เรื่องสั้น : Go to Paradise:Life in Bangkok

อ่าน 461
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 บท
แต่งเมื่อ:
วันที่ 29 ส.ค. 2558 04:07 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง psfatman
หัดอ่านหัดเขียน (7)
เด็กใหม่ (0)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

บท 1. บทที่ 1 Day 1

เขียนเมื่อ วันที่ 29 ส.ค. 2558 04:14 น.

     

                          "โลกมันกว้างเท่าเดิม แต่ความน่าอยู่มันลดลง"

                                    "Captain" Jack Sparrow,prirate of carribien

     เสียงรถไฟฟ้าที่เข้ามาจอดยังสถานีบางซื่อพร้อมผู้คนมากมายที่กำลังเบียดเสียดกันเข้าคิวขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีต้นสายเพื่อจะไปยังสถานีต่างๆ ยิ่งในช่วงเวลายามเย็นหลังเลิกงานอย่างนี้ เป็นเวลาที่คนกำลังพลุ่กพล่าน ต่างคนต่างพึ่งจะเลิกงานซึ่งจะมองให้ดีบนสถานีรถไฟฟ้านี้มีกลุ่มคนมากมายแตกต่างกันไป ทั้งพนักงานบริษัทที่พึ่งเลิกงานกำลังรีบวิ่งไปเพื่อจะขึ้นรถไฟฟ้าต้องการจะกลับบ้านกันให้เร็วที่สุด หรือพนักงานบางกลุ่มก็จับกลุ่มพูดคุยเฮฮากำลังหาที่เพื่อจะได้ไปสรรสรรค์กันต่อเพื่อคลายความเครียดที่เกิดจากเลิกงาน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแบบเกาหลีถือป้ายไฟและอุปกรณ์การเชียร์ต่างๆกำลังยืนรอเข้าแถวจะซื้อตั๋วที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนยืนเป็นกลุ่มกำลังพยายามจะซื้อตั๋วจากตู้อยู่แต่อาจจะไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะลงที่ไหนหรือไม่เข้าใจวิธีการซื้อเพราะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก จึงทำให้ยืนเถียงกันเสียงดังอยู่นาน จนพนักงานต้องออกมาช่วยเหลือ จึงทำให้บนสถานีดูวุ่นวายและเบียดเสียดกันมากกว่าปกติ

     ท่ามกลางความวุ่นวายที่ดูเสมือนจะเป็นชีวิตธรรมดาแล้วสำหรับคนเมือง แต่สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างรั้วใส่เสื้อยืดสีเทากางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าอาดิแดสสีฟ้าดูราคาแพง แต่จริงๆแล้วเป็นของก๊อปปี้เกรด A ซึ่งถ้ามองไม่ดีก็ไม่รู้ว่าเป็นของปลอม ข้างๆตัวของเด็กหนุ่มนั้นมีกล่องกระดาษอีกสองใบวางข้างๆกันท่าทางจะใส่ของมาเต็ม ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าข้างในนั้นเต็มไปด้วยของกินต่างๆ ทั้งข้าวสาร หมูยอ ไส้กรอก กุนเชียง กะปิ น้ำปลา และบรรดาของแห้งอีกมากมาย ซึ่งรวมๆกันแล้วน้ำหนักคงจะหลายกิโลกรัมซึ่งเด็กหนุ่มตัวผอมเกร็งอย่างเค้ากว่าจะแบกขึ้นมาบนสถานีรถไฟฟ้านี่ก็แทบจะหมดแรงแรงเล่นเอาแขนเล็กๆของเขาล้าไปซักพัก เด็กหนุ่มนั่งลงกับพื้นข้างกล่องกระดาษ วางกระเป๋าสะพายลง และเริ่มมองผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างตื่นเต้นและสงสัยขณะที่รอเวลา

     “ชิด” เป็นเด็กหนุ่มที่เกิดที่บางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตธรรมดาๆตามวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไปตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่อบอุ่นน่ารัก มีทั้งพ่อแม่และปู่ย่า ตามแบบฉบับของครอบครัวใหญ่ของคนไทย และชิดก็ได้รับรู้วัฒนธรรมแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กซึ่งเขาก็รู้สึกชอบและผูกพันกับสิ่งเหล่านั้น แล้วถ้าถามว่าในเมื่อชีวิตมีความสงบสุขอยู่ดีๆแล้วทำไมต้องพาตัวเองเข้ามาหาความวุ่นวายในเมืองด้วย ซึ่งเรื่องนี้เองเด็กหนุ่มก็ไม่ได้อยากจะเข้ามา แต่เนื่องจากด้วยความบังเอิญในชีวิตที่จู่ๆจะเข้ามาทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไป

     บ่ายวันหนึ่งในฤดูฝน ตามปกติเด็กหนุ่มกำลังนั่งเขียนบทความเป็นการบ้านเรื่อง “ห้องเรียนในความคิดของข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นบทความการบ้านธรรมดาที่เขาเคยทำส่งเป็นประจำ ซึ่งเด็กหนุ่มก็ใช้เวลาในการเขียนอยู่ประมาณ20 – 30 นาที แล้วก็นำไปส่งอาจารย์ในวันรุ่งขึ้นตามปกติ แต่ด้วยความบังเอิญหรือโชคชะตา หรืออะไรก็ไม่ทราบ ผลงานนั้นดันไปเข้าตาอาจารย์ที่ปรึกษามากกว่าอีก 49 แผ่นของเพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงการประเมินผลงานของอาจารย์เพื่อจะทำผลงานประจำปี อาจารย์ท่านนั้นจึงหยิบยกบทความของชิดขึ้นมาประกอบกับแผนการสอนต่างๆและผลงานอื่นๆ ทำเป็นผลงานเพื่อประเมินตัวอาจารย์ท่านนั้น และส่งให้เขตได้ตรวจสอบ

     ด้วยความบังเอิญ หรือโชคชะตา หรืออะไร อีกครั้ง ผลงานที่ส่งไปในครั้งนั้น ได้ถูกคณะกรรมการหยิบยกขึ้นมา และได้ถูกนำมาเป็นผลงานยอดเยี่ยมประจำจังหวัด อีกทั้งยังถูกตีพิมพ์ไปยังนิตยสารการศึกษาต่างๆ จนทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์นั้นดังขึ้นไป ถึงขนาดมีโรงเรียนใหญ่ๆส่งแมวมองมาเสนอทุนให้ทำเรื่องย้ายไป ซึ่งมีทั้งข้อเสนอมามากมายหลายแห่ง และทางโรงเรียนและอาจารย์ท่านนั้นก็ได้ใช้เวลาพิจารณาถึงประโยชน์ที่ตนและโรงเรียนจะได้รับ จนมาถึงข้อเสนอจากโรงเรียนหนึ่งซึ่งจะขอยืมตัวอาจารย์ท่านนั้นไปเป็นอาจารย์พิเศษเป็นเวลา 2 ปี และยังให้สิทธิ์พานักเรียนเจ้าของผลงานไปเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่จนจบการศึกษาอีกด้วย ซึ่งทางอาจารย์ท่านนั้นไม่มีปัญหาอะไร ติดแค่เจ้าของบทความนั้นว่าจะยอมรับข้อเสนอนั้นหรือไม่

     ดังนั้นในเช้าวันหนึ่งที่บ้านของเด็กหนุ่มจึงมีการพูดคุยกันของผู้บริหารโรงเรียน อาจารย์ท่านนั้น ครอบครัวและตัวเด็กหนุ่มเอง จะบอกว่าเป็นการประชุมก็ไม่น่าใช่เพราะตลอดเวลาของการพูดคุยเสมือนประหนึ่งว่าเป็นการหว่านล้อม ชักชวนเด็กหนุ่มให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่ได้รับมาซึ่งตัวเด็กหนุ่มเองก็ได้แต่รับฟังอย่างเดียว ไม่กล้ามีปากเสียงใดๆกับผู้ใหญ่ได้แต่พยักหน้าและตอบว่า “ได้ครับ” “แล้วแต่อาจารย์เลยครับ” แต่ก็ยังมีความลังเลในตัวของเด็กหนุ่มอยู่บ้างจึงยังไม่ยอมเซ็นต์ชื่อตามข้อตกลงที่ส่งมา และสุดท้ายเด็กหนุ่มก็ได้บอกกับทุกๆคนว่าขอเวลาอ่านข้อมูลก่อนสักคืน แล้ววันรุ่งขึ้นจะให้คำตอบ

     ขณะที่ผู้บริหารโรงเรียนกำลังคุยกับพ่อแม่ของเด็กหนุ่มอยู่และกล่าวชื่นชมถึงกล้วยไม้ที่ทางบ้านของเด็กหนุ่มได้เลี้ยงไว้นั้น อาจารย์หนุ่มก็เดินเข้ามาคุยกับเด็กหนุ่มแบบเงียบๆ เหมือนจะไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน และพูดกับเด็กหนุ่มเบาๆ

     “ มันเป็นชีวิตของเรา เลือกเอาว่าจะทำอย่างไร อย่าไปสนใจคนอื่น สุดท้ายอยู่ที่เรา “

     และคืนนั้นเด็กหนุ่มก็ได้คำตอบ...

     ...

     เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนั่งพักอยู่นาน เมื่อมองขึ้นมาก็พบว่าผู้คนได้เบาบางหายไปจากสถานีเป็นจำมากแล้ว เขารู้สึกถึงลมเย็นๆที่พัดมากระทบหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้เขาแทบหายใจไม่ออกจากการเบียดเสียดของผู้คน แต่ในขณะนี้บนสถานีเหลือแค่เด็กวัยรุ่นไม่กี่คนรวมถึงคนทำงานบางส่วนที่พึ่งจะกลับบ้าน และบรรดาชาวต่างชาติอีกไม่กี่คนที่แบกเป้มากำลังอ่านแผนที่อยู่หน้าตู้ซื้อตั๋ว เด็กหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นช้าๆ ยืดตัวบิดร่างกายให้หายจากความเมื่อยขบ เขาเอามือล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาปรากฏว่าโทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นมา พร้อมโชว์ชื่อว่า “เอก”

     “สวัสดีครับพี่เอก” เด็กหนุ่มกดรับโทรศัพท์และตอบไปทันที

     “อยู่ที่ไหนแล้วชิด ถึงBTSรึยัง” เสียงจากปลายสายตอบมาน้ำเสียงบ่งบอกถึงความกังวล

     “ถึงแล้วครับพอดีคนเยอะเลยยังไม่ได้ขึ้น”

     “จะให้ไปรับรึเปล่าล่ะ”

     “ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวจะรีบขึ้นรถไปแล้วครับ”

     “งั้นเดี๋ยวเจอกัน สถานีสยามนะอย่าลงผิดล่ะ” แล้วปลายสายก็วางไป

     เด็กหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือลงใส่ในกระเป๋าไปแล้วก้มลงหยิบเป้สะพายใส่หลัง และหิ้วลังสองใบเดินไปที่ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติหลังจากที่ชาวต่างชาติสองคนเดินออกไปแล้ว เขาวางกล่องกระดาษลง ล้วงไปในกระเป๋าหยิบเศษเงินออกมาจากกระเป๋าหยอดไปที่ตู้ขายตั๋วกดสถานีปลายทางสยาม หยอดเหรียญลงไปจนครบ แล้วตั๋วรถไฟฟ้าสีเหลืองน่ารักก็หล่นลงมาที่ช่องรับ เด็กหนุ่มหยิบตั๋วออกมาดูแล้วคิดว่า

     “ไม่เลวสำหรับครั้งแรก...”

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...