ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
52) ความจริงใจจากชายคนหนึ่ง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความตลอดสามวันที่วังหลวงจัดพิธีต้อนรับคณะทูตจากมอร์ดานิส ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินคาด เจ้าชายอัซราม—ชายที่รู้กันว่ามีเสน่ห์ร้ายและอ่านใจคนเก่งกาจ กลับแสดงออกถึงมิตรไมตรีอย่างจริงใจไร้ที่ติ ทุกรอยยิ้ม ทุกคำเจรจา ทุกท่าทีล้วนสมบูรณ์แบบ แม้จะมีการต่อรองผลประโยชน์ที่วาเลเธียเสียเปรียบบ้าง แต่ฝั่งมอร์ดานิสก็อธิบายตรงไปตรงมา โปร่งใสจนภาพลักษณ์ของอัซรามดูสะอาดเกินคาด
ราห์ซูร์เริ่มสนิทกับอัซราม ส่วนแซร์คนั้นยิ่งกว่าสนิท—เขาถูกใจการละเล่นและวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่อัซรามนำมาโชว์จนเผลอยิ้มและหัวเราะบ่อยกว่าปกติ
กราวด้าเองก็เริ่มผ่อนคลาย คืนที่เอมิลี่อยู่กับราห์ซูร์ทำให้เธอไม่สบายใจ แต่หลังจากราห์ซูร์ปฏิเสธเอมิลี่อย่างชัดเจนกราวด้าก็พยายาม “เรียนรู้การยิ้ม” และฝึกการแสดงอารมณ์เบื้องต้นกับเขายามว่าง เป็นภาพแปลกตาที่ทำให้ราห์ซูร์ขนลุกทุกครั้งด้วยความเอ็นดูปนเขิน
สุดท้ายการพบปะก็ดำเนินจบลงอย่างงดงาม เจ้าชายอัซรามกลับมอร์ดานิสพร้อมของฝากจากวาเลเธียและคำว่า “บ้านพี่เมืองน้อง” ทุกคนถือว่านี่คือความสำเร็จในการทูต
แต่—ภายในวังหลวงมีคนหนึ่งหายไปคนสำคัญของ…คนสำคัญ
เอมิลี่หายไป 5 วันแล้ว
คาเรนเดินวนในห้องทำงานไม่หยุด ความโกรธและความรักของเขาสู้กันในอกจนเจ็บแปลบทุกลมหายใจ เขาเคยโกรธเอมิลี่ เกลียดที่เธอนอกใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความจริงคือ—เขายังรักเธอมาก เมื่อไม่มีเธอเขาอยู่ไม่สงบ และตอนนี้เธอหายไป 5 วัน ไม่มีแม้แต่เงา
เขาตัดสินใจมาถามราห์ซูร์และได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องคืนนั้นทั้งหมด ยิ่งฟัง—เขายิ่งเกลียดตัวเองเพราะเขาคือคนที่ผลักเอมิลี่ไปสู่ทางตันจนเธออาจตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เขาเรียกสายสืบทุกคนทั้งในสังกัดและอิสระให้ค้นหาความจริงทุกวิถีทางและมีเพียง หนึ่งคน ที่ให้ข้อมูลได้—
“ครั้งสุดท้ายที่เห็น…เธอเดินไปทางคฤหาสน์เฟลวิส”
คำว่า เฟลวิส ทำให้เลือดคาเรนเย็นวาบเพราะเอมิลี่เคยถูกเซเรสหลอกล่อ มอบความหวังผิด ๆ ให้และครั้งนี้…เธออาจไม่กลับมาอีก
แต่ต่อให้เจ็บเขาก็ต้องช่วยเธอ
เขาสั่ง “ดีเทอร์”—มือขวาที่ฝีมือดีที่สุดลอบเข้าไปตรวจสอบโดยทันที
ดีเทอร์มาถึงเขตรั้วตระกูลเฟลวิสในคืนฝนพรำ เขาพบการป้องกันเวทหลายชั้น กับดักตรวจจับพลังกับดักจิตและกลไกเวทกึ่งปีศาจ
แต่ดีเทอร์ผ่านเกือบทั้งหมดได้อย่างเงียบงันด้วยทักษะการพรางเวทชั้นสูงเขาปีนกำแพงและลอดเข้าทางหน้าต่างโค้งที่ไม่มีทหารเฝ้า
คฤหาสน์เงียบผิดปกติ
ไม่มีคนรับใช้
ไม่มีเสียง
ไม่มีแม้แต่ลมหายใจของสิ่งมีชีวิต
แต่พื้น—สะอาดจนไร้ฝุ่นเหมือนเพิ่งมีใครขัดจนขึ้นเงา
ดีเทอร์เดินลึกเข้าไปจนถึงทางลงใต้ดินจนถึงประตูหินบานสุดท้าย
เขาเปิดช่องส่อง หายใจแผ่ว แล้ว…เห็นเธอ
เอมิลี่นอนอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ผมพันกัน แผลถลอกเต็มแขนขา ดวงตาที่เคยส่องแสง…กลายเป็นว่างเปล่าเหมือนเปลือกของคน
แต่เมื่อเธอหันมาสบตาเขา—
เธอรู้จักเขา
เธอจำได้แต่…ไม่ตอบสนอง
ไม่มีความหวัง
ไม่มีความกลัว
แค่มองราวกับซากวิญญาณที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตาย
ดีเทอร์กำลังดึงดาบออกเพื่อทำลายกุญแจ แต่ความเจ็บเฉียบพลันปะทุขึ้นกลางอกเขาแทบหายใจไม่ออก เมื่อเขาหันกลับไป—
เม็ตช์ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดสูทสีดำเรียบ รอยยิ้มบาง ๆ ที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน
ดีเทอร์ไม่ทันมองเห็นคาถา ไฟสีฟ้าม่วงของบาโฟเมตระเบิดใส่เขา แผดเผาวิญญาณ เขาทรุดลง
แต่—ดีเทอร์รวบรวมลมหายใจสุดท้ายเปิดคัมภีร์เวทฉุกเฉิน คำสั่งย้อนสู่จุดกำหนด
พรึ่บ—เขาถูกดึงกลับออกนอกกำแพงเฟลวิส กลางดึก กลางฝน กลางความตายที่กำลังไล่ลามจากภายใน
เขากลับถึงค่ายทหารและห้องของคาเรนเลือดเต็มปาก หายใจแทบไม่เหลือ เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผู้เป็นนายสามคำที่เขียนด้วยลมหายใจสุดท้าย—
“เอมิลี่”
“คุกใต้ดิน”
“เฟลวิส”
แล้วดีเทอร์ก็ตายคามือของนายที่เขาศรัทธาทั้งชีวิต
คาเรนเดินวนในห้องทำงานเหมือนสัตว์ป่าถูกขัง มือสั่นจนเส้นเลือดขึ้นชัด ทุกลมหายใจเหมือนมีมีดแทงซ้ำในอกเขาอยากวิ่งไปบุกคฤหาสน์เฟลวิสด้วยตัวเอง อยากถล่มประตู อยากลากเอมิลี่ออกมา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน แต่เขาไปไม่ได้
เขา…คือองครักษ์หลวง ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยขององค์ราชา ถ้าทิ้งตำแหน่งแม้เพียงนาทีเดียวเขาคือคนที่ปล่อยให้ทั้งประเทศเสี่ยงอันตราย
ความเจ็บปวดนั้นยิ่งกว่าแผลเก่ายิ่งกว่าเลือดที่ไหลไม่หยุดเขารักเอมิลี่ แต่หน้าที่ดึงเขาไว้เหมือนโซ่เหล็ก ความเจ็บนั้นบีบจนเขาต้องยอมทำสิ่งที่ฆ่าศักดิ์ศรีของเขาเอง—ขอความช่วยเหลือ
เขาส่งคนไปเรียกราชครูกราวด้ามาพบ แม้เขาจะไม่ได้เชิญราห์ซูร์แต่เมื่อกราวด้าบอกว่าเขาจะต้องมาด้วยคาเรนก็ไม่มีแรงจะปฏิเสธ
ประตูเปิดออก กราวด้าเดินนำหน้า ราห์ซูร์เดินตาม แซร์คตามเหมือนเงาคู่กาย ทั้งสามคนหยุดนิ่งเมื่อเห็นผ้าคลุมศพสีดำสนิทวางอยู่กลางห้อง คาเรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“เข้ามาก่อน…ท่านราชครู ฉัน…ต้องให้ท่านช่วยเรื่องนี้จริง ๆ”
ไม่มีการอ้อมค้อมเพราะไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว
กราวด้าก้าวมาหยุดตรงหน้า ราห์ซูร์กับแซร์คยืนข้าง ๆ และสิ่งที่รออยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นบอกทันทีว่า—นี่ไม่ใช่คดีคนหายธรรมดา
คาเรนสูดลมหายใจปล่อยออกอย่างทรมาน
“เอมิลี่…อยู่ที่คุกใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลเฟลวิส นี่คือข้อความสุดท้ายที่ดีเทอร์ส่งมาให้ฉัน…เขาแลกมันมาด้วยชีวิต”
กราวด้าเลิกคิ้วไม่ใช่แค่สงสัยแต่เหมือนสิ่งที่เธอเคยคิดไว้มาตลอด—กำลังถูกยืนยัน
“คฤหาสน์ตระกูลเฟลวิส…”
เธอพึมพำซ้ำช้า ๆ น้ำเสียงนั้นหนักราวกับเธอรู้ว่ามันไม่ใช่แค่คฤหาสน์ทั่วไป
ราห์ซูร์คุกเข่าลงเปิดผ้าคลุมศพด้วยมือที่เริ่มสั่นและเพียงแวบแรกที่เห็นสภาพศพ—เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อแววตาแหลมคมเหมือนคนพบฝันร้ายที่คิดว่าหายไปแล้ว
แซร์คเอียงคอถามแบบโง่ ๆ แต่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ทำหน้าเหมือนเห็นศพเลยนะเพื่อน”
ราห์ซูร์เงยหน้าช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความทรงจำที่แสบร้อน
“เพลิงนรกของบาโฟเมต”
ทั้งห้องเงียบ คำสั้น ๆ นั้นสั่นแรงกว่าเสียงระเบิด
คาเรนชะงัก กราวด้านิ่งงันก่อนกำมือแน่น แซร์คถึงกับหน้าถอดสี หมดลมหายใจไปหนึ่งจังหวะ
ราห์ซูร์อธิบายด้วยเสียงที่เรียบ แต่สั่นอยู่ลึก ๆ
“ในอนาคต…บาโฟเมตเพียงคนเดียวนำทัพทหารปีศาจบุกอัลเทรนน์จนเมืองถูกลบจากแผนที่ มันเผาผู้คนจนแห้ง ไม่เหลือแม้รอยไหม้ เพราะไฟของมันไม่ได้เผา ‘ร่าง’ มันเผา ‘วิญญาณ’”
เขาก้มมองศพอีกครั้งจำภาพได้ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน
“มันคือขุนพลอสูรที่โหดที่สุดในบรรดาทั้งหมด”
แซร์คเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวเหงื่อเย็นซึมตามไรผม
กราวด้าค่อย ๆ วางมือบนไหล่ราห์ซูร์เพื่อให้เขาสงบเพราะเธอรู้ว่าเขากำลังดึงความทรงจำเลวร้ายขึ้นมา
แต่ราห์ซูร์ยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักราวกับคำพิพากษา
“บาโฟเมตทำสัญญากับ ‘ความตาย’ มันจึงใช้ไฟได้ทุกรูปแบบ แม้แต่ไฟนรกของผู้ดูแลดวงวิญญาณและมัน… ‘ฟื้น’ ได้”
เขาหยุดหายใจหนึ่งวินาที เหมือนย้อนกลับไปอยู่ในสงครามอีกครั้ง
“ฉันฆ่ามันไปมากกว่าแปดสิบครั้ง ใช้เวลาสามเดือนเต็มกว่าจะทำลายวิญญาณของมันได้”
เงียบ—เงียบจนความกลัวกระจายไปทั่วห้อง
คาเรนกลืนน้ำลาย พยายามควบคุมมือที่สั่นของตัวเอง เขามองศพดีเทอร์อีกครั้งและรู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาส่งชายคนนี้ไปเจอ…มันเกินมนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้
กราวด้าเองก็ขนลุก สีหน้าเธอแข็งขึ้นราวกับกำลังกำหนดแผนที่น่ากลัวบางอย่างในหัว
แซร์คมองราห์ซูร์ด้วยความหวาดกลัวปนทึ่งเพราะนี่คือเพื่อนของเขาที่ครั้งหนึ่ง เคยยืนอยู่ในสงครามที่มนุษย์ไม่มีวันชนะได้เลย
และตอนนี้—สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นใน “ปัจจุบัน” ในวาเลเธีย ในเมืองหลวง ในรั้วบ้านของพวกเขา
คาเรนมองราห์ซูร์และในตอนนี้…สายตานั้นไม่มีความเป็นคู่แข่งหลงเหลืออยู่เลย
ไม่ใช่เวลาเอาชนะกัน
ไม่ใช่เวลาแสดงอำนาจ
เพราะสิ่งที่เขาเจอ…มันเกินกำลังของเขาไปมากแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้คาเรนประหลาดใจกว่าคือ—ราห์ซูร์ดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเขาเสียอีก ราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ ราวกับความจริงกำลังไล่ตามเขากลับมา
และเขากลัว…กลัวแบบคนเคยสูญเสียมาก่อน
ทำไมเอมิลี่ถึงไปอยู่ในคุกใต้ดินของคฤหาสน์เฟลวิส?
ทำไมมันเหมือนอดีตในอนาคตนั้นที่เขาเคยเห็น?
ในอดีตนั้น—เอมิลี่ถูกขังในคุกใต้ดินวังหลวง
ก่อนจะกลายเป็นราชินีแห่งความมืด
แล้วตอนนี้…มันก็กลับวนมาอีกครั้ง
ทั้งที่มันควรจะเปลี่ยนไปแล้ว นิ?
ราห์ซูร์กัดฟัน คำถามหนึ่งผุดขึ้นอย่างโหดร้ายที่สุด—
ถ้าคืนนั้น…ฉันรั้งเธอไว้?
ถ้าคืนนั้น…ฉันเลือกเอมิลี่?
มันอาจไม่ลงเอยแบบนี้หรือเปล่า…?
ความคิดนั้นทำให้เขาเย็นจนมือสั่น
กราวด้าที่แอบมองอยู่ —หัวใจเธอหดตัวจนเจ็บแปลบ เธอไม่รู้ว่าเอมิลี่ยุ่งเกี่ยวกับความมืดอย่างไร ราห์ซูร์ก็ไม่เคยพูดถึงแต่ยิ่งไม่พูด…ยิ่งทำให้เธอหวั่น เธอเริ่มกลัวว่าคนสำคัญของเธอ…อาจถูกอดีตบางอย่างพรากไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหึง ไม่ใช่เวลาวิเคราะห์ บาโฟเมต อยู่ในคฤหาสน์เฟลวิสและต้องกำจัดมันก่อนทุกอย่างจะสายไปกว่านี้
กราวด้าสูดลมหายใจลึกหันไปถามคาเรนเสียงนิ่ง
“มีข้อมูลอื่นอีกไหม คาเรน? เราต้องการทุกอย่าง”
คาเรนเดินไปนั่งบนเก้าอี้ทรุดลงอย่างหมดแรงเหมือนชายคนหนึ่งถูกดึงกระดูกสันหลังออกทั้งเส้นเสียงเขาแผ่วและเศร้า
“เอมิลี่…แอบติดต่อเซเรสมาครึ่งปีแล้ว”
แซร์คหน้าเคร่ง
กราวด้าชะงัก
ราห์ซูร์หลุบตาลง—เหมือนกลัวคำตอบที่กำลังจะตามมา
คาเรนหันมามองราห์ซูร์ตรง ๆ ไม่ใช่ด้วยความท้าทายแต่ด้วยความจริงใจของผู้ชายคนหนึ่ง ที่หมดศักดิ์ศรีไปแล้วครึ่งชีวิต
“ราห์ซูร์… ฉันจะพูดในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่คู่แข่งความรัก ไม่ใช่ขุนนางแต่เป็นคน…ที่พังเหมือนกันกับนาย”
ราห์ซูร์ขยับไปใกล้กราวด้าจับมือเธอแน่นเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้สั่นเพราะเอมิลี่แต่เพราะ อนาคตที่กำลังจะซ้ำรอย
กราวด้ามองมือนั้นอย่างงง ๆ แต่พอเห็นความหวั่นในดวงตาราห์ซูร์ เธอก็ยิ้มบาง ๆ ให้เป็นยิ้มที่หัดใหม่…แต่จริงใจ
ภาพนั้นทำให้คาเรนยิ้มอย่างปวดใจ ดีใจแทนราห์ซูร์ที่ได้รักที่ดีกว่าเขาแต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขา…เหลือใครอยู่?
เขากลั้นใจถาม
“วันที่เราทะเลาะกันหนัก…วันที่นายมาเจอเราทั้งคู่…จำได้ไหม?”
“จำได้”
ราห์ซูร์ตอบ
“มันทำให้ฉันเปลี่ยนไป และเดินหน้าต่อได้”
คาเรนหลุบตา คำต่อไปเหมือนมีมีดซ่อนอยู่ในทุกพยางค์
“วันนั้น…ฉันจับได้ว่า…เอมิลี่นอกใจฉัน”
ราห์ซูร์แทบหยุดหายใจ
“เธอมีเซเรส…และ…คนอื่น ๆ อีกหลายคน”
ความเงียบตกลงมาหนักจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของทุกคน
คาเรนกัดฟัน เสียงเขาสั่นจนแทบฟังไม่ชัด
“ทั้งหมดนั้น…ไม่ใช่เพราะเธอไม่รักฉันแต่เพราะฉัน…เป็นหมัน”
ราห์ซูร์ชะงัก
กราวด้าเบิกตากว้าง
แซร์คกัดปากแน่น
คาเรนพูดต่อเสียงเหมือนกำลังขาดออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ตอนเป็นทหารฉันถูกส่งไปปราบจอมเวท และฉันโดนคำสาป ฉันไม่มีทางมีลูกได้ ฉันไม่เคยแตะต้องเอมิลี่เลย…สักครั้งเดียว”
ราห์ซูร์ตัวแข็งไปทั้งร่าง หัวใจเต้นแรงเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง เพราะถ้าไม่ใช่คาเรน…แล้วในอนาคต เอมิลี่ท้องกับใคร?
คำตอบมันชัดเจนเกินไป—เซเรส เจ้าแห่งความมืด
ทุกอย่าง…กำลังวนกลับไปตามเส้นทางเดิมแม้เขาจะย้อนเวลามาแล้วก็ตาม
คาเรนยังไม่จบ เขาสั่นจนเหมือนจะร้องไห้ แต่พยายามพูดต่อ
“หลังจากวันนั้น…เอมิลี่…เธอทำหมัน”
แต่ยังมีข่าวดี เอมิลี่ไม่สามารถมีลูกได้? แต่มันยังเป็นข่าวดีได้หรือ?
แต่มันเกิดขึ้นแล้วมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
และเขา—มองคาเรนผิดมาตลอด
ราห์ซูร์ปล่อยมือจากกราวด้าเดินไปวางมือบนไหล่คาเรนน้ำเสียงหนักแน่น ราบ แต่แข็งแรงพอจะยืนแทนเสาได้
“คาเรน…ผมสัญญาว่าจะพาเอมิลี่กลับมาหาคุณให้ได้”
ไม่ใช่เพราะความรัก
ไม่ใช่เพราะอดีต
แต่เพราะตอนนี้—ผู้ชายสองคนที่เคยรักผู้หญิงคนเดียวกันกำลังต่อสู้ศึกเดียวกันและความมืดที่กำลังตื่นขึ้นใหญ่เกินกว่าใครจะสู้ลำพังได้แล้ว
ราห์ซูร์เริ่มสนิทกับอัซราม ส่วนแซร์คนั้นยิ่งกว่าสนิท—เขาถูกใจการละเล่นและวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่อัซรามนำมาโชว์จนเผลอยิ้มและหัวเราะบ่อยกว่าปกติ
กราวด้าเองก็เริ่มผ่อนคลาย คืนที่เอมิลี่อยู่กับราห์ซูร์ทำให้เธอไม่สบายใจ แต่หลังจากราห์ซูร์ปฏิเสธเอมิลี่อย่างชัดเจนกราวด้าก็พยายาม “เรียนรู้การยิ้ม” และฝึกการแสดงอารมณ์เบื้องต้นกับเขายามว่าง เป็นภาพแปลกตาที่ทำให้ราห์ซูร์ขนลุกทุกครั้งด้วยความเอ็นดูปนเขิน
สุดท้ายการพบปะก็ดำเนินจบลงอย่างงดงาม เจ้าชายอัซรามกลับมอร์ดานิสพร้อมของฝากจากวาเลเธียและคำว่า “บ้านพี่เมืองน้อง” ทุกคนถือว่านี่คือความสำเร็จในการทูต
แต่—ภายในวังหลวงมีคนหนึ่งหายไปคนสำคัญของ…คนสำคัญ
เอมิลี่หายไป 5 วันแล้ว
คาเรนเดินวนในห้องทำงานไม่หยุด ความโกรธและความรักของเขาสู้กันในอกจนเจ็บแปลบทุกลมหายใจ เขาเคยโกรธเอมิลี่ เกลียดที่เธอนอกใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความจริงคือ—เขายังรักเธอมาก เมื่อไม่มีเธอเขาอยู่ไม่สงบ และตอนนี้เธอหายไป 5 วัน ไม่มีแม้แต่เงา
เขาตัดสินใจมาถามราห์ซูร์และได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องคืนนั้นทั้งหมด ยิ่งฟัง—เขายิ่งเกลียดตัวเองเพราะเขาคือคนที่ผลักเอมิลี่ไปสู่ทางตันจนเธออาจตัดสินใจผิดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เขาเรียกสายสืบทุกคนทั้งในสังกัดและอิสระให้ค้นหาความจริงทุกวิถีทางและมีเพียง หนึ่งคน ที่ให้ข้อมูลได้—
“ครั้งสุดท้ายที่เห็น…เธอเดินไปทางคฤหาสน์เฟลวิส”
คำว่า เฟลวิส ทำให้เลือดคาเรนเย็นวาบเพราะเอมิลี่เคยถูกเซเรสหลอกล่อ มอบความหวังผิด ๆ ให้และครั้งนี้…เธออาจไม่กลับมาอีก
แต่ต่อให้เจ็บเขาก็ต้องช่วยเธอ
เขาสั่ง “ดีเทอร์”—มือขวาที่ฝีมือดีที่สุดลอบเข้าไปตรวจสอบโดยทันที
ดีเทอร์มาถึงเขตรั้วตระกูลเฟลวิสในคืนฝนพรำ เขาพบการป้องกันเวทหลายชั้น กับดักตรวจจับพลังกับดักจิตและกลไกเวทกึ่งปีศาจ
แต่ดีเทอร์ผ่านเกือบทั้งหมดได้อย่างเงียบงันด้วยทักษะการพรางเวทชั้นสูงเขาปีนกำแพงและลอดเข้าทางหน้าต่างโค้งที่ไม่มีทหารเฝ้า
คฤหาสน์เงียบผิดปกติ
ไม่มีคนรับใช้
ไม่มีเสียง
ไม่มีแม้แต่ลมหายใจของสิ่งมีชีวิต
แต่พื้น—สะอาดจนไร้ฝุ่นเหมือนเพิ่งมีใครขัดจนขึ้นเงา
ดีเทอร์เดินลึกเข้าไปจนถึงทางลงใต้ดินจนถึงประตูหินบานสุดท้าย
เขาเปิดช่องส่อง หายใจแผ่ว แล้ว…เห็นเธอ
เอมิลี่นอนอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ ผมพันกัน แผลถลอกเต็มแขนขา ดวงตาที่เคยส่องแสง…กลายเป็นว่างเปล่าเหมือนเปลือกของคน
แต่เมื่อเธอหันมาสบตาเขา—
เธอรู้จักเขา
เธอจำได้แต่…ไม่ตอบสนอง
ไม่มีความหวัง
ไม่มีความกลัว
แค่มองราวกับซากวิญญาณที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ตาย
ดีเทอร์กำลังดึงดาบออกเพื่อทำลายกุญแจ แต่ความเจ็บเฉียบพลันปะทุขึ้นกลางอกเขาแทบหายใจไม่ออก เมื่อเขาหันกลับไป—
เม็ตช์ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดสูทสีดำเรียบ รอยยิ้มบาง ๆ ที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน
ดีเทอร์ไม่ทันมองเห็นคาถา ไฟสีฟ้าม่วงของบาโฟเมตระเบิดใส่เขา แผดเผาวิญญาณ เขาทรุดลง
แต่—ดีเทอร์รวบรวมลมหายใจสุดท้ายเปิดคัมภีร์เวทฉุกเฉิน คำสั่งย้อนสู่จุดกำหนด
พรึ่บ—เขาถูกดึงกลับออกนอกกำแพงเฟลวิส กลางดึก กลางฝน กลางความตายที่กำลังไล่ลามจากภายใน
เขากลับถึงค่ายทหารและห้องของคาเรนเลือดเต็มปาก หายใจแทบไม่เหลือ เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผู้เป็นนายสามคำที่เขียนด้วยลมหายใจสุดท้าย—
“เอมิลี่”
“คุกใต้ดิน”
“เฟลวิส”
แล้วดีเทอร์ก็ตายคามือของนายที่เขาศรัทธาทั้งชีวิต
คาเรนเดินวนในห้องทำงานเหมือนสัตว์ป่าถูกขัง มือสั่นจนเส้นเลือดขึ้นชัด ทุกลมหายใจเหมือนมีมีดแทงซ้ำในอกเขาอยากวิ่งไปบุกคฤหาสน์เฟลวิสด้วยตัวเอง อยากถล่มประตู อยากลากเอมิลี่ออกมา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน แต่เขาไปไม่ได้
เขา…คือองครักษ์หลวง ผู้รับผิดชอบความปลอดภัยขององค์ราชา ถ้าทิ้งตำแหน่งแม้เพียงนาทีเดียวเขาคือคนที่ปล่อยให้ทั้งประเทศเสี่ยงอันตราย
ความเจ็บปวดนั้นยิ่งกว่าแผลเก่ายิ่งกว่าเลือดที่ไหลไม่หยุดเขารักเอมิลี่ แต่หน้าที่ดึงเขาไว้เหมือนโซ่เหล็ก ความเจ็บนั้นบีบจนเขาต้องยอมทำสิ่งที่ฆ่าศักดิ์ศรีของเขาเอง—ขอความช่วยเหลือ
เขาส่งคนไปเรียกราชครูกราวด้ามาพบ แม้เขาจะไม่ได้เชิญราห์ซูร์แต่เมื่อกราวด้าบอกว่าเขาจะต้องมาด้วยคาเรนก็ไม่มีแรงจะปฏิเสธ
ประตูเปิดออก กราวด้าเดินนำหน้า ราห์ซูร์เดินตาม แซร์คตามเหมือนเงาคู่กาย ทั้งสามคนหยุดนิ่งเมื่อเห็นผ้าคลุมศพสีดำสนิทวางอยู่กลางห้อง คาเรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“เข้ามาก่อน…ท่านราชครู ฉัน…ต้องให้ท่านช่วยเรื่องนี้จริง ๆ”
ไม่มีการอ้อมค้อมเพราะไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว
กราวด้าก้าวมาหยุดตรงหน้า ราห์ซูร์กับแซร์คยืนข้าง ๆ และสิ่งที่รออยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นบอกทันทีว่า—นี่ไม่ใช่คดีคนหายธรรมดา
คาเรนสูดลมหายใจปล่อยออกอย่างทรมาน
“เอมิลี่…อยู่ที่คุกใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลเฟลวิส นี่คือข้อความสุดท้ายที่ดีเทอร์ส่งมาให้ฉัน…เขาแลกมันมาด้วยชีวิต”
กราวด้าเลิกคิ้วไม่ใช่แค่สงสัยแต่เหมือนสิ่งที่เธอเคยคิดไว้มาตลอด—กำลังถูกยืนยัน
“คฤหาสน์ตระกูลเฟลวิส…”
เธอพึมพำซ้ำช้า ๆ น้ำเสียงนั้นหนักราวกับเธอรู้ว่ามันไม่ใช่แค่คฤหาสน์ทั่วไป
ราห์ซูร์คุกเข่าลงเปิดผ้าคลุมศพด้วยมือที่เริ่มสั่นและเพียงแวบแรกที่เห็นสภาพศพ—เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อแววตาแหลมคมเหมือนคนพบฝันร้ายที่คิดว่าหายไปแล้ว
แซร์คเอียงคอถามแบบโง่ ๆ แต่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ทำหน้าเหมือนเห็นศพเลยนะเพื่อน”
ราห์ซูร์เงยหน้าช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความทรงจำที่แสบร้อน
“เพลิงนรกของบาโฟเมต”
ทั้งห้องเงียบ คำสั้น ๆ นั้นสั่นแรงกว่าเสียงระเบิด
คาเรนชะงัก กราวด้านิ่งงันก่อนกำมือแน่น แซร์คถึงกับหน้าถอดสี หมดลมหายใจไปหนึ่งจังหวะ
ราห์ซูร์อธิบายด้วยเสียงที่เรียบ แต่สั่นอยู่ลึก ๆ
“ในอนาคต…บาโฟเมตเพียงคนเดียวนำทัพทหารปีศาจบุกอัลเทรนน์จนเมืองถูกลบจากแผนที่ มันเผาผู้คนจนแห้ง ไม่เหลือแม้รอยไหม้ เพราะไฟของมันไม่ได้เผา ‘ร่าง’ มันเผา ‘วิญญาณ’”
เขาก้มมองศพอีกครั้งจำภาพได้ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน
“มันคือขุนพลอสูรที่โหดที่สุดในบรรดาทั้งหมด”
แซร์คเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวเหงื่อเย็นซึมตามไรผม
กราวด้าค่อย ๆ วางมือบนไหล่ราห์ซูร์เพื่อให้เขาสงบเพราะเธอรู้ว่าเขากำลังดึงความทรงจำเลวร้ายขึ้นมา
แต่ราห์ซูร์ยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักราวกับคำพิพากษา
“บาโฟเมตทำสัญญากับ ‘ความตาย’ มันจึงใช้ไฟได้ทุกรูปแบบ แม้แต่ไฟนรกของผู้ดูแลดวงวิญญาณและมัน… ‘ฟื้น’ ได้”
เขาหยุดหายใจหนึ่งวินาที เหมือนย้อนกลับไปอยู่ในสงครามอีกครั้ง
“ฉันฆ่ามันไปมากกว่าแปดสิบครั้ง ใช้เวลาสามเดือนเต็มกว่าจะทำลายวิญญาณของมันได้”
เงียบ—เงียบจนความกลัวกระจายไปทั่วห้อง
คาเรนกลืนน้ำลาย พยายามควบคุมมือที่สั่นของตัวเอง เขามองศพดีเทอร์อีกครั้งและรู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาส่งชายคนนี้ไปเจอ…มันเกินมนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้
กราวด้าเองก็ขนลุก สีหน้าเธอแข็งขึ้นราวกับกำลังกำหนดแผนที่น่ากลัวบางอย่างในหัว
แซร์คมองราห์ซูร์ด้วยความหวาดกลัวปนทึ่งเพราะนี่คือเพื่อนของเขาที่ครั้งหนึ่ง เคยยืนอยู่ในสงครามที่มนุษย์ไม่มีวันชนะได้เลย
และตอนนี้—สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นใน “ปัจจุบัน” ในวาเลเธีย ในเมืองหลวง ในรั้วบ้านของพวกเขา
คาเรนมองราห์ซูร์และในตอนนี้…สายตานั้นไม่มีความเป็นคู่แข่งหลงเหลืออยู่เลย
ไม่ใช่เวลาเอาชนะกัน
ไม่ใช่เวลาแสดงอำนาจ
เพราะสิ่งที่เขาเจอ…มันเกินกำลังของเขาไปมากแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้คาเรนประหลาดใจกว่าคือ—ราห์ซูร์ดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเขาเสียอีก ราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ ราวกับความจริงกำลังไล่ตามเขากลับมา
และเขากลัว…กลัวแบบคนเคยสูญเสียมาก่อน
ทำไมเอมิลี่ถึงไปอยู่ในคุกใต้ดินของคฤหาสน์เฟลวิส?
ทำไมมันเหมือนอดีตในอนาคตนั้นที่เขาเคยเห็น?
ในอดีตนั้น—เอมิลี่ถูกขังในคุกใต้ดินวังหลวง
ก่อนจะกลายเป็นราชินีแห่งความมืด
แล้วตอนนี้…มันก็กลับวนมาอีกครั้ง
ทั้งที่มันควรจะเปลี่ยนไปแล้ว นิ?
ราห์ซูร์กัดฟัน คำถามหนึ่งผุดขึ้นอย่างโหดร้ายที่สุด—
ถ้าคืนนั้น…ฉันรั้งเธอไว้?
ถ้าคืนนั้น…ฉันเลือกเอมิลี่?
มันอาจไม่ลงเอยแบบนี้หรือเปล่า…?
ความคิดนั้นทำให้เขาเย็นจนมือสั่น
กราวด้าที่แอบมองอยู่ —หัวใจเธอหดตัวจนเจ็บแปลบ เธอไม่รู้ว่าเอมิลี่ยุ่งเกี่ยวกับความมืดอย่างไร ราห์ซูร์ก็ไม่เคยพูดถึงแต่ยิ่งไม่พูด…ยิ่งทำให้เธอหวั่น เธอเริ่มกลัวว่าคนสำคัญของเธอ…อาจถูกอดีตบางอย่างพรากไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหึง ไม่ใช่เวลาวิเคราะห์ บาโฟเมต อยู่ในคฤหาสน์เฟลวิสและต้องกำจัดมันก่อนทุกอย่างจะสายไปกว่านี้
กราวด้าสูดลมหายใจลึกหันไปถามคาเรนเสียงนิ่ง
“มีข้อมูลอื่นอีกไหม คาเรน? เราต้องการทุกอย่าง”
คาเรนเดินไปนั่งบนเก้าอี้ทรุดลงอย่างหมดแรงเหมือนชายคนหนึ่งถูกดึงกระดูกสันหลังออกทั้งเส้นเสียงเขาแผ่วและเศร้า
“เอมิลี่…แอบติดต่อเซเรสมาครึ่งปีแล้ว”
แซร์คหน้าเคร่ง
กราวด้าชะงัก
ราห์ซูร์หลุบตาลง—เหมือนกลัวคำตอบที่กำลังจะตามมา
คาเรนหันมามองราห์ซูร์ตรง ๆ ไม่ใช่ด้วยความท้าทายแต่ด้วยความจริงใจของผู้ชายคนหนึ่ง ที่หมดศักดิ์ศรีไปแล้วครึ่งชีวิต
“ราห์ซูร์… ฉันจะพูดในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่คู่แข่งความรัก ไม่ใช่ขุนนางแต่เป็นคน…ที่พังเหมือนกันกับนาย”
ราห์ซูร์ขยับไปใกล้กราวด้าจับมือเธอแน่นเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้สั่นเพราะเอมิลี่แต่เพราะ อนาคตที่กำลังจะซ้ำรอย
กราวด้ามองมือนั้นอย่างงง ๆ แต่พอเห็นความหวั่นในดวงตาราห์ซูร์ เธอก็ยิ้มบาง ๆ ให้เป็นยิ้มที่หัดใหม่…แต่จริงใจ
ภาพนั้นทำให้คาเรนยิ้มอย่างปวดใจ ดีใจแทนราห์ซูร์ที่ได้รักที่ดีกว่าเขาแต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขา…เหลือใครอยู่?
เขากลั้นใจถาม
“วันที่เราทะเลาะกันหนัก…วันที่นายมาเจอเราทั้งคู่…จำได้ไหม?”
“จำได้”
ราห์ซูร์ตอบ
“มันทำให้ฉันเปลี่ยนไป และเดินหน้าต่อได้”
คาเรนหลุบตา คำต่อไปเหมือนมีมีดซ่อนอยู่ในทุกพยางค์
“วันนั้น…ฉันจับได้ว่า…เอมิลี่นอกใจฉัน”
ราห์ซูร์แทบหยุดหายใจ
“เธอมีเซเรส…และ…คนอื่น ๆ อีกหลายคน”
ความเงียบตกลงมาหนักจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของทุกคน
คาเรนกัดฟัน เสียงเขาสั่นจนแทบฟังไม่ชัด
“ทั้งหมดนั้น…ไม่ใช่เพราะเธอไม่รักฉันแต่เพราะฉัน…เป็นหมัน”
ราห์ซูร์ชะงัก
กราวด้าเบิกตากว้าง
แซร์คกัดปากแน่น
คาเรนพูดต่อเสียงเหมือนกำลังขาดออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ตอนเป็นทหารฉันถูกส่งไปปราบจอมเวท และฉันโดนคำสาป ฉันไม่มีทางมีลูกได้ ฉันไม่เคยแตะต้องเอมิลี่เลย…สักครั้งเดียว”
ราห์ซูร์ตัวแข็งไปทั้งร่าง หัวใจเต้นแรงเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง เพราะถ้าไม่ใช่คาเรน…แล้วในอนาคต เอมิลี่ท้องกับใคร?
คำตอบมันชัดเจนเกินไป—เซเรส เจ้าแห่งความมืด
ทุกอย่าง…กำลังวนกลับไปตามเส้นทางเดิมแม้เขาจะย้อนเวลามาแล้วก็ตาม
คาเรนยังไม่จบ เขาสั่นจนเหมือนจะร้องไห้ แต่พยายามพูดต่อ
“หลังจากวันนั้น…เอมิลี่…เธอทำหมัน”
แต่ยังมีข่าวดี เอมิลี่ไม่สามารถมีลูกได้? แต่มันยังเป็นข่าวดีได้หรือ?
แต่มันเกิดขึ้นแล้วมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
และเขา—มองคาเรนผิดมาตลอด
ราห์ซูร์ปล่อยมือจากกราวด้าเดินไปวางมือบนไหล่คาเรนน้ำเสียงหนักแน่น ราบ แต่แข็งแรงพอจะยืนแทนเสาได้
“คาเรน…ผมสัญญาว่าจะพาเอมิลี่กลับมาหาคุณให้ได้”
ไม่ใช่เพราะความรัก
ไม่ใช่เพราะอดีต
แต่เพราะตอนนี้—ผู้ชายสองคนที่เคยรักผู้หญิงคนเดียวกันกำลังต่อสู้ศึกเดียวกันและความมืดที่กำลังตื่นขึ้นใหญ่เกินกว่าใครจะสู้ลำพังได้แล้ว
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ