ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,475 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
56) อสูรทมิฬและโล่ทองคำ
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความณ คฤหาสน์เฟลวิส —เสียงโครมครามของกำแพงหินที่ถูกทุบแตกยังคงสะท้อนอยู่ในห้องโถงอันกว้างใหญ่การต่อสู้อันดุเดือดดำเนินมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว และผลลัพธ์…เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ทั้งหมด
ทหารปีศาจล้มตายเกือบหมด ฝ่ายของอิเรนเองก็สูญเสียมือสังหารไปมากกว่าครึ่ง
กลางสมรภูมิ— อสูรอาบิส ร่างยักษ์สูงกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ยังคงยืนตระหง่าน ไม่แม้แต่จะมีรอยถลอกบนผิวหนังสีดำมันวาวของมัน ในมือกำค้อนยักษ์ที่หนักพอจะทำให้พื้นหินยุบเป็นหลุมในครั้งเดียว
ตรงข้ามมัน— อิเรน ผู้นำกลุ่มมือสังหาร กำลังยืนหายใจแรง เลือดไหลอาบคิ้วจนตาซ้ายปิดไม่สนิทส่วน แซร์ค ลูกชายของเขา ในสภาพยับเยินกว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่รอยฟันฉีก–กระดูกแตก แต่ยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
มือสังหารคนหนึ่งที่รอดมาได้เพียงไม่กี่คนตะโกนขึ้น
“ไม่ไหวแล้วหัวหน้า!! ถอยก่อนเถอะ! เราเหลือกันแค่หนึ่งในสี่แล้วนะ!”
อิเรนกัดฟันแน่น แม้ลมหายใจจะสั่น
“ยัง! ยังก่อน!! ติดต่อวังหลวงเดี๋ยวนี้!! รายงานสถานการณ์ให้พวกเขาประเมินด่วน!!”
แต่คำสั่งยังไม่ทันจบ—
ตึงงงง!!!
ค้อนของอาบิสฟาดลงกลางพื้นจนสะเทือนถึงโครงอาคาร แรงกระแทกส่งแซร์คกระเด็นหลายเมตร ร่างเขากระแทกกำแพงจนแตกละเอียด ก่อนจะหลุดออกไปนอกตัวอาคารทันที
แซร์คสำลักเลือดกองหนึ่ง มือสั่นจนแทบจับมีดไม่อยู่
“อัก… ไอ้ค้อนบ้านี่…!!”
เขาพยายามลุกแต่ขากลับหมดเรี่ยวแรงอย่างน่ากลัว
อิเรนร่ายคำสาปหินใส่มีดสั้นปลายคมเปลี่ยนเป็นหินแข็งแหลมคมระดับที่แทงเกราะเหล็กทะลุได้ เขาพุ่งเข้าแทงกลางหลังอสูรเต็มแรง
แคร็ก!
ผิวหนังอาบิสแข็งจนมีดทำได้เพียง สร้าง “รอยหินหลุดบาง ๆ” เหมือนหนังกำพร้าเท่านั้น มันหันกลับมาช้า ๆมือยักษ์ตบอิเรนเต็มแรงจนร่างเขาลอยไปไกลกว่า 10 เมตร กระแทกผนังอีกด้านของคฤหาสน์ก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้านอกอาคาร
อิเรนครางลึกในลำคอ แต่ยังพยายามลุกขึ้น
“ไม่เคยเจอ…ตัวอะไรมันโหดขนาดนี้มาก่อนเลย…”
เขาเงยหน้าได้เพียงเสี้ยววินาที —อาบิสพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
โครมมม!!!
ผนังชั้นในของคฤหาสน์พังทะลุเป็นรูใหญ่ อิเรนถูกอัดจนพื้นดินยุบถล่มลงเป็นรอยลึก
แซร์คตะโกนจากอีกฟาก
“พ่อ!! ตายยัง!?”
ทั้งที่ตัวเองก็แทบยืนไม่ขึ้น แต่ยังพยายามหยิบมีดขึ้นมาอีกครั้งแม้มือจะสั่นเหมือนคนหมดแรง อิเรนกัดฟันตอบเสียงหนักแน่นทั้งที่หายใจติดขัด
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะ… ฉันอึดกว่าแกมากนัก!!”
เขาพยายามยันตัวขึ้น แม้ซี่โครงจะหักหลายจุดก็ตาม
อาบิสหันกลับมาหาแซร์ค นักฆ่าวัยหนุ่มสูดลมหายใจสุดท้าย ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ
“Grand Cross – ABSOLUTE!!!”
เส้นเวทเป็นกากบาทฟาดเข้าเต็มกลางอกของอสูร แสงระเบิดกระจายไปทั่วห้องโถง พื้นสั่น กำแพงแตก เศษหินปลิวว่อน เมื่อฝุ่นจางลง—อาบิสถอยหลังไปเพียง “สองก้าว”
และ…มันไม่เป็นอะไรเลย
แซร์คยืนนิ่ง ก่อนจะล้มลงคุกเข่าอย่างหมดเรี่ยวแรง ดาบหลุดมือกระแทกพื้นดัง แกร๊ก
อาบิสเหยียบพื้นจนดินสั่นสะเทือนมันยกเท้าใหญ่ของมันขึ้น—
ถีบบ!!!!
แซร์คกระเด็นล้มลงทั้งร่างเหมือนตุ๊กตาไม้ ยังไม่ทันได้หายใจ มันก็กระหน่ำกระทืบลงบนขาทั้งสองของเขาอย่างไม่ปรานี
กร๊อบ—! กร๊อบ—!!!
เสียงกระดูกหักดังก้องราวฟ้าผ่า
“อ๊าาาาาาก!!!!”
เสียงร้องของแซร์คฉีกอากาศเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บปวดจนมือกำพื้นแน่น
อิเรนเห็นลูกชายตัวเองถูกบดขยี้ต่อหน้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความเดือด เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
“GRAND CROSS – ABSOLUTE!!!”
เส้นแสงรูปกากบาทฟาดใส่สีข้างของอาบิสเต็มแรง ไม่ใช่เพื่อฆ่า—แต่เพื่อผลักมันให้ถอยแม้เพียงก้าวเดียว
ร่างยักษ์ถูกกระแทกเซไปครึ่งช่วงตัว อิเรนคว้าแซร์คขึ้นบ่า ลากออกมาทั้งที่ขาทั้งสองหักจนผิดรูป
“สู้มันไม่ได้แล้ว… ถอยออกไปเลย แซร์ค!!”
“ขะ…ขา…ผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว บ้าเอ้ย…!”
แซร์คกัดฟันจนเลือดซึม แต่ขาทั้งคู่เละเกินกว่าจะขยับได้อีก มือสังหารคนอื่นเริ่มล่าถอย ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะ— พวกเขาไม่มีอะไรทำร้ายมันได้อีกแล้ว
อาบิสเปลี่ยนเป้าหมาย—และมันเลือก “เมือง”
อสูรหันมองรอบ ๆ อย่างไร้ความสนใจในศัตรูที่กำลังหนีตาย เมื่อไม่เห็นผู้ท้าทายเหลืออยู่ มันเงยหน้าขึ้นคำรามยาว
กร๊าาาาาาร์!!!!
เสียงคำรามสะเทือนพื้นจนต้นไม้สั่นไหว มันหมุนตัวไปทาง “เมืองวาเลเธีย”—ที่เต็มไปด้วยผู้คน มันลากค้อนยักษ์ไปกับพื้น เสียงเหล็กครูดหินดังก้องเหมือนประกาศวันสิ้นโลก
อิเรนยืนตัวสั่น หายใจหอบ กดเวทสื่อสารทันที
“ด่วนที่สุด!! อสูรอาบิส…กำลังมุ่งหน้าเข้าเมือง!! มือสังหารแตกพ่าย! เราไม่สามารถหยุดมันได้อีกแล้ว!!”
ในห้องบังคับบัญชาของวังหลวง เซราด เรน และราฟา กำลังฟังอย่างขวัญผวา เสียงรายงานก่อนหน้านี้ยืนยัน—แทบไม่มีสิ่งใดทำอาบิสแม้เป็นรอยเดียว
“บ้าจริง…!” เซราดกำหมัดแน่น “ฉันจะคุมกำลังออกไปหยุดมันเอง!”
เรนขยับตามทันที
“ฉันจะนำพลธนูไปด้วย อาจช่วยถ่วงมันได้—”
แต่ราฟาขวางไว้
“ไม่ เซราด คุณไปไม่ได้ คุณต้องคุมแดนกลาง ฉันจะไปเอง”
ทั้งห้องเริ่มโต้เถียง แต่ไม่มีใครรู้…ว่าใครจะรอดกลับมาได้หรือไม่ เพราะแม้แต่อิเรน—อันดับหนึ่งด้านลอบสังหาร—ยังแทบไม่ทำให้มันขยับ
✦ และแล้ว—เสียงหนึ่งก็ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท เสียงทุ้ม หนัก เย็น ราวกับคำประกาศของดาบศักดิ์สิทธิ์
“ฉันจะไปเอง”
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกันและเงียบเหมือนถูกตัดลมหายใจ ชายผู้เดินเข้ามาพร้อมชุดเกราะทอง ดาบยาวประจำกายที่ตั้งแต่เกิดราชอาณาจักรมา
ยังไม่เคยมีใครเห็นเขาชักออกจากฝักเลยสักครั้ง
คาเรน — หัวหน้าราชองครักษ์
โล่แห่งวาเลเธีย กำแพงที่ไม่มีวันพังของราชา เขาวาง “ราชองค์การ” ลงโต๊ะอย่างสงบแต่พลังอำนาจของมันมากพอให้ทุกคนตัวแข็ง
“ราชามีราชองค์การ สั่งให้คาเรน หัวหน้าราชองครักษ์ออกหยุดยั้งอสูรอาบิสเพื่อปกป้องเมืองและชีวิตประชาชน”
เซราดอ้าปากค้าง
“ไปคนเดียว…? เป็นไปไม่ได้หรอก คาเรน!”
คาเรนตอบโดยไม่หันมอง น้ำเสียงเรียบแต่ทรงพลังราวคำประกาศิต
“ใช่ — คนเดียว”
“อย่างน้อย พวกเราควรส่ง—” เรนเริ่มพูด
แต่คาเรนตัดบท
“เก็บกำลังทหารไว้ปกป้องราชาแทนฉันด้วย”
เสียงฝีเท้าของเขาดังกังวานในโถงหิน ทุกคนทำได้เพียงหลบทางให้เขาเดินผ่าน ก่อนเดินพ้นประตูเขาพูดประโยคสุดท้ายเสียงต่ำ แต่ก้องเหมือนฟ้าผ่าในหัวใจของทุกคน
“ฉันจะไปสั่งสอนให้พวกมันรู้…ถึง ‘ความน่ากลัวที่แท้จริง’ ของโล่ที่ไม่มีวันแตก—แห่งวาเลเธีย”
ไม่มีใครกล้าห้าม ไม่มีใครกล้าตาม เพราะพวกเขารู้— เมื่อคาเรน “ออกรบคนเดียว” มันโหดเกินกว่าที่คนธรรมดาจะยื่นมือเข้าแทรกแทรง
อสูรอาบิสลากค้อนยักษ์ข้ามทุ่งหญ้ามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองวาเลเธียที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามแต่จู่ ๆ มันก็หยุดกึก
เงามืดในนัยน์ตาของมันสั่นไหว—ไม่ใช่ความลังเล แต่เป็น สัญชาตญาณของสัตว์ร้าย ที่เพิ่งพบสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวในโลก…ที่มัน “ต้องกำจัดก่อน”
กลางทุ่งหญ้าที่กำลังถูกแรงกดดันฉีกให้ล้มระเนระนาด ชายคนหนึ่งยืนคอยอยู่แล้ว คาเรน – หัวหน้าราชองครักษ์ชุดเกราะทองสุกสว่างจนแทบแผดเผาความมืดรอบตัว ผู้ชายที่ถูกเรียกขานว่า “โล่ที่ไม่มีวันแตกของวาเลเธีย” ผู้แข็งแกร่งจนถูกเปรียบว่า เทียบเคียงพระเจ้า
ขณะที่อาบิสคำรามต่ำ คาเรนเพียงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตานิ่งเฉย แต่แรงกดดันกลับหนักจนพื้นดินแตกเป็นรอย
สูรรู้ในทันที—นี่คือศัตรูที่ต้องถูกทำลายในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะถูกทำลายเอง มันคำรามสุดเสียง และกระโจนเข้าใส่ด้วยแรงที่สามารถทำเมืองทั้งเมืองสั่นได้
คาเรน…ก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว—แล้วพุ่งสวนเหมือนลูกศรทองคำ
เขา ไม่ชักดาบ
เขาเลือกใช้…
หมัดเปล่า
แรงปะทะแรกทำให้ดินสะเทือนทั่วผืน ค้อนยักษ์ของอาบิสเหวี่ยงลงมาราวหินผา แต่คาเรนง้างหมัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แล้ว—ปะทะ—ตึงงงง!!!!
ค้อนมหึมาหยุดลงในทันที ราวกับกระแทกกำแพงโลหะหนาไม่มีที่สิ้นสุด ดวงตาของอาบิสเบิกกว้าง คาเรนคำรามต่ำในลำคอ
“ไอ้อสูร… ไอ้พวกความมืด…วันนี้แหละ ฉันจะขยี้แกให้เละ”
หมัดที่สองของเขากระแทกลงกลางด้ามค้อน แรงมากพอให้ค้อนทั้งอันสะบัดเด้งออกไปด้านข้างเหมือนของเล่นเด็ก
อาบิสแผดเสียงด้วยความเดือด ดาบทั้งสองในมือซ้ายงอกออกพร้อมกัน ฟาดใส่คาเรนราวกับพายุเหล็ก
แต่—คาเรนไม่ถอย ไม่หลบ ไม่ตั้งรับ เขา สวนหมัดใส่แบบตัวต่อตัว ราวกับกำลังแลกหมัดกับมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เสียงปะทะดังระเบิดเป็นจังหวะรวดเร็ว หมัดทองคำปะทะดาบปีศาจ กำปั้นมนุษย์ชนค้อนจากนรก
ทั้งคู่ไม่ถอยสักก้าว ไม่ออมแรงแม้แต่น้อย จนแรงสั่นสะเทือนแผ่ไปทั้งอาณาจักร กำแพงเมืองไกลออกไปยังสั่นระริกตามแรงคลื่น วังหลวงต้องประกาศอพยพประชาชนทันที
เมืองทั้งเมืองเริ่มโกลาหล เสียงระฆังเตือนภัยดังไม่หยุด เหล่าทหารเร่งนำชาวบ้านออกจากแนวปะทะให้เร็วที่สุดแรงปะทะของทั้งสองรุนแรงจนเกินแผ่นดินจะรับไหว ทุกหมัด ทุกค้อนที่กระแทกเข้าหากัน สร้างแรงสะเทือนแผ่ไปไกลทั่วทั้งอาณาจักร พื้นดินที่เคยเป็นทุ่งหญ้าอ่อนนุ่ม…ยุบตัวลึกลงกลายเป็นหลุมมโหฬาร
เสียงกระแทกดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าไม่หยุด บ้านเรือนไกลออกไปหลายกิโลเมตรสั่นสะเทือนราวจะพังลงได้ทุกเมื่อแม้ไม่มีใครถอย แต่พลังของคาเรนกำลัง “กด” อาบิสลงทีละจังหวะ หมัดของเขาหนักขึ้น เร็วขึ้น รุนแรงขึ้นจนในที่สุด—
ปังงงงงง!!!!
คาเรนทุ่มหมัดเต็มแรงเข้ากลางอกอาบิส อสูรยักษ์กระเด็นกลิ้งไปไกลเกือบสิบเมตร ร่างมหึมาถูกลากไปตามพื้นดินเป็นทางยาว นักรบทองคำยังคงเดินตามมันไปด้วยจังหวะเดิม ทุกก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเดือดไม่ต่างจากตอนที่เขาปรากฏตัวครั้งแรก อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเหมือนภาพลวงตา เพราะพลังมหาศาลที่เขาปล่อยออกมาราวกับเป็นเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ของมนุษย์ธรรมดา
อสูรอาบิส—ผู้ที่แข็งแกร่งจนนึกไม่ออกว่าจะฆ่ามันได้อย่างไร ตอนนี้ลุกแทบไม่ขึ้น ร่างหนาทั้งตัวแตกเป็นรอยร้าว สั่นเหมือนเครื่องจักรเก่าใกล้พัง
คาเรนเดินไปยืนตรงหน้า เงาของนักรบทองทาบทับร่างยักษ์ราวกับคำพิพากษาของเทพ แม้ตัวมันจะใหญ่และหนักเป็นตัน แต่คาเรนก้มลง จับหัวมัน ยกขึ้นด้วยมือเดียว
เขากำหมัด ซึมซับแรงและเวททั้งหมดลงสู่กำปั้นข้างขวา สายตาเย็นเฉียบ ไร้ความปรานีแม้เพียงเศษเสี้ยว
ซั่มมมมม!!!
หมัดเสยคางเต็มแรง ทำให้อาบิสหงายล้มลงกับพื้นทันที ร่างยักษ์สั่นสะท้านเหมือนระบบดับ
แต่คาเรน…ยังไม่หยุด เขาเดินเข้าไปคว้าตัวอาบิสทั้งร่างขึ้นจากพื้นด้วยแรงอันน่าเหลือเชื่อ เหวี่ยงมันขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเส้นตรง
จากนั้น—เขาย่อตัวลงสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด รวมแรงทุกสิ่งที่ชายคนหนึ่งจะมีได้ ตั้งสมาธิจนโลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนเมื่อร่างอาบิสร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงในเสี้ยววินาทีนั้น—
คาเรนดีดตัวขึ้น หมัดของเขาพุ่งเข้าใส่กลางลำตัวอสูรแรงจนเกิดเสียงระเบิดก้องไปทั้งทวีป
ตูมมมมมมม!!!
อาบิสลอยขึ้นสูงอีกครั้ง ก่อนหายไปจากสายตา
คาเรนยืนรอ
นิ่ง
สงบ
เหมือนรู้ว่ามันยังไม่ตาย
เพียงชั่วอึดใจ—
พสุธาสั่นอีกครั้ง
ร่างอาบิสตกลงมากระแทกพื้นห่างจากเขาไปหลายสิบเมตร พื้นดินปริแตกออกเป็นรอยแผ่ไปไกล ร่างมันบิดเบี้ยว หักเกือบทุกส่วน…แต่ยังไม่ตาย
มันสั่นระรัวและร่างกำลัง “ฟื้นฟู” กลับมาอย่างช้า ๆ
คาเรนจึงเริ่มเดิน—
ช้า
มั่นคง
ดั่งคำตัดสินที่ถูกเขียนไว้แล้ว
ครั้งแรกในสนามรบเขาเอื้อมไปจับด้ามดาบที่ไม่เคยชักออกด้ามดาบที่ถูกเรียกว่า
“ดาบหยกแห่งราชา”
ดาบที่ทำจากหยกเขียวใส ราวกับพิธีศพของราชวงศ์มากกว่าจะใช้ฆ่าสัตว์ประหลาดแต่คนทั้งอาณาจักรรู้ดี—
ดาบเล่มนี้…สามารถทำลายทุกสิ่งที่มีชีวิต
คาเรนดึงดาบออกจากฝัก เสียงใสสะท้อนเหมือนเสียงฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก
เขาก้าวไปถึงตัวอสูรที่ยังสั่นอยู่ ยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่พิษในสายตาของมันยังคงมองเขาเหมือนสัตว์ร้ายที่ไม่ยอมตายง่าย ๆ
คาเรนไม่สนเขาเพียงยกดาบขึ้น—แล้วปักลงกลางอกของมันช้า ๆ ดาบของเขาเลื่อนผ่านเกราะผิวของอาบิสเหมือนมีดร้อนปักลงในก้อนเนย เนื้อปีศาจแหวกออกอย่างสิ้นท่า อาบิสดิ้นหนัก พยายามใช้แขนที่หักทุบตีคาเรน แต่ไร้ผลเขาไม่ขยับแม้เพียงก้าวเดียว
แรงของอสูรหยุดลงทีละนิด ทีละนิด… จนในที่สุด— มันแน่นิ่ง หมดสิ้นทั้งแรงและวิญญาณ
คาเรนถอนดาบออกยืนมองร่างไร้การตอบสนองของอสูรเบื้องหน้า ลมเงียบทั่วทุ่ง โลกเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ
นักรบทองคำ…ผู้ที่เข้าไปคนเดียวเพราะคำสั่งของราชาทำในสิ่งที่กองทัพทั้งกองไม่อาจทำได้
เขา—ฆ่าอสูรอาบิสสำเร็จ
แม้การสังหารอาบิสของคาเรนจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่มันก็เป็นเพียงหนึ่งใน “ชั้นแรก” ของแผนที่เซเรสวางไว้ ทันทีที่ร่างไร้วิญญาณของอาบิสนิ่งลง แสงกลับด้านสีดำ–ขาวพุ่งออกมาจากศพเป็นวงกว้างแผ่ไปทั่วทุ่งหญ้าดังคลื่นมรณะและเมื่อแสงนั้นดับลง—โลกเบื้องหน้าของคาเรน เปลี่ยนไปในพริบตา
พื้นหญ้าหายไป
ทุ่งโล่งหายไป
ลมเย็นหายไป
แทนที่คือ—
ห้องโถงคฤหาสน์เฟลวิสของเซเรส ห้องที่พังเละจนมองไม่ออกว่าเป็นพื้นที่เดิม ร่องรอยการปะทะทางเวทของกราวด้าและเซเรสฉีกผนังจนไม่เหลือรูป
คาเรนถูกดึงเข้ามาใน “มิติกระจกกลับด้าน” กับดักที่เซเรสเตรียมไว้ล่วงหน้าและสิ่งแรกที่เขาเห็น…คือเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจนักรบผู้แกร่งที่สุดถึงกับเย็นวาบ—
กราวด้า นอนคว่ำอยู่บนพื้น นิ่ง ดวงตาเปิดอยู่แต่ไร้การตอบสนอง ราวกับจิตหลุดออกจากร่างไปแล้ว
อีกฟากหนึ่งของห้อง—เซเรส คุกเข่าลงอย่างทรมาน โซ่ตรวนสีทองพันข้อมือซ้าย ไฟสีฟ้าลุกท่วมร่างของเขาเหมือนกำลังเผาวิญญาณจากข้างใน
ภาพเพียงหนึ่งภาพบอกทุกอย่าง—ทั้งคู่ปะทะกันอย่างหนัก…หนักจน “กราวด้าตายไปแล้ว” แต่มันก็ทำให้เซเรสบาดเจ็บจนแทบทรงตัวไม่ไหว
คาเรนกำดาบแน่นจนสั่น ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดจะพุ่งออกจากเบ้าตา
เขาไม่พูดอะไรอีก
ไม่เจรจา
ไม่สอบถาม
ไม่มีแม้แต่คำสบถ
เขาเพียงคำรามในอกแล้วพุ่งเข้าใส่เซเรสทันทีพร้อมสังหารแบบไม่ปรานี
ทหารปีศาจล้มตายเกือบหมด ฝ่ายของอิเรนเองก็สูญเสียมือสังหารไปมากกว่าครึ่ง
กลางสมรภูมิ— อสูรอาบิส ร่างยักษ์สูงกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ยังคงยืนตระหง่าน ไม่แม้แต่จะมีรอยถลอกบนผิวหนังสีดำมันวาวของมัน ในมือกำค้อนยักษ์ที่หนักพอจะทำให้พื้นหินยุบเป็นหลุมในครั้งเดียว
ตรงข้ามมัน— อิเรน ผู้นำกลุ่มมือสังหาร กำลังยืนหายใจแรง เลือดไหลอาบคิ้วจนตาซ้ายปิดไม่สนิทส่วน แซร์ค ลูกชายของเขา ในสภาพยับเยินกว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่รอยฟันฉีก–กระดูกแตก แต่ยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
มือสังหารคนหนึ่งที่รอดมาได้เพียงไม่กี่คนตะโกนขึ้น
“ไม่ไหวแล้วหัวหน้า!! ถอยก่อนเถอะ! เราเหลือกันแค่หนึ่งในสี่แล้วนะ!”
อิเรนกัดฟันแน่น แม้ลมหายใจจะสั่น
“ยัง! ยังก่อน!! ติดต่อวังหลวงเดี๋ยวนี้!! รายงานสถานการณ์ให้พวกเขาประเมินด่วน!!”
แต่คำสั่งยังไม่ทันจบ—
ตึงงงง!!!
ค้อนของอาบิสฟาดลงกลางพื้นจนสะเทือนถึงโครงอาคาร แรงกระแทกส่งแซร์คกระเด็นหลายเมตร ร่างเขากระแทกกำแพงจนแตกละเอียด ก่อนจะหลุดออกไปนอกตัวอาคารทันที
แซร์คสำลักเลือดกองหนึ่ง มือสั่นจนแทบจับมีดไม่อยู่
“อัก… ไอ้ค้อนบ้านี่…!!”
เขาพยายามลุกแต่ขากลับหมดเรี่ยวแรงอย่างน่ากลัว
อิเรนร่ายคำสาปหินใส่มีดสั้นปลายคมเปลี่ยนเป็นหินแข็งแหลมคมระดับที่แทงเกราะเหล็กทะลุได้ เขาพุ่งเข้าแทงกลางหลังอสูรเต็มแรง
แคร็ก!
ผิวหนังอาบิสแข็งจนมีดทำได้เพียง สร้าง “รอยหินหลุดบาง ๆ” เหมือนหนังกำพร้าเท่านั้น มันหันกลับมาช้า ๆมือยักษ์ตบอิเรนเต็มแรงจนร่างเขาลอยไปไกลกว่า 10 เมตร กระแทกผนังอีกด้านของคฤหาสน์ก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้านอกอาคาร
อิเรนครางลึกในลำคอ แต่ยังพยายามลุกขึ้น
“ไม่เคยเจอ…ตัวอะไรมันโหดขนาดนี้มาก่อนเลย…”
เขาเงยหน้าได้เพียงเสี้ยววินาที —อาบิสพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
โครมมม!!!
ผนังชั้นในของคฤหาสน์พังทะลุเป็นรูใหญ่ อิเรนถูกอัดจนพื้นดินยุบถล่มลงเป็นรอยลึก
แซร์คตะโกนจากอีกฟาก
“พ่อ!! ตายยัง!?”
ทั้งที่ตัวเองก็แทบยืนไม่ขึ้น แต่ยังพยายามหยิบมีดขึ้นมาอีกครั้งแม้มือจะสั่นเหมือนคนหมดแรง อิเรนกัดฟันตอบเสียงหนักแน่นทั้งที่หายใจติดขัด
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะ… ฉันอึดกว่าแกมากนัก!!”
เขาพยายามยันตัวขึ้น แม้ซี่โครงจะหักหลายจุดก็ตาม
อาบิสหันกลับมาหาแซร์ค นักฆ่าวัยหนุ่มสูดลมหายใจสุดท้าย ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ
“Grand Cross – ABSOLUTE!!!”
เส้นเวทเป็นกากบาทฟาดเข้าเต็มกลางอกของอสูร แสงระเบิดกระจายไปทั่วห้องโถง พื้นสั่น กำแพงแตก เศษหินปลิวว่อน เมื่อฝุ่นจางลง—อาบิสถอยหลังไปเพียง “สองก้าว”
และ…มันไม่เป็นอะไรเลย
แซร์คยืนนิ่ง ก่อนจะล้มลงคุกเข่าอย่างหมดเรี่ยวแรง ดาบหลุดมือกระแทกพื้นดัง แกร๊ก
อาบิสเหยียบพื้นจนดินสั่นสะเทือนมันยกเท้าใหญ่ของมันขึ้น—
ถีบบ!!!!
แซร์คกระเด็นล้มลงทั้งร่างเหมือนตุ๊กตาไม้ ยังไม่ทันได้หายใจ มันก็กระหน่ำกระทืบลงบนขาทั้งสองของเขาอย่างไม่ปรานี
กร๊อบ—! กร๊อบ—!!!
เสียงกระดูกหักดังก้องราวฟ้าผ่า
“อ๊าาาาาาก!!!!”
เสียงร้องของแซร์คฉีกอากาศเป็นเสี่ยง ๆ เจ็บปวดจนมือกำพื้นแน่น
อิเรนเห็นลูกชายตัวเองถูกบดขยี้ต่อหน้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความเดือด เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
“GRAND CROSS – ABSOLUTE!!!”
เส้นแสงรูปกากบาทฟาดใส่สีข้างของอาบิสเต็มแรง ไม่ใช่เพื่อฆ่า—แต่เพื่อผลักมันให้ถอยแม้เพียงก้าวเดียว
ร่างยักษ์ถูกกระแทกเซไปครึ่งช่วงตัว อิเรนคว้าแซร์คขึ้นบ่า ลากออกมาทั้งที่ขาทั้งสองหักจนผิดรูป
“สู้มันไม่ได้แล้ว… ถอยออกไปเลย แซร์ค!!”
“ขะ…ขา…ผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว บ้าเอ้ย…!”
แซร์คกัดฟันจนเลือดซึม แต่ขาทั้งคู่เละเกินกว่าจะขยับได้อีก มือสังหารคนอื่นเริ่มล่าถอย ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะ— พวกเขาไม่มีอะไรทำร้ายมันได้อีกแล้ว
อาบิสเปลี่ยนเป้าหมาย—และมันเลือก “เมือง”
อสูรหันมองรอบ ๆ อย่างไร้ความสนใจในศัตรูที่กำลังหนีตาย เมื่อไม่เห็นผู้ท้าทายเหลืออยู่ มันเงยหน้าขึ้นคำรามยาว
กร๊าาาาาาร์!!!!
เสียงคำรามสะเทือนพื้นจนต้นไม้สั่นไหว มันหมุนตัวไปทาง “เมืองวาเลเธีย”—ที่เต็มไปด้วยผู้คน มันลากค้อนยักษ์ไปกับพื้น เสียงเหล็กครูดหินดังก้องเหมือนประกาศวันสิ้นโลก
อิเรนยืนตัวสั่น หายใจหอบ กดเวทสื่อสารทันที
“ด่วนที่สุด!! อสูรอาบิส…กำลังมุ่งหน้าเข้าเมือง!! มือสังหารแตกพ่าย! เราไม่สามารถหยุดมันได้อีกแล้ว!!”
ในห้องบังคับบัญชาของวังหลวง เซราด เรน และราฟา กำลังฟังอย่างขวัญผวา เสียงรายงานก่อนหน้านี้ยืนยัน—แทบไม่มีสิ่งใดทำอาบิสแม้เป็นรอยเดียว
“บ้าจริง…!” เซราดกำหมัดแน่น “ฉันจะคุมกำลังออกไปหยุดมันเอง!”
เรนขยับตามทันที
“ฉันจะนำพลธนูไปด้วย อาจช่วยถ่วงมันได้—”
แต่ราฟาขวางไว้
“ไม่ เซราด คุณไปไม่ได้ คุณต้องคุมแดนกลาง ฉันจะไปเอง”
ทั้งห้องเริ่มโต้เถียง แต่ไม่มีใครรู้…ว่าใครจะรอดกลับมาได้หรือไม่ เพราะแม้แต่อิเรน—อันดับหนึ่งด้านลอบสังหาร—ยังแทบไม่ทำให้มันขยับ
✦ และแล้ว—เสียงหนึ่งก็ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท เสียงทุ้ม หนัก เย็น ราวกับคำประกาศของดาบศักดิ์สิทธิ์
“ฉันจะไปเอง”
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกันและเงียบเหมือนถูกตัดลมหายใจ ชายผู้เดินเข้ามาพร้อมชุดเกราะทอง ดาบยาวประจำกายที่ตั้งแต่เกิดราชอาณาจักรมา
ยังไม่เคยมีใครเห็นเขาชักออกจากฝักเลยสักครั้ง
คาเรน — หัวหน้าราชองครักษ์
โล่แห่งวาเลเธีย กำแพงที่ไม่มีวันพังของราชา เขาวาง “ราชองค์การ” ลงโต๊ะอย่างสงบแต่พลังอำนาจของมันมากพอให้ทุกคนตัวแข็ง
“ราชามีราชองค์การ สั่งให้คาเรน หัวหน้าราชองครักษ์ออกหยุดยั้งอสูรอาบิสเพื่อปกป้องเมืองและชีวิตประชาชน”
เซราดอ้าปากค้าง
“ไปคนเดียว…? เป็นไปไม่ได้หรอก คาเรน!”
คาเรนตอบโดยไม่หันมอง น้ำเสียงเรียบแต่ทรงพลังราวคำประกาศิต
“ใช่ — คนเดียว”
“อย่างน้อย พวกเราควรส่ง—” เรนเริ่มพูด
แต่คาเรนตัดบท
“เก็บกำลังทหารไว้ปกป้องราชาแทนฉันด้วย”
เสียงฝีเท้าของเขาดังกังวานในโถงหิน ทุกคนทำได้เพียงหลบทางให้เขาเดินผ่าน ก่อนเดินพ้นประตูเขาพูดประโยคสุดท้ายเสียงต่ำ แต่ก้องเหมือนฟ้าผ่าในหัวใจของทุกคน
“ฉันจะไปสั่งสอนให้พวกมันรู้…ถึง ‘ความน่ากลัวที่แท้จริง’ ของโล่ที่ไม่มีวันแตก—แห่งวาเลเธีย”
ไม่มีใครกล้าห้าม ไม่มีใครกล้าตาม เพราะพวกเขารู้— เมื่อคาเรน “ออกรบคนเดียว” มันโหดเกินกว่าที่คนธรรมดาจะยื่นมือเข้าแทรกแทรง
อสูรอาบิสลากค้อนยักษ์ข้ามทุ่งหญ้ามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองวาเลเธียที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามแต่จู่ ๆ มันก็หยุดกึก
เงามืดในนัยน์ตาของมันสั่นไหว—ไม่ใช่ความลังเล แต่เป็น สัญชาตญาณของสัตว์ร้าย ที่เพิ่งพบสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวในโลก…ที่มัน “ต้องกำจัดก่อน”
กลางทุ่งหญ้าที่กำลังถูกแรงกดดันฉีกให้ล้มระเนระนาด ชายคนหนึ่งยืนคอยอยู่แล้ว คาเรน – หัวหน้าราชองครักษ์ชุดเกราะทองสุกสว่างจนแทบแผดเผาความมืดรอบตัว ผู้ชายที่ถูกเรียกขานว่า “โล่ที่ไม่มีวันแตกของวาเลเธีย” ผู้แข็งแกร่งจนถูกเปรียบว่า เทียบเคียงพระเจ้า
ขณะที่อาบิสคำรามต่ำ คาเรนเพียงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตานิ่งเฉย แต่แรงกดดันกลับหนักจนพื้นดินแตกเป็นรอย
สูรรู้ในทันที—นี่คือศัตรูที่ต้องถูกทำลายในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะถูกทำลายเอง มันคำรามสุดเสียง และกระโจนเข้าใส่ด้วยแรงที่สามารถทำเมืองทั้งเมืองสั่นได้
คาเรน…ก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว—แล้วพุ่งสวนเหมือนลูกศรทองคำ
เขา ไม่ชักดาบ
เขาเลือกใช้…
หมัดเปล่า
แรงปะทะแรกทำให้ดินสะเทือนทั่วผืน ค้อนยักษ์ของอาบิสเหวี่ยงลงมาราวหินผา แต่คาเรนง้างหมัดขึ้นอย่างเรียบง่าย แล้ว—ปะทะ—ตึงงงง!!!!
ค้อนมหึมาหยุดลงในทันที ราวกับกระแทกกำแพงโลหะหนาไม่มีที่สิ้นสุด ดวงตาของอาบิสเบิกกว้าง คาเรนคำรามต่ำในลำคอ
“ไอ้อสูร… ไอ้พวกความมืด…วันนี้แหละ ฉันจะขยี้แกให้เละ”
หมัดที่สองของเขากระแทกลงกลางด้ามค้อน แรงมากพอให้ค้อนทั้งอันสะบัดเด้งออกไปด้านข้างเหมือนของเล่นเด็ก
อาบิสแผดเสียงด้วยความเดือด ดาบทั้งสองในมือซ้ายงอกออกพร้อมกัน ฟาดใส่คาเรนราวกับพายุเหล็ก
แต่—คาเรนไม่ถอย ไม่หลบ ไม่ตั้งรับ เขา สวนหมัดใส่แบบตัวต่อตัว ราวกับกำลังแลกหมัดกับมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เสียงปะทะดังระเบิดเป็นจังหวะรวดเร็ว หมัดทองคำปะทะดาบปีศาจ กำปั้นมนุษย์ชนค้อนจากนรก
ทั้งคู่ไม่ถอยสักก้าว ไม่ออมแรงแม้แต่น้อย จนแรงสั่นสะเทือนแผ่ไปทั้งอาณาจักร กำแพงเมืองไกลออกไปยังสั่นระริกตามแรงคลื่น วังหลวงต้องประกาศอพยพประชาชนทันที
เมืองทั้งเมืองเริ่มโกลาหล เสียงระฆังเตือนภัยดังไม่หยุด เหล่าทหารเร่งนำชาวบ้านออกจากแนวปะทะให้เร็วที่สุดแรงปะทะของทั้งสองรุนแรงจนเกินแผ่นดินจะรับไหว ทุกหมัด ทุกค้อนที่กระแทกเข้าหากัน สร้างแรงสะเทือนแผ่ไปไกลทั่วทั้งอาณาจักร พื้นดินที่เคยเป็นทุ่งหญ้าอ่อนนุ่ม…ยุบตัวลึกลงกลายเป็นหลุมมโหฬาร
เสียงกระแทกดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าไม่หยุด บ้านเรือนไกลออกไปหลายกิโลเมตรสั่นสะเทือนราวจะพังลงได้ทุกเมื่อแม้ไม่มีใครถอย แต่พลังของคาเรนกำลัง “กด” อาบิสลงทีละจังหวะ หมัดของเขาหนักขึ้น เร็วขึ้น รุนแรงขึ้นจนในที่สุด—
ปังงงงงง!!!!
คาเรนทุ่มหมัดเต็มแรงเข้ากลางอกอาบิส อสูรยักษ์กระเด็นกลิ้งไปไกลเกือบสิบเมตร ร่างมหึมาถูกลากไปตามพื้นดินเป็นทางยาว นักรบทองคำยังคงเดินตามมันไปด้วยจังหวะเดิม ทุกก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเดือดไม่ต่างจากตอนที่เขาปรากฏตัวครั้งแรก อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเหมือนภาพลวงตา เพราะพลังมหาศาลที่เขาปล่อยออกมาราวกับเป็นเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ของมนุษย์ธรรมดา
อสูรอาบิส—ผู้ที่แข็งแกร่งจนนึกไม่ออกว่าจะฆ่ามันได้อย่างไร ตอนนี้ลุกแทบไม่ขึ้น ร่างหนาทั้งตัวแตกเป็นรอยร้าว สั่นเหมือนเครื่องจักรเก่าใกล้พัง
คาเรนเดินไปยืนตรงหน้า เงาของนักรบทองทาบทับร่างยักษ์ราวกับคำพิพากษาของเทพ แม้ตัวมันจะใหญ่และหนักเป็นตัน แต่คาเรนก้มลง จับหัวมัน ยกขึ้นด้วยมือเดียว
เขากำหมัด ซึมซับแรงและเวททั้งหมดลงสู่กำปั้นข้างขวา สายตาเย็นเฉียบ ไร้ความปรานีแม้เพียงเศษเสี้ยว
ซั่มมมมม!!!
หมัดเสยคางเต็มแรง ทำให้อาบิสหงายล้มลงกับพื้นทันที ร่างยักษ์สั่นสะท้านเหมือนระบบดับ
แต่คาเรน…ยังไม่หยุด เขาเดินเข้าไปคว้าตัวอาบิสทั้งร่างขึ้นจากพื้นด้วยแรงอันน่าเหลือเชื่อ เหวี่ยงมันขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นเส้นตรง
จากนั้น—เขาย่อตัวลงสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด รวมแรงทุกสิ่งที่ชายคนหนึ่งจะมีได้ ตั้งสมาธิจนโลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนเมื่อร่างอาบิสร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงในเสี้ยววินาทีนั้น—
คาเรนดีดตัวขึ้น หมัดของเขาพุ่งเข้าใส่กลางลำตัวอสูรแรงจนเกิดเสียงระเบิดก้องไปทั้งทวีป
ตูมมมมมมม!!!
อาบิสลอยขึ้นสูงอีกครั้ง ก่อนหายไปจากสายตา
คาเรนยืนรอ
นิ่ง
สงบ
เหมือนรู้ว่ามันยังไม่ตาย
เพียงชั่วอึดใจ—
พสุธาสั่นอีกครั้ง
ร่างอาบิสตกลงมากระแทกพื้นห่างจากเขาไปหลายสิบเมตร พื้นดินปริแตกออกเป็นรอยแผ่ไปไกล ร่างมันบิดเบี้ยว หักเกือบทุกส่วน…แต่ยังไม่ตาย
มันสั่นระรัวและร่างกำลัง “ฟื้นฟู” กลับมาอย่างช้า ๆ
คาเรนจึงเริ่มเดิน—
ช้า
มั่นคง
ดั่งคำตัดสินที่ถูกเขียนไว้แล้ว
ครั้งแรกในสนามรบเขาเอื้อมไปจับด้ามดาบที่ไม่เคยชักออกด้ามดาบที่ถูกเรียกว่า
“ดาบหยกแห่งราชา”
ดาบที่ทำจากหยกเขียวใส ราวกับพิธีศพของราชวงศ์มากกว่าจะใช้ฆ่าสัตว์ประหลาดแต่คนทั้งอาณาจักรรู้ดี—
ดาบเล่มนี้…สามารถทำลายทุกสิ่งที่มีชีวิต
คาเรนดึงดาบออกจากฝัก เสียงใสสะท้อนเหมือนเสียงฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายก่อนวันสิ้นโลก
เขาก้าวไปถึงตัวอสูรที่ยังสั่นอยู่ ยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่พิษในสายตาของมันยังคงมองเขาเหมือนสัตว์ร้ายที่ไม่ยอมตายง่าย ๆ
คาเรนไม่สนเขาเพียงยกดาบขึ้น—แล้วปักลงกลางอกของมันช้า ๆ ดาบของเขาเลื่อนผ่านเกราะผิวของอาบิสเหมือนมีดร้อนปักลงในก้อนเนย เนื้อปีศาจแหวกออกอย่างสิ้นท่า อาบิสดิ้นหนัก พยายามใช้แขนที่หักทุบตีคาเรน แต่ไร้ผลเขาไม่ขยับแม้เพียงก้าวเดียว
แรงของอสูรหยุดลงทีละนิด ทีละนิด… จนในที่สุด— มันแน่นิ่ง หมดสิ้นทั้งแรงและวิญญาณ
คาเรนถอนดาบออกยืนมองร่างไร้การตอบสนองของอสูรเบื้องหน้า ลมเงียบทั่วทุ่ง โลกเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ
นักรบทองคำ…ผู้ที่เข้าไปคนเดียวเพราะคำสั่งของราชาทำในสิ่งที่กองทัพทั้งกองไม่อาจทำได้
เขา—ฆ่าอสูรอาบิสสำเร็จ
แม้การสังหารอาบิสของคาเรนจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่มันก็เป็นเพียงหนึ่งใน “ชั้นแรก” ของแผนที่เซเรสวางไว้ ทันทีที่ร่างไร้วิญญาณของอาบิสนิ่งลง แสงกลับด้านสีดำ–ขาวพุ่งออกมาจากศพเป็นวงกว้างแผ่ไปทั่วทุ่งหญ้าดังคลื่นมรณะและเมื่อแสงนั้นดับลง—โลกเบื้องหน้าของคาเรน เปลี่ยนไปในพริบตา
พื้นหญ้าหายไป
ทุ่งโล่งหายไป
ลมเย็นหายไป
แทนที่คือ—
ห้องโถงคฤหาสน์เฟลวิสของเซเรส ห้องที่พังเละจนมองไม่ออกว่าเป็นพื้นที่เดิม ร่องรอยการปะทะทางเวทของกราวด้าและเซเรสฉีกผนังจนไม่เหลือรูป
คาเรนถูกดึงเข้ามาใน “มิติกระจกกลับด้าน” กับดักที่เซเรสเตรียมไว้ล่วงหน้าและสิ่งแรกที่เขาเห็น…คือเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจนักรบผู้แกร่งที่สุดถึงกับเย็นวาบ—
กราวด้า นอนคว่ำอยู่บนพื้น นิ่ง ดวงตาเปิดอยู่แต่ไร้การตอบสนอง ราวกับจิตหลุดออกจากร่างไปแล้ว
อีกฟากหนึ่งของห้อง—เซเรส คุกเข่าลงอย่างทรมาน โซ่ตรวนสีทองพันข้อมือซ้าย ไฟสีฟ้าลุกท่วมร่างของเขาเหมือนกำลังเผาวิญญาณจากข้างใน
ภาพเพียงหนึ่งภาพบอกทุกอย่าง—ทั้งคู่ปะทะกันอย่างหนัก…หนักจน “กราวด้าตายไปแล้ว” แต่มันก็ทำให้เซเรสบาดเจ็บจนแทบทรงตัวไม่ไหว
คาเรนกำดาบแน่นจนสั่น ดวงตาแดงก่ำราวกับเลือดจะพุ่งออกจากเบ้าตา
เขาไม่พูดอะไรอีก
ไม่เจรจา
ไม่สอบถาม
ไม่มีแม้แต่คำสบถ
เขาเพียงคำรามในอกแล้วพุ่งเข้าใส่เซเรสทันทีพร้อมสังหารแบบไม่ปรานี
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ