ต้นกล้าผจญภัย (Drama) ตอนศิลปิน-ศิลปะ

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 16.14 น.

  7 ตอน
  0 วิจารณ์
  1,189 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 22.19 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

7) บทที่ 7 (จบ)

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

          มิโซระเริ่มลงสีอย่างสบายอารมณ์ เธอค่อยๆ ผสมสีที่มีอยู่เท่ากัน แล้วปาดระบายลงบนผ้าใบอย่างปล่อยใจไปตามอารมณ์

ต้นกล้าที่นั่งมองอยู่ข้างๆ ด้วยความสนใจ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

          “ทำไมเธอไม่วาดเป็นคน ต้นไม้ หรือตัวอะไรสักอย่างล่ะ? ทาสีมั่วๆ ไปเรื่อยแบบนี้มันสนุกเหรอ?”

          “ไม่รู้สิ... ฉันแค่ทามันลงไปตามอารมณ์ ไม่ยากวาดอะไรที่...”

เธอหยุดชะงัก คำพูดถูกกลืนหายไปเมื่อภาพความทรงจำในอดีตสมัยยังทำงานเป็นผู้ช่วยนักวาดการ์ตูนผุดขึ้นมาในหัว... อดีตที่ต้องวาดตามกรอบ ตามคำสั่ง และเต็มไปด้วยความอึดอัด ก่อนที่เธอจะสลัดมันทิ้งไปแล้วยิ้มออกมา

          “แค่วาดสิ่งที่เป็นตัวฉันในตอนนี้... แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วล่ะ”

ต้นกล้ามองหน้าเธอ สลับกับมองภาพบนผ้าใบ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

          “ตามใจเธอละกัน ทำไปเถอะ... ฉันจะไปหาของกินละนะ” เขาลุกขึ้นเดินจากไป พลางยกมือโบกบายบายอยู่เหนือศีรษะ

มิโซระพยักหน้ารับเบาๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ผ้าใบตรงหน้า

เธอทุ่มเทเวลาให้กับการวาดภาพชิ้นนั้น ใส่ใจในทุกรายละเอียดโดยไม่รีบร้อน ราวกับว่าเธอมีเวลาทั้งชีวิตที่จะบรรจงใส่มันลงไปบนผ้าใบ...

จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่วัน ภาพวาดชิ้นแรกก็เสร็จสมบูรณ์ ท่ามกลางความเงียบสงบและความภาคภูมิใจลึกๆ ในหัวใจของเธอเอง

          “อืม... ฉันว่าเอาผงชูรสโรยลงในหม้อน้ำร้อน ยังดูสวยกว่าภาพนี้เลยนะ” ต้นกล้าจ้องมองภาพวาดด้วยสายตาก็จดจ้อง พลางทำตัวเป็นนักวิจารณ์ศิลปะกิตติมศักดิ์

          “ลุงบ้า!! ... ฉันว่าเหมือนเทผงกาแฟลงในน้ำร้อนมากกว่า ฮ่าๆๆ”

          มิโซระหัวเราะร่า ก่อนจะยกภาพวาดขึ้นไปแขวนไว้บนผนังปูนเปลือยของอาคารร้าง ราวกับมันเป็นภาพวาดตกแต่งผนังราคาแพงในแกลเลอรี

          

          หลังจากวันนั้น มิโซระสั่งห้ามไม่ให้ต้นกล้าไปขโมยของมาอีก เธอเปลี่ยนมาใช้เศษผ้าเก่าๆ ที่ถูกทิ้งขว้างมาทำเป็นผ้าใบแทน เศษผ้าเหล่านั้นมีทั้งรอยเย็บ รอยขาด และรูปทรงเบี้ยวๆ ที่ไม่ใช่สี่เหลี่ยมสมบูรณ์แบบ เธอไปตามแหล่งงานศิลป์และเก็บสีที่ถูกทิ้ง รวบรวมมาเพื่อใช้งานแบบเท่าที่สีจะมีให้ และรูปที่สอง รูปที่สาม และรูปที่สี่ ก็ค่อยๆ ถือกำเนิดตามมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งผนังของตึกร้างเริ่มถูกแขวนด้วยภาพวาดเกือบเต็มพื้นที่ มิโซระบรรจงจัดวางตำแหน่งของแต่ละภาพด้วยตัวเอง เธอยืนมองมันด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจ... ภาพวาดทั้งหมดได้หลอมรวมกลายเป็น 'คอลเลกชันงานศิลป์' ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ

          “อ่า... ดูดีเหมือนกันนะเนี่ย!!” มิโซระพูดพลางยกมือขึ้นเท้าเอว ยิ้มผายมือมองผลงานตัวเอง

          “เหมือนผ้าขี้ริ้วเปื้อนสีมากกว่า... ฉันว่านะ” ต้นกล้ายังคงทำหน้ายียวน ดูยังไงก็มองไม่ออกว่าเป็นงานศิลปะตรงไหน

มิโซระส่งเสียงหัวเราะแล้ววิ่งไล่ตีเขาอย่างสนุกสนานเหมือนอย่างเคย...

ทว่าในระหว่างนั้น เธอสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง... มีคนสองคนกำลังยืนมองเข้ามาในตึกร้าง พวกเขาถ่ายรูปผลงานบนผนังด้วยความสนใจ พลางกระซิบกระซาบพูดคุยกัน ก่อนจะหันมามองทางมิโซระด้วยสายตาระแวดระวัง

          “สวัสดีจ้า! สวยไหม? ฉันวาดเองนะ” มิโซระเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส

นักท่องเที่ยวทั้งสองคนดูลังเลและไม่กล้าพูดคุยกับเธอเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเธออยู่ในสภาพคนไร้บ้าน หรือเสื้อผ้าของเธออาจส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

          “เธอ... เธอเป็นคนวาดเหรอ? ดูดีเลยนะ” คนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ

          “พวกเรากำลังจะไปแล้วล่ะ ขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยนะ เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?” อีกคนถามขึ้น

          “ได้สิ! ตามสบายเลย มันไม่ได้มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว” มิโซระตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะแกล้งพูดเสียงดังเหน็บคล้ายส่งไปให้ใครบางคนข้างๆ

          “หึ... มีใครบางคนบอกว่าภาพพวกนี้เหมือนผ้าขี้ริ้วเปื้อนสีด้วยแหละ!”

นักท่องเที่ยวทั้งสองคนทำหน้ายิ้มแห้งๆ มองเธอก่อนจะรีบเอ่ยปากขอตัวแล้วเดินก้าวฉับๆ ออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว...

  


 

หลายวันผ่านไป...

          ผู้คนเริ่มเดินทางมาที่นี่กันมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามาเพื่อรับชม ‘แกลเลอรีตึกร้าง’ ของมิโซระ หลายคนไม่ได้มีความกลัวต่อคนไร้บ้านเลยสักนิด กลับกัน พวกเขาสนใจ เข้ามาชมภาพวาด ถ่ายรูป และส่งต่อลงบนโลกโซเชียล จนกระทั่งพื้นที่ตรงนี้กลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตในเวลาอันสั้น

          ผลงานอันน่าทึ่งของคนไร้บ้านถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ ทว่ารูปถ่ายที่ถูกส่งต่อกันไปนั้นไม่อาจตอบสนองความใคร่รู้ของผู้คนได้เพียงพอ พวกเขาต้องการมาเห็นของจริงด้วยตาตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินและนักศึกษาสายศิลปะ ที่ต่างพากันเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมผลงาน และหาโอกาสพูดคุยกับมิโซระ

          “คั... คนเยอะเกินไปแล้ว! วุ่นวายจังเลย...” มิโซระชะเง้อคอพยายามสอดส่องสายตามองหาใครบางคน “ลุงงงงง...! ลุงต้นกล้าไปไหนเนี่ย?! มาช่วยกันหน่อยสิ...”

          เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง เพราะต้นกล้ามักจะหายหัวไปทุกครั้งที่มีคนเข้ามาเยอะๆ และปล่อยให้เธอต้องรับมือกับผู้คนที่เข้ามาถามไถ่และขอสัมภาษณ์เพียงลำพัง

          หลังจากนั้น เรื่องราวชีวิตของมิโซระก็ถูกขุดคุ้ยประวัติจนความจริงปรากฏ... คำบอกเล่าที่ตรงไปตรงมา และความรู้สึกที่ไม่แคร์สื่อของเธอ ทำให้สังคมได้รู้ว่าเธอไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นเพียง ‘เหยื่อ’ คนหนึ่งของสังคมเหมือนกับอีกหลายๆ คน แม้กระทั่งชื่อของ ‘อายาเมะ’ ก็ถูกตรวจสอบจนพบว่าเป็นเหยื่อในเหตุการณ์นั้นเช่นกัน

          หน่วยงานต่างๆ เริ่มยื่นมือเข้ามา หวังจะให้การดูแลและเยียวยาชีวิตเธอ ทว่ามิโซระกลับเอ่ยปากปฏิเสธไปทั้งหมด เธอเลือกที่จะใช้อิสรภาพในแบบที่เธอมี

 

 


          แต่แล้ว... บางเรื่องเธอก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

          เพราะสถานที่แห่งนี้กลายเป็นกระแสโด่งดังจนเกินไป ทำให้บริษัทที่เป็นเจ้าของอาคารร้างเริ่มตื่นตัว และเข้ามารักษาสิทธิ์ในที่ดินเพื่อขับไล่คนจรจัดทั้งหมดออกไปจากพื้นที่

          มิโซระไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร เธอพร้อมและยินดีที่จะย้ายออกไปจากที่นี่ เพื่อไปหาที่อยู่ใหม่ร่วมกับลุงต้นกล้า

          ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวเดินจากไป กลุ่มศิลปินและอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้รวมตัวกันเสนอแนวคิดบางอย่างเพื่อช่วยเหลือมิโซระ เพราะพวกเขามองเห็นพรสวรรค์อันเจิดจรัส และอยากสนับสนุนให้เธอได้ใช้ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป

ภาพวาดทั้งหมดบนผนังตึกร้างของมิโซระ ถูกนำมาจัดงานประมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ... และผลงานชุดนั้นก็ถูกเสนอซื้อไปในราคาสูงถึง 18 ล้านบาท

เงินทั้งหมดถูกมอบให้มิโซระนำไปใช้ตั้งตัว เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า... มิโซระไม่ได้เป็นคนบ้า เธอแค่เคยเป็นเพียงคนไร้บ้านคนหนึ่งเท่านั้น

 

          มิโซระนำเงินก้อนแรกไปซื้อบ้านหลังหนึ่ง แล้วลงมือรีโนเวทให้กลายเป็นทั้งที่พักและสตูดิโอส่วนตัวสำหรับสร้างสรรค์งานศิลป์ ทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับเปิดเป็นโรงเรียนสอนศิลปะให้กับผู้ที่สนใจ เธอเริ่มมีพนักงานคอยช่วยดูแลเรื่องบัญชีและการจัดการ ผลงานวาดภาพของเธอถูกจับจองและแย่งซื้อกันยาวล่วงหน้าไปกว่าครึ่งปี

          ทว่ามิโซระเองก็ไม่ได้รีบร้อน เธอใช้เวลากับการสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความสุข เธอมักจะใช้เวลาอยู่กับต้นกล้าเพียงสองคน นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างทำงาน สำหรับเธอแล้ว นี่นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต...

ผลงานของมิโซระมีเอกลักษณ์โดดเด่นและกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เธอกลายเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของคนที่ ‘ไม่ยอมแพ้’ จนกระทั่งได้รับเชิญให้เดินทางไปรับรางวัลระดับนานาชาติที่ต่างประเทศ

          “ฉันจะไปแค่สามวันนะลุงต้นกล้า... ให้อาบน้ำอย่างน้อยวันละครั้งล่ะ แล้วก็ห้ามแอบไปคุ้ยขยะกินอีกเด็ดขาดเลยนะ!” มิโซระกำชับเขาในขณะที่ตัวเองกำลังยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจก

          “รู้แล้วๆ... ปกติฉันก็กินไม่เยอะอยู่แล้ว แค่เศษอาหารก็อยู่ได้ตั้งนานน่า เห็นผักผลไม้สวยๆ ก็ไม่กล้าทำอะไรมัน เสียของเปล่าๆ” ต้นกล้าตอบรับแบบขอไปที ตอนนี้เสื้อผ้าของเขาดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาก เพราะได้รับการดูแลเรื่องสุขอนามัยเป็นอย่างดี

มิโซระอมยิ้ม เพราะเธอรู้ดีว่าต้นกล้านั้นดื้อเกินกว่าจะบังคับได้ เธอไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรอีก ทำเพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นเครื่องบิน

          “เฝ้าบ้านดีๆ นะลุง เดี๋ยวฉันก็กลับมาแล้ว... บาย”

          มิโซระเดินทางไปร่วมงานประชุมและรับรางวัลเกียรติยศที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะได้รับ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และตลอดเวลาที่อยู่ต่างแดน หัวใจของเธอก็ตระหนักและขอบคุณลุงต้นกล้าเสมอ ชายผู้ทำให้เธอได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

          ในเวลานี้... ชื่อของ ‘มิโซระ’ ได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในฐานะศิลปินผู้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

          หลังเสร็จสิ้นงานมอบรางวัล เธอก็รีบเดินทางกลับมาถึงบ้านด้วยความตื่นเต้น หวังจะนำโล่รางวัลไปอวดให้ต้นกล้าดู

          “อยากรู้จริงเลยว่าเขาเห็นแล้วจะพูดว่าอะไร... มันก็แค่แท่งเหล็กเงาๆ หรือของอะไรที่กินไม่ได้อีกแล้ว กันแน่ อิอิ” เธอหัวเราะร่า พลางคาดเดาปฏิกิริยาของเขาไปต่างๆ นานา

ทว่า... บรรยากาศภายในบ้านกลับเงียบสงบ... เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ

....

....

....

          “ลุงงงง...! ฉันกลับมาแล้ว... สงสัยแอบออกไปเดินเล่นมั้ง...”

          มิโซระยืนนิ่งอยู่กลางบ้าน สายตากวาดมองไปรอบๆ ความเงียบเชียบ มือของเธอปล่อยโล่รางวัลราคาแพงตกกระแทกพื้นดัง เคร้ง! โดยไม่คิดจะใส่ใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปยังห้องวาดรูป

...

...

...

          “ลุงต้นกล้า... รู้นะว่าอยู่... ออกมาสิ... แอบหลบอยู่ใช่ไหม...?”

          มิโซระค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้วาดรูป นัยน์ตาของเธอเริ่มสั่นไหวและเหม่อลอย... จิตใจของเธอในตอนนี้กำลังพยายามยอมรับบางสิ่งบางอย่าง... บางสิ่งที่แสนเจ็บปวด และเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากจะยอมรับมันเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา...

             

..

..

..

 

          “ลุง... จะไม่มาอีกแล้วใช่ไหม...?”

          เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ ท่ามกลางห้องวาดรูปอันเงียบสงบ... เงียบสงัดไร้ซึ่งสัญญาณหรือเสียงตอบรับใดๆ กลับมา

มิโซระค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย...

          “ขอบคุณ... นะ...”

 


          ทันใดนั้น... ภาพความทรงจำที่แท้จริงซึ่งเธอเคยหวาดกลัวและไม่อยากยอมรับที่สุด ก็พรั่งพรูไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองทั้งหมด... ตั้งแต่วันแรกที่เธอรู้สึกว่าได้พบกับเขา...

 

          - วันที่โจรสามคนพยายามเข้ามาฉุดเธอ... แท้จริงแล้วไม่ได้มีลุงต้นกล้าเข้ามาช่วยหลับหูหลับตาต่อสู้เลยสักนิด มีเพียงตัวเธอเองที่กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความหวาดกลัวและเสียสติจนพวกโจรตกใจหนีไปเอง

          ...

          - ภาพวันที่เธอแบ่งอาหารให้ชายไร้บ้านหน้าร้านสะดวกซื้อและนั่งพูดคุยอย่างสนิทสนม... ความจริงแล้วตรงนั้นไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเธอที่นั่งพูดคนเดียว ยิ้มคนเดียว ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองมาอย่างประหลาดใจและหวาดหวั่น

          ...

          - ตอนที่เธอพลัดตกน้ำและกำลังจะจม... เธอต้องกระเสือกกระสนสำลักน้ำอย่างบ้าคลั่งและพยายามว่ายเข้าฝั่งด้วยตัวเอง เธอเอื้อมมือไขว่คว้าเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยสองมือของเธอเองทั้งสิ้น

          ...

          - ในวันที่เธอกลายเป็นคนไร้บ้านเต็มตัว... เธอเดินคุ้ยถังขยะเพียงลำพัง นั่งคุยคนเดียว หัวเราะคนเดียว ร้องไห้คนเดียวมาโดยตลอด

          - แม้กระทั่งถุงสีและอุปกรณ์วาดรูป... ก็เป็นเธอเองที่สติหลุดเดินเข้าไปหยิบสีมั่วๆ มาจากหน้าร้านเครื่องเขียน ขอแค่มีสีอะไรก็ได้ให้เธอได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาเท่านั้น...

 

          และในวันนี้... เมื่อทุกอย่างในชีวิตของเธอเริ่มงดงามและมั่นคง กลไกป้องกันตัวและปกป้องจิตใจที่แตกสลายของเธอจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป...

‘ลุงต้นกล้า’ จางหายไป... เพราะบทบาทของเขาหมดลงแล้ว ราวกับตัวตนในจินตนาการนั้นมีความนึกคิดและความปรารถนาดีเป็นของตัวเอง... ที่อยากเห็นเธอยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

          มิโซระลืมตาขึ้น... เธอหยิบพู่กันและขาตั้งภาพขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เธอเคยคิดว่าจะไม่มีวันวาดมันอีกแล้ว

          เธอบรรจงตวัดพู่กันวาด ‘ภาพเหมือน’ ของลุงต้นกล้า... ชายไร้บ้านเนื้อตัวมอมแมมผู้มีรอยยิ้มอบอุ่น เธอจดจำใบหน้า น้ำเสียง และดวงตาคู่นั้นได้เด่นชัดยิ่งกว่าสิ่งใด

          เธอยิ้มทั้งน้ำตา วาดเขาออกมาด้วยความรักและความภาคภูมิใจ... เพื่อเป็นสิ่งย้ำเตือนใจตัวเองตลอดไปว่า...

ครั้งหนึ่ง... ชายคนนี้เคยมีอยู่จริงในหัวใจของเธอเสมอ

 

...

-จบ-

 

 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับเรื่องสั้นเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา