ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
67) ขอแต่งงาน
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความวันแรกที่ราห์ซูร์ต้องพบปะประชาชน ไม่มีพัก ไม่มีหยุด เขาเร่งทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะต้องการจบพระราชกรณียกิจทั้งหมดก่อนจะไปหากราวด้าให้ได้
เขาอยู่ในขบวนเสด็จตลอดทั้งวันเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แจกจ่ายเสบียงยังชีพพูดคุย รับฟัง และให้กำลังใจประชาชน
เขาไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้าไปเยี่ยมตามหมู่บ้านที่เสียหายจากศึก เพียงแค่วันเดียวเวลาก็แทบหมดไปกับการเดินทางทั้งหมด
ยามเย็น ระหว่างทางกลับเมือง ขบวนเสด็จแวะพักที่ค่ายทหารชั่วคราว
เหล่าทหารที่ร่วมขบวนยังหอบเหนื่อย เซราดที่ตามเสด็จมาตลอดวันก็เหงื่อตกไม่แพ้กัน
ไซรัสนั่งพักอยู่ข้างลำธารถอดรองเท้าและจุ่มเท้าลงในน้ำ แต่สภาพของเธอกลับเหี่ยวเฉาราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำมาหลายวัน
เมื่อเห็นเซราดเดินเข้ามาเธอก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ไซรัส…ถ้ามีใครบอกว่าเจ้าตั้งใจจะทำให้ราชาราห์ซูร์ถอดใจเพราะงานหนักขนาดนี้ ข้าจะเชื่อสุดใจจริง ๆ นะ”
เซราดพูดประชดเบา ๆ
ไซรัสมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงเถียง แต่เธอก็ขยับเข้าไปใกล้และกระซิบอะไรบางอย่างให้เขาได้ยิน
เพียงไม่นานสีหน้าของเซราดก็เปลี่ยนจากความเหนื่อย เป็นความตื่นตะลึงก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มกว้าง
แววตานั้นบอกชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ควรเป็นความลับ เขารีบเดินกลับไปซุบซิบกับเหล่าทหารถึงเหตุผลที่องค์ราชาเร่งทำพระราชกรณียกิจอย่างหนักในช่วงนี้
หลายคนตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย แรงกายแรงใจก็กลับมาอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าพวกเขาได้รับ “ข่าวดี” ที่ทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
เมื่อกลับถึงวัง ราห์ซูร์เดินกลับห้องอย่างอ่อนล้า เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าเหล่าทหารในวังดูคึกคักเป็นพิเศษทุกคนรีบแยกย้ายพร้อมเสียงกระซิบกระซาบที่แพร่กระจายไปทั่ววังในยามหัวค่ำและเพียงคืนเดียวข่าวนั้นก็ลามไปถึงครึ่งเมือง
เช้าวันถัดมาคนที่ดูเหนื่อยที่สุดในวังไม่ใช่ราชาแต่คือ ไซรัส
เธอมาเคาะประตูห้องของราห์ซูร์ด้วยสีหน้าอดนอนอย่างเห็นได้ชัด ดูแก่ลงไปราวสิบปีแต่ยังฝืนยิ้มแบบหงุดหงิดติดอยู่บนใบหน้า
“มีอะไร ไซรัส ฉันทำอะไรผิดไปหรือ?” ราห์ซูร์ถามอย่างกังวลกลัวว่าเขาจะกดดันเธอมากเกินไป
“ไม่มีอะไรพะยะคะหม่อมฉันไม่เป็นไร…”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ
“แต่…เรามีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย”
“เปลี่ยนแผน?” ราห์ซูร์ทำหน้างงและยังไม่ทันได้ถามต่อ—
ตัดฉาก – หุบเขาวาเลเธีย
กราวด้านั่งเอนกายอยู่บนเตียงสีหน้าของเธอผ่อนคลายรอยยิ้มเล็ก ๆ ไม่ยอมหายไปจากริมฝีปาก
เธอมีความสุขอย่างแท้จริงในตอนนี้ ภาพความทรงจำของเจ้าหุ่นยังวนเวียนอยู่ในหัวทำให้หัวใจของเธออุ่นจนแทบทนไม่ไหว
ราห์ซูร์รักเธอด้วยความจริงใจ ซื่อสัตย์ และ… น่าสงสารจนเธอใจอ่อน
กราวด้าเขินจนเผลอบิดหมอนขาดไปแล้วหลายใบ
เธออยากบินไปหาเขาอยากกอดเขาเดี๋ยวนี้เลย
แต่—
เธอยังคงอดทนรอ
เพราะเธอ ต้องการสั่งสอนเขา ที่เคยเลือกเอมิลี่ แม้สิ่งที่เขาทำจะเกิดจากความสงสารก็ตาม
เธอจะไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด
แต่ถ้าเขามาหาเธอมาง้อเธอด้วยตัวเอง—เธอจะยอมคืนดี
กราวด้าคิดเช่นนั้นและยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหุบยิ้มไม่ได้
ถึงขั้นที่แซร์คซึ่งเดินผ่านไปผ่านมาต้องเสียวสันหลังวาบ
เขามองเจ้านายของตนด้วยความระแวงและพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“หรือว่าลูกพี่…จะอ๋อไปแล้วจริง ๆ?”
สองวันผ่านไป เช้าวันที่สามมาถึง—วันที่เธอบอกเขา วันที่ราห์ซูร์ต้อง มาและถ้าไม่มา… เธอจะโกรธจริง ๆ
ในความเป็นจริง กราวด้าสามารถใช้เวทของเธอได้ “คาถาจองจำทาส” ที่เธอเคยใช้ผูกไว้กับเขาตั้งแต่แรกพบ
เธอสามารถย่องเข้าไปในหัวเขา มองดูความคิด รู้ว่าเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน กำลังมาหาเธอหรือไม่ แต่เธอไม่ทำ
เธอเลือกที่จะ รอ
แซร์ค—ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าเงียบ—แอบใส่ไฟให้ราห์ซูร์บอกเขาว่า ควรมาขอกราวด้าแต่งงาน
เขาลุกขึ้นเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้า แม้จะไม่ถนัด แม้จะไม่รู้ว่าควรจัดอย่างไร แต่เขาก็ทำเท่าที่ทำได้
เขาทำความสะอาดทางเข้า หาดอกไม้ หาพุ่มไม้สวย ๆ มาจัดเป็นซุ้มทางเดิน แม้จะดูแห้งแล้งแม้จะไม่สวยงามพอ แต่ใครเห็นก็รู้ว่านี่คือความพยายามอย่างเต็มที่
“แซร์ค นายทำอะไร?”
กราวด้าถามด้วยความสงสัย
เธอเห็นเขาตกแต่งเกินความจำเป็นทั้งที่ราห์ซูร์แค่จะมาหามาง้อเธอ
เขาอาจแค่ถือดอกไม้หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ติดมือมาแค่นั้น…เธอก็แทบจะกระโดดกอดเขาแล้ว
“ฉันก็อยากต้อนรับเพื่อนของฉันเหมือนกันนะ ลูกพี่”
แซร์คพูดพลางเสียบกิ่งไม้ที่มีใบสีแดงส้มลงบนซุ้มทางเดิน
กราวด้ายิ้มแต่ไม่ได้ว่าอะไร
เธอหันกลับเดินเข้าห้องของตัวเองพร้อมสั่งไว้เบา ๆ
“ถ้าตาทึ่มนั่นมาถึงก็บอกนะว่าฉันอยู่ในห้อง ไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้น”
เธอเดินเข้าห้องไป หัวใจเต้นแรงตื่นเต้นราวกับเจ้าหญิงที่รอเจ้าชายมาช่วยจากหอคอยมังกรไฟ
“ได้เลยครับ ลูกพี่!! ถ้าเจ้าเพื่อนเลวของผมมาถึง จะรีบชี้เป้าทันที!”
แซร์คตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง
เวลา… ค่อย ๆ ผ่านไป ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
บ่ายแก่แล้วทุกอย่างยังเงียบไม่มีวี่แววใครจะมา แม้แต่สัตว์สักตัว
แซร์คเริ่มหน้าเสีย
กราวด้าออกมาจากห้อง สีหน้ากังวลแต่ยังคงมีความหวังหลงเหลือ
เธอเดินไปที่ประตูทางเข้าฐานที่พัก มองไปยังพระอาทิตย์ ที่กำลังเริ่มคล้อยต่ำ เธอยืนมอง… อย่างเงียบงัน
ความเงียบนั้น
น่าเศร้า
วังเวง
จนแม้แต่แซร์คยังรู้สึกใจหาย
เขายืนอยู่ลึกเข้าไป มองแผ่นหลังของกราวด้าที่ยืนรอโดยไม่ยอมไปไหน
เธอรอจนพระอาทิตย์ตกดิน จนแสงสุดท้ายหายไป จนดาวเริ่มเต็มฟ้า
เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น
ส่วนแซร์ค…เขานั่งลงช้า ๆ และเริ่มห่อเหี่ยว
ภาพของกราวด้าที่ยืนรออยู่หน้าทางเข้าโดยไม่มีใครเดินมา
ทำให้เขาเศร้าอย่างที่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะรู้สึกได้
จากการยืน เปลี่ยนเป็นการนั่ง และเธอยังคงรอ
เกินเที่ยงคืนไปแล้ว น้ำตาของกราวด้าเริ่มไหล เธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าปากทางเข้าหุบเขา
แซร์คนั่งเงียบอยู่ในเงามืด แววตาของเขาสะท้อนแสงดาวใสราวกับมีน้ำตา
แต่เขาไม่เข้าไปยุ่ง
ไม่ปลอบ
ไม่พูดอะไร
เขาเพียงแค่เฝ้าดู
และรออยู่ห่าง ๆ
กราวด้านั่งนิ่ง
เธอไม่ทำลายอะไร
ไม่ระเบิดพลัง
ไม่เปล่งวาจาสาปแช่งหรือขู่ฆ่าใคร
เธอเพียงก้มหน้าซุกใบหน้าลงกับเข่าของตัวเองร้องไห้อย่างไร้เสียง ร่างกายสั่น สะอื้นเบา ๆ ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงร้องไห้ จะทำให้ความหวังสุดท้ายพังลง
ในใจเธอคิดเพียงอย่างเดียว—หากราห์ซูร์ไม่มา
เธอจะอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
เธอเหนื่อยและพอแล้ว กับความวุ่นวายทั้งหมด
ลัทธิแห่งนี้…จะเป็นลัทธิแห่งความสงบที่แท้จริง
แต่ตอนนี้น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด ไหลไม่หยุด ไม่ใช่เพื่อรักษาแต่เพื่อระบายความเจ็บปวดที่ยังท่วมท้นอยู่ในหัวใจและเธอก็ปล่อยให้มันไหลต่อไป
แม้ในใจลึก ๆ เธอยังแอบหวังหวังว่าเขาจะมา
แสงแรกของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ สาดส่องขึ้นอย่างอบอุ่น
แต่ก็ยัง…ไร้วี่แววใคร
กราวด้าเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลุกไปไหน เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายอ่อนแรง เธอหลับลงตรงนั้น
หลับไปพร้อมน้ำตาที่ยังไม่แห้งและหัวใจที่ยังรอคอย
ในความฝัน เธอได้ยินคำบอกรักของเขา เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าและพูดว่า—
“ฉันมาแล้ว”
ใช่…เสียงนั้นเหมือนจริงเหลือเกินและมือที่อบอุ่นก็สัมผัสลงบนไหล่ของเธอ
เสียงเรียกเบา ๆ ราวกับไม่กล้าปลุก ไม่กล้ารบกวนเธอในยามหลับ
“กราวด้า…ฉันมาแล้ว ขอโทษที่มาช้า”
เสียงของราห์ซูร์ เบา แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
กราวด้าเงยหน้าขึ้นจากความฝัน ตื่นขึ้นพร้อมน้ำตานองหน้าและเธอก็เห็นเขา
ราห์ซูร์ในฉลองพระองค์ของราชาเต็มยศยืนอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ
“ราห์ซูร์…ตาทึ่ม…”
เธอพูดทั้งที่น้ำตาไหลไม่หยุด
“ฉันฝัน?…”
“ขอโทษจริง ๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ก็คนเกือบครึ่งอาณาจักรขอตามมาด้วย พวกเขาขอร่วมเป็นเกียรติในการยกขบวนขันหมากมาสู่ขอเธอกราวด้า”
ราห์ซูร์ขยับตัวเบี่ยงเล็กน้อยให้กราวด้าเห็นภาพเบื้องหลัง สถานที่ที่เคยเป็นเพียงหุบเขาเต็มไปด้วยหินและทรายสีขาวว่างเปล่าและเงียบงัน
บัดนี้…ถูกแทนที่ด้วยขบวนเสด็จและขันหมากยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจุผู้คนทั้งหมดได้
แต่ทุกคน…เงียบ
เงียบจนหัวใจสั่น
ผู้หญิงแทบทุกคนมีแสงใส ๆ คลออยู่ในดวงตา
หัวใจของกราวด้าแทบระเบิด
เธอหันไปมองแซร์คที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เขาตื่นอยู่ก่อนแล้วและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นราวกับไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเขาเองที่ยุให้ราห์ซูร์มาขอเธอแต่งงานและเขาเองก็ไม่คิดว่าราห์ซูร์จะ “จัดเต็ม” ได้ถึงขนาดนี้
กราวด้าหันกลับมายกมือปิดหน้าอย่างเขินอาย
เมื่อนึกถึงภาพที่ทุกคนเห็น—เธอนั่งหลับอยู่ตรงทางเข้า
นั่งรอเขา
อยู่ตรงนี้
เป็นครั้งแรกที่เธออายถึงขนาดนี้และเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นเธอไม่ใช่ในฐานะราชครูผู้เย็นชาแต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่น่ารัก อ่อนแอ และกำลังรอคนที่เธอรัก
กราวด้าร้องไห้ออกมาไม่หยุดมือปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ
แต่เธอก็ยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา ร้องไห้ ร้องด่าไปพร้อมกัน เหมือนผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกทิ้งให้รอ ที่อ่อนแอ และต้องการความรัก
“ราห์ซูร์… บ้า…นายมันทึ่ม…นายมัน… บ้า…”
เธอสะอื้น เสียงสั่น
“ฉันเกลียดนาย…ฉันเกลียดนาย…”
แต่แขนของเธอกลับกอดเขาไว้แน่นยิ่งกว่าที่เคยกอดใครในชีวิต
แนนซี่—แม่ครัวที่เคยเป็นลูกมือให้กราวด้าในยามทำขนม—ก้าวออกมาข้างหน้าในมือมีห่อคุกกี้ที่เธอตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
“ท่านกราวด้า!! กลับไปกับพวกเราเถอะนะคะ”
เหล่าจอมเวทผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเธอก้าวออกมาพร้อมเพรียงกัน
“ท่านอาจารย์กราวด้า พวกเราต้องการท่านเช่นกันกลับไปเถอะขอรับ”
เด็ก ๆ จากบ้านเด็กกำพร้าเดินเรียงแถวออกมาดวงตาใสซื่อและเปี่ยมความหวัง
“พี่เกวน!!! พวกเราอยากให้พี่กลับไปกับพี่ราห์ซูร์!”
“ใช่ ๆ!”
เสียงชาวเมืองดังขึ้นรอบด้าน แซ่ซ้องจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกัน
“ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร พวกเราต้องการท่าน ท่านกราวด้า!”
ไซรัสก้าวออกมาเป็นคนสุดท้าย เธอยิ้มอย่างจริงใจแม้ใบหน้าจะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะปิดบังได้
“ท่านกราวด้าข้าต้องการที่ปรึกษา ราชาราห์ซูร์…หนักเกินกว่าที่ข้าจะรับมือไหวหากไม่มีท่านอยู่ข้างเขา”
ราห์ซูร์กอดกราวด้าไว้แน่นและเมื่อเขารู้สึกว่าเธอเริ่มหยุดร้องไห้เขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
จากนั้น…เขายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อยเสียงทั้งหมดเงียบลงทันทีราวกับทุกคนกลั้นหายใจรอสิ่งที่จะเกิดขึ้น
เขาค่อย ๆ ถอยออกจากอ้อมกอดของเธอเพียงนิดเดียว ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและเงยหน้าขึ้นสบตา
ในวินาทีนั้นหัวใจของกราวด้าแทบหยุดเต้น
“หะ… อย่า…ถ้านาย… ยังไม่พร้อม…” เธอพยายามส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริง
แต่เขาไม่หยุด
ราห์ซูร์เปิดกล่องเล็ก ๆ เผยให้เห็นแหวนมั่นที่สะท้อนแสงอรุณอย่างงดงาม
เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดแทรกได้อีก
“กราวด้า ฉันผิดพลาดมาแล้ว ทำให้เธอต้องรอ ทำให้เธอต้องเจ็บ และทำให้เธอต้องร้องไห้ ทั้งที่ฉันไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเลย
แต่จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันขอสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เธอยืนอยู่ลำพังอีก ไม่ในฐานะราชครู ไม่ในฐานะผู้เสียสละแต่ในฐานะคนรักของฉัน
แต่งงานกับฉันนะ กราวด้า
และอยู่เคียงข้างฉันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่”
ทุกอย่างเงียบงันราวกับผืนแผ่นดินทั้งผืนกำลังรอฟังคำตอบ
กราวด้านิ่งไปเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
“นายพูด…
นายพูดแล้ว…
นายพูดแล้วจริง ๆ ใช่ไหม…?”
เธอกลืนน้ำลาย น้ำตาคลออีกครั้ง
“พูดแล้ว…
เอากลับคืนไม่ได้แล้วนะ…
ฉันจะไม่ยอมให้นายคืนคำ…”
เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งน้ำตา
“เพราะฉัน…รับมัน”
พูดจบ เธอไม่แม้แต่จะสนใจแหวน
กราวด้าทรุดเข่าลงตรงหน้าเขาและจูบเขาอย่างสุดหัวใจ
เป็นจูบที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต
ทุ่มทุกความเจ็บ
ทุกการรอคอย
ทุกความรัก
ลงไปในจูบนี้
เสียงเฮดังขึ้นรอบด้านประชาชนที่ร่วมขบวนต่างโห่ร้องยินดี เสียงแห่งความสุขกึกก้องไปทั่วหุบเขาวาเลเธีย
เขาอยู่ในขบวนเสด็จตลอดทั้งวันเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แจกจ่ายเสบียงยังชีพพูดคุย รับฟัง และให้กำลังใจประชาชน
เขาไปเยี่ยมบ้านเด็กกำพร้าไปเยี่ยมตามหมู่บ้านที่เสียหายจากศึก เพียงแค่วันเดียวเวลาก็แทบหมดไปกับการเดินทางทั้งหมด
ยามเย็น ระหว่างทางกลับเมือง ขบวนเสด็จแวะพักที่ค่ายทหารชั่วคราว
เหล่าทหารที่ร่วมขบวนยังหอบเหนื่อย เซราดที่ตามเสด็จมาตลอดวันก็เหงื่อตกไม่แพ้กัน
ไซรัสนั่งพักอยู่ข้างลำธารถอดรองเท้าและจุ่มเท้าลงในน้ำ แต่สภาพของเธอกลับเหี่ยวเฉาราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำมาหลายวัน
เมื่อเห็นเซราดเดินเข้ามาเธอก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ไซรัส…ถ้ามีใครบอกว่าเจ้าตั้งใจจะทำให้ราชาราห์ซูร์ถอดใจเพราะงานหนักขนาดนี้ ข้าจะเชื่อสุดใจจริง ๆ นะ”
เซราดพูดประชดเบา ๆ
ไซรัสมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงเถียง แต่เธอก็ขยับเข้าไปใกล้และกระซิบอะไรบางอย่างให้เขาได้ยิน
เพียงไม่นานสีหน้าของเซราดก็เปลี่ยนจากความเหนื่อย เป็นความตื่นตะลึงก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มกว้าง
แววตานั้นบอกชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ควรเป็นความลับ เขารีบเดินกลับไปซุบซิบกับเหล่าทหารถึงเหตุผลที่องค์ราชาเร่งทำพระราชกรณียกิจอย่างหนักในช่วงนี้
หลายคนตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย แรงกายแรงใจก็กลับมาอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรู้สึกได้ว่าพวกเขาได้รับ “ข่าวดี” ที่ทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
เมื่อกลับถึงวัง ราห์ซูร์เดินกลับห้องอย่างอ่อนล้า เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าเหล่าทหารในวังดูคึกคักเป็นพิเศษทุกคนรีบแยกย้ายพร้อมเสียงกระซิบกระซาบที่แพร่กระจายไปทั่ววังในยามหัวค่ำและเพียงคืนเดียวข่าวนั้นก็ลามไปถึงครึ่งเมือง
เช้าวันถัดมาคนที่ดูเหนื่อยที่สุดในวังไม่ใช่ราชาแต่คือ ไซรัส
เธอมาเคาะประตูห้องของราห์ซูร์ด้วยสีหน้าอดนอนอย่างเห็นได้ชัด ดูแก่ลงไปราวสิบปีแต่ยังฝืนยิ้มแบบหงุดหงิดติดอยู่บนใบหน้า
“มีอะไร ไซรัส ฉันทำอะไรผิดไปหรือ?” ราห์ซูร์ถามอย่างกังวลกลัวว่าเขาจะกดดันเธอมากเกินไป
“ไม่มีอะไรพะยะคะหม่อมฉันไม่เป็นไร…”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ
“แต่…เรามีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อย”
“เปลี่ยนแผน?” ราห์ซูร์ทำหน้างงและยังไม่ทันได้ถามต่อ—
ตัดฉาก – หุบเขาวาเลเธีย
กราวด้านั่งเอนกายอยู่บนเตียงสีหน้าของเธอผ่อนคลายรอยยิ้มเล็ก ๆ ไม่ยอมหายไปจากริมฝีปาก
เธอมีความสุขอย่างแท้จริงในตอนนี้ ภาพความทรงจำของเจ้าหุ่นยังวนเวียนอยู่ในหัวทำให้หัวใจของเธออุ่นจนแทบทนไม่ไหว
ราห์ซูร์รักเธอด้วยความจริงใจ ซื่อสัตย์ และ… น่าสงสารจนเธอใจอ่อน
กราวด้าเขินจนเผลอบิดหมอนขาดไปแล้วหลายใบ
เธออยากบินไปหาเขาอยากกอดเขาเดี๋ยวนี้เลย
แต่—
เธอยังคงอดทนรอ
เพราะเธอ ต้องการสั่งสอนเขา ที่เคยเลือกเอมิลี่ แม้สิ่งที่เขาทำจะเกิดจากความสงสารก็ตาม
เธอจะไม่ยอมเสียหน้าเด็ดขาด
แต่ถ้าเขามาหาเธอมาง้อเธอด้วยตัวเอง—เธอจะยอมคืนดี
กราวด้าคิดเช่นนั้นและยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหุบยิ้มไม่ได้
ถึงขั้นที่แซร์คซึ่งเดินผ่านไปผ่านมาต้องเสียวสันหลังวาบ
เขามองเจ้านายของตนด้วยความระแวงและพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“หรือว่าลูกพี่…จะอ๋อไปแล้วจริง ๆ?”
สองวันผ่านไป เช้าวันที่สามมาถึง—วันที่เธอบอกเขา วันที่ราห์ซูร์ต้อง มาและถ้าไม่มา… เธอจะโกรธจริง ๆ
ในความเป็นจริง กราวด้าสามารถใช้เวทของเธอได้ “คาถาจองจำทาส” ที่เธอเคยใช้ผูกไว้กับเขาตั้งแต่แรกพบ
เธอสามารถย่องเข้าไปในหัวเขา มองดูความคิด รู้ว่าเขากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน กำลังมาหาเธอหรือไม่ แต่เธอไม่ทำ
เธอเลือกที่จะ รอ
แซร์ค—ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าเงียบ—แอบใส่ไฟให้ราห์ซูร์บอกเขาว่า ควรมาขอกราวด้าแต่งงาน
เขาลุกขึ้นเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้า แม้จะไม่ถนัด แม้จะไม่รู้ว่าควรจัดอย่างไร แต่เขาก็ทำเท่าที่ทำได้
เขาทำความสะอาดทางเข้า หาดอกไม้ หาพุ่มไม้สวย ๆ มาจัดเป็นซุ้มทางเดิน แม้จะดูแห้งแล้งแม้จะไม่สวยงามพอ แต่ใครเห็นก็รู้ว่านี่คือความพยายามอย่างเต็มที่
“แซร์ค นายทำอะไร?”
กราวด้าถามด้วยความสงสัย
เธอเห็นเขาตกแต่งเกินความจำเป็นทั้งที่ราห์ซูร์แค่จะมาหามาง้อเธอ
เขาอาจแค่ถือดอกไม้หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ติดมือมาแค่นั้น…เธอก็แทบจะกระโดดกอดเขาแล้ว
“ฉันก็อยากต้อนรับเพื่อนของฉันเหมือนกันนะ ลูกพี่”
แซร์คพูดพลางเสียบกิ่งไม้ที่มีใบสีแดงส้มลงบนซุ้มทางเดิน
กราวด้ายิ้มแต่ไม่ได้ว่าอะไร
เธอหันกลับเดินเข้าห้องของตัวเองพร้อมสั่งไว้เบา ๆ
“ถ้าตาทึ่มนั่นมาถึงก็บอกนะว่าฉันอยู่ในห้อง ไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้น”
เธอเดินเข้าห้องไป หัวใจเต้นแรงตื่นเต้นราวกับเจ้าหญิงที่รอเจ้าชายมาช่วยจากหอคอยมังกรไฟ
“ได้เลยครับ ลูกพี่!! ถ้าเจ้าเพื่อนเลวของผมมาถึง จะรีบชี้เป้าทันที!”
แซร์คตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง
เวลา… ค่อย ๆ ผ่านไป ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
บ่ายแก่แล้วทุกอย่างยังเงียบไม่มีวี่แววใครจะมา แม้แต่สัตว์สักตัว
แซร์คเริ่มหน้าเสีย
กราวด้าออกมาจากห้อง สีหน้ากังวลแต่ยังคงมีความหวังหลงเหลือ
เธอเดินไปที่ประตูทางเข้าฐานที่พัก มองไปยังพระอาทิตย์ ที่กำลังเริ่มคล้อยต่ำ เธอยืนมอง… อย่างเงียบงัน
ความเงียบนั้น
น่าเศร้า
วังเวง
จนแม้แต่แซร์คยังรู้สึกใจหาย
เขายืนอยู่ลึกเข้าไป มองแผ่นหลังของกราวด้าที่ยืนรอโดยไม่ยอมไปไหน
เธอรอจนพระอาทิตย์ตกดิน จนแสงสุดท้ายหายไป จนดาวเริ่มเต็มฟ้า
เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น
ส่วนแซร์ค…เขานั่งลงช้า ๆ และเริ่มห่อเหี่ยว
ภาพของกราวด้าที่ยืนรออยู่หน้าทางเข้าโดยไม่มีใครเดินมา
ทำให้เขาเศร้าอย่างที่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะรู้สึกได้
จากการยืน เปลี่ยนเป็นการนั่ง และเธอยังคงรอ
เกินเที่ยงคืนไปแล้ว น้ำตาของกราวด้าเริ่มไหล เธอนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าปากทางเข้าหุบเขา
แซร์คนั่งเงียบอยู่ในเงามืด แววตาของเขาสะท้อนแสงดาวใสราวกับมีน้ำตา
แต่เขาไม่เข้าไปยุ่ง
ไม่ปลอบ
ไม่พูดอะไร
เขาเพียงแค่เฝ้าดู
และรออยู่ห่าง ๆ
กราวด้านั่งนิ่ง
เธอไม่ทำลายอะไร
ไม่ระเบิดพลัง
ไม่เปล่งวาจาสาปแช่งหรือขู่ฆ่าใคร
เธอเพียงก้มหน้าซุกใบหน้าลงกับเข่าของตัวเองร้องไห้อย่างไร้เสียง ร่างกายสั่น สะอื้นเบา ๆ ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงร้องไห้ จะทำให้ความหวังสุดท้ายพังลง
ในใจเธอคิดเพียงอย่างเดียว—หากราห์ซูร์ไม่มา
เธอจะอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
เธอเหนื่อยและพอแล้ว กับความวุ่นวายทั้งหมด
ลัทธิแห่งนี้…จะเป็นลัทธิแห่งความสงบที่แท้จริง
แต่ตอนนี้น้ำตาของเธอยังคงไหลไม่หยุด ไหลไม่หยุด ไม่ใช่เพื่อรักษาแต่เพื่อระบายความเจ็บปวดที่ยังท่วมท้นอยู่ในหัวใจและเธอก็ปล่อยให้มันไหลต่อไป
แม้ในใจลึก ๆ เธอยังแอบหวังหวังว่าเขาจะมา
แสงแรกของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ สาดส่องขึ้นอย่างอบอุ่น
แต่ก็ยัง…ไร้วี่แววใคร
กราวด้าเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลุกไปไหน เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายอ่อนแรง เธอหลับลงตรงนั้น
หลับไปพร้อมน้ำตาที่ยังไม่แห้งและหัวใจที่ยังรอคอย
ในความฝัน เธอได้ยินคำบอกรักของเขา เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าและพูดว่า—
“ฉันมาแล้ว”
ใช่…เสียงนั้นเหมือนจริงเหลือเกินและมือที่อบอุ่นก็สัมผัสลงบนไหล่ของเธอ
เสียงเรียกเบา ๆ ราวกับไม่กล้าปลุก ไม่กล้ารบกวนเธอในยามหลับ
“กราวด้า…ฉันมาแล้ว ขอโทษที่มาช้า”
เสียงของราห์ซูร์ เบา แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
กราวด้าเงยหน้าขึ้นจากความฝัน ตื่นขึ้นพร้อมน้ำตานองหน้าและเธอก็เห็นเขา
ราห์ซูร์ในฉลองพระองค์ของราชาเต็มยศยืนอยู่ตรงหน้าเธอจริง ๆ
“ราห์ซูร์…ตาทึ่ม…”
เธอพูดทั้งที่น้ำตาไหลไม่หยุด
“ฉันฝัน?…”
“ขอโทษจริง ๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“ก็คนเกือบครึ่งอาณาจักรขอตามมาด้วย พวกเขาขอร่วมเป็นเกียรติในการยกขบวนขันหมากมาสู่ขอเธอกราวด้า”
ราห์ซูร์ขยับตัวเบี่ยงเล็กน้อยให้กราวด้าเห็นภาพเบื้องหลัง สถานที่ที่เคยเป็นเพียงหุบเขาเต็มไปด้วยหินและทรายสีขาวว่างเปล่าและเงียบงัน
บัดนี้…ถูกแทนที่ด้วยขบวนเสด็จและขันหมากยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจุผู้คนทั้งหมดได้
แต่ทุกคน…เงียบ
เงียบจนหัวใจสั่น
ผู้หญิงแทบทุกคนมีแสงใส ๆ คลออยู่ในดวงตา
หัวใจของกราวด้าแทบระเบิด
เธอหันไปมองแซร์คที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เขาตื่นอยู่ก่อนแล้วและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นราวกับไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ทั้งที่เป็นเขาเองที่ยุให้ราห์ซูร์มาขอเธอแต่งงานและเขาเองก็ไม่คิดว่าราห์ซูร์จะ “จัดเต็ม” ได้ถึงขนาดนี้
กราวด้าหันกลับมายกมือปิดหน้าอย่างเขินอาย
เมื่อนึกถึงภาพที่ทุกคนเห็น—เธอนั่งหลับอยู่ตรงทางเข้า
นั่งรอเขา
อยู่ตรงนี้
เป็นครั้งแรกที่เธออายถึงขนาดนี้และเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นเธอไม่ใช่ในฐานะราชครูผู้เย็นชาแต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่น่ารัก อ่อนแอ และกำลังรอคนที่เธอรัก
กราวด้าร้องไห้ออกมาไม่หยุดมือปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ
แต่เธอก็ยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา ร้องไห้ ร้องด่าไปพร้อมกัน เหมือนผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกทิ้งให้รอ ที่อ่อนแอ และต้องการความรัก
“ราห์ซูร์… บ้า…นายมันทึ่ม…นายมัน… บ้า…”
เธอสะอื้น เสียงสั่น
“ฉันเกลียดนาย…ฉันเกลียดนาย…”
แต่แขนของเธอกลับกอดเขาไว้แน่นยิ่งกว่าที่เคยกอดใครในชีวิต
แนนซี่—แม่ครัวที่เคยเป็นลูกมือให้กราวด้าในยามทำขนม—ก้าวออกมาข้างหน้าในมือมีห่อคุกกี้ที่เธอตั้งใจทำอย่างดีที่สุด
“ท่านกราวด้า!! กลับไปกับพวกเราเถอะนะคะ”
เหล่าจอมเวทผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเธอก้าวออกมาพร้อมเพรียงกัน
“ท่านอาจารย์กราวด้า พวกเราต้องการท่านเช่นกันกลับไปเถอะขอรับ”
เด็ก ๆ จากบ้านเด็กกำพร้าเดินเรียงแถวออกมาดวงตาใสซื่อและเปี่ยมความหวัง
“พี่เกวน!!! พวกเราอยากให้พี่กลับไปกับพี่ราห์ซูร์!”
“ใช่ ๆ!”
เสียงชาวเมืองดังขึ้นรอบด้าน แซ่ซ้องจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ แต่ทุกคำล้วนมีความหมายเดียวกัน
“ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร พวกเราต้องการท่าน ท่านกราวด้า!”
ไซรัสก้าวออกมาเป็นคนสุดท้าย เธอยิ้มอย่างจริงใจแม้ใบหน้าจะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะปิดบังได้
“ท่านกราวด้าข้าต้องการที่ปรึกษา ราชาราห์ซูร์…หนักเกินกว่าที่ข้าจะรับมือไหวหากไม่มีท่านอยู่ข้างเขา”
ราห์ซูร์กอดกราวด้าไว้แน่นและเมื่อเขารู้สึกว่าเธอเริ่มหยุดร้องไห้เขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
จากนั้น…เขายกมือขึ้นเพียงเล็กน้อยเสียงทั้งหมดเงียบลงทันทีราวกับทุกคนกลั้นหายใจรอสิ่งที่จะเกิดขึ้น
เขาค่อย ๆ ถอยออกจากอ้อมกอดของเธอเพียงนิดเดียว ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธอและเงยหน้าขึ้นสบตา
ในวินาทีนั้นหัวใจของกราวด้าแทบหยุดเต้น
“หะ… อย่า…ถ้านาย… ยังไม่พร้อม…” เธอพยายามส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อว่าสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริง
แต่เขาไม่หยุด
ราห์ซูร์เปิดกล่องเล็ก ๆ เผยให้เห็นแหวนมั่นที่สะท้อนแสงอรุณอย่างงดงาม
เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดแทรกได้อีก
“กราวด้า ฉันผิดพลาดมาแล้ว ทำให้เธอต้องรอ ทำให้เธอต้องเจ็บ และทำให้เธอต้องร้องไห้ ทั้งที่ฉันไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเลย
แต่จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันขอสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เธอยืนอยู่ลำพังอีก ไม่ในฐานะราชครู ไม่ในฐานะผู้เสียสละแต่ในฐานะคนรักของฉัน
แต่งงานกับฉันนะ กราวด้า
และอยู่เคียงข้างฉันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่”
ทุกอย่างเงียบงันราวกับผืนแผ่นดินทั้งผืนกำลังรอฟังคำตอบ
กราวด้านิ่งไปเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
“นายพูด…
นายพูดแล้ว…
นายพูดแล้วจริง ๆ ใช่ไหม…?”
เธอกลืนน้ำลาย น้ำตาคลออีกครั้ง
“พูดแล้ว…
เอากลับคืนไม่ได้แล้วนะ…
ฉันจะไม่ยอมให้นายคืนคำ…”
เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งน้ำตา
“เพราะฉัน…รับมัน”
พูดจบ เธอไม่แม้แต่จะสนใจแหวน
กราวด้าทรุดเข่าลงตรงหน้าเขาและจูบเขาอย่างสุดหัวใจ
เป็นจูบที่เธอรอคอยมาทั้งชีวิต
ทุ่มทุกความเจ็บ
ทุกการรอคอย
ทุกความรัก
ลงไปในจูบนี้
เสียงเฮดังขึ้นรอบด้านประชาชนที่ร่วมขบวนต่างโห่ร้องยินดี เสียงแห่งความสุขกึกก้องไปทั่วหุบเขาวาเลเธีย
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ