ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,203 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

75) ขุลพลแห่งความมืดเข้าสู่สนามรบ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
ไม่นานนักไซรัสก็กลับมานั่งยังตำแหน่งของตนกลางห้องบัญชาการ สีหน้าเธอเปลี่ยนไปไม่ใช่ความสิ้นหวังอีกแล้วแต่เป็นความแน่วแน่ราวกับคนที่ เลือกทางเดินแล้ว เธอเปิดอ่านเอกสารคำร้องลายมือของแซร์คคำขออนุญาตนิรโทษกรรมชั่วคราวให้แก่นักโทษอุกฉกรรจ์ทั้งสี่
            บัฟ เบลเซบับ
            เม็ตช์ บาโฟเมต
            เกอร์ ด็อปเปลแกงเกอร์
            ริชชี่ โอซิริส
ไซรัสเงยหน้าขึ้นออกคำสั่งด้วยเสียงชัดเจน
            “บัดนี้ นักโทษทั้งสี่ถูกปลดปล่อยเพื่อทำคุณประโยชน์ต่อวาเลเธียเป็นการชั่วคราว”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนอ่านคำสั่งต่อ
            “อนุญาตให้เคลื่อนกำลังสนับสนุนดังนี้—เกอร์ ด็อปเปลแกงเกอร์ เข้าสู่สนามรบฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เสริมกำลังให้ราชินีกราวด้า
ส่วน บัฟ เบลเซบับ เม็ตช์ บาโฟเมต และริชชี่ โอซิริส ให้เดินทางเข้าสู่สนามรบฝั่งตะวันออกเฉียงใต้สมทบกำลังราชาราห์ซูร์ ทันที”
 
 

เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องบัญชาการ ทหารทุกนายตกใจแต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน ในสภาพเช่นนี้ไม่มีใครคาดหวังอะไรแล้ว นักโทษสี่คน…จะเปลี่ยนอะไรได้กัน?
 
 

เกอร์ ด็อปเปลแกงเกอร์ คือผู้ที่ไปถึงสนามรบก่อนใคร เขาปรากฏตัวกลางอากาศเข้าขวางระหว่างเอมิลี่กับกราวด้าในทันที
เส้นผมสีม่วงปลิวตามแรงพลัง เขาโค้งให้กราวด้าอย่างงดงาม
            “ขุนพลแห่งความมืด ด็อปเปลแกงเกอร์ ขอรายงานตัวต่อท่าน จักรพรรดินีแห่งความมืด”
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องเอมิลี่โดยไม่สะทกสะท้าน
            “โปรดถอยไปก่อนกระหม่อมจะเป็นคู่มือให้หญิงใจทรามคนนี้เองพะย่ะค่ะ”
เอมิลี่หยุดมองเขาด้วยสายตาดูแคลน
            “แมลงอีกตัวบินเข้ากองไฟสินะ”
 
 

            “ไปช่วยแซร์คก่อนเถอะ” เสียงกราวด้าเรียบแต่เด็ดขาด
เกอร์ชะงักสีหน้าลังเล
            “ตะ… แต่—”
            “ไม่ต้องแต่” กราวด้าตัดบททันที
            “ฉันเชื่อว่าถ้านายร่วมมือกับแซร์คจะสามารถโค่นเทพศาสตราได้”
เธอมองเขาตรง ๆ
            “รีบไปจัดการซะแล้วค่อยมาสมทบฉัน”
เกอร์สูดลมหายใจก่อนโค้งอีกครั้ง
            “เช่นนั้นกระหม่อมจะรีบกลับมา”
ร่างของเขาจางหายไปต่อหน้าทั้งสอง
 
 

เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ “ดูมั่นใจจริงนะว่าไอ้โง่สองตัวนั่นจะเอาชนะเทพศาสตราได้” เธอส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
แต่กราวด้า…ยิ้ม
            “กับหนุ่มเจ้าสำอางผมสีม่วงคนนั้น ถ้าไม่เคยสู้ด้วยเธอไม่มีวันรู้หรอกว่าเขาเก่งแค่ไหน”
รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ
 
 

กราวด้ายกไม้เท้าขึ้นเมื่อรับรู้ได้ชัดเจนว่าขุนพลแห่งความมืดทุกคนถูกปล่อยลงสนามแล้ว นี่คือโอกาสสุดท้าย
เธอหลับตาและกล่าวคำสั่งด้วย วาจาประกาศิทธิ์
            “วาจาประกาศิทธิ์ : ข้าขอคืนวาจาประกาศิทธิ์ให้ บัฟ เบลเซบับ ผู้เป็นขุนพลแห่งความมืดของข้า”
—และตอนนี้สมดุลของสงครามกำลังจะเปลี่ยน
 
 

แซร์คปะทะเทพศาสตรา ในตอนนี้พวกเขายังคงอยู่ที่เดิมแนวรอยต่อชายแดนของมอร์ดานิสและวาเลเธีย การปะทะดำเนินไปอย่างสูสีพลังทำลายของเทพศาสตรารุนแรงราวภัยพิบัติแต่ พันธสัญญาแห่งราชา ของแซร์คยังคงรับมือไว้ได้
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าแซร์คจะใช้อาวุธชนิดใดเมื่อฟาดใส่เทพศาสตรา—อาวุธเหล่านั้นก็แตกสลายทุกครั้ง ราวกับไม่อาจทนรับพลังศักดิ์สิทธิ์ได้เลย ตอนนี้ทำได้แค่ต่อสู้ด้วยมือเปล่าและพลังทำลายจากท่าโจมตีพิเศษเท่านั้น
ในขณะที่ แซร์คเสียหลักถูกอัดกระเด็นไถลไปไกลบนผืนทราย เทพศาสตรากำลังจะพุ่งเข้าไปซ้ำ—แต่ในเสี้ยววินาทีเดียวเขาถูก เตะเข้าที่ก้านคอจนร่างหมุนหลายตลบกระเด็นออกไปไกล
ผู้ที่แทรกเข้ามาคือ เกอร์และเขา…อยู่ในร่างของแซร์ค ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์แต่เป็นการเลียนแบบ พลังทั้งหมด แม้กระทั่ง พันธสัญญาแห่งราชา
            “มัวเล่นอะไรอยู่”
เสียงยียวนดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเดียวกับแซร์คไม่มีผิด เกอร์ยังพูดต่อ 
            “ลูกพี่กำลังแย่ อย่าเสียเวลาตรงนี้เลย เพื่อน”
เพียงเสี้ยววินาที แซร์คก็ตั้งสติได้และในวินาทีนั้นเอง…เขารู้
คำร้องนิรโทษกรรมของเขา—เป็นผลแล้ว
            “ฉันไม่ยักรู้ว่ามีฝาแฝด” แซร์คยิ้มมุมปาก “แต่โอเค…เลิกเล่นได้แล้ว เกอร์ จัดการมันเถอะ”
เกอร์ยกมือขึ้นช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที
            “เดี๋ยวก่อน นายเข้าใจผิด”
            “ใครบอกว่าฉันจะให้นายช่วย”
แซร์คชะงัก
            “ฉันแค่มาสลับตำแหน่ง” เกอร์พูดเสียงเรียบ “ตอนนี้…นายควรไปช่วย ท่านกราวด้า นะในฐานะแม่ทัพแห่งความมืด”
คำว่า ท่านแม่ทัพแห่งความมืด ถูกเน้นหนักโดยไม่ต้องขึ้นเสียง
            “เฮ้…เจ้าตัวนั้นไม่ธรรมดานะ” แซร์คพูดเสียงต่ำ “ไหวแน่เหรอ?”
เกอร์หัวเราะเบา ๆ แต่แววตาไม่ขำ
            “อย่าดูถูกขุนพลแห่งความมืดสิ ฉันเคยแพ้ท่านกราวด้าก็จริง…และนั่นเป็นครั้งแรก”
เขาหยุดครู่หนึ่ง
            “และอาจเป็นครั้งเดียว”
ก่อนแซร์คจะตอบอะไรเทพศาสตราพุ่งเข้าโจมตี—ไม่มีคำเตือน ไม่มีสัญญาณ แต่เกอร์ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว
วูบ
ร่างของเทพศาสตราหายไปจากสนามต่อหน้าแซร์ค
            “ไปซะ” เกอร์พูดโดยไม่หันกลับ “สำหรับคนที่เคยโดนฆ่าตายไปแล้ว ถ้าท่านกราวด้าล้ม…ฉัน ริชชี่ และบัฟ จะสลายไปพร้อมกัน”
แซร์คไม่ถามอีกเขาพุ่งตัวออกไปทันที
 
 

มิติกระจกกลับด้าน
เทพศาสตราปรากฏตัวอีกครั้งยืนนิ่งอยู่กลางพื้นที่ที่ไม่สะท้อนอะไรเลย—ไม่มีพื้น ไม่มีฟ้า
            “ยินดีต้อนรับ” เกอร์พูดเสียงเรียบ “มิติกระจกกลับด้าน…สนามที่ฉันไม่แพ้ใคร”
เทพศาสตราขยับตัว พลังมหาศาลเริ่มรวมที่หมัด
            “เริ่มจากพื้นฐานก่อนแล้วกัน”
เกอร์ยกมือขึ้น
            “มิติไร้แรงโน้มถ่วง”
พื้นหายไป
โลกทั้งใบกลายเป็นห้วงลอยคว้าง ทรายสีเทากระจายรอบตัวแบบไร้ทิศทาง เทพศาสตราหมุนตัวพยายามตั้งท่าแต่แรงที่เขาเคยใช้—แรงกาย แรงเท้า แรงปะทะ—ไม่มีสิ่งใดให้ยึด
เขาพุ่งหมัดออกไปพลังขาวระเบิดกลางอากาศ—แต่พลาด ร่างเขาหมุนคว้างท่าทางแตก
เกอร์ไม่โจมตี เขาแค่ รอ
            “เข้าใจแล้ว…” เกอร์พึมพำ “พลังของแก—ต้องอาศัย ‘พื้นฐานทางกายภาพ’”
เทพศาสตราพยายามปรับตัว พยายามสร้างจุดยึด แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับยิ่งเสียสมดุล
            “ไม่ใช่ว่าแกอ่อนแอ” เกอร์พูดเสียงนิ่ง “แต่สนามนี้…ไม่ยอมรับพลังของแก”
เทพศาสตราเริ่มเหวี่ยงแขนเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกปลดเขี้ยวเล็บ
            “งั้นก็สรุปง่าย ๆ”
เกอร์กางมือ
            “ผนึกการรับรู้ทิศทาง”
โลกหมุน
ไม่ใช่ร่าง—แต่ ประสาทสัมผัส บน ล่าง ซ้าย ขวา หายไปพร้อมกัน เทพศาสตรากลายเป็นร่างทรงพลังที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเคลื่อนไหวไปทางไหน
เกอร์ถอนหายใจยาว
            “นึกว่าจะตื่นเต้นกว่านี้ แอบเสียดายนิดๆ แล้วสิ”
เขามองร่างของเทพศาสตราที่ลอยคว้างอยู่ตรงหน้า ดวงตาของเกอร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ นอกจากความนิ่งที่กดดันยิ่งกว่าความโกรธ
            “ท่านกราวด้า…” เขาพูดเบา ๆ ราวกับรำลึก “เคยเอาชนะฉันได้ ทุกด่าน เลยนะ”
สายตานั้นเลื่อนไปจับที่ร่างตรงหน้า
            “แต่แก…” 
            “…ยังผ่านด่านแรกไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
เกอร์ยกมือขึ้นวงเวททรงกลมเล็ก ๆ ก่อตัวอย่างเงียบงัน
            “กรงลูกแก้ว”
ในเสี้ยววินาที ร่างของเทพศาสตราหดเล็กลง ถูกบีบอัดจนเหลือขนาดเท่าลูกเทนนิส ถูกผนึกอยู่ในลูกแก้วใสที่ลอยเข้ามาวางนิ่งอยู่บนฝ่ามือของเกอร์
            “จะว่าไป…” 
            “ก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ”
            “ไม่มีใครเคยผ่านสักด่าน”
เขาหมุนลูกแก้วช้า ๆ มองร่างเล็กจิ๋วภายในที่ยังดิ้นรนอย่างไร้ทางออก
            “ตามจริง ฉันสามารถขังแกไว้ในนี้ได้ตลอดกาล”
            “แต่…” ดวงตาของเกอร์หรี่ลง
            “ฉันไม่ชอบทิ้งปัญหาไว้ภายหลัง”
ดวงตาทั้งสองของเขาเปลี่ยนสีเวทคัดลอกเริ่มทำงาน
เขามอง—ไม่ใช่แค่มองเห็นแต่ อ่าน โครงสร้างร่างกาย พลัง รูปแบบการไหลของเวท กลไกการทำงานของพลังระดับเทพ ทุกอย่างถูกคัดลอกอย่างช้า ๆ ละเอียด ราวกับกำลังอ่านโค้ดทุกบรรทัดบน DNA ของเทพศาสตรา
กินเวลาสักพักหนึ่ง
แล้ว—ร่างของเกอร์ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น เทพศาสตรา อย่างสมบูรณ์แบบ
            “ร่างของแกแข็งแกร่งจนไม่มีอะไรทำลายได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงของเทพศาสตราเอง “งั้นฉันก็ใช้ร่างของแก…”
            “…ทำลายตัวแกซะเลย” เพชร…ตัดเพชร เขากำลูกแก้วแน่น
กร๊อบ…
รอยร้าวปรากฏบนลูกแก้วพร้อมกับรอยแตกบนร่างเทพศาสตราตัวจิ๋วภายใน
เลือดสีขาวเริ่มไหลซึมออกมา ทั้งจากลูกแก้วและจากร่างที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดจำกัด
กร๊อบ—แกร๊ก—
            “โพล๊ะ!!!”
ลูกแก้วแตกคามือ
เลือดสีขาวไหลท่วมฝ่ามือของเกอร์ในร่างเทพศาสตรา ทุกอย่างจบลงในพริบตาเดียว
เทพศาสตรา—ถูกทำลายสิ้น โดย ด็อปเปลแกงเกอร์ หนึ่งในสี่ขุนพลแห่งความมืด
เกอร์คลายมือมองคราบเลือดอย่างไร้เยื่อใย
            “เอ้อ…”
            “น่าเบื่อแฮะ…”
เขาถอนหายใจเบา ๆ
            “คิดถึงตอนสู้กับท่านกราวด้าจังเลย”……
 
 

ตัดฉากกลับมาที่สนามรบฝั่งตะวันออก กองทัพอสูรและมังกรยังคงกดดันไม่หยุด
ราห์ซูร์ที่ถูกไฟเงินของไทฟอนเผาเข้าเต็มแรงอยู่ในสภาพย่ำแย่เขาถูกกำไว้ในมือของไทฟอนก่อนที่มังกรยักษ์จะ ปาเขาลงพื้นสุดแรงราวกับขว้างลูกเหล็กลงผืนดิน พื้นดินแตกเป็นรอยยาวยุบตัวเป็นหลุมลึกจนมองไม่เห็นก้นหลุมแต่…ราห์ซูร์ยังไม่ยอมแพ้ ร่างที่เปรอะเปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยรอยไหม้ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมอย่างเชื่องช้าลมหายใจขาดเป็นช่วง ๆ
ยังไม่ทันตั้งตัวลาดอน ตวัดหางเข้าฟาดใส่หวังไม่ให้เขาได้พักแม้แต่วินาทีเดียว ราห์ซูรหยุดหางนั้นไว้ได้ ก็โดนไฮดร้าตบอีกครั้ง จนหัวหมุน เพลิงจากปากมังกรทั้ง 3 รุมยิงใส่เขาไม่หยุดสลับทั้งตบทั้งฟาด แต่ดูเหมือนพวกมันจะยังไม่ฆ่าเขา พวกมันกำลังหยอก และนวดเขาให้หมดสภาพ อาจเป็นเพราะ เอมิลี่ สั่งให้จับเป็น
แต่เสียงหนึ่งดังขึ้น “วาจาประกาศิต: ราห์ซูร์อยู่กับบาโฟเมต”
ราห์ซูร์ที่อยู่ในร่างอวตาราชามิติที่แทบไม่เหลือสภาพต่อสู้ จากการโดรุม หายไปต่อหน้ามังกรทั้ง 3 และ ตอนนี้ปรากฎอยู่กับเม็ตช์ 
พลังรักษาของเม็ตช์ถูกปล่อยออกมา ไหลเข้าสู่ร่างของราชามนุษย์ บาดแผลเริ่มสมานลมหายใจเริ่มกลับมา
 
 

บัฟ และ เม็ตช์ ลอยคู่ขนาบข้างราห์ซูร์ราวกับผู้พิทักษ์ พวกเขา…ลงสนามแล้ว
แต่ ริชชี่ ล่ะ? เธออยู่เบื้องล่างวิ่งอย่างตื่นตระหนกอยู่หลังแนวตั้งรับ เธอบินไม่ได้และยังไม่ทันได้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยด้วยซ้ำ
ทั้งบัฟและเม็ตช์ คิดเหมือนกันโดยไม่ต้องพูดออกมา
“ไร้ประโยชน์จริง ๆ อย่าให้ใครรู้นะว่าเป็นขุนพลแห่งความมืด…”
 
 

ตอนนี้ บัฟ เบลเซบับ ได้รับ วาจาประกาศิต คืนมาแล้ว เขาเองยังไม่อยากเชื่อว่ากราวด้าจะมอบสิ่งนี้ให้คืนจริง ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดมาก บัฟยกมือขึ้นวงเวทย์สีแดงเข้มก่อตัวด้านหลังเรืองแสงและ รอการใช้งาน
            “ดีใจจริง ๆ ที่ได้เจ้ากลับมา”
เขายิ้มบาง ๆ
            “ขอใช้ประเดิมเลยก็แล้วกัน”
ก่อนที่ บัฟจะพูดอะไรออกไป 
            “ส่งฉันกับไทฟอนไปที่ไหนก็ได้” ราห์ซูร์พูดเสียงหนักแน่น ก่อนจะชี้ไปยังปราสาทวาเลเธีย
ยอดปราสาทส่วนบน หายไปทั้งแถบ จากการยิงเพียงครั้งเดียวของมัน—และนั่น…ยังไม่ใช่พลังเต็มกำลังด้วยซ้ำ
บัฟหันไปมอง ภาพความเสียหายทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
            “พลังของไทฟอน…”
            “อันตรายจริง”
เขาคิดเร็ว ก่อนจะเอ่ยขึ้น
            “ถ้าอย่างนั้น…จะให้ส่งไปไหนดี ท่านราชา”
            “นรกใต้พิภพล่ะ?” เขาหยุดเล็กน้อย “แค่ต้องปรับเวลาให้เท่ากับบนผืนดินก่อน” บัฟเสริมขึ้นเสียงเรียบแต่ยังไม่มั่นใจนัก
            “อย่างน้อย…ก็เอามันออกจากที่นี่” ราห์ซูร์พูดสั้น ๆ แต่เด็ดขาด
            “ได้” บัฟพยักหน้า “รอจนฉันร่ายเวทย์เสร็จ”
เสียงคำรามของมังกรกึกก้อง ทั้งสามหัวโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกคนต้องหลบหลีกการโจมตีอย่างต่อเนื่องเพื่อถ่วงเวลา—จนกว่า วาจาประกาศิต จะพร้อมใช้งานอีกครั้ง
บัฟยกมือขึ้นเวทเริ่มก่อตัว
            “วาจาประกาศิต:” “เวลาของนรกใต้พิภพ จะเดินเท่ากับเวลาบนผืนดิน”
โครงสร้างเวลาถูกจัดเรียงใหม่ เพื่อเตรียมรับการเคลื่อนย้าย ในเวลาเดียวกัน เม็ตช์พุ่งเข้าปะทะไฮดราไม่ใช่เพื่อฆ่า—แต่เพื่อ หยั่งเชิง เขาบินหลบสายฟ้าที่พุ่งออกจากปากของไฮดราอย่างต่อเนื่อง รอให้ราห์ซูร์และบัฟกันไทฟอนออกจากสนามรบเสียก่อนแล้วจึงค่อยลงมือจริง
ราห์ซูร์พุ่งเข้าใกล้ไทฟอนล่อความสนใจของมันอย่างจงใจ ตอนนี้เขาเริ่มรับมือได้ดีขึ้นเพราะมังกรอีกสองตัว—หันไปสนใจ “ผู้มาใหม่” แทน
ลาดอนคำรามกึกก้องมันไล่ฟาดหางและยิงไฟสีแดงเข้มราวลำแสงเลเซอร์ใส่บัฟไม่หยุดพลังทำลาย ต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
มันตั้งใจจะฆ่า
บัฟบินหลบอย่างเฉียดฉิวสีหน้าแม้จะยังยียวน แต่แววตาจริงจัง
            “ไฟแรงจริงนะ…”
            “โดนเข้าไปนี่ตายแน่เลย”
เขาเอียงหัวเล็กน้อย
            “เจ้ามังกรร้อยหัว…แกชื่ออะไรนะ”
            “ลาดอน…ใช่ไหม?”
บัฟยังคงหลบ รอจังหวะสุดท้ายแล้วเสียงของเขาก็ดังก้อง
            “วาจาประกาศิต:” “ราห์ซูร์ และ ไทฟอน—อยู่ในนรก!!”
ทันทีที่คำสุดท้ายหลุดออก เวทมนตร์ทำงาน สนามรบฉีกขาดแรงดูดมหาศาลกลืนกินทุกอย่างในจุดศูนย์กลาง ราห์ซูร์ และ ไทฟอนหายไปในเสี้ยววินาที
 
 

—พวกเขาปรากฏตัวในนรกใต้พิภพ โลกที่มีแต่ ลาว่าและหินร้อน ไร้ท้องฟ้า แผ่นดินกลับด้าน เสียงคำรามสะท้อนก้องไม่รู้จบ สนามรบแห่งใหม่ที่ไม่มีสิ่งใดให้พัง—นอกจากกันและกัน
ภายหลังจากที่ราห์ซูร์และไทฟอนถูกส่งลงนรกสนามรบด้านบนเงียบลงเพียงชั่วขณะ
เม็ตช์เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนน้ำเสียงเรียบ สุขุม ราวกับกำลังพูดเรื่องงานธรรมดา
            “แบ่งกันดีไหมครับ”
            “คนละตัว”
บัฟหันมามองทันที ก่อนตัดบทโดยไม่เปิดโอกาสให้ต่อความ
            “อย่าพูดมากเลย เม็ตช์”
เขาชี้เป้าอย่างชัดเจน ไม่มีลังเล
            “ถ้าจะแบ่ง—”
            “ฉันเอา ตัวแดงที่หัวเยอะ ๆ นั่น”
            “แกเอา ตัวฟ้าสองหัว”
คำสั่งจบ
บัฟไม่รอ
ไม่เตรียมท่า
ไม่ยืดเยื้อ

            “วาจาประกาศิต:” “มังกรแดงหลายหัวตรงหน้าข้านี้—หัวใจหยุดเต้นทันที”

เพียงคำเดียวสนามรบก็เงียบงันยังไม่ทันที่ใครจะตั้งคำถาม—ร่างของ ลาดอน สะดุ้งแรง หัวทั้งร้อยดิ้นทุรนทุรายพร้อมกัน หางบิดงอ เกล็ดกระตุกผิดธรรมชาติ แล้ว—มันก็ ล้มลง ไม่ใช่แค่ทรุด ไม่ใช่แค่บาดเจ็บ
            แต่—ตาย
มังกรแดงหลายหัว ร่างมหึมา แน่นิ่งไปตลอดกาล
            “……” เม็ตช์ยืนนิ่งความเงียบครอบงำเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความอึ้งเล็กน้อย
            “ทำไม…ไม่บอกท่านราห์ซูร์ว่า ทำแบบนี้ได้ ล่ะครับ”
บัฟชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบกลับแบบแก้ตัวลอย ๆ
            “จะไปรู้เหรอ”
            “ก็ราชาสั่งเองว่าให้ส่งเขาไปนรก”
            เม็ตช์ “……”
            บัฟ “……” ก่อนจะถอนหายใจ
            “เออ…ก็ได้”
            “ฉันผิดเอง”
            …..

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา