ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,472 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

11) พ่อลูกตระกูล วาเลน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
        “หยุดเดี๋ยวนี้... ราห์ซูร์!”
เสียงแข็งกร้าวของกราวด้าดังก้องเหนือสนามราวสายฟ้าฟาดกลางอากาศแต่ริมฝีปากของเธอกลับไม่ขยับ — เสียงนั้นดังอยู่ในหัวของเขา ผ่านการเชื่อมจิตที่เข้มข้นจนเลือดในกายเย็นเฉียบ
        “ไหนสัญญาไว้ว่าจะไม่บานปลายไม่ใช่หรือ? นี่มันอะไรกัน!”
        “ตะ...แต่...ผมไม่ได้ทำร้ายใคร...”
เสียงของราห์ซูร์สั่นพร่าในจิตเชื่อม เขาชะงักค้างอยู่กลางวงเวท พลังมหาศาลที่กำลังไหลวนรอบตัวหยุดนิ่งอย่างกระทันหัน ความเย็นจากน้ำเสียงของกราวด้าเหมือนแช่หัวใจไว้ในน้ำแข็ง — เพียงคำพูดสั้น ๆ ก็ทำให้ชายผู้ท้าทายราชองครักษ์ทั้งอาณาจักรหยุดนิ่งได้
ขาแมงมุมขนาดมหึมาที่ถักทอใยสีดำรอบตัวเขาเริ่มสั่น ก่อนจะค่อย ๆ สลายไปเป็นเถ้าควัน แสงสีทองจากพันธะสัญญาของราชาในร่างคาเรนที่เกือบจะถูกฉีกทำลายค่อย ๆ สงบลง วงเวทย์สีดำหดหายเหมือนหมึกที่ถูกดูดกลับลงบ่อ
กราวด้าปล่อยลมหายใจยาว เธอยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ข้างขมับช้า ๆ ก่อนหันกลับไปยังคาเรนที่ยืนนิ่งอยู่ในแสงฝุ่น
        “หยุดได้แล้ว ท่านหัวหน้าราชองครักษ์”
เสียงเธอหนักแน่นแต่สุภาพ “ข้าทราบดีว่าท่านเพียงต้องการผลักดันให้เด็กพวกนี้แสดงศักยภาพออกมาให้ถึงขีดสุด... และตอนนี้ พวกเขาก็ทำได้แล้ว”
เธอก้มศีรษะให้เล็กน้อย — เป็นการยกย่องให้เขาเป็นผู้ชนะ เพื่อรักษาหน้าในสายตาทหารนับร้อยที่ยังจับตามอง แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หากราห์ซูร์ทำลายพันธะสัญญาของราชาได้จริง... โลกนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
คาเรนมองหญิงจอมเวทตรงหน้า — เขาเห็นเจตนาบางอย่างในแววตานั้น รู้ว่าเธอไม่ได้พูดเพียงเพื่อให้จบเรื่อง แต่เพราะมีเหตุผลลึกกว่านั้นที่เธอยังไม่อธิบาย 
ชายผู้ยืนหยัดกลางสนามถอนหายใจยาว
        “เฮ่... พวกนาย!”
เขาหันกลับไปทางราห์ซูร์และแซร์ค น้ำเสียงกลับมาเข้มแข็งดังเดิม 
        “ถ้าอยากมาสมัครเป็นหน่วยราชองครักษ์ของฉันล่ะก็... ยินดีต้อนรับเสมอ!”
พูดจบ คาเรน ไครอส หันหลังเดินออกจากสนามไปอย่างสง่างาม ฝีเท้าของเขาหนักแน่นแต่สงบ 
แซร์คที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หันมากระซิบเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มประจำตัว
        “โอกาสมาแล้วเพื่อน... แต่ถ้าเป็นฉันนะ ขอผ่านดีกว่า”
ราห์ซูร์ไม่ตอบ
เขายืนนิ่งอยู่กลางฝุ่นที่ยังคละคลุ้ง มองไปยังทิศทางที่คาเรนและเอมิลี่เดินจากไป — ภาพนั้นแทงทะลุหัวใจเหมือนหอกเวทที่มองไม่เห็น
โอกาสที่เขาใฝ่ฝันจะเข้าไปยืนเคียงข้างเอมิลี่ กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาอยากหนีให้ไกลที่สุด เพียงแค่เห็นเอมิลี่อยู่เคียงข้างคาเรน... มือเธอวางบนแขนเขาอย่างสนิทสนม ราห์ซูร์ก็แทบจะหายใจไม่ออก
        “ถ้าต้องเข้าไปยืนในที่เดียวกับพวกเขา...ต้องเห็นความรักของทั้งสองทุกวัน... ฉันคงบ้าไปก่อนแน่...”
ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้เสียงฝีเท้าสุดท้ายของคาเรนกับเอมิลี่หายไปในลมเย็นของยามเย็นความเงียบที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงหัวใจของเขา... ที่เต้นแผ่วเบา ราวกับพยายามจะไม่แตกสลาย
เสียงฝีเท้าทหารค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงกลิ่นฝุ่นและเหล็กที่อบอวลในอากาศ แสงเย็นของบ่ายคล้อยลอดผ่านช่องกำแพง สนามทดสอบกลับมาเงียบอีกครั้ง ราห์ซูร์ยังยืนนิ่งอยู่กลางลาน — ดวงตาว่างเปล่าเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย 
ทันใดนั้น เสียงในหัวเขาก็ดังขึ้น ชัดจนเหมือนพูดอยู่ข้างหู
        “นายเนี้ย...เหมือนเด็กถือลูกระเบิดจริง ๆ ระวังให้มากกว่านี้ ถ้าอยากให้ฉันเชื่อว่านายไม่เป็นอันตรายต่ออาณาจักรของเรา”
ราห์ซูร์ขมวดคิ้ว หันไปมองกราวด้าที่อยู่ไม่ไกล เธอยืนนิ่ง มือยังถือไม้เท้า แต่ดวงตาสีดำลึกนั้นจ้องมาทางเขาอย่างเอาเรื่อง
เขาไม่ตอบด้วยเสียง แต่ส่งความคิดกลับทันที
        “พอได้แล้ว คุณไม่รู้อะไร ก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะ แล้วอีกอย่าง...”
น้ำเสียงในจิตเปลี่ยนเย็นลงทันที — คำแทนตัวเองก็เปลี่ยนไป
        “ฉันอายุจริงสี่สิบ หมายความว่าตอนนี้...ฉันแก่กว่าเธอกราวด้า ฉันเรียกเธอว่า ‘ยัยหนู’ ยังได้ ถ้าไม่ติดว่าเธอมียศใหญ่โตขนาดนี้”
กราวด้าชะงักไปหนึ่งจังหวะ ก่อนเสียงในหัวจะดังขึ้นแทบจะทันที
        “อะไรนะ!! ยะ...ยะ...ยัยหนู!? นายกล้าดียังไงมาเรียกฉันแบบนั้น—!!”
ใบหน้าของเธอเริ่มขึ้นสีจาง ๆ แต่ก็ยังจ้องเขาเขม็งด้วยสายตาอาฆาต สองคนยืนนิ่ง สบตากันกลางลานเงียบ ๆ — ความตึงเครียดระหว่าง “ว่าที่ราชครูหญิง” กับ “ชายผู้ข้ามเวลา” หนาแน่นจนแม้แต่แสงแดดยังดูหยุดนิ่ง
แซร์คที่ยืนอยู่ด้านหลัง มองทั้งคู่สลับกันไปมา เขาเกาหัวเบา ๆ แล้วพึมพำในใจ อะไรกัน จ้องกันอย่างกับปลากัด...
เสียงจริงดังขึ้นในสนาม
        “ราห์ซูร์ นายทำอะไรอยู่? จ้องท่านนักปราชญ์กราวด้าแบบนั้น มันไม่เหมาะนะ!”เขาพยายามห้ามเพื่อน แต่กลับได้เพียงสายตาเย็น ๆ จากทั้งคู่ตอบกลับมา
กราวด้าเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน เธอสูดลมหายใจลึก แล้วหันหลังให้ชายหนุ่มผ้าคลุมจอมเวทสีเทาเงินสะบัดเบา ๆ ตามแรงลม
        “คืนนี้ สามทุ่ม ฉันจะเรียกตัวนาย — พยายามหาที่อยู่คนเดียว และอย่าทำอะไรแปลก ๆ ตอนที่ฉันจะเชื่อมจิตเข้ามา”
เสียงนั้นดังขึ้นในหัวราห์ซูร์อีกครั้ง
เขาขมวดคิ้ว “อะไรคือ...แปลก ๆ?”
กราวด้าชะงักเท้า ถอนหายใจเสียงดังในใจจนเขารู้สึกได้ ไม้เท้าของเธอกระทุ้งพื้นเบา ๆ
        “ก็อย่างเช่น...อาบน้ำ หรือ...ทำอะไรอย่างอื่นน่ะ! แค่นี้ก็ไม่เข้าใจหรือยังไง!!”
เสียงสุดท้ายกระแทกหัวเขาจนแทบสะดุ้ง ก่อนการเชื่อมจิตจะถูกตัดขาดในพริบตา
กราวด้าเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก พอห่างออกมาได้สักหน่อย เธอกลับทวนคำพูดของราห์ซูร์อีกครั้งด้วยเสียงจริง “ยัยหนู…” พร้อมอมยิ้มนิดๆ..
ตอนนี้เหลือเพียงราห์ซูร์ที่ยืนงงอยู่กลางลาน กับแซร์คที่มองตามด้วยใบหน้าปะหลาดใจ 
        “อะไรกันว่ะ...” แซร์คพึมพำเบา ๆ “เหมือนคู่รักคู่กัดไม่มีผิด... ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านกราวด้าจะมีท่าทีแบบนั้นกับเขาได้ด้วย”
หลังจากนั้นไม่นาน แซร์คขอแยกตัวออกจากราห์ซูร์เพื่อกลับบ้าน แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ละลายหายไปตามถนนหินอ่อนของเมืองหลวง เสียงเชียร์ในสนามทดสอบที่ยังดังอยู่ไกล ๆ ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมเย็นพัดผ่านตรอกแคบ
ระหว่างทางกลับ ลุงทหารเจ้าเก่าเดินสวนมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิ
        “เอ้า! แซร์ค! ได้ข่าวหรือยัง—พ่อของแกกลับมาจากการลาดตระเวนแล้วนะ”
เสียงนั้นเจือแววล้อเลียนเล็กน้อย “ครั้งนี้กลับเร็วกว่าทุกที สงสัยได้ยินชื่อเสียงลูกชายคนเก่งแน่ ๆ ฮ่า ๆ!”
ลุงทหารตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่ทันเห็นว่า ใบหน้าของแซร์คค่อย ๆ ซีดลง 
แย่แล้ว... ถ้าพ่อรู้...
เพียงคิดถึงใบหน้าเรียบนิ่งของอิเรน วาเลน หัวหน้าหน่วยลับของราชา — ผู้ที่ชื่อเสียงโด่งดังในฐานะ “มือสังหารที่ไม่มีเสียง” — แซร์คก็รู้ทันทีว่าเขาสอบตกยับเยินแค่ไหน คำสั่งที่พ่อให้ไว้ก่อนเข้าค่ายยังดังชัดในหัว
        “ห้ามเด่น... ห้ามดัง... มือสังหารที่ดีต้องอยู่ในเงา ไม่ใช่ในแสง.”
แต่สองวันที่ผ่านมา เขากลับกลายเป็นดาวของสนามสอบ แม้เสียงเชียร์ยังไม่จางจากหู แต่ตอนนี้ทุกย่างก้าวกลับหนักเหมือนมีโซ่พันไว้ที่ข้อเท้า
เขาเดินคอตกกลับบ้าน — บ้านไม้สลัวกลางเขตทหารที่ปิดเงียบสนิท เพียงแค่ย่างเท้าข้ามธรณี เขาก็รู้ทันที...พ่ออยู่ในนั้น
เสียงหายใจนิ่ง ๆ ดังมาจากโต๊ะอาหาร อิเรน วาเลน นั่งอยู่ในท่าปกติ — หลังตรง ดวงตานิ่ง มือทั้งสองถือมีดสั้นเล่มเก่า มีดพิธีที่ใช้เฉพาะสมาชิกตระกูลในการสาบานก่อนภารกิจ
คมมีดสะท้อนแสงเทียนบาง ๆ แซร์คยืนชะงักอยู่ตรงประตู ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
        “สวัสดีครับ...พ่อ” เสียงของเขาเบาแทบไม่พ้นลำคอ
อิเรนไม่หันมา มือยังคงหมุนมีดในอุ้งมือช้า ๆ เงาของคมมีดสะท้อนบนผนังราวกับกำลังหมุนวนอยู่ในใจลูกชาย
        “พ่อ...ได้ยินข่าวแล้วสินะ” แซร์คเอ่ยเสียงแผ่ว
เขายืนนิ่ง ห่อไหล่เหมือนเด็กที่กลับบ้านมาพร้อมความผิด
ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้แต่การหายใจแรงขึ้น
        “ผม...ขอโทษครับ” เสียงนั้นสั่นน้อย ๆ
        “ผมรู้ว่าทำเกินไป ผมทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหาย ผม...ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น”
เงียบ
        “สองวันที่ผ่านมา ผมคงทำได้แย่ที่สุดในสายตาพ่อ ในสายของมือสังหาร...” 
เขาหยุดหายใจ รอคำตัดสิน — แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับมา
ความเงียบในห้องนั้นหนักอึ้งจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น แซร์คกัดริมฝีปากจนเลือดซึม
        “พ่อ...พูดอะไรหน่อยสิ” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเริ่มแดง “ปกติต้องด่าผมสิ ต้องลุกขึ้นมาปาอะไรใส่ผมแล้วไม่ใช่เหรอ อย่านิ่งแบบนี้สิ...”
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงมีดกระทบกับโต๊ะเบา ๆ
ความเงียบของอิเรน — ชายผู้เคยสังหารศัตรูนับร้อยโดยไม่เปล่งเสียง — มันช่างน่ากลัวยิ่งกว่าการตะโกนดุด่าใด ๆ
สุดท้าย แซร์คเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วราวกับคนหมดแรง
        “ถ้ามันร้ายแรงขนาดนั้น... ผมยินดีจะออกจากตระกูล...” เขาก้มหน้าต่ำ
        “จะออกจากบ้านไปเลยก็ได้ ถ้านั่นคือสิ่งที่พ่ออยากให้ทำ”
ความเงียบในบ้านยังคงกดทับเหมือนอากาศหนาแน่น แสงเทียนไหวระริกสะท้อนเงาสองคน — พ่อและลูก — บนผนังไม้เก่า อิเรนยังคงหมุนมีดสั้นในมืออย่างช้า ๆ เสียงโลหะครูดเบา ๆ กับแหวนเหล็กของเขาเป็นเพียงเสียงเดียวในห้อง
จนกระทั่ง...
        “แซร์ค”
เสียงแรกที่เปล่งออกจากริมฝีปากของอิเรน หนักแต่ไม่แข็ง — แฝงด้วยความเหนื่อยล้าของคนที่เก็บคำพูดนี้ไว้นานเหลือเกิน
        “ฉันสัญญากับปู่ของแก... ว่าจะฝึกแกให้เป็นมือสังหารที่เก่งกาจและยิ่งใหญ่ที่สุดในตระกูล”
เขาหยุดเล็กน้อย เสียงลมหายใจสั่นเครือ
        “และฉันก็สัญญากับแม่ของแก... ก่อนที่เธอจะตาย ว่าจะดูแลแกให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้”
แซร์คที่ยืนตัวแข็งไปทั้งร่าง ทรุดตัวลงคุกเข่า เสียงหัวใจเต้นดังในอก น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
        “พ่อ...” เขาเรียกเบา ๆ ราวกับกลัวคำตอบจะเจ็บกว่าที่คิด
อิเรนยังคงมองไปที่คมมีดในมือ
        “มันไม่ง่ายเลย... ที่จะทำให้ได้อย่างที่หวัง”
เขาพูดช้า ๆ
        “แก...ไม่เป็นอย่างที่ฉันหวังไว้เลย ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด”
        “ครับ... ผม...ผมขอโทษ”
เสียงของแซร์คขาดห้วง เขาก้มหน้าจนหน้าผากแตะพื้น น้ำตาหยดลงบนพื้นไม้ มันคือการร้องไห้ของลูกชายที่โตเกินกว่าจะร้อง — แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กในสายตาพ่อ
อิเรนวางมีดลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองลูกชายตรงหน้า
        “แต่แก...มีแนวทางของตัวเอง”
เสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังขึ้นแผ่ว ๆ ตามแรงของพ่อที่ลุกขึ้น เขาเดินอ้อมโต๊ะมาช้า ๆ 
        “บางที... อาจผิดที่ฉันเอง ที่คาดหวังให้แกเป็นเหมือนฉัน ทั้งที่แกควรได้เป็นตัวของแกเอง”
แซร์คเงยหน้าขึ้น ทั้งน้ำตาเปื้อนหน้า
        “ไม่ พ่อ ผมผิดเอง... ถ้าพ่อจะให้อภัย ผมยอมทำทุกอย่าง จะไม่เป็นทหารก็ได้ จะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ ขอแค่ให้ผมได้แก้ตัวอีกครั้ง...”
        “ไม่ แซร์ค...” เสียงพ่อเรียบนิ่ง “ทำแบบนั้นไม่ได้”
        “ทำไม... พ่อจะไม่ให้อภัยผมเลยเหรอ?”
เสียงแซร์คเริ่มสั่น เขาร้องไห้จนเสียงแตก
        “ผมยอมหมดทุกอย่าง ขอแค่พ่อยอมรับผมอีกครั้ง...”
อิเรนมองลูกชาย — เงียบอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนย่อตัวลงข้างหน้าเขา มือหยาบกร้านที่เคยถือมีดมาทั้งชีวิต วางลงบนบ่าของลูกชายอย่างแผ่วเบา
        “ฉันไม่ได้โกรธแก... แซร์ค”
น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและหนักแน่นในคราวเดียว
        “ตรงกันข้าม... ตอนนี้ ฉันภูมิใจในตัวแกมากกว่าเดิม”
แซร์คอ้าปากค้าง น้ำตาไหลไม่หยุด เขาไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะดี
อิเรนยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ลูกชายไม่เคยเห็นมาก่อน — รอยยิ้มของ “พ่อ” ไม่ใช่ “หัวหน้าหน่วยลับ”
        “แกผ่านการสอบมาได้แล้ว แซร์ค” เขาพูดต่อด้วยเสียงต่ำ
        “เป็นทั้งสายลับและมือสังหารเต็มตัว — ไม่ว่าคนอื่นจะให้เหตุผลยังไงก็ตาม... บางที อาณาจักรอาจมีมือสังหารแบบเดิมมากพอแล้วก็ได้”
        “อะไรนะ...” แซร์คยกหน้า น้ำตาเปื้อนเต็มแก้ม “พ่อ...พูดจริงเหรอ หรือพ่ออำผมอยู่?”
เขาหัวเราะทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะสั่นเหมือนเด็กที่ยังไม่กล้าเชื่อ
อิเรนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงแผ่วแต่นุ่มอย่างแปลกประหลาด
        “และแก...คือคนแรก ที่ผ่านการสอบแล้วได้รับภารกิจโดยตรงจากองค์ราชาเอง”
        “ลูกชายของฉัน...” เขาพูดเสียงเบาแต่ชัดเจน
        “ไม่ต้องเป็นเหมือนฉัน... ขอแค่ทำในสิ่งที่หัวใจบอกให้ทำก็พอ”
แซร์คสะอื้นหนักขึ้น น้ำตาไหลจนมองเห็นภาพไม่ชัด เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตา
        “ครับ...พ่อ”
อิเรนพยักหน้าช้า ๆ
        “ลุกขึ้นเถอะ แกร้องไห้เหมือนเด็กต้องไปโรงเรียนวันแรก”
เสียงมีดสั้นที่หมุนค้างไว้บนโต๊ะสั่นเบา ๆ ตามแรงลมจากหน้าต่าง

        “แล้วภารกิจอะไร... ที่องค์ราชามอบหมายให้ผมโดยตรง?”
แซร์คลุกขึ้นเช็ดน้ำตา เสียงยังสะอื้นนิด แต่แววตากลับเปล่งประกายอีกครั้ง
อิเรนมองลูกชาย แสงเทียนสะท้อนในดวงตาคมสงบของชายวัยกลางคน
        “ก็เพราะเรื่องที่แกก่อ... ราห์ซูร์ เพื่อนของแก นั่นแหละ”
        “ราห์ซูร์?” แซร์คขมวดคิ้ว ก่อนจะหัวเราะออกเบา “อ้อ เพื่อนคนแรกของผม ไม่คิดว่าจะเข้ากันได้ดีขนาดนั้น ตอนแรกผมเห็นเขาแผ่จิตสังหารแรงมาก แต่กลับเก็บซ่อนไว้แนบเนียน ขนาดที่ทหารองครักษ์ยังไม่รู้สึก ถ้าไม่ได้ฝึกเป็นมือสังหาร คงจับไม่ได้เลย... นั่นแหละ จังหวะที่ผมสังเกตเขา และก็เห็นโจทย์ของเขา... คาเรน”
เขายิ้มแห้ง “หมอนั่นจ้องคาเรนจะเป็นจะตาย อยู่หน้าค่ายวันนั้น ผมยังจำได้อยู่เลย”
อิเรนพยักหน้า น้ำเสียงต่ำ แต่ชัดเจน
        “ใช่ เขาไม่ธรรมดา ราห์ซูร์... เป็นคนจากอนาคต”
        “อะไรนะ!?”
        “เขาเป็นภัยที่อาจเปลี่ยนเส้นเวลาทั้งหมด และตอนนี้ ราชครู ได้สั่งให้กราวด้าคอยจับตาไว้แล้ว แต่เราต้องการสายตาที่อยู่ข้างเขา... และนั่นคือแก”
แซร์คยืนนิ่งไป หัวใจเต้นแรง ความตกใจเปลี่ยนเป็นความรับผิดชอบ
        “หมายความว่า... ผมต้องสอดแนมเขา?”
        “ไม่ใช่แค่สอดแนม แต่ให้เข้าใจเขา อยู่ใกล้เขาให้มากที่สุด ถ้าทำได้ ถามทุกอย่างที่รู้ เกี่ยวกับอนาคตนั้น อย่าปล่อยให้เขาหลุดมือ เรื่องนี้มีแค่ ราชครู กราวด้า คาเรน องค์ราชา... และฉันเท่านั้นที่รู้ ห้ามแพร่งพราย เด็ดขาด”
เสียงอิเรนเบาลง แต่แฝงแรงกดดันชัดเจน
แซร์คพยักหน้า เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบาง “อย่างนี้นี่เอง... ฉันว่าฉันรู้แล้วว่าจะทำอะไรต่อไป”เขาหัวเราะเบา น้ำเสียงเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา
        “แต่... ไม่ได้มีคำสั่งให้ลอบสังหารเพื่อนของผม ใช่ไหม?”
อิเรนเงียบไป ก่อนส่ายหัวช้า ๆ
        “ไม่ เขาห้ามตาย ราชครูต้องการตัวเขา ทั้งความรู้ และเหตุการณ์ในอนาคตที่เขาจำได้ เขาจะเป็นกุญแจสำคัญของอาณาจักรนี้”
        “โอเค ได้เลย!” แซร์คยิ้มกว้าง “ผมชอบงานนี้!”
เขากำหมัด ชกมือกับฝ่ามืออีกข้างของตัวเอง เสียง “ปั๊ก!” ดังขึ้นในห้อง
อิเรนหัวเราะในลำคอ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
        “เพราะอย่างนั้น... ตั้งแต่คืนนี้ แกต้องย้ายไปอยู่ในค่ายทหาร”
        “หา!? พ่อ นี่มันไม่ต่างจากโดนไล่ออกจากบ้านเลยนะ!”
แซร์คโวยพร้อมยกมือขึ้นประท้วง
อิเรนแกล้งถอนหายใจเสียงดัง “อืม... ใช่ นั่นแหละ ฉันไล่แกออกจากบ้าน”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แตะมุมปาก “เพื่อให้ทุกคนเข้าใจแบบนั้น และเพื่อให้แกเริ่มต้นชีวิตของตัวเองในสนามจริงเสียที เตรียมใจไว้เลย ฮ่า ฮ่า”
แซร์คหัวเราะทั้งน้ำตา “พ่อนี่มันร้ายจริง ๆ”
        “ก็ลูกชายข้าคือตัวแสบของอาณาจักร ไม่ให้ร้ายกว่านี้ได้ยังไงกัน”
อิเรนพูดพร้อมเอื้อมมือมาขยี้ผมลูกชายเบา ๆ — สัมผัสที่อบอุ่นจนหัวใจแซร์คสั่น
        “โถ่เอ้ย!!… สุดท้ายก็โดนไล่ออกจากบ้านอยู่ดี” แซร์คยิ้มอย่างพอใจ
ค่ำคืนนั้น เสียงหัวเราะของพ่อลูกดังก้องอยู่ในบ้านวาเลน
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เงาของมือสังหาร และลูกชายของเขา หลอมรวมกันด้วยคำเดียว...
        “ภูมิใจ”
 
 
   
   

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา