น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

นิยาย : หยุดตะวัน...ซ่อนรัก(ษ์)

อ่าน 1,388
วิจารณ์ 3
แนว:
จำนวน:
34 ตอน
แต่งเมื่อ:
วันที่ 10 ธ.ค. 2559 18:14 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง AnnSt
ขีดเขียนฝึกหัด (75)
เด็กใหม่ (5)
เด็กใหม่ (0)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1. อดีตอันปวดร้าว

เขียนเมื่อ วันที่ 10 ธ.ค. 2559 18:32 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 20 ม.ค. 2560 10:29 น. โดย เจ้าของบทความ )

•»

          ปัง! ปัง! ปัง!

          เสียงปืนสามนัดติดดังขึ้นพร้อมกับร่างหญิงวัยกลางคนค่อย ๆ ลงไปกองกับพื้นหน้าบ้าน โดยมีเด็กน้อยวัยสี่ขวบยืนอยู่ข้าง ๆ และชายอีกคนอยู่ด้านหลัง ทั้งสามคนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อว่าเหตุการณ์เหมือนฝันร้ายนี้เป็นเรื่องจริง

          “เดือน!” ชายวัยกลางคนเรียกชื่อพร้อมวิ่งไปหาภรรยาซึ่งนอนอยู่ท่ามกลางหยดเลือดไหลริน แต่อีกฝ่ายห้ามไว้

          “อย่าเข้ามา พี่วิชา พาลูกหนีไป ไม่ต้องห่วงเดือน”

          วิชาไม่สนใจคำทัดทานนั้น วิ่งไปคว้าลูกมาอุ้มไว้พร้อมประคองคนเจ็บให้ลุกขึ้น แต่เพราะกระสุนเข้าจุดสำคัญทุกนัดแสงจันทร์จึงไม่สามารถยืนได้อย่างใจนึก และขณะนั้นเอง มัจจุราชสามคนในชุดหนังสีดำสนิทเริ่มเคลื่อนตัวจากพาหนะมาทางทั้งสามคน

          “รีบไปสิพี่ ไม่ต้องห่วงเดือน” แสงจันทร์พูดเสียงดังเท่าที่ทำได้ ผลักให้วิชาลุกขึ้นเพื่อพาลูกหนีไป แต่อีกฝ่ายยังคงส่ายหน้า ทั้งที่เวลาในการตัดสินใจเหลือน้อยลงทุกที

          “ไม่! ถ้ารอด เราต้องรอดด้วยกัน ถ้าตาย...ก็ตายด้วยกัน!”

          “พี่วิชาฉันขอร้อง พาวรรณหนีไปเถอะนะ ฉันรู้ตัวว่าไม่ไหว ถ้าไปด้วยกันจะเป็นภาระของพี่เปล่า ๆ” แสงจันทร์พูดทั้งน้ำตา มองลูกน้อยก็พบว่าดวงตากลมโตมีน้ำตาไม่ต่างกัน เอื้อมมือเปื้อนเลือดซับน้ำตาให้ลูกพลางบอก “วรรณ เป็นเด็กดีนะลูกนะ ตั้งใจเรียนนะ”

          เด็กน้อยร้องไห้หนักกว่าเดิมพร้อมโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ จนแสงจันทร์ปล่อยโฮตามไปด้วย

          “หมดเวลาของครอบครัวแล้ว ต่อไปเป็นเวลาตายของพวกมึง!”

          ทั้งสามหันไปหาต้นเสียง พบชายฉกรรจ์คนหนึ่งกำลังเล็งปืนมาทางพวกเขา ทางหน้าต่างเริ่มมีควันสีดำลอยเข้ามาจนภายในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมัน วิชากับแสงจันทร์รู้ทันทีว่าอีกสองคนทำการวางเพลิงบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว และแน่ใจยิ่งขึ้นเมื่อแกลอนน้ำมันขนาดสิบลิตรถูกเหวี่ยงเข้ามาในบ้าน น้ำมันจำนวนหนึ่งราดไปบนพื้นไม้ขัดมันจนนอง

          “พวกแกเป็นใคร!” วิชาพยายามถ่วงเวลาพร้อมเหลือบหาสิ่งที่พอช่วยให้พวกเขารอดไปได้ มือข้างหนึ่งกุมมือเริ่มเย็นของภรรยา อีกข้างกอดลูกแน่น ควันเข้ามาในบ้านมากขึ้นจนเด็กน้อยสำลักควันอย่างน่าสงสาร ตัวบ้านทำจากไม้เริ่มส่งเสียงเนื่องจากได้รับความร้อน และคาดว่าจะคงรูปเป็นบ้านได้อีกไม่นาน

          “อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลยน่า ไอ้วิชา หรือเที่ยวไปสร้างศัตรูไว้ทั่ว จนไม่รู้ว่าใครส่งพวกกูมาเลยรึ”

          และในจังหวะนั้นวิชาฉวยของเล่นไม้ได้ เขาขว้างไปยังใบหน้าชายฉกรรจ์ทันที จนเกิดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนพยายามประคองภรรยาให้ลุกขึ้น

          ชายฉกรรจ์ปาดเลือดบริเวณเหนือคิ้วสะบัดลงพื้น สบถอย่างเกรี้ยวกราดเมื่อคนใกล้ตายกล้าทำแบบนี้ “ไปตายเสียเถอะมึง!”

          ปัง!

          แสงจันทร์ลงไปกองกับพื้นตรงหน้าสามีและลูกน้อย วิชาเบิกตากว้าง นั่งข้างภรรยาเพื่อเขย่าร่างแน่นิ่งนั้น “เดือน! ลืมตาขึ้นสิเดือน”

          “ทีนี้ก็เหลือแค่มึงกับลูก กูให้โอกาสเลือก ว่าใครจะตายก่อน”

          “ลูกกูไม่เกี่ยว ถ้าจะฆ่าก็ฆ่ากูคนเดียว” วิชาพูดเสียงดัง กอดกระชับลูกน้อยที่ร้องไห้อยู่กับอกแน่นขึ้น

          ชายฉกรรจ์ระเบิดหัวเราะ เล็งปืนไปยังเด็กน้อย แต่ไม่ทันลั่นไก คานไม้ท่วมไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉานไม่ต่างจากส่วนอื่นในบ้านก็หล่นลงมาตรงกลางระหว่างวิชากับลูกและชายฉกรรจ์

          วิชาอาศัยช่วงชายฉกรรจ์ยกแขนทั้งสองบังหน้าให้พ้นจากความร้อน อุ้มลูกหนีออกไปทางหลังบ้าน ซึ่งพอมีส่วนที่ไฟไหม้ไม่แรงนัก ออกมาได้ไม่ไกล บ้านสองชั้นก็ไม่เหลือสภาพบ้านอีกต่อไป กลายเป็นกองไม้ท่วมไปด้วยเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง...แต่ดูเหมือนเจ้าของผลงานยังไม่พอใจที่เจ้าของบ้านยังมีลมหายใจอยู่...

          ชายฉกรรจ์ทั้งหมดวิ่งตามมา ก่อนลั่นไกอย่างไม่ลังเล กระสุนพุ่งตรงเข้าไหล่ขวาของวิชาพอดี แม้เจ็บแค่ไหน...วิชาก็ต้องวิ่งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

          “เฮ้ย! ไอ้วิชาอยู่นั่นไง” เสียงตะโกนของชายฉกรรจ์ทำให้วิชาหันไปมองและสะดุดรากไม้จนเซถลา ยังดีที่สามารถทรงตัวไว้ได้

          ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

          เสียงปืนดังถี่ ๆ ทำให้เด็กน้อยร้องไห้หนักกว่าเดิม จนวิชาต้องกระชับอ้อมกอดพร้อมปลอบประโลม “ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อไม่ปล่อยให้วรรณเป็นอะไรแน่นอน”

          วิชาวิ่งเข้าป่าเรื่อย ๆ จนแน่ใจว่าเหล่าชายฉกรรจ์ตามไม่ทันด้วยตอนนี้ค่อนข้างมืด มีเพียงแค่แสงเดือนและดาวส่องทาง เขาชำนาญพื้นที่กว่าเพราะเคยสำรวจจึงได้เปรียบ วิชากวาดตามองรอบ ๆ เพื่อหาที่ที่สามารถให้เขากับลูกซ่อนตัวได้ แต่มีเพียงไม้ยืนต้นลำต้นสูงโปร่งอย่างยูคาลิปตัสซึ่งเป็นของโรงงานกระดาษแห่งหนึ่ง จึงไม่สามารถเป็นแหล่งหลบภัยให้คนร่างใหญ่อย่างเขาได้

          เสียงกระสุนถากผิวยูคาลิปตัส ทำให้วิชากอดลูกแน่นพร้อมเร่งฝีเท้า ด้วยไม่แน่ใจว่าพวกมันสุ่มยิงหรือเห็นพวกเขาเข้าแล้ว ตัวเขาน่ะ ถึงตายก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ลูกที่กำลังร้องไห้ราวกับจะขาดใจต้องปลอดภัย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีหน้าไปพบแสงจันทร์!

          วิชาพิงหลังกับต้นยูคาลิปตัสเพื่อพักหอบหายใจเมื่อเสียงปืนห่างออกไป เงยหน้ามองผืนฟ้าพร่างพราวด้วยดวงดาวนับล้านดวง แต่มีเพียงดวงเดียว... ดวงที่ส่องแสงเจิดจ้าที่สุด ซึ่งเขากับแสงจันทร์เคยจับจองให้เป็นดาวประจำตัวของเด็กหญิงวรรณนิการ์

          วิชาเพิ่งรู้ตัวว่าร้องไห้ตอนมือเย็นเฉียบของคนในอ้อมกอดเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้ทั้งที่แก้มน้อย ๆ ก็ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำตาไม่ต่างกัน เห็นแบบนี้แล้ว ยิ่งต้องเงยหน้าเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลอีก นี่เขาอ่อนแอขนาดนี้เลยหรือ...

          วิชาออกวิ่งอีกครั้งทั้งที่ขาอ่อนแรงเต็มที ความหวังว่าจะรอดเริ่มเลือนรางเพราะพวกมันสาดกระสุนมาอีกครั้ง

          หากมีคนถามว่าความหวังในตอนนี้คืออะไร เขาจะตอบทันทีว่า...ไม่มี ไม่มีความหวังอะไรทั้งนั้น ไม่มีเลยจริง ๆ เกี่ยวกับตัวเขาน่ะนะ แต่ที่หวังน่ะ เกี่ยวกับคนในอ้อมกอดต่างหาก เขาหวังแค่เด็กหญิงวรรณนิการ์ปลอดภัย เพียงแค่นั้น...แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม

          โครม!

          วิชาสะดุดกิ่งไม้จนกลิ้งลงไปในสระน้ำเก่า ๆ ซึ่งตอนนี้มีเพียงต้นไม้ใบหญ้าปกคลุมจนลกไปหมด

          “เฮ้ย! หาให้ทั่ว กูว่ามันต้องอยู่แถวนี้แหละ” เสียงชายฉกรรจ์ดังเหนือขอบสระ

          วิชากอดลูกแน่นพร้อมแตะนิ้วกับปากเพื่อส่งสัญญาณว่าอย่าส่งเสียง เด็กน้อยให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยการยกมือปิดปากตัวเอง จนคนเป็นพ่อแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

          วิชาคิดว่าที่วรรณนิการ์แสดงความกลัวไม่มากนักเพราะมีเขาอยู่ด้วย เขากับแสงจันทร์บอกเสมอว่า ‘ถ้ามีพ่อกับแม่อยู่ข้าง ๆ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่จะปกป้องลูกเอง’

          ก่อนหน้านี้..วิชาไม่รู้ว่าวรรณนิการ์เข้าใจหรือเปล่า แต่เท่าที่เห็นตอนนี้ เขาเชื่อว่าลูกน้อยเข้าใจคำพูดนั้น...

          “เสียงอะไรวะ! ไอ้ปื้ด ไปดูซิ”

          วิชาควานหาท่อนไม้หรืออะไรสักอย่างเพื่อเอาไว้ป้องกันตัว หลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงมาจากขอบสระ

          “พี่ เจอแล้ว!”

          วิชากระชับท่อนไม้ที่ควานจนเจอแน่น แม้รู้ว่าไม่มีทางสู้ปืนได้ แต่ดีกว่ายอมเป็นเป้านิ่งให้พวกมันยิง

          “ไหนวะ! มันอยู่ไหน” ผู้เป็นหัวหน้าถามพร้อมวาดปืนไปทั่วบริเวณสระ

          “ไม่ใช่ไอ้วิชา ฉันเจองู!” จบคำนายปื้ดก็รีบกระโดดขึ้นไปทันที

          หัวหน้าชายฉกรรจ์ตบนายปื้ดอย่างแรงหลังจากเห็นว่างูตัวที่ทำให้ลูกน้องร้องลั่นเป็นแค่งูเขียว “งูตัวแค่นี้มึงร้องหาป้ามึงหรือ ลงไปดูใหม่”

          “ไม่เอา มีตัวเล็กมันก็ต้องมีตัวใหญ่ พี่ลงไปเองเถอะ”

          “นี่มึงกล้าเถียงกูหรือวะ” หัวหน้ากลุ่มกำลังจะตบนายปื้ดอีกที แต่เสียงชายฉกรรจ์อีกคนขัดขึ้นเสียก่อน

          “พี่อัด ฉันเห็นไฟรถตำรวจ”

          นายอัดหันไปตามที่ลูกน้องบอกก็เห็นว่าเป็นจริงตามนั้น สบถเสียงดังก่อนยิงปืนไปในสระอีกสามนัดเป็นการปิดท้าย แล้วจึงกลับไปหาพวกพ้องตามที่นัดกันไว้

          วิชาถอนหายใจหนักหน่วงเมื่อเสียงการเคลื่อนไหวห่างออกไปจนไม่ได้ยิน ยกมือกุมแขนขวาซึ่งรับกระสุนไปแล้วสองนัด โชคยังดี...นัดหลังแค่ถาก ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเลือดก็ไหลไม่ยอมหยุด

          วิชาแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง เมื่อสักครู่พวกนั้นบอกว่าตำรวจมา แต่คนอย่างเขาไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้ ดีไม่ดี...เป็นการเดินไปหาที่ตายด้วยซ้ำ แล้วเขาควรทำอย่างไร...

          “พ่อ” เสียงของลูกน้อยทำให้วิชาก้มมองและพบว่าอีกฝ่ายมองหน้าเขา พร้อมกับร้องไห้อีกครั้ง “แม่...”

          วิชากอดลูกแน่น ร้องไห้เงียบ ๆ อย่างไม่ต้องการให้ลูกได้ยิน เขาไม่รู้ว่าลูกต้องการพูดอะไร...แม่อยู่ที่ไหน...แม่จะตามมาไหม...หรือแม่รอเราอยู่ที่บ้าน...แต่ไม่ว่าคำไหนก็ไม่อยากได้ยิน ไม่เช่นนั้นขาอาจไม่เหลือเรี่ยวแรงให้วิ่งอีกต่อไป

          วิชาคลายกอดพลางเช็ดน้ำตาตัวเองและลูกน้อย อุ้มลูกพร้อมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อนึกถึงสถานที่ที่พอทำให้วรรณนิการ์ปลอดภัย เขายังมีน้องสาวอยู่ไม่ไกลจากที่นี่...

 

          วิชาเกิดในตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยพอสมควรจากการประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ขาย หากพูดถึงร้านครบครันและงานคุณภาพเยี่ยม ร้านของเขาต้องติดหนึ่งในสามของจังหวัดแน่นอน

          วิชาเป็นลูกคนโต มีน้องสาวกับน้องชายอย่างละหนึ่ง ตั้งแต่เด็ก..น้องทั้งสองโดนเปรียบเทียบกับเขาในทุก ๆ เรื่อง พ่อกับแม่ให้เขาที่ทำทุกอย่างได้ดีเป็นมาตรฐาน แน่นอนว่าน้องสู้ไม่ได้เลยจึงโดนบ่นประจำว่าไม่ยอมดูพี่เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เรื่อง..น้องสาวโดนมากกว่าเพราะทำอะไรไม่เป็น พอโดนบ่นมากเข้าเวลามีงานจึงโยนมาให้เขา หาว่าเขาเป็นลูกรัก เป็นคนช่างประจบ...

          หลังจากเขาแต่งงานได้ไม่นาน พ่อแม่ก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่านทั้งสองทำพินัยกรรมไว้แล้ว โดยแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ลูก ๆ เขาได้มากที่สุด อสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นของเขาเพราะเข้าไปช่วยดูแลงานเสมอ น้องชายคนรองนาน ๆ เข้าไปดูที ได้เป็นเงินสดเสียส่วนใหญ่ ส่วนน้องสาวคนเล็ก ไม่ได้อะไรเลย...

          ด้วยเหตุนี้ ทำให้น้องชายไม่ค่อยชอบเขา ส่วนน้องสาว...ถึงขั้นเกลียดทีเดียวเพราะคิดว่าเขาบอกพ่อแม่เรื่องเธอหนีตามผู้ชาย จนทำให้ถูกตัดออกจากกองมรดก ทั้งที่เขาไม่ได้บอก..พวกท่านจ้างนักสืบจนรู้เองทุกอย่าง

          หลังจากเด็กหญิงวรรณนิการ์อายุหนึ่งขวบ เขาตัดสินใจไปทำงานกับเพื่อนสนิทตามที่สัญญากันไว้ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เขายกมรดกทุกอย่างให้น้องชายและน้องสาว แต่น้องสาวปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการของเหลือ ทั้งที่เขาไม่เคยคิดแบบนั้น...

          เขาให้เพราะอยากให้...ให้เพราะทั้งสองเป็นน้อง แม้ไม่มีมรดกเขาก็สามารถเลี้ยงภรรยากับลูกได้ งานที่ทำกับเพื่อนคนนั้นแม้มีความเสี่ยงแต่ค่าตอบแทนก็เหมาะสมและเขาเป็นคนเลือกทำเอง แต่ในเมื่อน้องสาวไม่รับ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกส่งต่อให้น้องชาย

          ถึงถูกน้องสาวแค้นหรือเกลียดแค่ไหน ทุกครั้งที่น้องเดือดร้อน วิชาจะยื่นมือเข้าช่วยเสมอด้วยความเป็นพี่ที่มีในตัว น้องสาวยืมเงินก็ให้ไม่เคยเกี่ยง แต่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้น้องสาวเห็นเขาเป็นพี่ขึ้นมาบ้างหรือเปล่า

          แสงจันทร์...เป็นผู้หญิงใจกว้าง เธอไม่เคยพูด ไม่เคยว่าอะไร ทั้งเรื่องยกมรดกให้น้องชายและช่วยเหลือน้องสาว เด็กหญิงวรรณนิการ์คงไม่ต่างจากแม่ ตั้งแต่เป็นทารกจนถึงทุกวันนี้ก็เลี้ยงง่ายมาตลอด เพราะฉะนั้น..เขาไม่ยอมให้ลูกเป็นอะไรอย่างเด็ดขาด สาบานได้เลย!

 

          วิชาวิ่งมาถึงชุมชนแห่งหนึ่ง มองรอบ ๆ จนแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาจึงเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นของน้องสาวเขาเอง

          “ว้าย! พี่วิชา ไปทำอะไรมาเนี่ย ทำไมตัวมีแต่เลือดแบบนี้” วารีโวยวายหลังจากพี่ชายเข้ามาในบ้านพร้อมลูกที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดพ่อ

          “อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ พี่ฝากวรรณด้วย” วิชาบอกพลางวางลูกน้อยนั่งบนโซฟาเก่า ๆ ใกล้ตัว

          “พ่อ” เด็กน้อยพูดทั้งน้ำตา ชูแขนสองข้างให้พ่ออุ้ม...จนผู้เป็นพ่อคุกเข่าตรงหน้าแล้วดึงลูกน้อยมากอด

          “แล้วพี่จะไปไหน อยู่ดี ๆ เอาลูกมาฝากฉันทำไม นี่ฉันกำลังท้องอยู่แถมไอ้พลทิ้งไปหาเมียน้อยอีก ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกพี่อีกคนหรอก”

          “เดี๋ยวพี่จะหาทางโอนเงินให้ สามล้านคงพอสำหรับค่าดูเลี้ยงดูวรรณ” วิชาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาลูกผู้ชายเอ่อล้นขอบตาอย่างสุดจะกลั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องแยกห่างจากลูกเร็วขนาดนี้ ถ้าเลือกได้...เขาอยากดูแลลูกด้วยตัวเอง ไม่ใช่ฝากคนอื่นแบบนี้ แต่ก็นั่นละ ชีวิตจริงไม่มีคำว่าถ้า...

          “ฉันไม่ได้รังเกียจหลานหรอกพี่ แต่เงินสามล้านไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว เดี๋ยวลูกพี่โตก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะแยะ ไหนจะต้องเรียน...” วารีบอกพลางมองไปทางหลานสาวซึ่งยังคงร้องไห้ในอ้อมกอดพ่อ

          “ไม่มากไปหน่อยหรือวารี พี่ช่วยวารีตั้งกี่ครั้ง ถ้าพี่ไม่ช่วย ป่านนี้วารีอาจต้องนอนอยู่ในคุกแทนบ้านก็ได้” วิชาแค่นยิ้มทั้งน้ำตา ทุกครั้งเมื่อวารีถูกจับเพราะเล่นการพนัน ถ้าไม่มีเขา ใครเล่าจะช่วยประกันตัว

          “ก็ได้ ๆ แค่นี้ทำเป็นทวงบุญคุณ แล้วพี่จะมารับลูกกลับไปเมื่อไหร่!”

          “พี่บอกไม่ได้ แต่ไม่ว่ายังไง พี่จะมารับลูกแน่นอน” วิชาหอมแก้มลูกเนิ่นนาน ไม่รู้จะได้พบกันเมื่อไหร่ หรือได้พบกันหรือเปล่า…

          “เร็ว ๆ หน่อยล่ะ เงินสามล้านมันอยู่ได้ไม่นานนักหรอก”

          “พี่รู้ คนอื่นน่ะอยู่ได้นาน แต่ไม่ใช่สำหรับวารี!” วิชาเสียงดังอย่างเหลืออด ทำไมจะไม่รู้ว่าน้องสาวเอาเงินสามล้านไปทำอะไรบ้าง มันถึงอยู่ได้ไม่นาน

          “พี่วิชา พี่กำลังขอความช่วยเหลือจากฉันอยู่นะ!” วารีแหวขึ้น ถึงเป็นเรื่องจริงก็เถอะใครจะอยากยอมรับ

          “อ้อ แล้วห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าวรรณเป็นลูกพี่” วิชาพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทางน้องสาว โชคดีว่าเขาเพิ่งย้ายมาอยู่แถวนี้ได้ไม่กี่เดือน แถมยังไม่ค่อยอยู่บ้าน...จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักเขากับครอบครัว

          “ทำไมอีกล่ะ”

          “พี่มีเหตุผลที่บอกไม่ได้” วิชามองหน้าลูกน้อย เช็ดน้ำตาให้ด้วยมือสั่นเทา ถอดล็อกเก็ตสีเงินที่เขาและแสงจันทร์มีคนละเส้นสวมให้เด็กหญิงวรรณนิการ์ “อยู่กับอาก่อนนะลูก เดี๋ยวพ่อมารับนะคะ คนเก่ง”

          วิชาวิ่งออกจากบ้านไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง แม้เสียงลูกร้องไห้และพยายามวิ่งตามจนหกล้มทำให้เจ็บปวดแทบขาดใจ แต่ถ้าไม่ไปวรรณนิการ์ก็ไม่ปลอดภัย วิชารีบวิ่งไปทางป่าใกล้ ๆ ทันที หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นตอนเขาเข้าไปในบ้านวารี

          “หึ! มีเหตุผลที่บอกไม่ได้ สงสัยแส่จนได้เรื่องสิท่า สมน้ำหน้าจริง ๆ อยากเป็นเพื่อนกับพวกคนรวยดีนัก” วารีมองเด็กหญิงวรรณนิการ์ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร แต่ไม่ใช่สำหรับเธอ “จะร้องทำไมนักหนา หนวกหู น่ารำคาญ ถ้าไม่ตายเสียก่อน เดี๋ยวพ่อแกก็กลับมา!”

          แม้ไม่เข้าใจสิ่งที่อาสาวพูด แต่เด็กหญิงวรรณนิการ์กลับร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม โดยวารีไม่คิดอุ้มหรือจับหลานให้ลุกจากพื้นเลย เด็กน้อยร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง ดวงตาแดงช้ำมีน้ำตาไหลไม่ขาด มือทั้งสองพยายามผลักประตูที่ล็อกไว้เพื่อออกไปหาพ่อ และสุดท้ายก็หลับไปเพราะความเหนื่อย

          “ฉันถือว่าพี่ช่วยไว้หลายครั้งหรอกนะ ถึงยอมเลี้ยงให้ แต่เลี้ยงได้ดีแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

 

          “อะไรนะ!”

          ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่งพูดเสียงดัง หลังจากลูกน้องรายงานว่าบ้านของวิชาซึ่งเป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนสนิทถูกเผาจนเหลือแต่ตอ ทั้งพบศพถูกเผาคาดว่าเป็นแสงจันทร์ เพราะร่างเล็กเกินกว่าจะเป็นร่างผู้ชายอย่างวิชาและใหญ่เกินร่างของเด็กน้อยอย่างวรรณนิการ์

          “แล้ววิชากับลูกเป็นยังไงบ้าง” เขาถามต่อหลังจากนั่งลงบนโซฟา มือข้างหนึ่งกุมขมับด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน

          “เมื่อคืนมีคนเห็นผู้ชายถูกยิงตกจากสะพาน จากรูปร่างลักษณะที่บอก ผมคิดว่าเป็น..คุณวิชา ชาวบ้านบอกว่าไม่น่ารอดเพราะใต้สะพานน้ำไหลเชี่ยวมาก ส่วนลูกสาวคุณวิชา ตอนนี้กำลังให้คนสืบหา คาดว่าคงเจอในไม่ช้าครับ” ลูกน้องคนสนิทรายงาน แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ

          เขากับวิชาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนและสัญญากันไว้ว่าถ้ามีบริษัทเป็นของตัวเองจะชวนวิชามาเป็นหุ้นส่วนและช่วยกันดูแลจนกว่าบริษัทจะปิดตัวลง ทั้งเขาทั้งวิชาต่างทำตามสัญญานั้น แต่สิ่งหนึ่งที่วิชาทำให้เขาไม่สบายใจคือเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น วิชามักทำตัวเหมือนพนักงานทั่วไป ไม่มีใครรู้ว่าวิชาเป็นผู้ร่วมหุ้นและเพื่อนของเขา ทั้งที่เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าวิชาก็เป็นเจ้าของกิจการนี้เหมือนกัน

          นอกจากงานในบริษัทวิชายังแฝงตัวเข้าไปในบริษัทคู่แข่ง เพื่อดูว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้นำข้อมูลลับต่าง ๆ ไปให้คู่แข่ง มันเป็นเรื่องที่สองที่เขาไม่สบายใจ เขาไม่อยากให้วิชาทำแบบนั้นแต่วิชายืนยันจะทำ และเหมือนเดิมคือไม่อาจเปลี่ยนใจวิชาได้  เขาทำได้เพียงให้คนคอยสืบว่าคู่แข่งรู้ตัวหรือยังว่ามีแกะดำแฝงตัวเข้าไป..จนในที่สุดก็จับตัวหนอนบ่อนไส้ได้...ซึ่งทุกคนมีความเห็นตรงกันว่ามันเป็นผลงานของวิชา

          เขาให้วิชาและครอบครัวย้ายไปอยู่ในที่ที่คิดว่าปลอดภัยจากการตามล่าของศัตรู แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องจะออกมาเป็นแบบนี้ เขาช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้สักอย่าง นอกจากเอาผิดกับคนซึ่งคาดว่าเป็นผู้กระทำให้ถึงที่สุด ตามหลักฐานน้อยนิดในมือ แม้ต้องสู้กับ ‘คนระดับนั้น’ เขาจะทำให้ดีที่สุด...เพื่อตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่วิชาเคยทำให้

          นอกจากนี้ยังทำให้เด็กน้อยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องแยกกับพ่อแม่ หรือกลายเป็นเด็กกำพร้าหากวิชาตายไปแล้วจริง ๆ บาปครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก...

          “ถ้ายังไม่พบศพ อย่าเพิ่งตัดสินว่าเขาตาย ฉันเชื่อว่าเพื่อนของฉันยังมีชีวิตอยู่ ส่งคนตามหาให้ทั่ว ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ฉันจะตามหาเพื่อนให้พบ ไม่ในว่าสภาพไหนก็ตาม ส่วนลูกวิชา...ตามหาให้พบ ฉันจะดูแลให้ดีที่สุด!”

•»
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

8.7
โหวต 8.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 2 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

8.5 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

9 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

8.5 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...