ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,205 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

73) สงครามเริ่มแล้ว

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
กราวด้าพูดเสริมราห์ซูร์อย่างมั่นคง
          “ถ้าทางเลือกนั้นไม่เหมาะสม เราก็จะไม่ใช้ ขอบคุณมาก ราห์ซูร์”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนโทนกลับสู่ความเป็นผู้นำ
          “ตอนนี้ เราต้องกลับมาโฟกัสที่การจัดวางกองกำลังให้พร้อมที่สุด”
เธอหันไปหาซาเฮล
          “ท่านซาเฮล กองกำลังของท่านมีระเบียบวินัยและแข็งแกร่งมาก ทางวาเลเธียจะส่งกำลังสนับสนุนเพียงบางส่วนโดยข้าและราฟา จะเป็นผู้นำกำลังจอมเวทย์แห่งวาเลเธียไปสนับสนุนท่านทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของวาเลเธีย”
ซาเฮลโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
          “หากท่านราชินีกราวด้าคุมทัพด้วยตัวเอง ข้าก็อุ่นใจขึ้นมาก”
กราวด้าพยักหน้า ก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นทางการ
          “ราชาราห์ซูร์และท่านแม่ทัพเซราด จะนำกำลังที่เหลือไปยังฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของวาเลเธีย เพื่อตั้งรับกองทัพมังกร”
เซเรน่ามองราห์ซูร์ด้วยแววตาแห่งความหวังและความซาบซึ้ง
          “ข้าเป็นเพียงหญิงธรรมดา ไม่อาจออกรบได้ แต่ข้าจะรวบรวมกองกำลังที่เหลือทั้งหมดเพื่อจัดตั้งแนวรบสนับสนุน วาเลเธียอย่างเต็มกำลัง”
ราห์ซูร์หันไปหาแซร์ค ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเขา
          “แซร์ค… ฉันฝากกราวด้าด้วยนะ”
คำพูดนั้นทำให้กราวด้ารีบโต้แย้งทันที
          “ทำอย่างนั้นไม่ได้ ราห์ซูร์ แซร์คต้องไปกับท่าน เพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของราชา”
น้ำเสียงของเธอแข็งกร้าวกว่าปกติ เธอจะไม่ยอมให้ราห์ซูร์ต้องเผชิญหน้ากับมังกรยักษ์ถึงสามตัวตามลำพังเพราะไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด—การต่อกรกับมังกรถึง 3 ตัวโดยลำพัง แทบเป็นไปไม่ได้
ราห์ซูร์มองเธอด้วยสายตาอ่อนลง
          “ไม่เป็นไร กราวด้า ฉันไม่มีทางพลาดท่าง่าย ๆ แต่ฉัน…ห่วงเธอมากกว่า”
เขาพูดช้าลง
          “เอมิลี่ เล็งเล่นงานเธอมากกว่าใคร”
คำพูดนั้นทำให้กราวด้าเงียบลงความแข็งกร้าวในแววตาค่อย ๆ สลาย มือของเธอลูบท้องโดยไม่รู้ตัว ความกังวลเรื่องเด็กในท้องแล่นวาบขึ้นมาในใจ
สุดท้าย เธอก็ยอมพยักหน้า
          “ก็ได้… ถ้านายต้องการแบบนั้น”
กราวด้ายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน หวานละมุนกว่าที่ใครเคยเห็น
แซร์คโค้งคำนับอย่างมั่นใจ
          “ข้าจะดูแลราชินีของท่านด้วยชีวิตและขอบพระทัยฝ่าบาทที่มอบโอกาสให้ข้าได้ชำระแค้น”
ในใจของเขายังคงรอวันที่จะได้เอาคืนเอมิลี่—ผู้สังหารบิดาของตน
 
 

การประชุมวางแผนกินเวลายาวนานรายละเอียดถูกทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แนวรบ การสื่อสาร และลำดับการสนับสนุน ถูกเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ
ในที่สุด ทุกอย่างก็สิ้นสุดลง
หลังการประชุม แซร์คเดินเข้าไปหาไซรัสด้วยสีหน้าจริงจัง
          “ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม? ฉันมีเรื่องอยากปรึกษา”
เขายิ้มอย่างมีเลศนัย ไซรัสทำหน้าสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ปฏิเสธก็ถูกดึงแขนออกไป
          “เอาน่า ฉันอยากได้ความเห็นจากคนที่ฉลาดที่สุดของวาเลเธีย”
          “เดี๋ยวสิ!!… ว้าย!!…ข้าเดินเองได้!!”
เสียงประท้วงของไซรัสค่อย ๆ หายไปตามทางเดิน
 
 

ในคืนก่อนการแยกย้าย กราวด้ายืนกอดราห์ซูร์อยู่ที่ระเบียงห้องนอน สายลมยามค่ำพัดผ่าน สีหน้าเธอหม่นเศร้าและกังวลไม่เหมือนวันที่ผ่านมา
          “มันอาจจบลงเหมือนอนาคตของนายก็ได้”
เธอพูดเบา ๆ “ท้ายที่สุด มนุษย์ก็ล่มสลายอยู่ดีด้วยน้ำมือของเอมิลี่…ครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนแห่งแสงสว่าง”
ราห์ซูร์กอดเธอแน่นขึ้น
          “พูดตามตรงนะ กราวด้า ฉันยังไม่เห็นทางรอดเลยในครั้งนี้”
เขาสูดลมหายใจลึก
          “แต่ถ้าเราไม่สู้ เราก็สูญเสียไม่ต่างกัน”
เขากระซิบชิดข้างหูเธอ
          “และถ้าเราไม่สู้…ก็จะไม่มีใครมาช่วยเรา”
กราวด้าเงียบงัน
สุดท้าย เธอก็เลือกไม่บอกราห์ซูร์ ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา
เพราะเธอรู้ดี—หากเขารู้ เขาจะไม่มีวันยอมให้เธอเข้าสู่สนามรบและหากเธอตาย…หัวใจของเขาจะต้องแตกสลายเป็นสองเท่า
คืนนั้นจึงมีเพียงความเงียบงันและความจริงที่เธอเลือกเก็บไว้เพียงลำพัง
 
 

รุ่งเช้า ทุกฝ่ายต่างเตรียมออกเดินทาง ลานพระราชวังเต็มไปด้วยเสียงเกราะ เสียงคำสั่ง และการเคลื่อนไหวที่เร่งรีบ
กราวด้าเดินเข้ามาหาราห์ซูร์ก่อนแยกจากกัน
          “อย่าตายก่อนฉันล่ะ… ราชาของฉัน”
เธอพูดยิ้ม ๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
ราห์ซูร์ยิ้มรับ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อและอ่อนโยน
          “กราวด้า… ฉันอยากได้ยินนะ เธอไม่เคยพูดเลย ช่วยพูดให้ฉันฟังสักครั้งได้ไหม?”
กราวด้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
          “พูดอะไร?” เธอลูบแก้มเขาเบา ๆ “ฉันให้นายทุกอย่างแล้วนี่ จะเอาอะไรอีก?”
ราห์ซูร์หัวเราะเบา ๆ
          “บอกว่ารักฉันสักครั้งได้ไหม ฉันอยากได้ยิน… แค่ครั้งเดียว เพราะเธอไม่เคยพูดมันเลย”
กราวด้าชะงักราวกับเครื่องจักรที่สะดุดการทำงานกะทันหัน
ในหัวเธอคิดเพียงว่า แค่นี้เอง… ทำไมจะไม่ได้ แค่คำเดียวเท่านั้น
แต่เพียงเสี้ยววินาทีใบหน้าของเธอก็ร้อนผ่าว แก้มแดงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ สุดท้าย เธอก็เลือกตอบด้วยการบ่ายเบี่ยงตามแบบของตัวเอง
          “แค่นั้นเองเหรอ…ก็…ฉันไม่ได้เกลียดนายอยู่แล้วนี่ จะให้พูดไปทำไม…”
เธอพูดรัวเหมือนกลัวความเงียบ
          “ฉันยอมแต่งงานกับนายแล้วนะ แค่นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้อีกหรือไง… บ้าหรอ…จะมาให้พูดอะไรตอนนี้…”
เธอเม้มปาก ก่อนพูดต่อเสียงเบาลง
          “ฉันพูดให้ก็ได้… แต่จะสำคัญอะไรล่ะ นายควรดูที่การกระทำสิ ใช่ มันไม่ยาก… แต่มันก็… ฉัน… ฉันทำให้นายรู้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่านายสำคัญกับฉันแค่ไหน…”
คำพูดมากมายหลั่งออกมาไม่หยุด แต่ไม่มีคำว่า “ฉันรักเธอ” สักคำเดียว
ราห์ซูร์อดขำไม่ได้ เขาโน้มตัวเข้าไปจูบกราวด้าเพื่อปิดปากเธอเสียที
จูบนั้นสั้น แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกก่อนที่ทั้งคู่จะถอยออกจากกัน
กราวด้ายังดูไม่สงบแต่เวลาของการจากลาก็มาถึงแล้ว
          “กลับมาให้ได้นะ… ที่รัก” ราห์ซูร์พูดช้า ๆ ชัดเจน
กราวด้ายิ้มให้เขา “นายก็เหมือนกัน”
เธอหันหลังและรีบเดินไปยังรถพระที่นั่งของตนก่อนที่ความลังเลจะทำให้เธอหันกลับมาอีกครั้ง
ไม่นานนัก ขบวนก็เคลื่อนออก ราฟาและแซร์คโค้งคำนับให้ราห์ซูร์ก่อนเดินตามขบวนกองทัพจอมเวทย์ออกไป
เมื่อทุกอย่างลับสายตาราห์ซูร์หันกลับมาอย่างเป็นทางการ
          “แม่ทัพเซราด เคลื่อนทัพ”
 
 

ไซรัสอยู่ที่ห้องบัญชาการในพระราชวัง เธอคุมการสื่อสารและข่าวสารทั้งหมดเชื่อมโยงแนวรบทุกทิศทาง และประสานงานทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
สำหรับมนุษย์ ทุกอย่างพร้อมแล้ว
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงการ “ดึงสลัก” ด้วยการถอนกำลังของ อัล-บาราน ซึ่งยังคงจัดฉากหลอกเอมิลี่อยู่ที่มอร์ดานิสและเมื่อถึงเวลานั้นสงครามที่ไม่มีใครถอยก็จะเริ่มขึ้น
เมื่อแม่ทัพอัลได้รับสัญญาณยืนยันความพร้อมจากวาเลเธีย เขาสั่งการให้ทหารทุกนายเตรียมพร้อมทันที
และในคืนนั้นเอง หลังจากมอมเหล้าเอมิลี่จนเมาหลับสนิท กองทัพทั้งหมดก็ถอนกำลังออกอย่างเงียบงัน มอร์ดานิสกลายเป็นเมืองร้างภายในคืนเดียว
 
 

ช่วงสายของวันถัดมา เอมิลี่ตื่นขึ้นด้วยอาการเมาค้าง ศีรษะหนักอึ้ง แต่เธอก็ยังลุกขึ้นเดินไปทั่วปราสาท เธอตะโกนเรียกคนรับใช้แต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
ข้าวของจากงานเลี้ยงเมื่อคืนยังคงระเกะระกะ ถ้วย แก้ว เศษอาหาร และผ้าปูโต๊ะที่ควรถูกเก็บไปตั้งแต่เช้ายังคงอยู่ครบ
ปกติแล้วทุกเช้า วังแห่งนี้ต้องสะอาดราวกับไม่เคยมีงานเลี้ยงเกิดขึ้น
แต่วันนี้…ทุกอย่างเงียบงัน
เงียบ
ราวกับทุกคนจากไป ทิ้งที่นี่ไว้ ทิ้งเธอไว้ และนั่นคือความจริง
เธอถูกทิ้งอีกแล้วโดดเดี่ยวอีกครั้ง
ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาซ้ำซาก จนเธอไม่อาจนับได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไร
แต่ครั้งนี้…เธอรู้
มันจะเป็น ครั้งสุดท้าย
 
 

เอมิลี่เดินออกจากปราสาทหินอันงดงาม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ ความอาฆาตและการตัดสินใจที่จะ “จบทุกอย่าง”
เธอชักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้วฟาดฟันใส่ปราสาทหินอย่างไม่ยั้ง ดาบพาดผ่านกำแพงตัดหินเป็นชิ้น ๆแรงระเบิดของพลังแสงทำให้เศษหินกระจายไปทั่ว
เธอฟัน
ฟัน
และฟันอีก
จนปราสาททั้งหลังพังทลายกลายเป็นเพียงเนินหินแตกกระจาย
เมื่อสติกลับคืนมาเอมิลี่หันหลังให้ซากปรักหักพังนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังชายแดนตรงไปยังวาเลเธีย
ไม่มีคำพูด
ไม่มีคำสั่ง
อีกต่อไป
 
 

เทพศาสตราและเหล่าโกเลมทองคำเริ่มเคลื่อนพลตามเธอราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและจิตใจเดียวกัน
ไทฟอน ซึ่งหลับใหลตลอดสิบวันลืมตาขึ้น
มันรับรู้ถึง “คำสั่ง” อีกครั้ง
ลาดอนและไฮดราก็เช่นกัน
พวกมันเคลื่อนเข้ามาสมทบราวกับประกาศว่า…พวกมันพร้อมแล้ว
ไทฟอนคำรามกึกก้องเสียงนั้นดังราวกับกลองศึกที่ถูกตีพร้อมกันทั้งทวีปเหล่าสัตว์ในตำนานทั้งหมดลุกขึ้นเคลื่อนไหวเป็นแนวเดียว เส้นทางเดียว มุ่งหน้าไปยัง เขตชายแดนอัลเทรนน์ รอยต่อของวาเลเธีย
สถานที่ที่กองทัพหลักของราห์ซูร์และกองกำลังผสมของเซเรน่าตั้งแนวรับรออยู่
เสียงเวทสื่อสารดังขึ้นอย่างรุนแรงในห้องบัญชาการวงเวทสั่นไหวจนแสงแทบแตกกระจาย
นายทหารเวทคนหนึ่งคุกเข่าลงทันทีเสียงเขาสั่น แต่คำพูดชัดเจน
          “ฝ่าบาท…หน่วยลาดตระเวนทางอากาศยืนยันแล้ว กองกำลังของมังกร…กำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามา”
ทั้งห้องเงียบลงในเสี้ยววินาที
          “ชุดแรกที่มาก่อน—เป็นพวกบินได้ทั้งหมด”
แผนที่เวทฉายขึ้นกลางอากาศจุดสีดำจำนวนมหาศาลเคลื่อนตัวเร็วผิดธรรมชาติ
          “มังกรขนาดเล็ก ฮาปี้ คิเมร่า และอสูรบินอื่น ๆ พวกมันไม่ตั้งค่าย ไม่ชะลอความเร็ว”
เสียงอีกคนเสริมขึ้นทันที
          “พวกมันไม่ได้มาเพื่อรบยืดเยื้อแต่มาเพื่อ—กวาดล้างท้องฟ้าและเปิดทางให้กองทัพหลัก”
ราห์ซูร์ยืนอยู่หน้าภาพแผนที่สายตานิ่งจนอ่านไม่ออก เขาไม่ถามว่า มาเมื่อไร เพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
          “ระยะเวลา?”
          “ไม่เกิน…ไม่กี่ชั่วโมง ฝ่าบาท ถ้าเป็นมังกรตัวเล็ก บางฝูง…อาจถึงก่อนหน้านั้น”
ราห์ซูร์หลับตาลงชั่วครู่ก่อนลืมตาขึ้นอย่างเด็ดขาด
          “แจ้งแนวป้องกันทางอากาศทั้งหมดให้เข้าสู่ตำแหน่งทันที”
เขาหันไปสั่งอย่างไม่ลังเล
          “พลธนูเวท ปืนใหญ่เวท และหน่วยจอมเวทย์สายลม—เตรียมรับการปะทะ”
มือเขากำแน่น
          “นี่ไม่ใช่การทดสอบ นี่คือสัญญาณเปิดสงคราม”
นอกกำแพงวาเลเธียท้องฟ้ายังคงเงียบสงบ
แต่ทุกคนในห้องบัญชาการรู้ดี—
ความเงียบนั้นกำลังถูกฉีกออกด้วยปีกของอสูร
 
 

ปืนใหญ่เวทย์สี่กระบอกอยู่แนวรบตะวังตกกับกราวด้าและอีกสี่กระบอกอยู่กับราห์ซูร์
ทั้งหมดถูกตั้งประจำจุด พร้อมใช้งานในทันที
แนวรับถูกจัดเตรียมไว้ตลอดแนว เครื่องกีดขวางไม้ปลายแหลม ขวากหนาม และรั้วชั่วคราวเหมาะสำหรับสกัดอสูรภาคพื้นดิน แต่แทบไร้ความหมายต่อฝูงอสูรที่บินได้
ทหารและนักรบทุกคนเข้าประจำตำแหน่ง มือกำอาวุธแน่น ไม่มีใครถอย ไม่มีใครพูด
 
 

ราห์ซูร์เดินขึ้นไปบนหอคอยไม้ที่สร้างขึ้นชั่วคราว เมื่อเขามองออกไปยังท้องฟ้า ภาพตรงหน้าทำให้แม้แต่นักรบผ่านศึกยังต้องกลืนน้ำลาย
ฝูงอสูรบินได้จำนวนมหาศาล บดบังแสงตะวันยามเที่ยง ราวกับท้องฟ้าถูกฉีกออกด้วยปีกนับไม่ถ้วน ครั้งนี้…เขาพร้อมแล้ว เวทอัญเชิญร่างใหม่ ร่างที่แกร่งยิ่งกว่าราชามาร อวตารราชาแห่งมิติ ถูกคำนวณและร่ายเสร็จสมบูรณ์แล้ว
แต่เขายังไม่ใช้เพราะการปะทะกันของพลังระดับนั้นจะสร้างความเสียหายเกินกว่าค่ายทหารนี้จะรับไหวและเขาจะใช้มันก็ต่อเมื่อมังกรทั้งสามปรากฏตัวเท่านั้น
 
 

ราห์ซูร์ยกมือขึ้น วงเวทซ้อนทับกันกลางอากาศก่อนที่ “ป้อมปืนเวทย์บนท้องฟ้า” จะปรากฏขึ้นมากกว่าห้าสิบกระบอก
ทหารบนพื้นดินถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขารู้ดีว่าราชาของตนแข็งแกร่งเทียบเคียงพระเจ้าและราชินีของพวกเขา คือจักรพรรดินีแห่งความมืด แต่คำถามหนึ่งยังคงค้างอยู่ในใจทุกคน—มันจะเพียงพอ…ต่อหายนะครั้งนี้หรือไม่ ไม่มีใครกล้าตอบ มีเพียงความเชื่อมั่นและการยอมสละชีพเพื่อคนรุ่นหลัง
 
 

          “ยิง”
คำสั่งของราห์ซูร์เบา แต่เด็ดขาด ปืนเวทย์บนท้องฟ้าเปิดฉากยิงพร้อมกัน กระสุนเวทย์พุ่งออกไปราวปืนกล
เพลิง สายฟ้า และระเบิดน้ำแข็งกระจายเต็มแนวยิง
เสียงระเบิดตามมาภายหลังราวฟ้าถล่ม
อสูรมีปีกถูกยิงร่วงลงมานับพันร่างแตกสลายกลางอากาศแต่…มันไม่เพียงพอ
ฝูงที่อยู่ด้านหลังยังคงบินเข้ามาไม่หยุดหนาแน่นราวฝูงแมลงปกคลุมท้องฟ้าไปจนสุดสายตา
 
 

เมื่อพวกมันถึงแนวหน้า อสูรบินโฉบต่ำลงโจมตีทันที
แนวรับแตกเป็นจุด ๆ ความโกลาหลปะทุขึ้นในเสี้ยววินาที
          “ตั้งแนวไว้!!! ตรึงแนวไว้!!!” เสียงตะโกนของเซราดดังก้อง ก่อนที่เขาจะกระโจนเข้าสู่แนวรบด้วยตัวเอง
ห่าฝนลูกธนูพุ่งขึ้นจากแนวหลัง ปักใส่ปีกและลำตัวอสูรบนฟ้าอย่างแม่นยำ
ปืนใหญ่เวทย์ทั้งสี่กระบอกยิงกวาดเป็นระยะเผาผลาญอสูรหลายสิบตัวในแต่ละครั้ง
 
 

ไม่นานนัก อสูรเลื้อยคลานและอสูรสี่ขาก็บุกถึงแนวหน้า ขวากหนามและไม้ปลายแหลมปักแทงอสูรที่พลาดท่าจนหักพังเกลื่อนสนาม แต่จำนวนของพวกมันไม่มีทีท่าว่าจะลดลง พวกมันเข้าปะทะกับทหารอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
และจากแนวหลังเงาขนาดมหึมาก็เริ่มปรากฏ ก้าวช้าแต่หนักและทรงพลัง
โทรล
ไซคลอป
ออร์ค
เอ็นท์
เงายักษ์เหล่านั้นเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังเส้นขอบฟ้า
และถัดไปอีก—มังกรทั้งสามตัวที่ปลายขอบฟ้า แต่…นั่นยังไม่ใช่ท้ายขบวน
ไซรัสยืนอยู่หน้าจอภาพเวทขนาดใหญ่กลางโถงบัญชาการ ภาพสงครามที่ฉายอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าชาตินี้…จะได้เห็นด้วยตาตัวเอง มนุษย์กำลังทำสงครามกับ เทพ
          “แจ้งไปยังทุกฝ่าย”
ไซรัสสั่งด้วยเสียงนิ่ง แต่แฝงแรงสั่น
          “แนวรบตั้งแต่ตะวันออกลงไปจนถึงตะวันออกเฉียงใต้เริ่มปะทะกันแล้ว”
 
 

เหล่าชาวเมืองจากทั้งสามอาณาจักรที่อพยพมานั่งรวมกันอยู่ในที่หลบภัยสีหน้าหวาดกลัวและเงียบงัน
พวกเขารู้ดีว่าศัตรูในครั้งนี้…ไม่ใช่อสูรธรรมดาแต่คือสิ่งที่พวกเขาเคยสวดขอพร เคยอ้อนวอน เคยฝากชีวิตไว้กับมันและบัดนี้พวกเขาไม่มีที่พึ่งนั้นอีกแล้ว
พวกเขา สวดไม่ได้อีกแล้ว แต่มีอยู่ที่หนึ่ง…ที่แตกต่างออกไป
 
 

บ้านเด็กกำพร้าของราห์ซูร์ ถูกสร้างขึ้นใหม่แม้ยังไม่แล้วเสร็จแต่มีทั้งห้องสมุดและอาคารเรียนและถูกใช้เป็นที่หลบภัยของชาวเมืองบางส่วน
ที่โถงกลางของบ้านเด็กกำพร้านั้นรูปปั้นเทพปฐพีถูกนำออกไป และแทนที่ด้วยหุ่นขี้ผึ้งตามคำขอของ เกวน
เวลอน โรมัน และเอลิซ คุกเข่าลงตรงหน้าเจ้าหุ่นนั้น
พวกเขาพนมมือสวดอ้อนวอนไม่ใช่ต่อเทพแต่ต่อ กราวด้า ผ่านตุ๊กตากราวด้าหมายเลข 1 พวกเขาเลือกจะเชื่อในมนุษย์คนหนึ่งแทนเทพทั้งปวง
เด็ก ๆ ทุกคนก็ทำตาม ภาพนั้นทำให้ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่หลบภัยอยู่ที่นั่นค่อย ๆ คุกเข่าลงตามพวกเขาไม่มีเทพให้สวดอ้อนวอนอีกแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้คือสวดขอพรจากผู้หญิงที่ยังยืนอยู่ในสนามรบแรงศรัทธานั้นอาจไม่ได้ส่งถึงกราวด้าโดยตรงแต่มันทำให้พวกเขายังเชื่อว่าโอกาสรอด…ยังมีอยู่
 
 

ในขณะเดียวกันกราวด้าตัวจริงก็กำลังเผชิญแรงกดดันไม่ต่างจากแนวรบฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ค่ายฐานที่มั่นฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เงียบงัน…ก่อนที่มันจะถูกฉีกออก
เอมิลี่ เดินทางมาถึงแล้ว กองทัพโกเลมทองคำมีเพียง เก้าร้อยตัว เมื่อเทียบกับทหารนับหมื่นมันดูน้อยนิดแทบไร้ความหมาย แต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรู้ดี—นี่อาจไม่ใช่ สงคราม แต่มันคือการสังหารหมู่
 
 

กราวด้าลูบท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบารอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
          “ช่วยปกป้องแม่ด้วยนะ…ลูกรัก”
เธอกระซิบเหมือนกลัวว่าเสียงดังเกินไปจะทำให้โลกแตกสลาย
จากนั้นเธอเงยหน้าขึ้น
เอมิลี่ยืนอยู่หน้ากองทัพนับหมื่นดาบแสงในมือสะท้อนแสงอาทิตย์ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน เธอมองกราวด้าราวกับรอวันนี้มาทั้งชีวิต วันที่จะชำระแค้น…..
 
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา