น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : สร้อยดอกปีป

อ่าน 473
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
6 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 3 มี.ค. 2560 14:34 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Acloud
ขีดเขียนเต็มตัว (219)
เด็กใหม่ (6)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. ดอกปีปกลีบนวล

เขียนเมื่อ วันที่ 3 มี.ค. 2560 14:44 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 3 มี.ค. 2560 15:24 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

คุณยายลำยองเป็นคนเก่าแก่ของย่านทุ่งครุ เมื่อราว 25 ปีก่อนครอบครัวดิฉัน(สมมติตนเองว่าเป็นปูเป้เพื่อนของนาตยาเล่าแทนให้แล้วกันสามีปูเป้ค้ายาอยู่เมิร์กตอนนี้ขาขาดเหตุเพราะรถประสานงาอายุพอๆ กันกว่าห้าสิบหนุ่มแน่นมากหลายคนบอกเอาเป็นว่าขอเขียนแทนไว้อาลัยให้เพราะปูเป้จากไปอย่างไม่มีวันกลับนานมากแล้วลูกสาวชื่อน้องคะนิ้ง น้ำค้างแข็งบนยอดหญ้าตอนเช้าๆ บนดอยเป็นเกล็ดๆ หน้าหนาวอากาศเย็นได้เกล็ดน้ำคะนิ้งเลยทีเดียวสะท้านทรวงหนาวหัวใจเหลือกำลังเทียวคุณผู้อ่านค่ะ)ย้ายไปอยู่ที่สลัมแถวนั้น ตรงข้ามกับบ้านคุณยายในรั้วล้อมรอบบ้านใหญ่สีขาวตึกรามโอ่โถงสง่าแบบผู้ดีมองตรงๆ จากหน้าต่างห้องเก่าๆ จะเห็นได้พอดี

เวลาผ่านไปไม่นาน เราก็รู้จักและสนิทสนมกันมากขึ้น ดิฉันชอบเข้าไปหาคุณยายที่บ้าน พูดคุยกันใต้ร่มปีบสูงใหญ่ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ ตัวตึก นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มชวนให้เย็นตาเย็นใจ ไม่ว่ามะขาม มะม่วง ฝรั่ง รวมทั้งมะยมที่ตกลูกเหลืองอร่ามไปทั้งต้น แถมยังหล่นลงบนพื้นหญ้าเกลื่อนกลาดอีกด้วย

คุณยายอยู่กับลูกชายลูกสะใภ้ มีหลานสาวเล็กๆ อายุราว 6-7 ขวบที่ลงจากรถรับส่งของโรงเรียนเมื่อไหร่เป็นปราดเข้ามายกมือไหว้ กอดจูบคุณยายอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยปากขอขนม…

ดอกปีบสีขาวหล่นกระจายตามโคนต้น รวมทั้งโต๊ะยาวที่เรานั่งคุยกันอยู่ ดิฉันเคยหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจเมื่อได้เห็นเป็นครั้งแรก

“หอมชื่นใจนะหนู ลองดมดูซีจ๊ะ”

เสียงนุ่มนวลเนิบช้าของคุณยายลำยองทำให้ดิฉันยกขึ้นมารอที่จมูก สูดกลิ่นหอมเย็น แล้วยอมรับว่าชื่นใจจริงๆ ใบหน้าเรียวยาวดูขาวซูบตามวัยของคุณยายปรากฏรอยยิ้ม แววตาคล้ายจะเหม่อลอยไปชั่วขณะ

“แต่ก่อนมีปีบแดงปลูกอยู่คู่กัน แต่มันตายไปแล้ว…” เสียงถอนใจเหมือนรู้สึกเสียดมเสียดายดังขึ้น “เขาว่ามันปลูกยาก ออกดอกก็ยาก บางคนปลูกมาเกือบสิบปีจนสูงท่วมหลังคายังไม่เคยออกดอกให้เจ้าของชื่นใจซักที”

“แล้วต้นนี้ล่ะคะ?”

“อ๋อ! ปีบขาวนี่ให้ดอกมาหลายปีแล้วจ้ะ มีไหลที่โคนต้นด้วยเห็นไหม?”

คุณยายเบือนหน้าไปมอง ดิฉันเห็นคล้ายรากขาวๆ ที่สูงกว่าพื้นดินราวคืบเศษ…นี่เองคือ “ไหล” ที่เขาหมายถึงรากที่งอกมาจากโคนต้น แปลกอย่างที่มันลงดินแล้วหายไปเลย นานๆ ถึงจะโผล่เป็นต้นเล็กๆ ขึ้นมาให้เห็น แต่ก็ตัดทิ้งดีกว่า ไม่มีที่ให้มันเติบโตเป็นต้นใหญ่ๆ อีกแล้ว”

คุณยายลำยองเล่าว่า สมัยโบราณเขาเอาไปมวนสูบกันหอมๆ บ้าง สำหรับรักษาคนที่เป็นริดสีดวงจมูกบ้าง ปรากฏว่าได้ผลดีแทบทุกราย

“โรคนี้คงจะหมายถึงไซนัสละมั้ง…บางคนก็บอกว่าปีบแดงจะได้ผลดีกว่า ยายเคยไปไหว้พระที่อยุธยา ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นวัดไชยมงคล หรือวัดพระนเรศวรนั่นแหละ มีทั้งปีบแดงปีบขาว ยังเก็บปีบแดงที่หล่นห่อผ้ากลับมาบ้านหลายดอก…”

ถึงแม้บ้านของคุณยายจำลองจะมีต้นไม้มากมาย แม้แต่บานเช้า, นมแมว, มะลิและกุหลาบหนู แต่ทำไมดิฉันถึงใจจดใจจ่ออยู่ที่ปีบขาวปีบแดงก็ไม่ทราบ

จนกระทั่งถึงคืนนั้น…คืนขนหัวลุก!

ราวสี่ทุ่มเศษ ดิฉันกลับจากงานแต่งงานของเพื่อนสามี ขณะที่ผ่านบ้านคุณยายลำยองก็เห็นดับไฟมืด คงจะเข้านอนกันหมดแล้ว นอกจากแสงไฟที่ประตูรั้วเปิดทิ้งไว้กับจันทร์เต็มดวงที่สาดแสงขาวนวลแข่งกันไฟถนน…สามีกำลังเปิดประตูรถลงไปไขกุญแจรั้ว ดิฉันก็หันไปเห็นภาพนั้นเข้าพอดี

หญิงสาวร่างบอบบางผู้หนึ่งในชุดสีทึบ กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างๆ โต๊ะโคนต้นปีบ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอเป็นใครกัน เพราะไม่ใช่พี่ก้อย-ลูกสะใภ้คุณยายลำยองอย่างแน่นอน

สามีเปิดรั้วเสร็จก็กลับมาขึ้นรถ ดิฉันบอกให้เขาดูผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้น สามีหันไปมองแล้วบอกว่าอาจจะเป็นลูกหลานคุณยายก็ได้…ดิฉันรู้สึกเยือกเย็นใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นเธอเงยหน้าขึ้นมองไปบนต้นไม้ แล้วเดินช้าๆ เข้าไปหา

หลุดปากเรียกสามีอีกครั้งโดยไม่หันไปมองให้คลาดสายตาจากภาพนั้น…

หญิงสาวเดินช้าๆ เหมือนจะลอยไปเหนือพื้นหญ้า…หายลับเข้าไปในโคนต้นปีบเหมือนภาพสยองในคืนฝันร้ายสุดขีด เสียงสามีร้องเฮ้ย! กระชากรถเลี้ยวเข้าประตูบ้าน เราเผ่นลงมาพร้อมกัน เขารีบปิดประตูรั้วมือไม้สั่น ดิฉันเองก็ใจหวิวๆ เหมือนจะเป็นลมในพริบตานั้นเอง

วันรุ่งขึ้น ดิฉันแวะเข้าไปหาคุณยายลำยองตอนเย็น เล่าเรื่องเมื่อคืนนี้ให้ฟัง ยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาดแน่นอน เพราะสามีก็เห็นภาพนั้นเช่นกัน

“ลูกสาวของยายเอง เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เขาผิดหวังเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จนซึมเศร้าไม่พูดไม่จากับใคร คืนหนึ่งก็ลงไปแขวนคอที่ปีบแดงกำลังออกดอกสะพรั่ง…ยายทำศพแล้วก็ตัดปีบต้นนั้นทิ้ง ไม่อยากเห็นให้บาดตาบาดใจ…เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่มีที่อยู่ก็เลยมาสิงที่ปีบขาวแทน…วันพระใหญ่ทีไรมักจะมีคนเห็นเขามาวนเวียนอยู่ที่นั่นเป็นประจำ”

คุณยายลำยองเล่าเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลรินลงมาตามร่องแก้มเหี่ยวย่นเป็นทางยาว…ดิฉันเองก็ไม่ค่อยได้ไปพูดคุยหรือชมต้นไม้สวยๆ ที่บ้านคุณยาย…นานแล้วค่ะแต่ว่าวันนี้มีโอกาสเดินทางไปทุ่งครุไปสอนหนังสือที่โรงเรียนของเพื่อนรุ่นพี่...ครูรุ่งเป็นญาติๆ กับทางเขยของคุณยายที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่พระจอมเกล้าบางมด

ต้นปีปดอกดกร่วงหล่นพรูมองเป็นสีขาวนวลกลิ่นหอมชวนหลงใหลมองเกลื่อนไปทั่วบนพื้นน่าสงสารดอกไม้ ดอกสวยสี กลีบ ก้าน สวยหมด ร่วงง่ายไป แถมกลิ่นหอมเย็นชวนให้เก็บใส่ห่อผ้าขนหนูเล็กๆ ที่ดิฉันชอบถือติดมือไว้ เพราะเหงื่อออกชุ่มมือเวลาหยิบจับอะไรไม่ใคร่ถนัดต้องเช็ดมือไว้ตลอด ซับหน้าด้วยแล้วก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปตามบทตามบาทที่คนที่บ้านแกเป็นเจ้าจอมเมียของรัชกาลที่สิบไม่เคยเห็นหน้าค่าตาท่านมาที่บ้านเลยค่ะพูดกันจริง แต่เค้าบอกว่าท่านมานอนค้างด้วยซ้ำแต่ว่าไม่รู้ทำไมดิฉันมาอยู่ประจำช่วงป่วยเป็นทีบีไม่ได้ไปนอนที่อื่น อาจเพราะไปอยู่ที่อื่นทำงานต่างจังหวัดบ่อยเลยโดนมองไม่ดีรึเปล่าไม่ใคร่แน่ใจ

ลองถามๆ กันดูว่าสามคนญาติกันมาที่นี่ด้วยเหตุ และผลใดถึงพูดจาเยี่ยงนี้คิดแบบนี้กับใครๆ ทุกคนล่ะค่ะไม่เว้นแม้แต่คุณวาณี และคุณสุณี แซ่ตั้งแม่ของแกตามกฏหมายและของจริง ทำไมล่ะค่ะ เขาบินตีนเขา ตีนไก่ มองเห็นนมงูรึไง เพ้อเจ้อจัง...เอาล่ะค่ะติดตามตอนต่อไปได้ค่ะ...

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...