ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,199 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

77) ความหวังที่ยังไม่ตาย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
 
แนวรบฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ยังคงถูกโจมตีไม่หยุดแม้แรงบุกจะไม่ถาโถมรุนแรงเหมือนช่วงต้น การหายไปของไทฟอนทำให้กองทัพอสูรขาดศูนย์สั่งการ อสูรส่วนใหญ่—เดินวนไปมาในทุ่งหญ้าของวาเลเธียตามสัญชาตญาณของพวกมันเอง
แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ “คิดเป็น” และยังคงพยายามทำภารกิจให้สำเร็จ
           ออร์ค ไซคลอป โทรล ก๊อบลิน เซนทอร์ พญานาค
รวมถึงมังกรขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ แค่เท่านี้—กองกำลังอสูรก็มากเกินกว่าที่แนวรับจะรับไหวแล้ว 
ริชชี่ยังคงอยู่ในแนวตั้งรับ เธอไม่ได้ออกไปไหนเลยเพราะเห็นว่าเม็ตช์และบัฟยังสามารถรับมือกับมังกรได้แม้จะยังจัดการไฮดราไม่ได้ก็ตาม
เธอนั่งขดตัวอยู่หลังเครื่องกีดขวางไม้ปลายแหลมมือกอดเข่าตัวเองแน่นสายตาสั่นไหว ไม่รู้ว่าควรทำอะไรไม่รู้ว่าควร “เป็นอะไร” ในสนามรบแห่งนี้
จนกระทั่ง—เซราดถูกพยุงเข้ามาในเขตปลอดภัยโดยเหล่าทหารที่คุ้มกันเขา แขนขวาของเขาหายไปเหมือนถูกบางสิ่งกัดขาดแต่บาดแผลถูกทำแผลเรียบร้อยแล้ว
แม้จะบาดเจ็บทั่วร่างแต่ดวงตายังมีสติ ยังไม่แตกสลาย
           “โอ๊ย…”
           “แบบนี้เรายันได้ไม่ถึงค่ำแน่”
           “แนวรับสุดท้ายกำลังจะแตกแล้ว”
เซราดนั่งลงหลังเครื่องกีดขวางตรงข้างริชชี่ ทหารที่เหลือก็นั่งลงพักหายใจหอบ
           “ฉันยังไม่อยากตายนะเว้ย…”
ทหารหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นเสียงแหบ
           “บ้าเอ๊ย… หอมแก้มสาวสักคนยังไม่เคยเลย”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความกลัว แต่เป็นความเสียดาย เสียดายชีวิตที่ยังไม่ได้ใช้
           “แข็งใจไว้พวก!”
ทหารอีกคนพูดพลางล้มตัวนอนพิงโล่
           “ถ้าเรารอดถึงพรุ่งนี้ฉันจะพาแกไปจีบสาวที่ค่ายอพยพให้ได้”
           “ต้องมีสักคนแหละ ที่เห็นใจทหารอย่างเราบ้าง ฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้น ท่ามกลางเสียงคำรามและการปะทะจากแนวหน้าที่ยังไม่หยุดเลยสักวินาที
เซราดเหลือบไปเห็นริชชี่ที่นั่งขดตัวอยู่ใกล้ ๆ 
เธอก็มองเขากลับมาด้วยสายตาที่ทั้งกลัวทั้งรู้สึกผิด
           “อ้าว…นั่นริชชี่ใช่ไหม?”
เซราดพูดขึ้น
           “เธอเป็นขุนพลแห่งความมืดไม่ใช่หรือ”
           “ทำไมไม่ออกไปสู้ล่ะ?”
ริชชี่สะดุ้ง มือกำเสื้อคลุมแน่น
           “ขะ…ขะ…ขอโทษค่ะ…”
           “ครูฝึกเซราด…”
เธอยังเรียกเขาด้วยตำแหน่งเดิมเหมือนอดีตยังไม่หายไปไหน
           “ฉัน…ฉันกลัว…”
เสียงเธอสั่น
           “ความจริงแล้ว…ฉันไม่ใช่นักรบเลย…”
คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมความรู้สึกผิดที่กดทับอยู่ในใจ เซราดมองเธอเงียบ ๆ เขาเคยเป็นหัวหน้าเคยรู้จักริชชี่มาก่อน รู้ว่าเธอถูกใช้เป็นสายลับของลัทธิความมืด 
เขาไม่ได้ถอนหายใจไม่ได้ตำหนิ แค่พยักหน้าเบา ๆ
           “อืม…”
           “ถ้านั่นคือตัวตนของเธอจริง ๆ”
เขาเอนหลังพิงเครื่องกีดขวาง
           “ก็หลบอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ”
           “ไม่มีใครควรถูกบังคับให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ใช่”
ริชชี่ก้มหน้าลง น้ำตาซึมแต่ไม่ได้ร้องไห้ เธอยังมีชีวิตอยู่และนั่น—อาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้
ไม่นานนักทหารคนเดิมก็ยังไม่เลิกเซ้าซี้เพื่อนข้าง ๆ
           “ฉันคงไม่รอดถึงพรุ่งนี้หรอกเพื่อน…พวกเราจะตายกันหมดก่อนพระอาทิตย์ตกดินซะอีก”
เซราดที่อดกลั้นมานานเริ่มหงุดหงิดเขาหันขวับ ตวาดเสียงดัง
           “ไอ้บ้าเอ๊ย!! หุบปากซะ! แกจะทำให้คนอื่นขวัญเสียไปด้วยรู้ไหม!”
เขาชี้ไปรอบตัวที่เต็มไปด้วยเลือด กลิ่นคาว และซากศพ
           “แถวนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว นอกจากเลือดกับเกียรติยศ!”
           “ถ้าแกอยากหอมแก้มใครสักคน—”
เซราดชี้ไปทางริชชี่อย่างรำคาญ
           “โน่น! ไปขอริชชี่เอา!” “ตอนนี้มันเหลือแค่นี้แล้วโว้ย!”
บรรยากาศเงียบงันในทันที เหล่าทหารมองเซราดแล้วค่อย ๆ หันไปมองริชชี่
ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าเธอเป็นผู้ชาย แต่รูปร่างเล็ก ผิวขาว หน้าตาอ่อน ก็ทำให้เธอดู “น่ารักแบบผู้หญิงตัวเล็ก” อย่างปฏิเสธไม่ได้
           “ถ้าแค่หอมแก้ม…” ทหารคนหนึ่งพึมพำเสียงแห้ง “พวกเราก็…เอานะ…”
ในสนามรบที่มีคนตายนับพันเรื่องแค่นี้—มันดูเล็กเกินกว่าจะต้องคิดอะไรให้มาก
           “ไอ้พวกบ้า!!” เซราดระเบิดเสียงใส่ทันที “ฉันพูดเพราะรำคาญโว้ย!!”
           “นี่มันสนามรบ ไม่ใช่ค่ายเมา!”
           “จะมาทำเรื่องแบบนั้น มันเสื่อมเสียที่สุด!”
เขากำหมัดแน่น
           “ถ้าอยากหอมแก้มสาว—”
           “ก็เอาชนะให้ได้ แล้วรอดกลับไป!”
           “ไม่งั้นก็ไปตายในสนามรบซะ!”
เสียงตวาดของเขา ทำให้เหล่าทหารสะดุ้งสติกลับมา และความสิ้นหวังก็ไหลกลับเข้ามาแทนที่อีกครั้ง
แต่มีอยู่คนหนึ่ง—ที่ไม่ได้กลับมาอยู่ในโลกเดียวกับพวกเขา
 
ริชชี่
เธอนั่งค้าง หน้าแดงจัดจนเหมือนมีไอน้ำลอยออกจากหู เหงื่อซึมไปทั่วตัว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แค่ คิด ว่าจะโดนหอมแก้มจากทหารชายหลายสิบคน—สมองเธอก็แทบระเบิดแล้ว
           “อะไร!! ริชชี่ เธอก็ด้วย!”
เซราดหันมาดุเธอ แต่สายตาของเขากลับชะงักไปเล็กน้อยเหมือนเห็นบางอย่างในแววตาเธอ
           “ถ้าอยากโดนหอมแก้ม—”
           “ก็ต้องรอให้พวกเรารอดก่อน!”
           “ยันอสูรไว้ให้แนวรับไม่แตก!”
           “ปกป้องค่ายอพยพให้ได้ก่อน!”
เขาชี้ไปยังสนามรบด้านหน้า
           “แล้วถ้าเรารอด…”
           “…ฉันจะสั่งให้ทหารทุกคนมาหอมแก้มเธอยังได้!”
                      สิ้นประโยคนั้น—ทุกคนเงียบ
                      นับหนึ่ง…
                      สอง…
                      สาม…
                      สี่…
                      ห้า…
                      ทันใดนั้น—
 
           “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
 
ริชชี่กรีดร้องสุดเสียงก่อนจะ ลุกพรวด และวิ่งออกจากที่กำบังอย่างบ้าคลั่ง
           “หอมแก้ม!!! หอมแก้ม!!! หอมแก้ม!!!”
           “รอด!!! ทุกคนต้องรอด!!!”
           “ฉันจะต้องทำให้ทุกคนรอดดดดดดดดดดดดด!!!”
เธอวิ่งไม่คิดชีวิต พุ่งออกสู่แนวหน้า ฝ่าพื้นที่ที่ยังมีการปะทะระหว่างทหารกับอสูรโหด อสูรบางตัวที่เห็นการเคลื่อนไหว หันมอง แล้วเริ่มวิ่งตาม จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นหลายสิบ
พวกอสูรแนวหลังเริ่มเล็งเป้า เสียงคำรามดังขึ้นและขบวนล่าก็เริ่มก่อตัว
โดยที่ริชชี่—ยังคงวิ่งไปข้างหน้า
ไม่ใช่เพราะหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความกล้า แต่เพราะ “รางวัล” ที่โลกนี้ไม่เคยเสนอให้เธอมาก่อนและในสนามรบที่ใกล้แตกนั้น—ความบ้าคลั่งเล็ก ๆ ของคนหนึ่งกำลังจะกลายเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครคาดคิด
 
 

           พลังของเธอระเบิดออกมาเป็นระลอก เงียบ แต่เด็ดขาด อสูรตัวใดก็ตามที่วิ่งเข้าใกล้ในรัศมีของริชชี่ไม่ว่าจะเร็ว แกร่ง หรือมีเกราะหนาเพียงใด—กลายเป็นฝุ่นทรายในพริบตา ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีซาก ไม่มีแม้แต่ศพให้ล้มลง ทุกการโจมตีที่พุ่งเข้าหาเธอ ดาบ กรงเล็บ เวท สายฟ้า แตกสลายกลายเป็นทรายร่วงหายไปกับลม ไม่ต้องนับจำนวน ไม่ต้องเลือกเป้า แค่ เข้ามาในระยะ—ตายหมด
           ริชชี่วิ่งอย่างตั้งใจ หอบเล็กน้อยหน้าแดงจัด ไม่ใช่เพราะเหนื่อยแต่เพราะตื่นเต้น เธอยิ้ม ยิ้มกว้าง ยิ้มแบบคนที่เพิ่งค้นพบว่า “ตัวเองทำอะไรได้” เมื่อเธอวิ่งออกห่างจากแนวป้องกันของวาเลเธียไกลพอที่จะไม่กระทบพวกเดียวกัน เธอหยุดยกมือขึ้นและสร้าง พายุทราย ขึ้นตรงหน้า—สองลูก มันขยายและขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง แรงดูดเริ่มก่อตัวดูดทุกอย่างเข้าศูนย์กลาง
อสูรบินได้บนท้องฟ้าที่เคยปกคลุมฟ้าเป็นผืนจำนวนเกิน หมื่น ถูกดูดเข้าไปแตกสลายกลายเป็นทรายราวกับแมงเม่าที่พุ่งเข้ากองไฟ
เหล่าทหารวาเลเธียและกองกำลังอิสระของอัลเทรนน์ที่เหลืออยู่ต่างอ้าปากค้าง
พายุทรายขนาดมหึมากำลังกวาดกลืนปีกนับหมื่นจากขอบฟ้า
           “ยัยริชชี่…” เซราดยืนขึ้นตาค้างไม่ต่างจากคนอื่น “ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ…”
ก่อนที่สัญชาตญาณของหัวหน้าจะกลับมาเขาตะโกนสั่งทันที
           “โว้ย!! ยืนบื้ออะไรกัน!!”
           “หมดเวลาพักแล้ว!”
           “บุกสิ!! บุก!!!!!”
กองทหารมนุษย์ลุกขึ้นพร้อมกันโถมยันกองทัพอสูรที่เหลือแนวหลังของอสูรถูกกวาดไปหมดแล้ว กำลังเสริมที่มุ่งหน้าเข้ามา—ไม่สามารถผ่านพายุทรายของริชชี่ได้เลย
แต่เธอ…ยังไม่หยุด ริชชี่ยังคงวิ่งต่อทิ้งพายุทรายไว้เบื้องหลังเป็นทั้งกำแพงและ หลุมศพ อสูรที่บุกไม่หยุดถูกดูดเข้าไปแล้วหายไปจากโลก
จนกระทั่ง—เธอมาถึง สนามรบใหญ่ สนามที่ไฮดรายืนตระหง่านอยู่
 
เม็ตช์กับบัฟยังคงโจมตีไม่หยุดแม้จะรู้ว่า “ฆ่าไม่ตาย” 
แต่เมื่อเห็นริชชี่—ทั้งคู่ หยุด
           “ริชชี่! มาทำอะไรที่นี่!!” เม็ตช์ถามน้ำเสียงตกใจจริง ๆ เป็นครั้งแรก
           “เฮ้!! จะทำอะไรก็บอกกันก่อนนะ!” บัฟลอยถอยครึ่งก้าวระวังเธอมากกว่าไฮดราด้วยซ้ำ
ริชชี่ไม่มองพวกเขาสายตาจ้องไปที่ไฮดราราวกับมันคือสิ่งเดียวในโลกที่ขวางเธอจากวันพรุ่งนี้ 
           “ฉันต้องการ…วันพรุ่งนี้!!!!!” เสียงเธอไม่ดัง แต่แน่น เหมือนคำตัดสิน
           “พรุ่งนี้? อะไรนะ?” เม็ตช์กับบัฟยังไม่ทันเข้าใจ
แต่แล้ว—ทั้งสอง ขนลุกซู่ สัญชาตญาณเตือนภัยดังขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่รีบวาร์ปถอยออกให้ห่างจากริชชี่และจากไฮดรา
           “เฮ้ย!!” บัฟสบถ “บอกแล้วไงว่าให้เตือนกันก่อน!!” เขาถอยไปจนคิดว่าปลอดภัยแล้วหยุด
เม็ตช์ลอยมายืนข้างเขาสายตาไม่ละจากริชชี่ “หายนะของจริงมาแล้ว…” เขาพูดเสียงเบา “ผมว่าเราถอยเถอะครับ” ทั้งสองลอยถอยออกไปพร้อมกัน
ไม่หยุด
ไม่หันกลับ
เพราะพวกเขารู้แล้ว—ไฮดรา… ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ปัญหาคือหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้ซึ่งถ้า เลือกจะใช้พลัง สนามรบนี้อาจไม่เหลืออะไรเลย
 
 

เมื่อทุกคนที่เป็นฝ่ายเดียวกับเธอถอยออกไปจนหมด ริชชี่จึงหยุดวิ่ง และเริ่ม ยอมรับพลังของตัวเอง
พลัง—ที่ความมืดมอบให้ เธอยกมือขึ้นช้า ๆ สายตานิ่ง ไม่มีความลังเลเหลืออยู่แล้ว
           “ฝนทราย”
ท่านั้น—คือท่าที่แม้แต่ กราวด้าหมายเลข 1 ยังเคยถูกทำลายมาแล้ว
ทันทีที่เวทเริ่มทำงานเม็ดทรายร่วงโรยลงมาจากฟากฟ้า แผ่วเบา สวยงามราวกับละอองหิมะ แต่ไม่มีสิ่งใดงดงามอยู่ในนั้น เม็ดทรายทุกเม็ด—ละลายทุกสิ่งที่สัมผัส
ต้นไม้ ใบหญ้า พื้นดิน อสูร และแม้แต่— ไฮดรา ทุกอย่างที่ถูกฝนทรายตกกระทบสลาย แตก กลายเป็นฝุ่นละเอียดและยังไม่จบ ริชชี่ยกมือขึ้นอีกครั้งสร้างพายุทราย สองลูก ก่อตัวขึ้นตรงหน้าไฮดราโดยตรง แรงดูดมหาศาลเริ่มฉีกทุกสิ่ง อวัยวะ หัว ลำตัว ถูกดูดเข้าไป บด ปั่น จนกลวงจากภายใน แล้วริชชี่ก็ วิ่ง
           ไม่ใช่วิ่งอย่างนักรบ
           ไม่ใช่วิ่งอย่างผู้เชี่ยวชาญ
แต่เป็นการวิ่งแบบคนที่ไม่คิดอะไรอีกแล้ว ทุลักทุเล สะดุดแต่ไม่หยุด เธอพุ่งเข้าไปโอบกอด ขา ของไฮดราแล้ว—พลังระเบิดออกจากร่างเธอเป็นระลอก ทุกสิ่งในระยะ แตก สลายกลายเป็นทราย
ไฮดรา—ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างมันละลายกลายเป็นฝุ่นแต่กลไกของมันยังทำงาน อวัยวะใหม่งอกขึ้นหัวใหม่โผล่ ลำตัวใหม่ปูดพองเพื่อต่อสู้กับ “ความตาย” ของตัวเอง
สนามรบทั้งหมด—แทบหยุดหายใจ ทั้งมนุษย์ ทั้งอสูร
ไม่มีใครเคลื่อนไหว
ไม่มีใครพูด
ไม่มีใครกล้าหันหน้าหนี
ภาพตรงหน้า—คือ อสุรกายวันสิ้นโลก ที่มีชีวิต
 
           ไฮดราที่ไม่เหลือรูปลักษณ์เดิม หัวงอกกระจัดกระจายราวขนของผลไม้ประหลาด ลำตัวใหญ่จนไม่สามารถยืนได้ มันกำลังละลายกลายเป็นฝุ่นทราย ใจกลางร่าง—พายุทรายสองลูกปั่นจนกลวงแต่การงอกยังไม่หยุด ยังดื้อดึง ยังฝืนอยู่และในวินาทีนั้นสัญชาตญาณของทุกชีวิต—ไม่ว่าจะมนุษย์หรืออสูร เลือก “ข้างเดียวกัน” โดยไม่ได้นัดหมาย ทุกสายตา ทุกจิตใจต่าง เชียร์พายุทราย เพราะทุกคนรู้ดี—ถ้า มัน ไม่ตายลงที่นี่ สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอาจกลายเป็น อสูรกายที่ไม่มีใครหยุดได้อีกตลอดกาล และริชชี่—ยังคงกอดมันไว้กลางฝนทรายกลางพายุกลางวันสิ้นโลก               
           พายุทรายเพิ่มจาก สองลูก เป็น สี่ลูก พวกมันปั่นร่างไฮดราราวกับถูกโยนเข้าเครื่องบด แรงหมุนฉีกกระชากทุกอวัยวะ ทุกหัว ทุกแก่นเวทที่เหลืออยู่
ท้องฟ้า—แตกสลาย ความมืดแผ่ลงมาราวกับชั้นบรรยากาศกำลังพังทลายแสงอาทิตย์ถูกกลืน ลมคำรามเหมือนโลกกำลังกรีดร้อง
ไฮดรายังคงดิ้นรนยิงสายฟ้าออกมารอบตัวอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ที่รู้ว่ากำลังจะตายแต่ไม่ยอมรับชะตา
ริชชี่ไม่หยุดพลังของเธอถูกสาดออกมาไม่ขาดสาย ฝนทราย ยังคงทำงานต่อเนื่อง ไม่อ่อนแรง ไม่ถอย เม็ตช์และบัฟลอยอยู่กลางท้องฟ้าห่างออกมาในระยะที่คิดว่าปลอดภัย
 
           แม้จะเป็นขุนพลแห่งความมืด แม้จะผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน แต่ทั้งสองยัง สั่น เมื่อมองภาพตรงหน้า นี่ไม่ใช่การต่อสู้แต่มันคือ—การลบล้าง
ริชชี่จะหยุดหายนะนี้ได้ไหม? ทุกคนยังนิ่ง ยังยืน ยังดู เวลาผ่านไปช้า ยาวนานจนแทบขาดใจ
เมื่อไหร่—ฝันร้ายราวโลกแตกนี้จะหยุดลง?
และในที่สุด…ในที่สุด—ไฮดราเริ่ม เล็กลงไม่ใช่เพราะขนาดตัวหดแต่เพราะร่างของมัน 
           สลายกลายเป็นทรายมากขึ้น… มากขึ้น
มันไม่งอกใหม่ ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เพราะ— งอกไม่ไหวอีกแล้ว กลไกของมันพัง พลังที่เคยฝืนความตายหมดลง
ไฮดราสลาย แตก พัง จนเหลือเพียง—ภูเขาทราย ความเงียบเข้าปกคลุมสนามรบ ทั้งมนุษย์ ทั้งอสูรต่างหันมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครอยากสู้ต่ออีกแล้ว อสูรเริ่มแตกตื่น วิ่งหนี ถอยร่น มุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางของทวีปอัลเทรนน์
ทหารมนุษย์ทรุดลงด้วยความเหนื่อยล้า หลายคนแทบยืนไม่ไหวแต่แล้ว—เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะ มันขยาย กึกก้อง ไหลจากแนวรบฝั่งตะวันออกลากยาวลงไปถึงตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักร
ชัยชนะ—ที่แลกมาด้วยทุกอย่าง
ไซรัสถึงกับทรุดเป็นลมไปถึงห้านาทีเมื่อเห็นไฮดราล้มลงจริง ๆ
ทหารผู้ดูแลรีบนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้พยายามช่วยให้เธอได้ผ่อนคลาย แม้หัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด สนามรบฝั่งตะวันออก ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
 

แต่—วิกฤตยังไม่จบไม่แม้แต่น้อยเพราะทางฝั่งตะวันตก

โกเลมทองคำได้บุกถึงรั้วหน้าของอาณาจักรแล้ว กองกำลังของซาเฮลแตกพ่ายไม่เหลือรูปขบวน
ราฟาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ แต่โกเลมทองคำ—ยังไม่บุบสลาย มันยังอยู่ครบ 
สามสิบแถว สามสิบตอน
กองทัพโลหะสีทองเดินหน้าพร้อมกันก้าวแล้วก้าวเล่า ไม่หยุด ไม่ชะลอและกำลังเข้าใกล้เมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
 

บ้านเด็กกำพร้า 
บ้านเด็กกำพร้าแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เวลอน โรมัน เอลิซ เด็ก ๆ และผู้อพยพอีกหลายร้อยชีวิต ทุกคนยังคงนั่งสวดภาวนาเรียกนาม กราวด้า หรือจะพูดให้ถูก—ต่อ เจ้าหุ่นขี้ผึ้ง กราวด้าหมายเลข 1
ศรัทธา ความหวังและคำอธิษฐานที่บริสุทธิ์
พลังเหล่านั้นหลั่งไหลเติมเต็มเศษวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ภายในร่างขี้ผึ้ง ราวกับการปลูกบางสิ่งขึ้นใหม่จากซากที่ตายแล้ว
ดวงตา…เริ่มมีแวว ไม่ใช่แววของวัตถุแต่เป็นแววของ ชีวิต
แม้มันจะไม่เคยขยับแต่มันรับรู้ทุกอย่าง 
มันรู้ว่าราห์ซูร์พกมันติดตัวไว้ตลอด
มันรู้ว่าเขาเคยร้องไห้ให้กราวด้า
และมันรู้—ว่าตอนนี้ หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา
เจ้าหุ่นขี้ผึ้ง ยิ้ม แล้ว…มันก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
ทุกคนเห็น ทุกคนเป็นพยาน หุ่นขี้ผึ้งของกราวด้าลุกขึ้นยืนและ—มันพูดได้
           “ขอบคุณทุกท่านเจ้าค่ะ ที่สวดภาวนาให้ฉัน”
           “พลังศรัทธาของพวกท่านทำให้ฉันกลับมาอีกครั้ง”
เวลอนหน้าซีดเหมือนคนเห็นผี
           “ตะ…ตะ…ตุ๊กตาที่ท่านกราวด้าให้มา มัน…มันพูดได้!!”
เอลิซตกใจไม่แพ้กัน เธอคือคนที่รับตุ๊กตานี้มาจากมือของกราวด้าเอง
           “ท่านกราวด้า…?!”
เจ้าหุ่นส่ายหน้าเบา ๆ
           “ไม่ใช่เจ้าค่ะ” “ฉันคือสิ่งที่ท่านกราวด้าสร้างขึ้นเพื่อช่วยท่านและทำตามเจตจำนงของท่าน”
น้ำเสียงนิ่งมั่นคงไม่มีความลังเล
           “บัดนี้ บ้านเมืองของเรามีภัย ฉันต้องไปหยุดภัยที่จะทำลายเมืองของเรา”
เวลอนมองร่างเล็กตรงหน้าสูงเพียงหนึ่งฟุตด้วยความกังวล
           “แต่…ท่านจะไหวหรือ?”
เจ้าหุ่นยิ้มอีกครั้ง
           “ไหวเจ้าค่ะ เพียงขอให้พวกท่านสวดภาวนาให้กราวด้าต่อไป พลังศรัทธาของพวกท่านจะเป็นพลังให้ฉัน”
พูดจบ—เจ้าหุ่นร่ายเวทย์ทันทีม่านพลังโปร่งใสก่อตัวขึ้นครอบคลุมบ้านเด็กกำพร้าทั้งหลังปกป้องทุกชีวิตภายใน
ในจังหวะนั้น กอร์น เด็กกำพร้าพี่ใหญ่ของบ้านยกเครื่องมือสื่อสารเวทย์ขึ้น เขาบันทึกภาพ บันทึกเสียง และส่งต่อพร้อมข้อความสั้น ๆ
           “สวดให้กราวด้า”
คลิปถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วแพร่กระจายไปยังทุกค่ายอพยพทุกแนวรับและในที่สุด—ถึงห้องบังคับการของไซรัสทหารรีบนำคลิปไปให้เธอดู
ไซรัสชะงักดวงตาเบิกกว้าง
           “ท่านกราวด้า…!”
           “ที่ผ่านมานี่แอบสร้าง วิญญาณเทียม งั้นหรือ”
เธอสบถเบา ๆ แต่แฝงรอยยิ้มบาง
           “ซนมากเลยนะท่าน…”
สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
           “แต่นี่มันหมายความว่าอะไร”
           “การสวดภาวนา…ให้กราวด้า มีผลต่อพลังของมันจริง ๆ งั้นหรือ?”
หนังสือเวทย์หลายเล่มเปิดขึ้นกลางอากาศ ไซรัสอ่าน ค้น สายตาวิ่งไปตามตัวอักษรอย่างรวดเร็ว เธอขมวดคิ้วนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้ว—เข้าใจ
           “แจ้งไป”
           “แจ้งไปทุกที่”
           “ทุกค่ายอพยพ”
           “ทุกค่ายทหาร”
           “ใครว่าง—ให้สวดภาวนาให้ท่านกราวด้า”
           “เดี๋ยวนี้เลย!!!”
ไซรัสกัดเล็บนิ้วโป้ง นิสัยเก่าที่เธอพยายามเลิกแต่กลับมาอีกครั้ง
           “วิญญาณเทียมดวงนั้น…”
           “ถ้ามันยึดถือเจตจำนงของผู้สร้างจริง…”
เธอเงยหน้าขึ้นสายตามีทั้งความหวังและความกลัว
           “หวังว่ามันจะพูดจริง” “หวังว่า…เราจะโชคดีขนาดนั้น”
 
 

และในวันนั้น กราวด้าหมายเลข 1 ตื่นขึ้นไม่ใช่ในฐานะสิ่งของ
แต่ในฐานะเจตจำนงที่เดินได้ของกราวด้า
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา