น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : ห้องฉุกเฉิน

อ่าน 388
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 14 ก.ย. 2558 15:36 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง นํ้ากลั่น
หัดอ่านหัดเขียน (7)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. ห้องฉุกเฉิน

เขียนเมื่อ วันที่ 14 ก.ย. 2558 15:38 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 14 ก.ย. 2558 15:41 น. โดย เจ้าของบทความ )

     “วิ้ว วิ้วๆๆ” เสียงไซเรนรถพยาบาลเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าตึกฉุกเฉิน ซักครู่หนึ่งมีเวรเปลและพยาบาลรวม 4-5 คนช่วยกันเข็นรถนอนที่มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ผ่านบริเวณที่ผมนั่งอยู่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน พร้อมกับคนจำนวนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นญาติของผู้หญิงคนนั้น พวกเขาตะโกนโหวกเหวกเสียงดัง บางคนร้องให้คล้ายคนเสียสติ บนร่างกายของผู้หญิงคนนั้นมีเลือดอยู่เต็มไปหมด มีผ้าซับเลือดตามจุดต่างๆทั่วร่างและใบหน้า เธอคงผ่านการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นระหว่างทางที่มาโรงพยาบาลแล้ว

     “วันนี้ อุบัติเหตุเยอะจัง”  ผมอุทานเสียงเบา

      “ก็เหมือนทุกวันแหละมั้ง เพียงแต่เราไม่รู้เอง ถ้าพี่อรไม่...” น้องสาวของผมพูดจบ เธอก็ก้มหน้าลงไม่พูดอะไรต่อ…

     “ไม่เป็นอะไรหรอกฝ้าย พี่อรแกเป็นคนดี พี่อรจะต้องปลอดภัย” ผมพยายามปลอบใจน้องสาว ผมยกแขนขึ้นโอบคอเธอมาซบไว้ที่อก แต่นั่นดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลย เธอเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ผมไม่พูดอะไรอีก ผมรู้ดีว่าผมปลอบใจใครได้ไม่ดีนัก แต่ก็มีแค่ผมเท่านั้นที่ทำให้เธอได้

     พี่อรแกเป็นพี่คนโตในครอบครัวของผมเอง เรามีเหลือกันแค่สามพี่น้องหลังจากพ่อและแม่เสียไป ส่วนญาติคนอื่นๆก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน และพวกเขาก็คงไม่สนใจพวกเราเท่าไร และวันนี้อาจจะเป็นวันที่เหลือผมกับฝ้ายแค่สองคนก็ได้

     เมื่อช่วงเย็นตอนที่ผมกำลังทานข้าวอยู่กับฝ้ายที่ร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอยหมู่บ้าน จู่ๆก็มีสายเรียกเข้าบอกว่าจากโรงพยาบาล เขาอธิบายเหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์และอาการของพี่อรให้ผมฟังทางโทรศัพท์ แล้วความรู้สึกกดดันและความอึดอัดภายในใจก็พุ่งพรวดขึ้นจนแทบอาเจียน ผมมองหน้าน้องสาวพลางกดวางสาย ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี

     “มีอะไรเหรอ พี่ซัน” เธอจ้องหน้าผม มือตักข้าวผัดกระเพราของแม่ครัวคนโปรดเข้าปาก

     “เอ่อ...” ผมมองตาเธอ แววตาตาที่สดใสของเธอมันยิ่งทำให้ผมอึดอัด เธอกำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ดูช่างไร้เดียงสา เธออายุแค่ 16 เท่านั้น

     หลังจากที่พ่อเสียไปหลายปีก่อน แล้วก็เสียแม่ไปอีก 3 ปีก่อนหน้านี้ แล้ววันนี้ผมยังมีข่าวร้ายที่ต้องบอกเธออีก ผมสงสัยว่าเธอจะรับมันได้แค่ไหนถ้าเกิดกรณีเลวร้ายที่สุดกับพี่อร

     “มีอะไรก็บอกสิ” เธอคงไม่อยากได้ยินสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้หรอก..ผมรู้ดี...

     “พี่...พี่อร..เอ่อ” ผมพูดติดๆขัดๆ

     “พี่อรทำไม” เธอเริ่มเค้น ทำท่าทีรำคาญที่เห็นผมอ้ำอึ้ง

     “พี่อรรถคว่ำ อยู่โรงพยาบาล” ผมกลั้นใจพูดออกไปเร็วๆ

     สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที เธออึ้ง..น้ำตาคลอไม่พูดอะไรซักคำ เราทั้งคู่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

     “รีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ” ผมพูดขึ้นอย่างร้อนรนหลังจากที่เริ่มตั้งสติได้

     ผมกับฝ้ายรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินหลายชั่วโมงแล้ว ฝ้ายหลับไป หัวพิงไหล่ผม เธอคงจะเหนื่อยและเพลียมาก หลายชั่วโมงมานี้ผมเห็นรถฉุกเฉินเข้ามาที่โรงพยาบาลหลายคันเลยทีเดียว ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าวันหนึ่งจะมีคนเข้าโรงพยาบาลมากมายขนาดนี้ เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกหดหู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซักวันหนึ่งอาจจะเป็นตัวผมเองก็ได้ที่ถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป

     “ญาติคุณบังอรครับ” ชายวันกลางคน สวมแว่นสายตากรอบสี่เหลี่ยม สวมชุดกาวสีขาวยาวประมาณเข่า เขาเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมตะโกนเรียก

        “ครับ” ผมสะดุ้ง เฟินที่กำลังนอนซบไหล่ผมอยู่นั้นก็ตกใจตื่นขึ้นมาด้วย

        “คุณหมอเรียกแล้ว ฝ้าย” ผมพูดเรียกสติฝ้ายอีกที แล้วเดินนำเธอไปหาชายวัยกลางคนคนนั้น

หัวใจผมเต้นถี่รัว ความรู้สึกอึดอัด และความกดดันครอบงำหัวใจผมอีกครั้งหลังจากมันเริ่มสงบไปหลายชั่วโมง ผมเชื่อว่าฝ้ายก็คงรู้สึกเช่นเดียวกับผมในตอนนี้ ความรู้สึกกลัวที่ว่าคือความกลัวกับสิ่งที่ต้องเผชิญ กลัวสิ่งที่จะต้องได้ยินได้ฟังในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่สิ่งที่ผมต้องทำคือเข็มแข็ง อย่างน้อยก็ให้มันดูเป็นอย่างนั้น เพื่อจะสามารถเป็นที่พึ่งให้กับฝ้ายได้หากพี่อรเป็นอะไรจริงๆขึ้นมา

        แต่ในความรู้สึกหดหู่และกดดันเช่นนี้ยังคงมีความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจเล็กๆซ่อนอยู่ ผมไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่หลายคนคงเรียกมันว่าความหวัง

        “ผมเป็นน้องชายพี่บังอรครับ ส่วนนี่น้องสาวอีกคน” ตอนนี้ผมยืนอยู่ต่อหน้าหมอแล้ว ผมเตรียมพร้อมรับฟังทุกถ้อยคำที่ชายวัยกลางคนคนนี้ ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ แต่ทุกคำพูดของเขาคือชะตาชีวิตของพี่อร คือชะตาของครอบครัวเรา

ผมสูดลมหายใจลึก ยืดอก ตั้งสติอีกครั้งก่อนที่หมอคนนี้จะพูดมันออกมา ฝ้ายเดินตามเข้ามากุมมือของผมไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง มือเธอเย็นเล็กน้อย ผมรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะผ่านมันไปด้วยกัน

        “เอ่อ...อวัยวะภายในของคนไข้เสียหายมาก เลือดออกจากภายใน หมอทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้แล้วแต่เธอมีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก อาการเธอแย่ลงเรื่อยๆ หมอคิดว่าคนไข้มีโอกาสที่น้อยมากๆ ตอนนี้คนไข้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยยื้อชีวิตไว้ หมออยากจะขอแนะนำและขออนุญาตญาติผู้ป่วยว่า ให้เซ็นใบถอดเครื่องช่วยพยุงชีพออก คนไข้จะได้ไปอย่างสบายและไม่ต้องทรมาน หมอเสียใจด้วยครับ”  เมื่อหมอพูดจบ เราทั้งคู่นิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรออกไปทั้งนั้น เราสองคนยืนแข็งทื่อคล้ายคนไร้สติ

        ผมรู้สึกว่าหูผมมันอื้อไปหมด หน้าผมมันเริ่มรู้สึกชา มีหลายคำพูดที่ผมอยากพูดออกไป ณ ตอนนี้ แต่ผมทำไม่ได้แม้ขยับปากหรือแม้กระทั่งกลืนน้ำลายก็ยังลำบาก พร้อมกันนั้นมีมือสองข้างบีบมือข้างหนึ่งของผมไว้แน่นจนเหงื่อชุ่ม

        พวกเราสามพี่น้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน มันเป็นบ้านของพ่อกับแม่ พวกเราสนิทกันมากพอสมควร กิน เล่น เที่ยว คอยดูแลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ซึ่งคงหาได้ไม่ง่ายนักที่พี่น้องจะสนิทกันในสมัยนี้

พี่อรเป็นคนดีชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นคนชอบทำบุญ ปล่อยนก ปล่อยปลาอยู่เสมอ เธอชอบพูดเรื่องธรรมะหรือปรัชญาอะไรทำนองนั้นให้พวกเราฟังอยู่ตลอด เธอเป็นคนคอยดูแลพวกเราหลังจากที่แม่เสียไป พูดง่ายๆคือเธอคือเสาหลักของพวกเรา เธอรักเรา และเราก็รักเธอเช่นกัน

        “ว่าไงครับ” หมอถามย้ำอีกครั้ง นั่นช่วยเรียกสติของเราทั้งคู่กลับคืนมา 

        “เอ่อ” เราทั้งคู่หันมองหน้ากัน น้ำตาฝ้ายคลออยู่ที่เบ้าตา

        “หมอคิดว่าไม่มีประโยชน์นะ ที่จะยื้อชีวิตของคนไข้เอาไว้ นั่นจะทำให้เขาเจ็บปวดและทรมาน” หมอย้ำความคิดของตนเองอีกที ทำให้เริ่มผมสับสน ความจริงผมอยากได้เวลามากกว่านี้ที่จะตัดสินใจ ไม่สิ! ผมไม่อยากตัดสินใจ ผมไม่ต้องการตัดสินใจในเรื่องนี้

        “ผมให้หมอตัดสินใจแล้วกันครับ” ผมบอกปัด การตัดสินใจในครั้งนี้มันหนักหนาเกินไปสำหรับวัยรุ่นอายุเพียงแค่ 21 ปีอย่างผมและแน่นอน!! น้องสาวของผมก็เช่นกัน เราสองคนไม่ควรเจอเรื่องแบบนี้

        “หมอไม่มีสิทธิตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ครับ ต้องเป็นญาติของคนไข้เท่านั้น และหมอต้องได้ใบเซ็นยินยอมจากญาติด้วย” หมอยืนยันอีกครั้ง  คำพูดหมอทำผมหนักใจขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนฝ้ายยังนิ่งเงียบไม่พูดอะไรซักคำ ผมเดาว่าเธอก็คงหนักใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน เธอกับผมไม่ต่างกันเท่าไร เราเป็นพี่น้องที่รักกันมาก และนี่!! สิ่งที่เรากำลังเผชิญมันกะทันหันเกินไป และมันแย่สำหรับเราทั้งคู่มากมากๆ

        ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าช้าๆ หายใจออก แล้วหลับตา พยายามคิดอย่างรอบคอบและประณีตที่สุด คำถามที่ผมจะต้องตอบในตอนนี้คือ ผมต้องการให้พี่สาวของผมอยู่ต่อไปอีกซักนิดหนึ่ง หรือให้เธอจากไปเพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องทรมาน แต่ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่สาวของผมต้องการแบบไหน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเจ็บปวดหรือทรมานแค่ไหน บางทีเธออาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลยก็ได้ และเธออาจกำลังต้องการความหวัง แม้ความหวังนั้นจะเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆแล้งๆ เป็นเหมือนแสงของหิ่งห้อยที่อยู่ไกลออกไป เป็นแสงที่ริบหรี่แต่เธออาจจะต้องการมันมากที่สุด

     ในเมื่อผมไม่รู้ว่าพี่สาวของผมต้องการอะไร หรือต้องการให้มันจบแบบไหน ผมจะตัดสินใจได้ยัง ผมสงสัยเหลือเกินว่าตัวเองมีสิทธิในเรื่องนี้แค่ไหนกัน สิทธิที่จะตัดสินความเป็นความตายของผู้อื่น ตัดสินว่าเขาควรมีความหวังหรือไม่

     “หมอคะ” ฝ้ายพูดขึ้น ทำผมออกจากภวังค์

     “เราอยากให้พี่อรอยู่ก่อนค่ะ ใช่ไหมพี่ซัน” ฝ้ายพูดจบแล้วหันมามองที่ผม

     “แต่ถ้าพี่อรกำลังทรมานอยู่ล่ะ” ผมพูดให้แง่มุมแก่น้องสาว

     “ถึงแม้พี่อรกำลังทรมานอยู่จริง ฝ้ายก็อยากให้พี่อรต่อสู้กับมันด้วยตัวของเค้าเอง ฝ้ายเชื่อว่าพี่อรต้องการโอกาสที่จะมีความหวัง ความหวังที่จะหายเป็นปกติ ความหวังที่จะฟื้นขึ้นมาพบกับเราสองคน เราไม่ควรทำลายความหวังนั้น เราไม่มีสิทธิด้วยซ้ำที่จะตัดสินชีวิตพี่อรว่าควรอยู่หรือควรไป หรือชีวิตของใครๆก็ตาม ไม่มีใครมีอำนาจตัดสินนอกจากตัวเจ้าของเอง” ฝ้ายพูดจบทำผมอึ้ง นี่เป็นคำพูดของเด็กอายุ16หรือ มันเป็นคำพูดที่จริงจังที่สุดเท่าที่ฝ้ายเคยพูดมา ถ้าเกิดว่านี่เป็นเวลาปกติผมคงหัวเราะลั่นไปแล้ว

     “...” ผมนิ่งเงียบครู่หนึ่ง

     “ให้พี่อรได้ตัดสินชีวิตตัวเองนะพี่ซัน” ฝ้ายพูดย้ำอีกหนึ่งที

     “เข้าใจแล้ว” ผมตอบรับ

     “ขอโอกาสให้พี่สาวผมหน่อยนะครับ” ผมหันหน้าพูดกับหมอ

     “จากที่ฟังน้องสาวคุณพูด หมอก็พอเข้าใจนะ ตกลงครับ ผมจะทำตามที่คุณต้อง เราจะใช้เครื่องยื้อชีวิตของคุณบังอรต่อไป กรุณารอตรงนี้ซักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะมาเรียกคุณเข้าไปดูอาการคนไข้” หมอเดินกลับเข้าไปภายในห้องฉุกเฉินอีกครั้ง ผมมองตามหลังเขาเข้าไปจนกระทั่งประตูของห้องฉุกเฉินค่อยๆแง้มปิด

     “ฝ้ายตัดสินใจถูกแล้วหละ” ผมย้ำให้น้องสาวเกิดความมั่นใจ

     “อื้อ” สีหน้าและแววตาของเธอดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้มาก เธอดูเชื่อมั่น และมีความหวัง ผมไม่เคยเห็นสีหน้าและแววตาแบบนี้จากเธอมาก่อน เธอดูไม่เศร้าอีกแล้ว การที่เธอนิ่งเงียบไปเมื่อสักครู่ทำให้เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้เชียวหรือ

     “ญาติคุณบังอรเชิญครับ” หมอคนเดิมเปิดประตูห้องฉุกเฉินแล้วเรียกเราสองคนให้เดินตามเข้าไป

        “เดี๋ยวญาติใส่หน้ากากอนามัยด้วยนะคะ” พยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหลังจากที่ผมเดินผ่านประตูเข้า พร้อมกับยื่นหน้ากากอนามัยให้ผมกับน้องสาวคนละอัน ผมสวมมันและเดินตามชายวัยกลางสวมเสื้อกาวน์เข้าไป

        ภายในห้องฉุกเฉินนี้ผมเห็นผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงหลายคน แต่ละเตียงถูกจัดเรียงอยู่เป็นระเบียบตามล็อค แต่ละล็อคจะมีผ้าม่านสำหรับเลื่อนปิดกั้นเวลาที่หมอมารักษาผู้ป่วย

คนไข้หรือผู้ป่วยในนี้ส่วนใหญ่ดูแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างมีอายุพอสมควร แต่ก็มีเด็ก วัยรุ่น และวัยกลางคนเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ ก็คงเป็นแบบนี้แหละมั้ง คนแก่น่ะเจ็บป่วยง่าย คนไข้บางคนก็มีสายอะไรอะไรโยงใยเต็มไปหมด บางคนก็มีแค่สายน้ำเกลือ บางคนก็ร้องโอดโอยเหมือนกับคนเสียสติ

        ภายในห้องนี้อากาศเย็นพอสมควร มีหมอกับพยาบาลเดินสวนกันไปมาเต็มไปหมด แต่ถึงจะมีหมอกับพยาบาลมากขนาดนี้ แต่เชื่อเถอะว่าไม่เพียงพอกับผู้ป่วยที่เข้ามาหรอก

        “เชิญครับ ตามสบายนะครับ” คุณหมอเดินนำเรามาลึกพอสมควร แล้วหยุดที่ปลายเตียงของคนไข้รายหนึ่ง แล้วหันกลับพร้อมผายมือไปที่เตียงนั้น

        เราสองคนเดินเข้าไปช้าๆ สายตาจับจ้องใบหน้าของร่างบนเตียง มีสายระโยงระยานเต็มไปหมด เท่าที่ผมรู้จักก็เห็นจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ สายจากขวดน้ำเกลือแล้วก็ถุงเลือด ร่างบนเตียงนั้นแลดูสงบ เครื่องอ่านชีพจรหัวใจยังทำหน้าที่ของมัน ตัวเลขบนเครื่องแสดงค่าที่แปดสิบสี่ แล้วผมก็เดินมาถึงที่ปลายเตียงตรงที่หมอยืนอยู่ มันใกล้พอที่จะบอกหมอให้รู้ว่า

        “นี่ไม่ใช่พี่อรนี่ครับ” ผมพูดกับหมอทันที ที่เห็นใบหน้าของร่างบนเตียงนั้นจนแน่ใจ

        “นี่ไม่ใช่พี่บังอรค่ะ” ฝ้ายพูดย้ำอีกทีเมื่อเห็นคุณหมอทำสีหน้าแปลกใจ

        “เอ่อ...นี่คือคุณบังอร ศรลี้ภัย” หมอทวนชื่อ-นามสกุลของคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงตรงหน้าเราให้ฟัง “ญาติคุณชื่อนี้หรือปล่าวครับ”

        “ไม่ใช่ค่ะ” ฝ้ายเร่งตอบ “พี่หนูชื่อ บังอร สองเจ้าท่า”

        “งั้น...ซักครู่นะครับ” หมอทำหน้างงงวย จากนั้นเร่งเดินตรงไปที่บริเวณเคาเตอร์พยาบาล

        เรายืนรออยู่ครู่หนึ่ง.. หมอคนเดิมก็เดินกลับมา…

        “ต้องขออภัยด้วยนะครับ คุณบังอร สองเจ้าท่าอยู่ทางด้านนี้ครับ” หมอพูดจบแล้วพาเราทั้งสองคนเดินไปพร้อมกัน

        “คุณบังอร สองเจ้าท่า ตอนนี้อาการคงที่แล้วครับ ตอนนี้กำลังคอยสังเกตอาการอยู่ในเบื้องต้น แต่หมอคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอกครับ คนไข้คงจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ หมอยินดีด้วยนะครับ” หมอพูดจบน้ำตาผมมันแทบจะไหลออกมา ความตื้นตั้นมันเอ่อร้นออกมาจากภายใน หน้าผมชาไปหมด รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ผมยกมือข้างหนึ่งโอบไหล่ฝ้ายไว้ เรากอดกันด้วยความปลื้มปิติและดีใจ  แว่บหนึ่งผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า...

        “จะเป็นยังไง ถ้าเราสองคนตัดสินใจให้หมอถอดเครื่องยื้อชีวิตออก...”

                     

                   

               

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...