำพร้า เด็กคนนั้นหน้าตาคุ้นเคยอย่างประหลาด ผู้ดูแลถามชื่อของเด็กน้อยผู้ไร้พ่อแม่ที่กอดหนังสือเล่มใหญ่เกินตัวไว้แน่น
           “ผมชื่อ… เมธรัสครับ ไม่มีนามสกุลครับ…”
ผู้ดูแลยิ้มอย่างอบอุ่น
           “ไม่ต้องกลัวนะ เมธรัส ต่อไปนี้เธอจะอยู่กับเราที่นี่”
           “เด็กส่วนใหญ่ที่นี่ จะใช้นามสกุลของบ้านเรา”
           “เพราะงั้นต่อไปเราจะเรียกเธอว่า เมธรัส เวียร์เวล นะครับ”
เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ ยังไม่แน่ใจว่าชอบหรือไม่
           “เมธรัส เวียร์เวล…ผมชอบชื่อนี้ครับ”
และในขณะนั้นเอง—หุ่นขี้ผึ้งที่นั่งนิ่งมานานกว่าห้าร้อยปีก็รู้ว่า…มันต้องทำอะไรต่อไป
           “ในที่สุด……หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ ท่านราชครูเมธรัส”
 
 
 

จบ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา