นิยาย : สัญญาผูกรัก

อ่าน 40
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 4 ส.ค. 2561 11:46 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง Annakan
ขีดเขียนหน้าใหม่ (51)
เด็กใหม่ (9)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. ตอนที่ 1 นกขมิ้นจากจร

เขียนเมื่อ วันที่ 4 ส.ค. 2561 11:47 น.

                                       ตอนที่ 1 นกขมิ้นจากจร

        ภายในห้องผู้ป่วยวิกฤตมีเสียงสะอื้นของเด็กคนหนึ่งเหมือนจะขาดใจแต่แปลกนักที่หญิงสาวอีกคนดูจะไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่ สายตาที่มองคนใกล้สิ้นใจยิ้มหยันด้วยความสะใจส่วนมือก็ลูบหลังหลานสาวพอเป็นพิธี

        “เพลง เป็นเด็กดีนะลูก” พัชรินทร์มารดาของเด็กน้อยสั่งเสียลูกสาว เธอรู้ว่าเวลาของตัวเองใกล้จะหมดลงเต็มที

        “ฮือๆๆ แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไป”

        “สัญญากับแม่ก่อน ว่าจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังป้าเพชรแล้วก็ป้าพลอย”

        “ค่ะแม่ หนูจะเป็นเด็กดี ฮือๆๆ หนูสัญญาแล้ว แม่ต้องอยู่กับหนูนะ”

        “มันทรมานเหลือเกินเพลง ตอนหนูหกล้มมันเจ็บใช่ไหมตอนนี้แม่เจ็บกว่านั้นเป็นร้อยเป็นพันเท่าเลย”

        “จริงเหรอคะแม่” เด็กน้อยถามด้วยความตกใจ เธอไม่รู้ว่ามารดาเผชิญอะไรบ้างทั้งคีโม การบำบัดสารพัดอย่าง ไหนจะยาเป็นสิบๆ ชนิดที่ส่งผลข้างเคียงแตกต่างกันไป

        “จริงลูก ยามันไม่ช่วยอะไรแล้วแม่เจ็บเหลือเกิน แม่อยากพักแล้วเพลง”

        “ค่ะแม่ หนูจะร้องเพลงกล่อมแม่นะคะ แม่หลับตานะ”

        “พี่พลอยกำลังมาใช่ไหม” คนป่วยถามพี่สาวที่ยืนอยู่ข้างเตียง

        “ใช่ คงใกล้ถึงแล้วแหละ” เพชรรัตน์พี่สาวคนโตบอก เธอคิดในใจว่าเมื่อไหร่จะตายๆ ไปซะที จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว

        พัชรา เด็กสาวตัวน้อยร้องเพลงเจ้านกขมิ้นกล่อมมารดาเบาๆ มันเป็นเพลงที่เธอจดจำเนื้อได้ขึ้นใจเพราะแม่ร้องกล่อมตั้งแต่เด็กจนโต ตอนนี้แม่ก็ยังร้องให้ฟังอยู่ มีแค่ช่วงครึ่งปีหลังนี่เองที่ไม่ได้ยินเสียงหวานๆ ของแม่เพราะท่านป่วยหนัก

        “พี่พลอย” น้องสาวคนเล็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมดลูกระยะสุดท้ายยิ้มนิดๆ เมื่อพี่สาวคนรองมาถึงในที่สุด

        “พัด อดทนนะ เดี๋ยวก็หาย” พลอยรพีเข้ามากุมมือน้องสาวเพื่อให้กำลังใจ

        “พัดไม่ไหวแล้ว ข้างในมันรวดร้าวไปหมด ขอบคุณพี่พลอยมากนะคะที่มาทันเวลา”

        “พัด ไม่เอาไม่พูดแบบนี้ หมอกำลังจะลองยาตัวใหม่ พัดต้องหาย”

        “พัดไม่ไหวแล้วค่ะ มันเจ็บเหลือเกิน ฝากเพลงด้วยนะพี่”

        “พัด ! , แม่ !” พัชรากับพลอยรพีร้องลั่นเมื่อคนบนเตียงแน่นิ่งไป

        “พี่เพชร ไปตามหมอที…ไปสิ !” พลอยรพีหันไปสั่งพี่สาวแต่เธอก็ยืนนิ่งจนต้องตวาด อีกฝ่ายถึงเขยื้อนกายออกไปแบบเสียไม่ได้

        “เสียใจด้วยนะครับ” แพทย์กล่าวเมื่อเข้ามาตรวจคนไข้เพราะเขาไม่พบสัญญาณชีพ

 

งานศพของพัชรินทร์

      “เพลง มาลูก เอาข้าวไปให้แม่กัน” พลอยรพีประคองหลานสาวแล้วพากันไปวางอาหารคาวหวานที่ข้างโลงศพ

        เด็กน้อยไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง มารดาจากเธอไปแล้ว ในโลงนั้นคือร่างกายและจิตวิญญาณที่เธอแสนรัก ตั้งแต่นี้จะไม่มีตักของแม่ให้หนุนนอน จะไม่มีมือของแม่ถักผมเปียให้ ไม่มีเสียงหวานรื่นหูร้องเพลงกล่อม ไม่มีใครคอยเป็นห่วงเป็นใย ไม่มีอีกแล้วความสุขของวันเก่าๆ เธอกลายเป็นเด็กกำพร้าไม่เหลือใครสักคน

        “เพลงมีป้าอยู่นะลูก” หญิงสาวบอกกับเด็กน้อยที่ดวงตาไม่เคยเหือดแห้งจากน้ำใสๆ

        “ค่ะป้า ฮือๆๆๆ” ร่างเล็กๆ โผเข้าหาความอบอุ่นเดียวที่เหลืออยู่

        “แล้วเรื่องที่ดินจะแบ่งกันยังไง” เพชรรัตน์พี่สาวคนโตถามน้องสาวคนรอง

        “พี่เพชร งานศพพัดยังไม่ทันจะเสร็จ เอาไว้คุยกันทีหลังได้ไหม” พลอยรพีไม่อยากเชื่อว่าพี่สาวจะมาพูดเรื่องเงินทอง ทั้งๆ ที่โลงศพน้องสาวตั้งอยู่ทนโท่

        “ก็ฉันเป็นพี่คนโต ต้องจัดการให้มันเรียบร้อยสิ ไหนจะยัยเพลงอีก ไม่รู้ต้องแบ่งยังไง”

        “เพลงก็ต้องได้ในส่วนของพัดไงคะ”

        “แต่มันยังเป็นเด็ก เซ็นเอกสารอะไรเองไม่ได้ แม่มันก็ไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้”

        “เอาเถอะๆ ไว้เสร็จงานค่อยคุยกัน ให้ทนายเขามาจัดการจะง่ายกว่า” พลอยรพีตัดบทแล้วกลับไปตั้งใจฟังพระสวด

 

                                           ตอนที่ 2 ภาระ

        “เพลง งานของป้าต้องออกต่างจังหวัดตลอด ป้าไม่อยากทิ้งหนูไว้คนเดียวหนูคิดว่ายังไงถ้าป้าจะให้หนูไปอยู่โรงเรียนประจำ” พลอยรพีถามหลานสาวที่ชีวิตพลิกผันกลับตาลปัตรเพียงชั่วข้ามคืน

        โรงเรียนประถมแบบสหศึกษาที่มารดาของเด็กน้อยซื้อชุดนักเรียนและหนังสือไว้พร้อมสรรพคงไม่ได้ใช้แน่นอนเพราะเธอไม่ยอมทิ้งหลานหน้าตาน่าชังไว้กับพวกเสือสิงห์กระทิงแรดแน่ๆ เริ่มตั้งแต่ป้าใหญ่หรือพี่สาวของเธอนั่นแหละ แค่ที่คุยในงานศพก็ชัดเจนแล้วว่าละโมบโลภมาก ต่อมาก็สามีของพี่ที่จ้องหลานตาเป็นมันทั้งที่นมยังไม่ทันจะขึ้น ไม่อยากคิดเลยพอโตเป็นสาวหลานจะเป็นยังไงไหนจะพวกจิ๊กโก๋ปากซอยอีก

        “โรงเรียนประจำแปลว่าหนูจะไม่ได้กลับบ้านเหรอคะ”

        “หนูจะได้กลับบ้านตอนปิดเทอมแต่ป้าจะไปหาหนูทุกวันอาทิตย์ ที่นั่นเขาให้ผู้ปกครองพบนักเรียนทุกวันอาทิตย์จ้ะ”

        “แค่อาทิตย์ละครั้งเองเหรอคะ” เด็กน้อยถามด้วยเสียงเศร้าสร้อย

        “พอหนูมีเพื่อน ได้เรียนหนังสือหนูก็จะลืมป้าเองแหละจ้ะ รับรองว่าหนูต้องชอบมากแน่ๆ เพราะโรงเรียนอยู่ติดภูเขา”

        “ที่กรุงเทพมีภูเขาด้วยเหรอคะ” พัชราถามด้วยความประหลาดใจ โรงเรียนที่เธอไปสมัครไว้อยู่กลางกรุงแต่บ้านของเธออยู่ชานเมืองเกือบจะต่างจังหวัดอยู่แล้ว แม่บอกว่าโรงเรียนนั้นดีเลิศทั้งด้านวิชาการและนันทนาการ

        “ไม่ใช่จ้ะ โรงเรียนนี้อยู่ที่เขาใหญ่หนูจะได้ไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียวแน่ๆ และคงได้ไปบ่อยด้วย”

        “เขาใหญ่ ไกลจังเลยค่ะป้า”

        “เพลง หนูฟังป้านะ ป้าไม่อยากทิ้งหนูให้อยู่คนเดียว ที่นี่มีคนใจร้ายหนูก็รู้ใช่ไหม” พลอยรพีจับมือของหลานสาวมาบีบ เมื่อเธอถามเด็กสาวก็พยักหน้า

        “ป้าเป็นห่วงหนูนะเพลง ไปอยู่โรงเรียนประจำดีกว่า ที่นั่นหนูจะมีเพื่อนเยอะแยะ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย มีการศึกษาที่เหมาะกับวัยแถมได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอากาศก็บริสุทธิ์ ที่สำคัญหนูจะได้หัดว่ายน้ำหัดทำอาหารด้วยนะจ๊ะ” พลอยรพีสรรหาข้อดีมาโน้มน้าวหลานสาวเพราะเธอไม่อยากให้เด็กน้อยรู้สึกเหมือนโดนบังคับหรือผลักไสไล่ส่ง

        “จริงเหรอคะ ได้ฝึกว่ายน้ำด้วยเหรอคะแล้วพอปิดเทอมถ้าหนูว่ายน้ำเป็นแล้ว ป้าพาหนูไปทะเลได้ไหมคะ”

        “ได้สิ ได้แน่นอน”

        “งั้น ก็ได้ค่ะแต่ป้าต้องสัญญานะคะว่าจะมาหาหนูวันอาทิตย์ ไม่ต้องทุกอาทิตย์ก็ได้ค่ะ หนูรู้ว่าป้างานยุ่งแค่อย่าทิ้งหนูไว้ที่นั่นก็พอโดยเฉพาะปิดเทอม”

        “ป้าสัญญา หนูอยากเห็นไหมว่าโรงเรียนเป็นยังไง” หญิงสาวอมยิ้มเพราะรู้ว่าหลานสาวต้องชอบแน่นอน

        “นี่จ้ะ” เธอยื่นแผ่นพับให้เด็กน้อยแล้วก็ยิ้มกว้างเพราะคาดไว้ไม่ผิด

        “สระน้ำสวยจังค่ะ , ได้เรียนกับครูฝรั่งด้วยเหรอคะ , ห้องสมุดใหญ่มากเลยค่ะป้า , ทุกวันเสาร์คุณครูจะพาไปข้างนอก” โรงเรียนประจำในความคิดของพัชราต่างจากความจริงลิบลับ อย่างน้อยๆ ก็เรื่องห้องนอนเพราะที่โรงเรียนนี้เป็นห้องปกติไม่ใช่โรงนอนที่อยู่รวมกันเยอะๆ ในหนึ่งห้องจะมีนักเรียนพักด้วยกันสองคน

        “ใช่จ้ะแล้วกิจกรรมเสริมก็เยอะมาก รับรองว่าหนูไม่มีเวลาเหงาแน่นอน”     

        “ไปค่ะ เรียนค่ะป้าแต่…”

        “แต่อะไรจ๊ะ”

        “มันคงแพงน่าดูเลยใช่ไหมคะ หนูไม่มีเงินเลย”

        “โธ่ ! มีสิลูก แม่ของหนูฝากเงินไว้กับป้าเยอะแยะแต่ป้าต้องเก็บไว้ก่อนนะไว้หนูอายุสิบแปดปีเต็มป้าถึงจะยกให้ ตอนนี้หนูยังเด็กยังรับผิดชอบเงินเยอะๆ ไม่ได้”

        “ป้าเก็บไว้เลยค่ะ หนูยกให้ป้าหมดเลย”

        “ขอบใจจ้ะแต่ป้ารับไม่ได้หรอก ป้าทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้หมดแล้ว หนูไม่ต้องกลัวว่าป้าจะเอาเงินของหนูนะเพลง”

        “หนูไม่กลัวเลยค่ะป้า” เด็กสาวกอดคุณป้าที่เธอรักประหนึ่งแม่คนที่สอง

        แม้พัชราจะอายุเพียงเจ็ดขวบแต่เธอก็เข้าใจสิ่งที่ป้าใหญ่แสดงออก เธอรู้ดีว่าเป็นส่วนเกินสำหรับพวกเขาและโชคร้ายนักที่บ้านของเธอกับบ้านป้าใหญ่อยู่ติดกันส่วนป้าเล็กย้ายไปอยู่ในเมืองนานแล้ว

        สองแม่ลูกวางแผนจะไปอยู่บ้านป้าเล็กแล้วปิดเทอมค่อยกลับมาบ้านตัวเองแต่แผนการแสนสุขก็พังทลายเหลือไว้แต่ความว่างเปล่า

        ตั้งแต่แม่ป่วยป้าใหญ่ก็ดูจะฉุนเฉียวง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า เธอเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ บางครั้งก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ป้าใหญ่บอกจึงทำให้โดนดุด่าอยู่หลายครั้ง ทั้งที่มารดาแท้ๆ ไม่เคยทำกิริยาแบบนั้นใส่สักที

        ถึงจะเป็นเด็กแต่เมื่อรู้ว่าไม่มีใครต้องการเธอก็พร้อมจะเป็นฝ่ายไปเอง แม่บอกเสมอว่าคนเราต้องมีศักดิ์ศรีและไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครซึ่งป้าใหญ่บอกเธอหลังจากแม่เสียได้สองวันว่าเธอคือภาระที่เขาไม่อยากดูแล

                                       ตอนที่ 3 เพื่อนใหม่

        “ขอบใจมากนะดา ถ้าไม่ได้แก ฉันแย่แน่ๆ หลานก็มีกับเขาคนเดียวไม่รู้จะเอาไปฝากใคร แกก็รู้ว่าพี่เขยฉันมันหื่นกามแค่ไหน” พลอยรพีขอบอกขอบใจเพื่อนจนนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าหากสุดาที่เป็นเพื่อนสนิทและเป็นคุณครูในโรงเรียนไม่ช่วยพูดช่วยเดินเรื่อง รับรองได้เลยว่าหลานสาวไม่มีวันได้อยู่โรงเรียนประจำสุดไฮโซแห่งนี้เป็นแน่แท้ เห็นเขาว่าต้องจองคิวกันเป็นปีๆ เลยทีเดียว

        ที่นี่คือโรงเรียนประจำแห่งแรกแถบภาคอีสานและใช้หลักสูตรสากล แน่นอนว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน ส่วนภาษาที่สามที่สี่ก็แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเรียนขึ้นอยู่กับความถนัดและความสนใจ สภาพแวดล้อมก็ไม่ต้องห่วงเช่นกัน เรียกง่ายๆ ว่ามันเป็นโรงเรียนของพวกมีอันจะกิน สังคมจึงได้รับการคัดกรองมาแล้ว

        โชคดีว่าเงินเดือนวิศวกรโรงงานมากพอจะส่งเสียให้หลานตัวน้อยได้มีอนาคตที่ดี นอกจากมั่นใจว่าการศึกษาดีเลิศ หลานก็อยู่ในความดูแลของเพื่อนสนิทด้วยเท่านี้เธอก็สบายใจแล้ว

        “ไม่ต้องห่วงนะพลอย อยู่ที่นี่หลานแกจะได้รับแต่สิ่งดีๆ แล้วฉันก็จะคอยเป็นหูเป็นตาให้อีกแรง”

        “ดีนะว่าพัดสอนภาษาอังกฤษลูกมาบ้าง ไม่งั้นคงสอบไม่ผ่าน” ถึงจะใช้เส้นสายในเรื่องเอกสารแต่ถ้าตัวเด็กทดสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้เข้าเรียนเพราะถ้าเด็กไม่พร้อม รับเข้ามาก็เป็นภาระและถ่วงเด็กคนอื่น

        “เรียกว่าสอนได้ดีมากๆ เลยแหละ ปรับตัวสักเดือนสองเดือน หลานแกก็พูดอังกฤษปร๋อแล้ว เชื่อสิ”

        “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เพลงก็คงเรียนจนถึงปีสุดท้ายแหละ ฉันกับพัดตัดสินใจซื้อที่ผืนนึงด้วยกันก่อนที่พัดจะป่วยอ่ะนะเพิ่งจะทำเอกสารเรียบร้อย ฉันฝากแกดูแลหน่อยนะดา บอกตรงๆ ว่าไม่ไว้ใจพี่เพชรเลย แค่เพลงได้ส่วนแบ่งตามสิทธิ์อันชอบธรรมของลูกสาว พี่เพชรยังไม่พอใจ ฉันกลัวจะเกิดการฆ่าแกงกันจริงๆ”

        “ฝากฉัน มันจะดีเหรอแก” สุดาถามแบบหวั่นๆ

        “แกคือคนเดียวในโลกนี้ที่ฉันไว้ใจ มันต้องดีแน่นอน ฉันรู้ว่าแกเอ็นดูเพลงเหมือนลูกเหมือนหลานถึงได้เอามาฝากกับแก ถ้าแกไว้ใจไม่ได้ฉันก็ไม่เหลือใครแล้ว”

        “โอเคๆ ก็ฉันมันคนโดนผัวทิ้งเพราะทำพันธุ์ไม่ได้ไงเลยต้องแอบมารักมาหลงลูกคนอื่นเขา”

        “โอ๊ย ! ผู้ชายเลวๆ แบบนั้น มันทิ้งไปก็ดีแล้วม่ะ ดูเอาเถอะว่าทุกวันนี้มันเหลืออะไรบ้าง ถือว่าแกใช้กรรมหมดแล้ว ชีวิตที่เหลือถึงได้เสวยสุขอยู่กับสิ่งที่รัก”

        “มากันแล้ว เป็นยังไงบ้างจ๊ะพัชรา ชอบที่นี่ไหม” สุดาถามเด็กน้อยที่เพิ่งจบการทัวร์บริเวณโรงเรียน

        “ชอบค่ะคุณครู สวยมากๆ ต้นไม้ก็เยอะแถมยังมีภูเขาอีก” พัชราตอบเสียงใส

        “เพลงจ๊ะ หนูไปนั่งรอตรงนั้นก่อน ป้าขอคุยธุระอีกแปบนึง” เด็กน้อยเดินไปตามคำสั่งอย่างว่าง่ายเพราะกำลังตื่นเต้นกับทุกสิ่งรอบตัว

        “ตกลงตามนี้นะดา ฉันมีงานตลอดครึ่งเดือนเลย ไม่ได้มาหาหลานแน่ๆ อ่ะ แต่ฉันบอกแล้วแหละว่าเดือนนี้ยุ่งๆ คงได้เจอกันแค่ครั้งเดียว” พลอยรพีบอกแล้วยื่นซองสีน้ำตาลให้เพื่อน สุดารับไปแล้วเปิดดูก็พบกับโฉนดที่ดินหนึ่งแผ่นกับกระดาษสีขาวที่คงจะเป็นเอกสารสำคัญอื่นๆ เธอเก็บมันใส่ลิ้นชักแล้วเดินไปส่งเพื่อนที่หน้าห้อง

        “พรุ่งนี้เปิดเรียนวันแรก ขอให้หนูสนุกกับการเรียนนะเพลง”

        “ขอบคุณนะคะป้าพลอย หนูจะตั้งใจเรียนให้สมกับค่าเทอมแล้วก็พระคุณของป้าค่ะ” เด็กน้อยกอดญาติที่เหลือเพียงคนเดียวแล้วให้คำมั่น

        “แล้วเจอกันตอนปลายเดือนนะ” พลอยรพีบอกลาหลานสาวด้วยการหอมไปทั่วหน้า พัชราหัวเราะคิกคักชอบใจเป็นการใหญ่เพราะมารดาก็ชอบทำแบบนี้เหมือนกัน

       

หนึ่งเดือนต่อมา

      พัชราเริ่มชีวิตนักเรียนด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม สิ่งแวดล้อมและเพื่อนใหม่ช่วยให้เธอลืมความเศร้าไปได้มากโขในช่วงกลางวันเพราะมีกิจกรรมให้ทำมากมายแต่พอดวงตะวันลับไป จิตใจดวงน้อยก็เศร้าสร้อยโหยหาแต่มารดาที่ล่วงลับและคิดถึงป้าแทบขาดใจ

        “เพลง ยังไม่หลับอีกเหรอ” ยุพดีหรือแยม รูมเมทที่จะเป็นคู่หูกับพัชราไปตลอดปีการศึกษาถามขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงขยับตัวยุกยิกอยู่ใต้ผ้าห่ม

        “ยัง ขอโทษนะ เราเสียงดังใช่ไหม”

        “เปล่า เราก็ยังไม่หลับเหมือนกัน”

        “ทำไมล่ะ” พัชราถามเพื่อน

        “คิดถึงคุณพ่อ ไม่รู้เขาจะว่างมาหาเมื่อไหร่” เด็กน้อยตอบด้วยเสียงเศร้าๆ

        เป็นความบังเอิญเหลือเกินที่เด็กทั้งสองตกอยู่ในสถานะเดียวกัน คนนึงมีพ่อแต่ก็เหมือนตัวคนเดียวอีกคนมีป้าแต่ก็งานยุ่งจนไม่มีเวลาพบกัน พัชราและยุพดีถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งได้ใช้เวลาด้วยกันก็ยิ่งสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วเหมือนรู้จักกันมานานแสนนาน

        “เราไปนอนด้วยได้ไหม” แยมถามแบบหวาดๆ

        “มาสิ” เพลงโผล่ออกมาจากผ้าห่มแล้วขยับไปนอนอีกฝั่ง

        “ขอบใจนะ คืนนี้มันเหงาจัง” เด็กสาวที่ผมยาวกว่ามานอนข้างๆ พัชราผมยังสั้นอยู่เพราะเธอเตรียมตัวไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลจึงตัดให้ถูกระเบียบคือสั้นแค่ติ่งหู

        “คืนไหนเหงาก็มานอนด้วยกันนะ”

        “พรุ่งนี้ป้าของเพลงจะมาใช่ไหม”

        “ใช่ ป้าว่าอย่างนั้นถ้าไม่ติดงานก็คงมาแหละ”

        “ดีจัง พ่อเราสิ หายเงียบไปเลย”

        “ผู้ใหญ่ก็ยุ่งแบบนี้แหละ ไม่รู้พรุ่งนี้มื้อเช้าจะมีอะไรกินเนอะ แยมว่าอาหารที่นี่อันไหนอร่อยสุด” พัชราชวนเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความเหงาหงอยของเพื่อน

        “บอกไปอย่าขำนะ”

        “ไม่ขำ จะขำทำไมล่ะ แยมชอบอะไร”

        “ชอบข้าวผัดอ่ะ”

        “แล้วทำไมเราต้องขำด้วย คนชอบข้าวผัดเยอะแยะ เราว่ามันก็อร่อยดีนะแต่เราชอบมันบด ไม่ค่อยได้กินอ่ะ ส่วนใหญ่แม่จะทำอาหารไทยมากกว่า”

        “ก็เขาบอกว่าพวกข้าวผัดเป็นอาหารกันตายเป็นอาหารของคนสิ้นคิด”

        “ไม่หรอก ถ้าพรุ่งนี้มีข้าวผัดก็ดีเนอะ พูดแล้วก็ชักจะอยากกินเหมือนกัน”

        “ไว้เราลองเอามันบดมาคลุกข้าวผัดดูไหม มันต้องอร่อยแน่เลย”

        “ก็ดีนะ ช่วยกันจำนะ” พัชราเห็นดีด้วย

        เด็กทั้งสองคุยกันอยู่นานจนผล็อยหลับไป พัชราตื่นเต้นเหลือเกินกับเช้าวันใหม่ที่จะมาถึงเพราะมีเรื่องราวมากมายที่จะเล่าให้ป้าฟัง ไหนจะผลงานการเรียนที่ต้องอวดอีก

 

                                        ตอนที่ 4 พายุน้ำตา

        “เพล้ง !” สุดานั่งอยู่ในห้องทำงาน เธอกำลังจะหยิบแฟ้มที่อยู่ใกล้ๆ แต่มือปัดไปโดนกรอบรูปถ่ายจนมันแตกกระจายเต็มพื้น มันคือรูปของเธอกับพลอยรพีเพื่อนรักตั้งแต่มหาวิทยาลัย

        “ซุ่มซ่ามจริงเรา” หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเองแล้วไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักมาทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย ในใจก็นึกพะวงถึงเพื่อนว่าป่านนี้ทำไมยังไม่มาสักที นี่ก็บ่ายแก่ๆ แล้ว

        “เข้ามาได้” สุดาบอกอนุญาตคนด้านนอก

        “พัชรา คุณป้ายังมาไม่ถึงเลย หนูนั่งรอก่อนนะ ครูกำลังจะโทรไปหาเขาอยู่พอดี” คุณครูบอกเด็กน้อยแล้วเธอก็ไปนั่งหมิ่นๆ ที่โซฟาตัวใหญ่

        “สวัสดีค่ะ” สุดารับสายที่โทรสวนเข้ามา เป็นเบอร์ที่ไม่ได้เซฟไว้ในเครื่องเสียด้วยซึ่งปกติแทบไม่มีใครโทรหาเธอด้วยซ้ำ

        “คุณสุดาใช่ไหมคะ”

        “ใช่ค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”

        “นางสาวพลอยรพีเป็นญาติของคุณรึเปล่าคะ”

        “เป็นเพื่อนสนิทค่ะ มีอะไรเหรอคะ” สุดาถามด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะไม่อยากให้คนที่นั่งอยู่ในห้องได้ยิน

        “เพื่อนของคุณโดนรถชนค่ะ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ” เมื่อได้ฟังประโยคสุดท้าย หญิงสาวก็ตาค้างพูดอะไรไม่ออก

        เด็กน้อยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตั้งอกตั้งใจ คงจะหวังเห็นรถยนต์ของป้าแล่นเข้ามาจอดนาทีใดนาทีหนึ่งเป็นแน่แท้แต่มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นและเธอต้องเป็นคนแจ้งข่าวร้ายที่แสนเจ็บปวด

        “พัชรา” สุดาเดินไปหานักเรียนที่ยังมองหน้าต่างแบบไม่ลดละ

        “ขา มีอะไรคะคุณครู” เมื่อดวงตากลมโตจ้องมา สุดาก็ยิ่งพูดไม่ออก มันโหดร้ายกับจิตใจอันแสนบอบบางเกินไปแล้ว เทวดาฟ้าดินจะให้เธอสูญเสียครอบครัวทั้งหมดภายในเวลาแค่สามเดือนไม่ได้

        “คุณป้ามาไม่ได้ ใช่ไหมคะ”

        “เอ่อ ก็ประมาณนั้นจ้ะ”

        “งั้น ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณป้าว่างเดี๋ยวเขามาแน่นอน เขาสัญญากับหนูแล้ว”

        “คือ ป้า…ป้า ของหนูจะไม่มาแล้วจ้ะ มาไม่ได้อีกแล้ว”

        “ทำไมคะคุณครู คุณป้าไปไหนคะทำไมคุณครูพูดแบบนี้” เด็กน้อยถามร่ำๆ จะร้องไห้ มันไม่ใช่แบบนั้นใช่ไหมไม่ใช่แบบที่เธอคิดใช่ไหม

        “เมื่อกี้โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าคุณป้าของหนูโดนรถชน เสียชีวิตทันที” สุดากลั้นใจพูดความจริงออกไป เธอคิดว่าจะได้ยินเสียงกรีดร้องหรือเสียงตะโกนด้วยความกราดเกรี้ยวแต่สิ่งที่เกิดมันน่ากลัวและน่าเวทนากว่านั้นยิ่งนัก

        ริมฝีปากของเด็กน้อยสั่นระริกแล้วลามไปทั้งร่าง เธอทรุดนั่งลงกับพื้นเย็นๆ แล้วเอาเข่ามากอดไว้ จากนั้นก็ร้องไห้เงียบๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้นหลุดออกมาแม้แต่นิด เธอตัดตัวเองจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายแล้วจมดิ่งกับความเจ็บปวดเพียงลำพัง

        “พัชรา” คุณครูเรียกนักเรียนที่ร้องไห้มาพักใหญ่ๆ เธอทำได้เพียงลูบหลังเพื่อปลอบใจเท่านั้น

        “หนูจะได้เจอป้าก่อนไหมคะ” เธอถามเพราะยังจำได้ดีถึงขั้นตอนจัดการศพของผู้เสียชีวิต

        “ได้จ้ะ เดี๋ยวครูพาไปเอง”

 

ที่โรงพยาบาล

      พัชรามองร่างขาวซีดไร้ลมหายใจด้วยตัวสั่นเทิ้ม ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอต้องมาเสียใจเจียนตายด้วยเหตุการณ์เดิมๆ ถึงสองครั้งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เธอกราบไปที่หน้าอกของป้าแล้วจับมือนุ่มนิ่มเย็นเฉียบมากุมไว้แล้วน้ำตาก็พรั่งพรูดั่งพายุฝน สิ้นแล้วที่พึ่งพิงสุดท้ายจากนี้ไปเธอต้องมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง

        “เรื่องงานเดี๋ยวครูจัดการให้เองนะพัชรา เธอไม่ต้องเป็นห่วง” สุดาบอกเมื่อออกจากห้องดับจิต เธอทำได้เพียงกอดเด็กน้อยเอาไว้แล้วปลอบใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่มีทางเป็นแบบนั้น

        งานศพครั้งที่สองในชีวิตของเด็กอายุแปดขวบผ่านไปอย่างทุกข์ทรมาน ตลอดเวลาสามวันไม่มีตอนไหนที่ดวงตาของพัชราจะไม่มีน้ำใสๆ คลออยู่ เธอคิดถึงอนาคตอันแสนโดดเดี่ยว กังวลถึงการศึกษาที่โรงเรียนว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป ถ้าไม่มีเงินพอจะเรียนที่นั่นแล้วเธอจะไปเรียนที่ไหนและที่สำคัญเธอจะไปอยู่กับใครเพราะป้าใหญ่ก็บอกชัดเจนแล้วว่ารังเกียจเธอเข้าไส้

        เมื่องานศพจบลง สุดาจึงนึกขึ้นได้ถึงเอกสารในซองที่เพื่อนฝากไว้ เธอเปิดดูจึงพบว่ามันคือโฉนดที่ดินและพินัยกรรมที่ระบุว่าทรัพย์สมบัติทุกอย่าง รวมทั้งหุ้นและเงินปันผลทั้งหมดมอบให้หลานสาวแต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินจะตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมก็ต่อเมื่อพัชราอายุสิบแปดปีเต็ม

        เธอรีบติดต่อบริษัทบัญชีที่ดูแลรายรับรายจ่ายของเพื่อน เมื่อทราบตัวเลขทั้งหมดก็เบาใจไปมากโขว่าเด็กน้อยจะได้รับการศึกษาที่นี่จนถึงชั้นสูงสุดตามความปรารถนาสุดท้ายของเพื่อน เธอพอจะคุยกับผู้อำนวยการได้ถึงสถานะพิเศษของพัชราเพราะเด็กน้อยไม่เหลือใครแล้วจริงๆ นอกจากเธอ

 

                                        ตอนที่ 5 เพื่อนแท้

        ชีวิตของพัชราผ่านไปด้วยความเงียบงัน เธอทราบแล้วว่าคุณป้าทิ้งมรดกไว้ให้และมันมากพอที่จะเรียนและอาศัยอยู่ที่นี่จนบรรลุนิติภาวะแต่เธอยังไม่รู้เรื่องที่ดินหนึ่งผืนที่จะตกเป็นของเธอเมื่อวันที่อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์

        สุดาเห็นกับตาว่าป้าที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของลูกศิษย์ละโมบโลภมากยิ่งนัก ทั้งที่พินัยกรรมระบุชัดเจนว่าทรัพย์สมบัติทุกอย่างของพลอยรพีตกเป็นของหลานเพียงผู้เดียวอย่างชอบธรรมแต่ผู้หญิงคนนั้นก็โวยวายใหญ่โตและเถียงหัวชนฝาว่าต้องได้ส่วนแบ่งด้วย จนทนายยืนยันว่ามันผิดกฎหมายนั่นแหละเธอถึงยอมสงบลงแต่สุดาก็ยังไม่ไว้ใจ เธอจึงเก็บเรื่องที่ดินไว้ก่อนเพราะเด็กแบบพัชราไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมคนแบบนั้นแน่ๆ

        เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาเพื่อพบกับความปวดร้าวอันแสนคุ้นเคยที่เหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทไปจนวันตาย ไม่มีใครเข้าใจว่าเธอเจ็บปวดเพียงใดมันไม่ใช่แค่การสูญเสียธรรมดาแต่มันคือการสูญสิ้นทุกอย่างในชีวิต เกิดมาก็มีเพียงมารดาส่วนบิดาไม่เคยได้พบหน้าแล้วก็มีป้าเล็กที่คอยเอ็นดู แล้วอยู่ๆ เธอก็มาเสียสองคนนั้นในเวลาใกล้กัน มันเกินจะอธิบายจริงๆ ว่าความเจ็บปวดในหัวใจมันล้ำลึกและรวดร้าวเพียงใด

        เธอพยายามทำตัวให้ปกติกิน นอน ตื่น เข้าเรียน ทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเป็นกังวลแต่เวลาที่เธอจะเป็นตัวเองที่สุดก็ตอนอยู่ในห้องนอนซึ่งคนเพียงคนเดียวที่รับรู้และเข้าใจก็คือเพื่อนร่วมห้องที่หลังๆ จะมานอนร่วมเตียงกันแทบทุกคืนเพราะความอ้างว้างดูเหมือนจะเบาบางลงเมื่อข้างกายมีใครสักคนให้กอดก่าย

        ทีแรกครูประจำหอพักไม่ยอมเพราะกฎการอยู่หอต่างคนต่างต้องนอนเตียงตัวเองแต่เธอไม่เหลือใครแล้วจริงๆ แค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงของวันอันยาวนานและแสนเปล่าเปลี่ยวขอให้เธอได้รู้สึกว่ามีใครสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือไร

        คืนที่โดนจับแยกให้นอนคนละเตียงกับเพื่อนรัก พัชราไม่ได้นอนเลยสักนาทีเพราะในหัวมีแต่ภาพของมารดากับป้าสุดที่รักฉายชัดอยู่ในหัวพอรุ่งเช้าก็เป็นไข้ สุดาเข้ามาดูลูกศิษย์ด้วยความเป็นห่วงแล้วไถ่ถามจนได้ความถึงสาเหตุของอาการป่วยซึ่งเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่การป่วยทางกาย เด็กคนนี้กำลังป่วยทางใจและเธอก็พยายามปกปิดมันไว้สุดกำลัง

        สุดาตรงไปหาครูผู้ดูแลหอพักอย่างไม่ลังเลและอธิบายถึงสถานการณ์อันแสนเปราะบางของลูกศิษย์ตัวน้อยให้ฟังซึ่งเธอเองก็รู้ดีแก่ใจแต่ก็ถือกฎเคร่งครัดจนมองข้ามจิตใจอันบอบช้ำของเด็กในปกครอง

        “แต่มันเป็นกฎนะ” ครูผู้ดูแลหอพักยืนยัน

        “ถ้าคุณครูจะยืนยันทำตามกฎ ดิฉันก็ขอยืนยันให้ทำตามความเหมาะสม โรงเรียนของเรารับฟังปัญหาของนักเรียนเสมอและนักเรียนคือความสำคัญลำดับหนึ่ง พัชราไม่ใช่เด็กเกเรนะคะ เธอเป็นเพียงเด็กอายุแปดขวบที่ถูกทิ้งไว้ในโลกนี้เพียงลำพัง ถ้าการนอนเตียงเดียวกับเพื่อนจะทำให้เธอโดนลงโทษ ดิฉันคิดว่ามันไม่สมควรและใจดำเกินไป”

        “คุณครูก็เคยสูญเสียนะคะ น่าจะเข้าใจดี” สุดาจบการสนทนาแล้วยืนนิ่งรอฟังคำตอบ

        “ดิฉันไม่ได้อยากใจดำแค่ต้องการรักษากฎแต่ก็ลืมคิดถึงความรู้สึกของเด็ก ดิฉันจะผ่อนปรนยกเว้นให้แล้วกันค่ะ”

        “ขอบคุณมากนะคะคุณครู ดิฉันรู้ว่าคุณครูก็รักและเอ็นดูพัชราไม่ต่างกัน เธอน่าสงสารมาก”

        “ค่ะ น่าสงสารเหลือเกินหวังว่าเธอจะเดินต่อไปได้”

        “ต้องได้แน่นอนค่ะเพราะพัชรามีคุณครูที่ใส่ใจเธอแล้วก็มีเพื่อนแท้อยู่เคียงข้าง”

 

หลายปีต่อมา

      พัชราใช้ชีวิตอยู่โรงเรียนประจำประหนึ่งเป็นบ้านของตัวเอง วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังมีกิจกรรมต่างๆ จะได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วงบ่ายวันอาทิตย์คุณครูจะพาไปข้างนอกแต่ต้องกลับมารับประทานมื้อเย็นที่โรงอาหารส่วนตอนปิดเทอมเธอก็อยู่ในโรงเรียนเช่นเดิมรวมไปถึงการตื่นการนอนก็ยังเป็นตารางแต่ที่พิเศษก็คือจะไปไหนก็ได้ในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของโรงเรียนแถมวันอาทิตย์ยังไปข้างนอกได้ทั้งวัน

        สถานะพิเศษของเธอทุกคนรับรู้เป็นอย่างดีแล้วก็มีทั้งคนเห็นใจและคนหมั่นไส้แต่เธอไม่เก็บเอาคำพูดแย่ๆ มาใส่ใจหรอกเพราะแค่นี้ชีวิตก็รันทดพอแล้วโดยไม่ต้องพึ่งวาจาร้ายๆ จากคนอื่น

        ยุพดีคือเพื่อนรัก เพื่อนแท้ เพื่อนซี้ที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ มันเป็นคำพูดง่ายๆ สั้นๆ ของเด็กตัวน้อยที่ใสซื่อและจริงใจ

        “เธอยังมีเรานะเพลง อย่าคิดว่าตัวคนเดียว” ยุพดีบอกพัชราเมื่อเพื่อนกลับมาโรงเรียนหลังจากเสร็จสิ้นงานศพของป้า

        “ขอบใจนะแยม” พัชราตัวน้อยในวันนั้นกอดเพื่อนรักแล้วร้องไห้อยู่นาน

        “ติ๊ดๆ” เด็กสาวอมยิ้มกับหน้าจอมือถือเพราะคนที่กำลังคิดถึงส่งข้อความมาหาพอดี

เริ่มต้นแชท

แยม: ทำไรอยู่

เพลง: เล่นสกี ขี่ยูนิคอร์น

แยม: ไอ้บ้า วันนี้กินไร

เพลง: ต้มยำกุ้งกับผัดผักรวมมิตร ส่วนผลไม้มีเงาะ กินจนพุงจะแตกสงสัยกระโปรงคับแน่ๆ ตอนเปิดเทอม

แยม: เหงาไหมแก

เพลง: ไม่อ่ะ แกล่ะอยู่ฮ่องกงสนุกไหม

แยม: ก็งั้นๆ อ่ะ พ่อพาแฟนใหม่มาช้อปปิ้งแกก็รู้ว่าฉันไม่ได้บ้าช้อปแต่ซื้อช็อกโกแลตไปเพียบเลย

เพลง: หูยยยยย อยากให้เปิดเทอมเร็วๆ จัง

แยม: คิดถึงฉันใช่ไหมล่า

เพลง: เปล่าอยากได้ของฝาก ฮ่าๆๆๆ

แยม: ไอ้บ้า ไม่คุยด้วยแล้ว

เพลง: โอ๋ๆๆ ล้อเล่นน่า คิดถึงแกสิ ว่าแต่พี่บอมโทรมาหารึยังจ๊ะวันนี้

แยม: แสนรู้

เพลง: แน่นอน

แยม: เฮ้ย ! เพลง แค่นี้ก่อน พ่อเรียก

เพลง: เคๆ

จบแชท

        เด็กสาวกดปิดแอปพลิเคชันแล้วมองภาพพักหน้าจอที่เป็นรูปของเธอกับเพื่อนแล้วยิ้มจนหน้าบาน เธอผ่านวันเวลาที่แสนเศร้าและโหดร้ายมาได้ก็เพราะเพื่อนคนนี้จริงๆ

 

                                       ตอนที่ 6 ตัวร้ายตายยาก

        “สวัสดีค่ะ คุณเพชรรัตน์ใช่ไหมคะ” หญิงสาวรับสายด้วยความประหลาดใจเพราะเบอร์ที่โทรเข้ามาไม่ใช่เบอร์คนรู้จัก

        “ใช่ค่ะ” เธอตอบกลับไป

        “ทราบมาว่าคุณพลอยรพีเสียไปได้หลายปีแล้ว ตอนนี้มีเพียงคุณคนเดียวที่เป็นญาติของเธอ”

        “ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าติดต่อเรื่องอะไรคะ”

        “ดิฉันเป็นนายหน้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินให้คุณพลอยรพีค่ะ แล้วตอนนี้ที่ดินผืนข้างๆ กำลังจะมีการก่อสร้าง จึงอยากให้คุณมาเป็นตัวแทนในการชี้แนวเขตที่ดินค่ะ”

        “ที่ดินผืนไหนคะ”

        “ที่เชียงใหม่ค่ะ อำเภอเมืองไม่ทราบว่าคุณเพชรรัตน์สะดวกไหมคะ” เมื่อได้ฟังคำตอบเพชรรัตน์ก็ตาโตหูผึ่งทันที ยัยน้องสาวไปแอบซื้อที่ดินไว้เมื่อไหร่แล้วทำไมเธอไม่เห็นรู้เรื่อง

        “สะดวกค่ะ นัดวันมาได้เลย” หญิงสาวตอบแล้วกดวางสายด้วยตัวสั่นระริก

 

ที่โรงเรียนของพัชรา

      สุดาพลิกโฉนดที่ดินไปมาด้วยความกังวล เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากังวลเรื่องอะไรแต่ในใจมันสังหรณ์ว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในไม่ช้า อีกสองเดือนพัชราก็จะอายุครบสิบแปดปีเต็มซึ่งเธอต้องแจ้งเรื่องที่ดินให้นักเรียนทราบ

        “คุณครูครับ” พนักงานรักษาความปลอดภัยเรียกสุดา

        “มีอะไรจ๊ะลุง”

        “มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอพบหนูเพลงครับ เธอบอกว่าเป็นป้า ผมให้รออยู่ที่ประตูครับเพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

        “เดี๋ยวฉันออกไปดูเองจ้ะ ขอบใจลุงมากนะจ๊ะ”

        “สวัสดีค่ะ มาพบพัชราเหรอคะ” สุดาทักทายหญิงสาวที่เธอจำได้ไม่มีวันลืมเพราะที่งานศพของเพื่อนรัก เธอทำกิริยาไม่งามไว้มากมาย ตลอดสิบปีป้าคนนี้ไม่เคยมาเยี่ยมหลานแม้แต่ครั้งเดียวแล้ววันนี้ลมอะไรหอบมาหรือสิ่งที่เธอกังวลมันจะเป็นเรื่องจริง

        “ใช่ค่ะ ยัยเพลงอยู่ไหนล่ะคะ ทำไมไม่ออกมาหาป้า” เพชรรัตน์ถามแล้วเอามือโบกไปมาเพราะอากาศตรงนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกิน

        “ดิฉันต้องออกมาดูให้แน่ใจก่อนค่ะ ว่าเป็นผู้ปกครองหรือญาติของเด็กจริงๆ ถึงจะให้เข้าไปพบได้”

        “มันก็มีป้าเหลืออยู่คนเดียวนี่แหละ ในประวัติไม่มีบอกรึไง”

        “มีกรอกในประวัติค่ะแต่ไม่เคยเห็นป้าที่เป็นญาติเพียงคนเดียวมาหาหลานสักที นับไปนับมาก็สิบปีพอดีเลยค่ะ”

        “ก็ฉันไม่ได้ว่างแถมมันยังถ่อมาเรียนถึงนี่ ใครจะเทียวไปเทียวมาได้บ่อยๆ ตกลงจะให้ฉันไปพบมันได้รึยัง”

        “รบกวนแลกบัตรด้วยค่ะ” สุดายื่นมือเพื่อขอบัตรประชาชน เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้จำเธอไม่ได้สักนิด

        เพชรรัตน์มองบริเวณโดยรอบด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่มันโรงเรียนไฮโซลูกผู้ดีมีเงินชัดๆ เด็กนักเรียนล้วนผิวพรรณดี หน้าตาสะสวยหล่อเหลากันทุกคน ยัยหลานสาวมันเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมเพราะมันต้องแพงมหาโหดแน่ๆ

        “นั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ ดิฉันจะไปตามพัชรา”

        สุดาร้อนใจเป็นอย่างมากที่ป้าของหลานสาวมาหาเอาตอนนี้ เธอต้องนำเรื่องยุ่งยากมาให้แน่ๆ แต่ก็ไม่รู้จะจัดการยังไงเพราะเธอก็คือป้าแท้ๆ และมีสิทธิ์ชอบธรรมทุกอย่าง เธอเข้าไปในห้องเรียนของเด็กสาวแล้วกระซิบกระซาบกับครูที่กำลังสอนอยู่คำสองคำจากนั้นจึงพาตัวพัชราออกมา

        “มีอะไรเหรอคะคุณครู” เธอถามคุณครูที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

        “คุณป้าหนูมาหาจ้ะ”

        “ป้า ป้าใหญ่เหรอคะ” เด็กสาวถามด้วยความประหลาดใจ

        “ใช่จ้ะ เธอรออยู่ในห้องรับรอง”

        พัชราไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงจะดีใจหรือเสียใจดีเพราะมันสับสนไปหมด สิบปีเต็มที่ป้าไม่เคยมาหาแม้แต่โทรสักครั้งก็ไม่มีแต่วันนี้อยู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่บอกกล่าว

        “สวัสดีค่ะ” เด็กสาวไหว้ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ซึ่งป้าก็ยังคงทำหน้าถมึงทึงใส่เธอเหมือนเดิม

        “โฉนดอยู่ไหน” เพชรรัตน์ถามกึ่งๆ ตะคอก

        “โฉนดอะไรคะคุณป้า” พัชราถามกลับและเสียใจเป็นที่สุดที่ป้าไม่ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบสักคำ

        “แกเป็นหลานรักมัน อย่ามาทำเป็นไขสือ ไปเอาโฉนดมาให้ฉัน”       

        “หนูไม่มีโฉนดอะไรทั้งนั้นค่ะคุณป้า”

        “อย่ามาปากแข็ง มันต้องยกให้แกแน่ๆ จะเป็นใครอื่นไปได้”

        “หนูไม่รู้จริงๆ ค่ะ ว่าคุณป้าพูดถึงโฉนดอะไร หนูไปเรียกคุณครูมาช่วยยืนยันดีกว่าค่ะ”

        พัชราขอตัวออกไปแล้วก็พบกับคุณครูที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงประตู เธออธิบายเรื่องที่ป้าพูดให้คุณครูฟังแล้วสุดาก็เม้มปากแน่น ในที่สุดเรื่องที่กลัวก็เกิดขึ้นจริงๆ

        “โฉนดที่ดินอยู่กับดิฉันค่ะ พลอยเขาฝากให้ดิฉันดูแล”

        “คุณครูไม่ใช่ญาติไม่ใช่ครอบครัว ไม่ทราบว่ายื่นมือเข้ามาทำไมคะ” ใจจริงเพชรรัตน์อยากจะถามว่าสาระแนทำไมแต่ก็ยั้งปากไว้

        “ดิฉันเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่เคียงข้างพลอยมาเสมอค่ะ เธอจึงไว้ใจดิฉันมาก”

        “จะสนิทแค่ไหนก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน เอาโฉนดมาให้ฉัน”

        “เห็นจะไม่ได้ค่ะเพราะที่ดินผืนนี้ไม่ใช่ของคุณ”

        “แล้วมันเป็นของใคร ของยัยเพลงเหรอ”

        “ใช่ค่ะ พลอยเขาตั้งใจยกให้เพลงเอาไว้เป็นสมบัติติดตัวเพราะแกไม่มีใครเลย” สุดาจงใจย้ำคำว่าไม่มีใครให้ชัดๆ เผื่อคุณป้าของเธอจะเข้าใจ

        พัชรานั่งฟังบทสนทนาแบบงงๆ ที่ดินเหรอ ทำไมเธอไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อน คุณครูก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้สักครั้ง มันคงเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ

        “นายหน้าเขาโทรมาให้ฉันไปชี้แนวเขตที่ดิน ฉันเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์”

        “ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันต่างหากที่มีสิทธิ์ พลอยระบุชัดเจนในพินัยกรรมว่ามีแค่ดิฉันเท่านั้นที่จัดการทุกอย่างแทนเธอได้ระหว่างที่เพลงยังไม่บรรลุนิติภาวะ”

        “แต่ฉันเป็นพี่สาวมันนะ”

        “ใช่ค่ะ พี่สาวที่พลอยไม่ได้เอ่ยถึงเลยในพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย” สุดาตอบแล้วยิ้มน้อยๆ ให้คุณป้าจอมละโมบ

        “ส่วนเรื่องธุระที่ต้องจัดการ ฉันจะติดต่อทนายเองค่ะ คุณไม่ต้องกังวล เชิญกลับบ้านได้เลยค่ะ”

        “นี่แกไล่ฉันเหรอ”

        “เปล่าค่ะแต่ดิฉันคิดว่าคุณคงหมดธุระแล้ว” เพชรรัตน์กระทืบเท้าออกไปด้วยความหงุดหงิด อีหลานสาวมันมีที่ดินผืนงามอยู่หนึ่งผืนใหญ่ๆ ในขณะที่เธอต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนแทบตาย ทุกวันนี้เธออาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กยิ่งกว่ารูหนูเพราะบ้านถูกยึดไปแล้ว แต่นังหลานเสวยสุขอยู่ในโรงเรียนไฮโซแถมมีสมบัติอีกต่างหาก

        “คุณครูคะ ที่ดินอะไรเหรอคะ” สุดาอธิบายทุกอย่างให้พัชราฟัง เด็กสาวร้องไห้เพราะซาบซึ้งใจกับความห่วงใยที่ป้ามีให้

        “ไว้เธออายุครบสิบแปดปี ครูจะพาไปโอนให้ถูกต้องนะ ตอนนี้ครูจะดูแลให้ก่อน อีกแค่สองเดือนเท่านั้นเธอคงรอได้ใช่ไหม ที่ครูไม่บอกเธอเพราะมันเป็นความประสงค์ของพลอย”

        “หนูรอได้ค่ะ แต่หนู…หนู ไม่ได้ตอบแทนอะไรป้าเลย ฮือๆๆๆ” เด็กสาวพูดไปร้องไห้ไป

        “เธอตอบแทนป้ามาตลอดด้วยการทำตามสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ครูภูมิใจในตัวเธอมากนะเพลง พลอยก็ต้องรู้สึกแบบเดียวกับครูแน่ๆ”

        “ขอบคุณนะคะคุณครู” เด็กสาวกอดร่างสูงโปร่งอยู่นานเพราะเธอคือความอบอุ่นเดียวในชีวิต

                                       ตอนที่ 7 นางฟ้าในชุดนักเรียน

        “ป้าขาโตเกียวไส้หวานยี่สิบจ้า” พัชราสั่งแม่ค้าที่ขายขนมอยู่ริมรั้วโรงเรียน ถึงอาหารการกินจะมีไม่ได้ขาดแต่ขนมหวานที่ไร้ประโยชน์แบบนี้มันจำเป็นต่อจิตใจนัก

        “จบไปแล้ว ป้าคิดถึงแย่เลยหนูเพลง” แม่ค้าร่างท้วมคุยกับลูกค้าประจำด้วยความคุ้นเคย

        “หนูก็คิดถึงป้าจ้ะ” เด็กสาวตอบแล้วครุ่นคิดถึงอนาคต

        อีกไม่กี่เดือนเธอก็ต้องออกไปมีชีวิตของตัวเอง บ้านหลังเก่าคงทรุดโทรมน่าดูแต่ก็ดีกว่าไม่มีที่ซุกหัวนอนเลย คุณครูสุดาบอกว่าจะไปช่วยจัดการเรื่องการย้ายเข้าเธอก็เบาใจไปมากโข ตลอดสิบปีเธอไม่เคยกล้ากลับไปที่บ้านหลังนั้นเลยสักครั้งเพราะทำใจไม่ได้กับความทรงจำมากมายที่มีร่วมกับมารดาและป้าที่แสนดี

        “สุดถนนนี่ก็โรงเรียน นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย” ผู้ชายคนหนึ่งคุยกับเพื่อนของเขา

        “แต่เด็กต้องกินขนมนะมึง ดูนั่น ขนาดลูกคนรวยยังกินขนมโตเกียวอันละสองบาทเป็นกับเขาด้วย” ผู้ชายอีกคนตอบแล้วคนที่ทักท้วงว่าถนนแห่งนี้เงียบเกินไปก็มองไปที่รถเข็นขายขนมแล้วก็เจอกับบางสิ่งที่ขาวออร่ากระแทกตาเต็มๆ

        “เออ ใช่ ขาวมาก” ชายหนุ่มคนนั้นเพ้อเหมือนคนเมาแดด

        “เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ พรากผู้เยาว์ติดคุกหัวโตนะมึง”

        “ไม่เป็นไรกูรอได้” ชายคนที่เพ้อพูดต่อ

        “ได้แล้วหนูเพลง ป้าต้องไปเฝ้าพี่สาวผ่าตัดนะไม่ได้มาสิบวันเลย” แม่ค้ายื่นขนมให้เด็กสาวและแจ้งข่าวไปด้วย เธอจะได้ไม่ออกมารอเก้อเพราะหนูเพลงชอบกินแค่โตเกียวเท่านั้นเธอไม่เคยซื้อขนมอื่นเลย

        “เดินทางปลอดภัยนะคะแล้วก็ขอให้พี่สาวคุณป้าหายไวๆ ด้วยค่ะ” เมื่อได้ขนมพัชราก็เดินกลับเข้าตึกไป โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าทำให้ใครคนหนึ่งตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

        “จะไปไหน รถอยู่ทางนี้” ชายหนุ่มรั้งเพื่อนให้เดินกลับมาด้วยกัน

        “ไอ้แดน ! นั่นมันโรงเรียน มึงเข้าไปไม่ได้” เขาพูดจนเกือบเป็นตะโกนเมื่ออีกคนยังคงเดินล่องลอยไปทางนั้น

        ดนุภัทรเพิ่งรู้ว่าอาการหลงเสน่ห์ดั่งต้องมนต์มันเป็นยังไง อยู่ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นก็เป็นจุดโฟกัสเดียวในสายตา ไม่ว่ารอบข้างจะมีใครแต่เขาก็เห็นแค่เพียงเธอ นี่มันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่ๆ ตอนแรกเขาไม่อยากรับงานด้วยซ้ำเพราะมันไกลเกินไปแถมยังได้ค่าแรงน้อยอีกต่างหากแต่มันดีตรงที่มีเหล้ากินฟรีถึงได้ตอบตกลง

        “เป็นเอามากนะมึง เห็นเด็กๆ สาวๆ หน่อยไม่ได้ เพ้อเป็นโดนมนต์ดำ”

        “มนต์ดำเชี่ยไร มนต์ขาวชัดๆ ออร่าท้าแสงซะขนาดนั้น มึงเห็นไหมไอ้กิจ น่ารักโคตรๆ น่ารักเหี้ยๆ ยังกะนางฟ้า”

        “เห็นแล้วก็เห็นด้วยว่าเด็กโคตรๆ เด็กเหี้ยๆ”

        “กูไม่รีบ กูบอกแล้วกูรอได้”

        “ทำยังกะจะเจอเขาอีก”

        “ต้องเจอสิ ร้านมึงอีกตั้งเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ กูจะมาเฝ้าหน้าโรงเรียนทุกวันเลย”

        “แล้วแต่มึงเลยครับ ไปได้ยัง ร้อนจะตายห่าแล้วเนี่ย”

        ดนุภัทรคือวิศวกรหนุ่มโสดวัยสามสิบห้าปี เขาเป็นฟรีแลนซ์ที่คนรุ่นใหม่ชอบใช้เรียกกันแบบเท่ๆ หรือแปลเป็นไทยว่าทำงานแบบอิสระ เขาเคยทำงานกับบริษัทชั้นนำเบอร์ต้นๆ ของประเทศตอนจบใหม่ ความกดดันทำให้เขาอึดอัดแต่มันก็ไม่เท่ากับการแบ่งพรรคแบ่งพวกใครเลียเก่งก็ได้เลื่อนขั้นไวซึ่งเขาไม่ใช่พวกชอบประจบประแจงจึงตัดสินใจลาออกมารับงานเองแรกๆ ก็กระท่อนกระแท่นแต่ผ่านไปสองปีทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทางเพราะได้รับการแนะนำแบบปากต่อปาก

        วันก่อนธนกิจหรือไอ้กิจเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยโทรมาบอกว่ากำลังจะเปิดร้านขายขนมหวานและเครื่องดื่ม เขาก็บอกปัดไปเพราะเพิ่งเสร็จงานใหญ่ได้สองวันจึงอยากจะพักก่อนแต่ข้อเสนอที่แสนยั่วยวนว่าจะมีเหล้าให้ดื่มแบบไม่อั้นก็ทำให้เขาพ่ายแพ้ยอมขับรถออกจากเมืองกรุงมาหามันที่นี่

        “กูอยากให้มีน้ำอยู่กลางร้าน น้ำพุ บ่อน้ำ บ่อปลา อะไรก็ได้” ธนกิจคุยกับเพื่อนระหว่างทางกลับ

        “ร้านมึงใหญ่ทำบ่อไว้ตรงกลางแล้วข้างๆ ก็วางโต๊ะจะได้มีมุมเยอะๆ มุมข้างกระจก มุมบาร์ตรงเคาน์เตอร์ มุมข้างสระ ข้างหน้าก็คงจะตั้งได้สักสองสามโต๊ะ แบ่งเป็นโซนเอ้าดอร์เผื่อคนที่มากับสัตว์เลี้ยง”

        “เออ ! ไม่ได้คิดถึงโซนเอ้าดอร์เลย ดีๆ คนสมัยนี้เลี้ยงหมาแมวกันเหมือนลูกเยอะแยะเลย” ธนกิจว่าที่เจ้าของร้านเห็นด้วย

        “แล้วแฟนมึงไม่มาเหรอวันนี้”

        “ส้มมาได้แค่วันอาทิตย์หยุดงานวันเดียว รอดูก่อนว่าร้านมันจะยังไงถ้าไปได้ดีส้มก็คงลาออกมาทำร้านเต็มตัว ตอนนี้กูก็คลำๆ ไปก่อนแล้วก็ประกาศรับสมัครพนักงานไว้แล้วห้าคน เพื่อนส้มก็ช่วยคัดให้เพราะเขามีร้านไอติมที่กรุงเทพ”

        “ดีเนอะ ได้วางแผนอนาคตกับคนที่รัก” ดนุภัทรบอกแล้วมองไปนอกหน้าต่าง เขาเองล้มเหลวกับความรักมาถึงสองครั้งผ่านมาสามปีแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ลงเอยพบรักแท้กับใคร เมื่อนึกถึงเด็กหญิงคนนั้นก็ยิ่งหดหู่เพราะเธอคงไม่ชอบคนที่แก่กว่าเป็นสิบๆ ปีหรอก

        “เอาน่า เดี๋ยวก็ถึงเวลาของมึง” ธนกิจตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ

        ดนุภัทรทำงานด้วยความตั้งใจเพราะรู้ว่าเพื่อนลงแรงและลงทุนทั้งหมดที่มีในชีวิตให้ร้านแห่งนี้และมันคืออนาคตของเพื่อนกับคนรักด้วย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเขาคิดว่าร้านต้องไปได้ดีแน่ๆ เพราะทำเลดีเห็นวิวภูเขา ยิ่งวันไหนอากาศหนาวก็จะได้ชมสายหมอกระยอดเขาระหว่างเพลิดเพลินกับขนมอร่อยๆ

        ชายหนุ่มทำงานอยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ ด้วยความตั้งใจแต่จะมีแวบหายไปสองเวลาคือช่วงพักเที่ยงกับสี่โมงตรงเพื่อไปดักเจอนางฟ้าในชุดนักเรียนแต่โชคก็ไม่เข้าข้างสักนิด เขาไม่เจอเด็กคนนั้นอีกเลยไม่ว่าจะเฝ้าอยู่นานขนาดไหนก็ตาม ช่วงวันท้ายๆ เขาลงทุนไปนั่งรอตอนเช้าก่อนเข้าเรียนแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ

 

ติดตามให้จบในอีบุ๊ค ขายที่ mebmarket.com

ค้นหาด้วยชื่อเรื่อง "สัญญาผูกรัก"

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...