ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,134 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

74) มังกรทั้ง 3 กับราชามนุษย์

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เอมิลี่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ความยินดีแต่คือความพึงพอใจที่น่าหวาดกลัว

เธอไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ขยับก่อนคือ โกเลมทองคำ พวกมันเริ่มเคลื่อนที่เป็นแถวจากนั้นจึงเร่งฝีเท้า
แตกกระจายตัวและพุ่งเข้าหาแนวหน้าของกองทัพมอร์ดานิส

การปะทะเริ่มขึ้นแล้ว…

 

 


         “เพื่อมอร์ดานิส!!  เพื่อลูกหลานของเรา!!!”

เสียงคำรามของซาเฮลดังก้องก่อนที่เขาจะสั่งให้ทหารทั้งหมดเข้าต้านทาน

โซ่เหล็ก ตาข่าย เวทไฟ เวทน้ำแข็ง ก้อนหิน และกระสุนจากปืนใหญ่เวทถูกกระหน่ำใส่โกเลมทองคำอย่างไม่ยั้ง แต่ไร้ผล ไม่มีรอยร้าว ไม่มีรอยขูด

ทำได้เพียงผลักร่างทองคำนั้นให้กระเด็นออกไปชั่วครู่ ก่อนที่มันจะลุกขึ้นแล้วเดินหน้าต่อราวกับไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้

 


ในพริบตาเดียว เทพศาตรา หายไปจากด้านหลังของเอมิลี่ เป้าหมายของเขาชัดเจน กราวด้า เขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอหมายจะตัดศีรษะให้สิ้นในจังหวะเดียว

แต่คมดาบนั้นถูกหยุดไว้ โล่แห่งราชา ปะทะเข้าเต็มแรง แซร์คยืนขวางอยู่ตรงนั้น

กราวด้ายังคงยืนนิ่งดวงตามองการปะทะของทั้งสองเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

 


         “โถ่เอ้ย… พี่ชาย” แซร์คพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยปนเสียดาย “ไม่น่าไปยุ่งกับผู้หญิงอย่างเอมิลี่นั่นเลย” เขามองเทพศาตราราวกับมองเงาของใครบางคนในอดีต “เจ้าชายอัซราม…คนที่ข้าเคยชื่นชม”

เสียงเขาแผ่วลง

         “แม้ว่าวิญญาณของพี่จะสลายไปแล้วก็ตาม”

แซร์คยกโล่ขึ้นสายตาแข็งกร้าว

         “มาเถอะ มาแข่งกันให้จบระหว่างฉันกับพี่ชาย”

เขาเบนตัวเล็กน้อยบังกราวด้าไว้ด้านหลัง

         “อย่าไปกวนผู้นำ ปล่อยให้พวกเขาคุยกันส่วนของเรา…คือสนามนี้”

 

 


แซร์คพุ่งเข้าใส่ก่อนฟาดท่าประสานเต็มกำลัง

         Grand Cross – Absolute

แรงปะทะอัดใส่เทพศาตราจนร่างของเขากระเด็นตกลงกระแทกผืนทรายอย่างรุนแรง แซร์คไม่หยุดเขาตามเข้าไปซ้ำฟาดลงอีกครั้งโดยไม่เปิดช่องว่าง แต่เทพศาตราก็ลุกขึ้นตอบโต้กลับอย่างดุดันไม่แพ้กัน คมอาวุธพลังศักดิ์สิทธิ์
และแรงกระแทกปะทะกันจนผืนทรายระเบิดกระจาย

 

 


การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด

ฝั่งมอร์ดานิสเสียกำลังพลลงเรื่อย ๆ ในขณะที่โกเลมทองคำยังไม่ล้มลงแม้แต่ตัวเดียว

พวกเขาทำได้เพียง ยันมันไว้ ถ่วงเวลาแลกด้วยชีวิต

และหวังเพียงสิ่งเดียว—ให้กราวด้าสามารถโค่นเอมิลี่ลงได้ก่อนที่โกเลมทองคำจะบุกทะลวงมาถึงค่ายผู้อพยพ

กราวด้ายกมือขึ้นเหนือศีรษะอากาศบิดตัวก่อนที่ ไม้เท้าค้ำพิภพ จะถูกอัญเชิญลงมาอยู่ในมือเธอ

ปลายไม้เท้าเปล่งแสงสีแดงร้อนราวกับเปลวเพลิงที่เผาไหม้แก่นโลกหัวไม้เท้าเป็นหินออบซิเดียนสีดำสนิท
ดูดกลืนแสงรอบข้างจนดูผิดธรรมชาติ

ในเสี้ยววินาทีเดียว เวทวาจาประกาศิทธิ์ ถูกเปิดใช้งานวงเวทนับถอยหลังปรากฏขึ้นรอบตัวเธอ
ทุกหนึ่งนาที เธอจะใช้มัน

แต่ครั้งแรก—กราวด้าไม่ลังเล “เอมิลี่… ตายทันที

คำสั่งถูกปลดปล่อยพลังเวทพุ่งตรงเข้าใส่เอมิลี่ ไม่ใช่คมดาบ ไม่ใช่ลูกไฟแต่คือ คำสั่งให้ความจริงเปลี่ยนไป

ราวกับโลกจะยอมรับว่าเธอควรตาย แต่ในจังหวะนั้นเองพลังบางอย่างเปล่งประกายขึ้นรอบร่างเอมิลี่

พลังเทพพันธะสัญญาเทพปฐพี

มันทำงานเองบดขยี้คำสาปนั้นทำลายมันอย่างง่ายดาย

เอมิลี่…ยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอเพิ่งรอดตายไป

 

 


กราวด้าหรี่ตาลงประเมินผลลัพธ์เพียงชั่วลมหายใจ

         “ดูเหมือน…อำนาจของวาจาประกาศิทธิ์จะไม่สามารถบังคับ ‘พลังของเทพ’ ได้โดยตรงสินะ”

เธอรู้ดีว่าการใช้เวทวาจาประกาศิทธิ์กับ ตัวเอง คือการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงในระดับที่อันตรายเกินไป มันอาจส่งผลย้อนกลับและอาจกระทบถึงลูกในท้องของเธอ

กราวด้าจึงต้องเลือกทุกคำพูดอย่างระมัดระวังที่สุด

 

 


         “เมื่อกี้นี่มันอะไร?”

เอมิลี่หัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

         “แค่พูดว่าให้ฉันตาย ฉันก็จะตายเลยงั้นเหรอ?”

เธอยิ้มกว้างรอยยิ้มนั้นเย็นชา

         “โอ้… กราวด้า ถ้าฉันไม่ได้ทำพันธะสัญญาเทพกับท่านเทพปฐพี ฉันคงตายไปแล้วจริง ๆ”

เธอกางแขนเล็กน้อยราวกับอวดพลัง

         “เธอนี่มันร้ายจริง ๆ”

ดวงตาของเอมิลี่ส่องประกายมั่นใจ

         “แต่ตอนนี้…ไม่ว่าอะไรก็ทำอะไรฉันไม่ได้แล้ว”

         “ฉันเหนือกว่าแกทุกด้าน”

 

 


กราวด้ายิ้ม

ไม่ใช่รอยยิ้มโกรธ ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ย แต่คือรอยยิ้มของคนที่ ได้ข้อมูล

         “ถึงกับบอกความลับของตัวเองให้ฉันรู้เลยเหรอ”

เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย

         “เธอคงเหนือกว่าฉันเกือบทุกด้านจริง ๆ นั่นแหละ”

น้ำเสียงเธอราบเรียบ

         “แต่มีอยู่ด้านหนึ่งที่เธอไม่เคยเหนือกว่าฉันเลย”

กราวด้าชี้ไปที่ศีรษะตัวเอง

         “สมอง ไง เอมิลี่ รู้จักไหม?”

 

 


กราวด้าลอยตัวขึ้นอากาศรอบตัวบิดงออีกครั้ง หลุมดำขนาดเล็กสี่ลูกถูกสร้างขึ้นพร้อมกัน

มันพุ่งเข้าใส่เอมิลี่ไม่ได้เพื่อทำลาย แต่เพื่อ หน่วงเวลา บิดจังหวะ ทำให้การเคลื่อนไหวผิดพลาด พลังนั้นไม่อาจทำร้ายเอมิลี่โดยตรงแต่ก็ทำให้เธอช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

         “หน่อย…อีนังสารเลว…”

เอมิลี่คำรามความโกรธปะทุขึ้นทันที

         “คนชั่วอย่างแก…ต้องถูกตัดเป็นชิ้น ๆ !!!”

เธอเหวี่ยงดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ คลื่นดาบสีขาวพุ่งฉีกอากาศซัดใส่กราวด้าไม่หยุด กราวด้าหลบหลีกบนท้องฟ้า
อย่างฉิวเฉียดทุกครั้ง

ท้องฟ้าแตกกระจาย เมฆถูกฉีก พื้นดินถูกผ่า ทหารและโกเลมทองคำที่โดนลูกหลงถูกทำลายทันที

ความแตกต่างมีเพียงอย่างเดียว—ทหาร…ตายแล้วตายเลยแต่โกเลมทองคำกลับประกอบร่างขึ้นใหม่
ราวกับของเล่นตัวต่อ

 

 


และเมื่อกราวด้าเห็นช่องว่าง เธอดิ่งตัวลงต่ำกว่าเอมิลี่ ไม้เท้าค้ำพิภพเปล่งแสงร้อนแรงขึ้นถึงขีดสุด

         “วาจาประกาศิทธิ์ :เวททำลายล้าง ระดับสาม

ไม่มีการร่าย

ไม่มีการรอเวลา

คำสั่งถูกประกาศและโลก…ต้องทำตาม

พลังทำลายล้างระดับสามดันร่างเอมิลี่ขึ้นสู่ท้องฟ้า

มันขยายตัวราวกับดวงอาทิตย์ลูกที่สองก่อนจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง แสงนั้นมองเห็นได้ไกลแม้แต่จากปราสาทวาเลเธีย

 

 


เมื่อแสงจางลง เอมิลี่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศ ไม่บาดเจ็บแม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ขาดพลังเทพห่อหุ้มเธอไว้ครบถ้วน

กราวด้ากำไม้เท้าแน่นหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

         “นังปีศาจ…”

เธอพึมพำในใจ

         “ฉันจะโค่นมันได้ยังไงกัน…ถ้าเป็นแบบนี้”

 

 


การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปและเอมิลี่…เริ่มใช้พลังที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอกางมือลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อรูปขึ้นรอบกราวด้าผนังแสงปิดผนึกอย่างรวดเร็ว

หากมันสร้างสมบูรณ์ พลังศักดิ์สิทธิ์ภายในจะปะทุ แผดเผาทุกสิ่งที่ถูกขัง จนเหลือเพียงฝุ่นผง

แต่กราวด้า…ยังไม่ช้าเกินไป เธอใช้ วาจาประกาศิทธิ์กับตัวเองเปลี่ยนขั้วพลังให้เป็น ขั้วเดียวกับเอมิลี่ แรงผลักเกิดขึ้นทันที ร่างของกราวด้าถูกดีด—หรือถึงขั้น วาร์ป หลุดออกจากลูกบาศก์ ในเสี้ยววินาทีก่อนผนังแสงจะปิดสนิท

หลุมดำขนาดเล็กยังคงหมุนวนถ่วงการเคลื่อนไหวของเอมิลี่ไม่หยุดแต่ถึงอย่างนั้น—เธอก็ยังไม่เสียเปรียบ ดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ฟาดฟัน ลูกบาศก์ถูกสร้างแล้วทำลาย ระเบิดพลังปะทุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้องฟ้ากลายเป็นสนามทำลายล้าง

 

 


         “ตายซะ นังงูพิษ!!! ตายซะ ไอ้ขี้ขโมย!!!”

เอมิลี่คำราม พลังไม่ลด ไม่ช้าลง ราวกับเธอไม่ต้องหายใจ

         “ถ้าไม่มีแก ราห์ซูร์ก็ยังเป็นของฉัน!!!!”


ต่างจากกราวด้า เธอเริ่มหอบแม้จะหลบการโจมตีได้ แต่หลายครั้งเป็นเพราะแรงผลัก แรงเด้งและการบิดกฎฟิสิกส์ของขั้วพลัง ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน

กราวด้ากระตุกมือกุมท้องโดยสัญชาตญาณลมหายใจขาดช่วง

เอมิลี่เห็นเข้าและยิ้มอย่างสะใจ

         “เป็นอะไรล่ะ…เหนื่อยแล้วเหรอ…”

น้ำเสียงเยาะเย้ยแววตาเหยียดหยาม

         “ผู้หญิงสารเลว…ร่างจักรพรรดินีแห่งความมืดก็ปวดท้องเป็นเหมือนกันงั้นเหรอ…”

เธอหัวเราะเสียงดัง

         “น่าสมเพชจริง ๆ…ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า…”

 

 


กราวด้าหอบแต่ในจังหวะที่เอมิลี่หยุดเธอได้พักหายใจเพียงพอแล้วเธอก็…ยิ้ม

         “ไม่ใช่ปวดท้องธรรมดาหรอก…”

เสียงเบาแต่คม

         “เพราะเป็น เจ้าตัวเล็กของราห์ซูร์ ต่างหาก…”

กราวด้าลูบท้องตัวเอง รอยยิ้มนั้นไม่ใช่การเย้ยแต่คือ การอวดชัยชนะ

         “เอาใจยากเหมือนพ่อมันไม่มีผิดเลย…”

 

 


เอมิลี่แทบทำดาบหลุดมือ โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะความโกรธพุ่งขึ้นจนหน้าชา จนเสียงรอบข้างเงียบหาย

กราวด้าไม่หยุดเธอแทงต่ออย่างเจ็บแสบ

         “น่าจะสัก…สี่เดือนแล้วมั้ง…” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย “หลังแต่งงานเรา…….กันทุกวัน ไม่แปลกที่ฉันจะท้อง”

 


         “อี…อี… อีนังสารเลวหน้าด้านนนนน!!!

เอมิลี่กรีดร้องพลังศักดิ์สิทธิ์ปะทุออกจากร่าง ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ ก่อรูปขึ้นทันที ครอบทั้งตัวเธอ
และกราวด้า ครั้งนี้—ไม่มีที่ให้หลบ

 

 


         “วาจาประกาศิทธิ์ :มิติเวลากลับด้าน

เพียงชั่วพริบตาเวลา…ถอยหลัง โครงสร้างลูกบาศก์สั่นไหว ไหลย้อนกลับชั่วคราวเปิดช่องว่างเล็กนิดเดียว

พอให้กราวด้าพุ่งตัวออกมาและรอดตายอีกครั้ง


หลังการระเบิดของลูกบาศก์ เอมิลี่ยืนอยู่ภายในไร้รอยแผล เธอหอบด้วยความโกรธไม่ใช่ความเหนื่อย

กราวด้าลอยอยู่ไกลออกไปหอบด้วยร่างกายแต่ดวงตา…ยังนิ่ง

เอมิลี่เองรู้แล้วว่ากดกราวด้าลงไม่ได้ง่ายเลย

แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มรู้แล้วว่า—การต่อสู้นี้จะไม่จบด้วยพลังเพียงอย่างเดียว

 

 


ฝั่งสนามรบตะวันออกเฉียงใต้

แนวรบชายแดน…แตกแล้ว ทหารวาเลเธียสูญเสียกำลังกว่าครึ่ง กองกำลังผสมของอัลเทรนน์แตกกระเจิง
ต้องถอนร่นอย่างไร้ระเบียบจนแทบประชิดเขตเมือง

ตอนนี้ สิ่งเดียวที่พอทำได้คือการตั้งแนวป้องกันใหม่หน้าค่ายอพยพ เหล่าอสูรยังบุกมาไม่หนาแน่นนัก
ไม่ใช่เพราะพวกมันอ่อนแรง แต่เพราะ ราห์ซูร์ ยังคงยันพวกมันไว้อย่างดุเดือด

เขารอรอให้ทหารถอนตัวได้หมดและเมื่อถึงเวลา—เขาก็อัญเชิญร่างอวตารราชาแห่งมิติเข้าสวมร่างเดิม

 

 


ร่างนั้นแทบไม่แตกต่างจากเดิมเลย รูปลักษณ์ยังเป็นมนุษย์เพื่อไม่ให้เหล่าทหารตื่นตระหนก แม้แต่ชุด
ก็ยังเป็นชุดออกศึกของราชา

มีเพียงดวงตาที่เปลี่ยนไป—ตาดำสนิทในตาขาวสีแดงฉานแต่พลังของเขาเปลี่ยนไปจนสุดขั้ว

มากพอให้มังกรทั้งสามหันมองพร้อมกันและเริ่มเคลื่อนเข้าหา พวกมันรับรู้ได้ทันทีนี่คือพลังที่ “ต้องทำลาย” แม้จะน่าตะลึง แต่พวกมันไม่เกรงกลัวราวกับสิ่งตรงหน้าเป็นเพียงบททดสอบเล็ก ๆ

 

 


         “มังกร…” ราห์ซูร์พึมพำ “ฉันไม่เคยสู้กับพวกแกมาก่อนแต่เดี๋ยวก็รู้กันว่าเป็นยังไง”

เขายกมือขึ้นเวทย์ก่อรูปจากผืนดิน

มือเวทย์ยักษ์พุ่งขึ้นมาคว้าลำตัวของ ลาดอน ยกขึ้นแล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรงจนแผ่นดินสะเทือน
ฝุ่นทรายพุ่งขึ้นเป็นคลื่น

“เปิดก่อน ไม่รอแล้วนะ!!”

เวทย์ขนาดมหาศาลถูกสร้างขึ้นบนท้องฟ้า สายฟ้าฟาดลงมาเป็นร้อยเป็นพันสายกระหน่ำใส่ ไฮดรา หมายจะเผามันให้มอดไหม้จนไม่เหลือซาก

 

 


ไทฟอน ยืนนิ่งมันมองดูอย่างสงบราวกับรู้ว่าพลังระดับนี้ยังทำร้าย “ลูกของมัน” ไม่ได้และก็เป็นไปตามนั้น

ลาดอนลุกขึ้นอย่างมึนงงแต่แทบไม่บาดเจ็บ ไฮดราที่ถูกเผาจนเกล็ดดำไหม้กลับฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็ว หัวใหม่
งอกขึ้นมาเพิ่มอีกสองหัว

“โอ้ย…แบบนี้จะสู้ยังไงไหวกันเนี่ย…”

ราห์ซูร์พึมพำกับตัวเอง

 

 


มังกรเริ่มโจมตีกลับ ลาดอนอ้าปาก ทั้งร้อยหัวปลดปล่อยเวทพลังมหาศาลออกมาอย่างไร้ทิศทาง ลำแสงสีแดงนับร้อยกวาดผ่านสนามรบ โดนทั้งไฮดราและไทฟอน

แต่ทั้งสอง…ไม่สะทกสะท้าน

ราห์ซูร์รีบกางแนวป้องกันเวทย์ขนาดยักษ์เพื่อคุ้มกันทหารด้านหลังแต่ยังไม่ทันตั้งตัว— ไฮดรา พุ่งเข้าตะปบด้วยความเร็วที่เขาคาดไม่ถึง

ร่างของราห์ซูร์ถูกฟาดกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรงและในเสี้ยววินาทีถัดมา—ไทฟอนกระทืบซ้ำตรงจุดที่เขาร่วงลงไป

 

 


ภาพจากระยะไกลถูกส่งสัญญาณสดเข้าสู่ห้องบัญชาการของไซรัส เธอมองจอด้วยหัวใจที่แทบหยุดเต้น

มังกร…ไม่ได้สู้ด้วยสัญชาตญาณ ไซรัสเคยอ่านบันทึกโบราณว่ามังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด มีศักดิ์ศรี และมีเหตุผล แต่ในใจลึก ๆ เธอไม่เคยเชื่อว่าสัตว์สี่ขามีเกล็ดจะ “คิดเป็น”

จนกระทั่งเห็นการประสานการโจมตีเพียงรอบเดียว

พวกมัน ฉลาด รอบคอบ และรู้หน้าที่ของตนเอง

 

 


ไซรัสถอนหายใจหนัก เธอหันไปมองจออีกฝั่งหนึ่ง โกเลมทองคำยังคงเดินหน้าบุกไม่หยุด กองทัพมอร์ดานิส
และจอมเวทย์ของวาเลเธียแตก ร่น

กำลังที่เหลืออยู่เหลือเพียง 12,000 คน แต่โกเลมทองคำ…ยังไม่ถูกทำลายแม้แต่ตัวเดียว

แซร์คที่ต่อสู้กับเทพศาตรายังไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าและกราวด้า…ดูแย่ลงเรื่อย ๆ แรงของเธอลดลง
ลมหายใจหนักขึ้น

ในขณะที่เอมิลี่ยังดูเหมือนเพิ่งก้าวเข้าสู่สนามรบ

 

 


ภาพบนจอยังคงถ่ายทอดการต่อสู้อย่างเดือดเดี่ยวของราชามนุษย์กับมังกรทั้งสาม

ราห์ซูร์รับมือกับพวกมันอย่างยากลำบาก มังกรไม่ได้สู้เดี่ยว ทั้งที่ทำได้ พวกมันโจมตีพร้อมกันอย่างมีแบบแผน แม้เขาจะหลบเขี้ยวของตัวแรกได้ คมเขี้ยวของอีกสองตัว จะรออยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีทางหลบและทุกครั้ง—ไทฟอนจะปิดฉากเสมอ

 

 


แต่ถึงอย่างนั้น ราห์ซูร์ก็ยังสวนกลับอย่างดุเดือดราวกับคนที่ไม่เหลืออะไรให้สูญเสียอีกแล้ว

เวทย์มือยักษ์กำหัวนับร้อยของ ลาดอน อีกข้างฟาดใส่ไม่หยุดจนเลือดมังกรสาดกระจายกลางอากาศ ขณะเดียวกันไทฟอนเริ่มอ้าปาก วงเวทย์ขนาดมหาศาลก่อตัวขึ้นและมัน ยิง ไม่ใช่ใส่ราห์ซูร์ แต่ไปยังส่วนบนของปราสาทวาเลเธีย มันตั้งใจยิง ไกลมาก แต่แม่นยำ ตรงเป้า

และเพื่อขู่

 


มนุษย์ทุกคนที่ยังหายใจ ทหาร ผู้อพยพ และผู้คนในเมือง เห็นลำแสงสีขาวเทา พุ่งเฉียดผ่านยอดปราสาทขาวแห่งวาเลเธีย

หิน กำแพงและอากาศถูกลบหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่แม้แต่เศษซาก ก็ไม่หลงเหลือ

 

 


ราห์ซูร์หยุด เขามองไทฟอนและมันก็มองตอบ

ราวกับมันกำลังพูดว่า—

“ยอมแพ้เสียเถอะการต่อสู้ไร้ประโยชน์และการยิงครั้งต่อไปอาจเป็นกลางเมือง”

 

 


ความเดือดพุ่งขึ้นจนเลือดขึ้นหน้า

         “ไอ้สัตว์!!!!!!!” ราห์ซูร์คำราม “อย่ามาดูถูกมนุษย์นะโว้ยยยย!!!”

เขาปล่อยมือจากลาดอน ใช้เวทย์ยกไทฟอนขึ้น ดันมันสู่ท้องฟ้า

เวทดวงดาวระเบิดใส่ร่างยักษ์นั้นจนฟ้าสะเทือนเขายิงซ้ำไม่หยุด

แต่แล้ว—ไฮดราตบเขาด้วยขาหน้าคู่ใหญ่ราวกับตบยุง ร่างของราห์ซูร์ถูกกำไว้แน่นหนาและในจังหวะนั้น
ลาดอนก็พ่นไฟใส่โดยไม่ลังเล

ไทฟอนตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรงแต่ลุกขึ้นอย่างสงบ

มันเดินไปฉีกแขนของไฮดราที่จับราห์ซูร์อยู่ออกด้วยแรงมหาศาล

จากนั้นมันยกมือที่กำราห์ซูร์ไว้

และยิงไฟเงินในระยะประชิดตั้งใจเผาให้มอดไหม้ให้สิ้นซาก

 

 


ไซรัสลุกขึ้นจากที่นั่งบัญชาการ เธอเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน

“ฝากที่นี่ไว้สักครู่นะ” เธอพูดกับเหล่าทหารที่เฝ้าจอ “ฉันขอไปทบทวนอะไร…นิดหน่อย” ประตูห้องบัญชาการปิดลงและในสนามรบ—กองทัพของเซราดมนุษย์ถอยจนไม่มีที่ถอยแล้ว

 

 


ไซรัสเดินลงสู่คุกใต้ดินห้องขังพิเศษสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ อดีตสาวกของลัทธิแห่งความมืด

ที่นี่ควรน่าหวาดกลัวควรแน่นหนาแต่ประตูกลับหละหลวม ไม่ล็อก ปิดไม่สนิท

ไซรัสไม่เคยลงมาที่นี่มาก่อนเธอรู้เพียงจากคำบอกเล่าของแซร์ค คำขอที่เขาเคยร้องขอและเธอเคยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

ในมือของเธอคือจดหมายลายมือแซร์ค คำขอนิรโทษกรรม ให้กลุ่มลัทธิความมืด เพื่อให้พวกเขาทำคุณประโยชน์ต่ออาณาจักรและเข้าร่วมรบ ตอนนั้นเธอไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย

แต่ตอนนี้คำพูดของแซร์คยังดังอยู่ในหัว—“พวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว”

 

 


ไซรัสเปิดประตูเข้าไปด้วยหัวใจที่หมดทางเลือก สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอชะงัก นักโทษทั้งสี่กำลังนั่งล้อมกัน
ดูเวทสื่อสารที่ เกอร์ สร้างขึ้นเอง

ภาพบนเวทคือกราวด้ากำลังต่อสู้กับเอมิลี่อย่างยากลำบาก พวกเขา…กำลังดูจักพรรดินีของตน

ไซรัสตกใจ

         “พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่นี่เป็นการกระทำผิดมากกว่าสิบกระทง—ไม่… ฉันมาที่นี่เพื่อขอร้อง”

เม็ตช์เดินเข้ามาอย่างสงบสายตามองกระดาษในมือไซรัสแต่ก่อนเขาจะเอ่ยอะไรไซรัสก็ คุกเข่าลง

         “ได้โปรด………..ช่วยวาเลเธียด้วย”

น้ำเสียงเธอสั่นแต่ชัดเจน

         “ฉันจะขอนิรโทษกรรมให้พวกนาย ขอแค่ช่วยราชาและราชินีของพวกเรา”

 

 


เม็ตช์คุกเข่าลงเช่นกันวางมือลงบนไหล่ของไซรัส

         “ถ้ามันไม่ทำให้จักพรรดินีของฉันเดือดร้อนฉันยินดี”

เกอร์หยุดภาพลุกขึ้นยืน

         “นิรโทษกรรม…ฟังดูคุ้มค่าฉันเอาด้วย”

ริชชี่ที่ดูหวาดกลัวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า

         “นิรโทษกรรมเหรอ…ฉันจะพยายาม”

บัฟพูดขึ้นทันทีโดยไม่ลังเล

         “ถ้าจักพรรดินีของเราตาย ฉันก็ตายเพราะงั้น…ฉันเอาด้วย”

 

 


ประตูที่ไม่ควรเปิด ถูกเปิดแล้วและในวาเลเธีย—เหล่าขุนพลความมืดกำลังเตรียมลงสนาม

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา