ต้นกล้าผจญภัย (Drama) ตอนศิลปิน-ศิลปะ
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 16.14 น.
7 ตอน
0 วิจารณ์
1,197 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 22.19 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
6) บทที่ 6
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ ต้นกล้าพาเธอไปยังที่พักใต้อาคารร้างแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน ที่นั่นดูไม่มีอะไรมากไปกว่าฟูกเก่าๆ ที่เก็บมาจากกองขยะสำหรับใช้เป็นที่นอน ผ้าห่มหม่นหมองที่ไม่เคยผ่านการซักแต่ยังพอให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืน พร้อมด้วยกระป๋อง ถังน้ำ และขยะต่างๆ ที่พอจะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกนิดหน่อย
“ฉันนอนตรงนี้... ส่วนที่อาบน้ำอยู่น้ำคลองด้านหลัง ห้องส้วมก็ไปเข้าที่ห้องน้ำสาธารณะเอา เธอจะหาฟูกมานอนใกล้ๆ ตรงนี้ก็ได้นะ” เขาชี้ชวน ก่อนจะรีบเสริมขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่บอกไว้ก่อนนะ! กระป๋อง ถังน้ำ ถุงพวกนี้... ห้ามมายืมเด็ดขาด ฉันหวงของ!”
เขายกมือขึ้นมากางกั้นข้าวของพวกนั้นไว้ราวกับมันเป็นของหมุนเวียนราคาแพงที่ห้ามใครแตะต้อง มิโซระมองท่าทางนั้นแล้วหลุดอมยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“งั้นลุงช่วยฉันหาของพวกนี้หน่อยได้ไหม?” มิโซระกวาดสายตามองไปรอบๆ อาคารร้าง ซึ่งบริเวณที่พักของต้นกล้านั้นตั้งอยู่บนชั้นสอง
“ได้สิ! แต่ต้องหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้วนะ” ต้นกล้ายิ้มกว้างพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นอย่างร่าเริง
“อาหารเช้าเหรอ...?” มิโซระทวนคำอย่างสงสัย
“แต่ถ้าเธอไปในสภาพแบบนี้ คงดูไม่เหมือนคนไร้บ้านหรอก เธอเหมือนพวกผู้ประสบภัยมากกว่า เพราะงั้นต้องเปลี่ยนเครื่องทรงก่อน... อ่าฮ้า! ตามมาสิ”
ต้นกล้าจูงมือมิโซระมุ่งหน้าไปยังกองขยะของเมือง เขาช่วยคุ้ยหาเสื้อผ้าที่ขนาดพอดีตัวส่งให้เธอเปลี่ยน เพื่อให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตใหม่ ก่อนจะพาเธอเดินต่อไปยังแถบร้านอาหารในตัวเมือง
บริเวณหลังร้านมีเศษของเหลือทิ้งมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเศษวัตถุดิบสด แม้จะเป็นแค่ร้านเดียว มันก็มีมากพอจะนำมารวบรวมทำอาหารได้หนึ่งมื้อ ทว่าต้นกล้ากลับเลือกหยิบมาเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
“ลุง... นี่หัวไชเท้าอย่างดีเลยนะ เก็บไปตัดส่วนเนื้อที่เหลือดีๆ ก็ได้ซุปถ้วยใหญ่เลย ทำไมไม่เอาไปล่ะ?” มิโซระถามขึ้นด้วยความสนใจ
“เอาสิ หยิบไปได้เลย” ต้นกล้าคว้าเศษวัตถุดิบที่ถูกทิ้งในถังขยะสดใส่ถุงอย่างไม่เกรงกลัวความสกปรก
“แต่เราไม่ได้มาเอาแค่นี้หรอกนะ วันนี้ถือว่าต้อนรับน้องใหม่... ฉันจะพาเธอไปช้อปปิ้ง!” ต้นกล้าหันมาส่งยิ้มตื่นเต้นให้เธอ
“ช้อปปิ้งเหรอ...?” มิโซระทวนคำ ลึกๆ เริ่มรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
ต้นกล้าพาเธอเดินเลาะไปยังหลังร้านอาหารอีกหลายแห่ง แล้วลงมือคุ้ยขยะสดอย่างสบายอกสบายใจ... และนั่นคือความหมายของคำว่า ‘ช้อปปิ้ง’ ในแบบฉบับของเขา
“ร้านอาหารที่เปิดตอนเช้า พวกเขาต้องตื่นมาเตรียมวัตถุดิบกันตั้งแต่ตีสามตีสี่ เพราะงั้นช่วงเวลานี้แหละ สบายเราล่ะ”
เขาหิ้วถุงวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ผักและผลไม้ เดินทอดน้าดด้วยท่าทางผ่อนคลาย มิโซระมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความทึ่ง และมุมมองที่เธอมีต่อชายไร้บ้านคนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย...
หลายวันผ่านไป...
ต้นกล้าพามิโซระเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ ‘ไร้เงิน’ แต่กลับเต็มไปด้วยอิสระ แม้บางวันจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บป่วยเพราะไม่มีเงินไปหาหมอรักษา แต่จิตใจของเธอกลับรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ราวกับได้รับการเยียวยา บาดแผลที่เคยบอบช้ำค่อยๆ สลายไป และจิตใจของเธอก็เริ่มกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง
วันหนึ่ง...
มิโซระนั่งอยู่บนม้านั่งแถวๆ ตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน สายตาของเธอมองออกไปดูผู้คนที่เดินขวักไขว่หาซื้อของ บางคนแต่งตัวดี สวยหรู ดูมีฐานะ บางคนแต่งตัวธรรมดาเรียบง่าย บางคนเร่งรีบเสียจนหน้าตาเคร่งเครียด และบางคนก็เอาแต่ก้มหน้าตอบงานในโทรศัพท์มือถือโดยไม่แม้แต่จะมองผู้คนรอบข้างด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างทำเพื่อตัวเอง เพื่อคนที่รัก และเพื่อประคองชีวิตให้เดินไปตามกฎเกณฑ์ของระบบ...
ตอนนี้ มิโซระมองเห็น “ระบบ” และ “โลก” ของพวกเขาเป็นเพียงวังวนหนึ่ง และตัวเธอในวันนี้ก็ไม่ได้ตกอยู่ในวังวนนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ฉันเคยรีบวิ่งไปซื้ออาหารที่ร้านนั้น เพื่อหอบกลับไปให้ทุกคนที่ออฟฟิศในวันที่งานเสร็จไม่ทันกำหนด... ตอนนั้นมันเครียดมากเลยนะ” มิโซระเอ่ยขึ้นเบาๆ กับต้นกล้า ทว่าสายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังภาพความทรงจำในอดีต ภาพของตัวเองที่เคยเร่งรีบ เคร่งเครียด จนร่างกายทรุดโทรม
“งั้นเหรอ? แต่ฉันว่าฉันเข้าใจพวกเขานะ” ต้นกล้าตอบกลับพลางยักไหล่ “ใครๆ ก็อยากมีเงินเยอะๆ อยากซื้อรถหรูๆ มาขับเล่นกันทั้งนั้นแหละ... แต่พอคิดว่าสุดท้ายแล้วถ้าไม่เหลืออะไรเลย มันก็ชวนให้ขี้เกียจขึ้นมาซะงั้น”
“ลุงเนี่ย... แปลกคนจริงๆ” มิโซระหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “แต่นั่นสินะ... ถ้าคิดว่าชีวิตคนเราไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น เราก็ควรรีบทำสิ่งที่อยากทำ... ซึ่งตอนนี้ ฉันสนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้และพอใจกับมันแล้วล่ะ”
พูดจบ มิโซระก็ก้มลงเก็บก้อนดินสีส้มขึ้นมาจากพื้น แล้วเริ่มขีดเขียนลายเส้นลงบนพื้นปูนตึกร้าง เธอสร้างสรรค์มันออกมาเป็นรูปทรงที่ไม่มีความหมายชัดเจน แต่ทำมันด้วยความรู้สึกโปร่งสบายและมีความสุข
“ว้าว... สวยดีนี่ เธอทำอะไรน่ะ?” ต้นกล้าก้มมองลายเส้นบนพื้นด้วยความสนใจ
“ไม่รู้สิ แค่เอาดินมาระบายเล่น สนุกดีนะ... ลองไหม?”
มิโซระหันไปส่งยิ้มสดใสให้ต้นกล้าพร้อมกับยื่นก้อนดินในมือส่งให้เขา ทว่าต้นกล้ากลับไม่ได้รับมันไว้ เขาทำเพียงยิ้มยียวน แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยลบรูปวาดบนพื้นปูนของเธออย่างแกล้งๆ
“โธ่เอ๊ย! รูปแบบนี้ เอา ‘ตีน’ เขี่ยก็สวยแล้ว ฮ่าๆๆ!” เขาหัวเราะร่วนอย่างร่าเริง
มิโซระทำหน้าแง่งอนแบบน่ารัก เธอขว้างหินก้อนเล็กๆ ใส่ต้นกล้าแล้ววิ่งไล่ตีเขา ทั้งคู่ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศตึกร้างแถวนั้น
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้แต่มองมาด้วยสายตากังวลและหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้คนไร้บ้าน พวกทำได้เพียงรักษาระยะห่างไว้... ตราบใดที่คนบ้าเหล่านั้นไม่ได้ตรงเข้ามาทำร้ายใคร
วันต่อมา...
มิโซระนั่งกินอาหารที่เธอลงมือต้มเองอย่างอารมณ์ดี สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงขยะสภาพยับยู่ยี่ถุงหนึ่งวางอยู่ใกล้กับที่นอนของต้นกล้า มันดูเป็นถุงขยะธรรมดาที่ไม่ต่างจากถุงอื่นเท่าไรนัก ทว่ามันกลับมีความโดดเด่นบางอย่างที่ดึงดูดสายตาของเธออย่างน่าประหลาด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาดู แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าต้นกล้าไม่ชอบให้ใครยุ่งกับของส่วนตัวของเขาก็ตาม
และเมื่อเปิดถุงออก มิโซระก็ต้องเบิ่งตาโตด้วยความประหลาดใจกับสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน...
“สิ... สี... หลอดสีงั้นเหรอ...? แล้วก็พู่กัน...?”
เธองุนงงจนทำตัวไม่ถูก เพราะสี พู่กัน และอุปกรณ์ที่อยู่ในถุงนี้ล้วนเป็นของใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยผ่านการเปิดใช้งานมาก่อน ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังตกตะลึงอยู่นั้น เสียงของต้นกล้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“มิโซระ...! เธอแอบมายุ่งอะไรกับของของฉันน่ะ!!” เขาแกล้งขึ้นเสียงดังเพื่อให้เธอตกใจ แต่สายตาและน้ำเสียงกลับไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย
“ว้าย...! ขอโทษนะลุง... ฉันแค่... ไม่รู้สิ ถุงนี้มันใส่ชุดสีไว้นี่นา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะละเมิด แต่มันดึงดูดสายตาฉันจริงๆ” มิโซระตกใจจนกอดถุงสีไว้แน่น
“อ้อ... รู้แล้วสินะ...” ต้นกล้าทำท่ายักไหล่แก้เขิน “ความจริงฉันว่าจะแอบเอาไว้ให้เธอแปลกใจเล่นน่ะ... คือว่า... ฉันแอบไปขโมยสีพวกนี้มาจากร้านเครื่องเขียนเอามาให้เธอ เพราะงั้นช่วงนี้เธออย่าเพิ่งเดินผ่านแถวร้านนั้นเชียวนะ”
“ลุง...! ลุงไปขโมยสีมาเหรอ?! ฮ่าๆๆ! ลุงบ้าไปแล้ว!” มิโซระหัวเราะจนตัวเกร็ง เธอกดเสียงหัวเราะออกมาเต็มสตรีมเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน ก่อนที่สายตาจะกวาดไปเห็นผ้าใบและขาตั้งวาดรูปผืนใหญ่ที่วางแอบอยู่ข้างๆ ซึ่งดูเหมือนต้นกล้าจะขโมยมันมาพร้อมกัน
“อันนี้ฉันเคยเห็นมันตั้งโชว์อยู่หน้าร้านนี่นา... ลุงไปยกมาทั้งอันเลยเหรอ?! โอ๊ย... ฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีแล้วเนี่ย ลุงบ้า! ฮ่าๆๆ”
“โธ่เอ๊ย! มีแค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว แค่เอามาวาดๆ ถูๆ มันจะเป็นอะไรไปจริงไหม? วาดเสร็จแล้วค่อยเอาไปคืนเขาก็ได้นี่” ต้นกล้าบ่นอุบอิบ
“วาดเสร็จแล้วเขาไม่เอาไปคืนกันหรอกลุง มันคืนไม่ได้!”
น้ำเสียงของมิโซระกังวานสดใส นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงกลับมาเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง เธอหอบขาตั้ง ผ้าใบ และถุงใส่สีลงไปยังชั้น 1 ของอาคารร้างอย่างคล่องแคล่ว แล้วเริ่มต้นจัดวางอุปกรณ์เพื่อเตรียมตัวระบายสีอย่างสบายอารมณ์...
“ฉันนอนตรงนี้... ส่วนที่อาบน้ำอยู่น้ำคลองด้านหลัง ห้องส้วมก็ไปเข้าที่ห้องน้ำสาธารณะเอา เธอจะหาฟูกมานอนใกล้ๆ ตรงนี้ก็ได้นะ” เขาชี้ชวน ก่อนจะรีบเสริมขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่บอกไว้ก่อนนะ! กระป๋อง ถังน้ำ ถุงพวกนี้... ห้ามมายืมเด็ดขาด ฉันหวงของ!”
เขายกมือขึ้นมากางกั้นข้าวของพวกนั้นไว้ราวกับมันเป็นของหมุนเวียนราคาแพงที่ห้ามใครแตะต้อง มิโซระมองท่าทางนั้นแล้วหลุดอมยิ้มออกมา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“งั้นลุงช่วยฉันหาของพวกนี้หน่อยได้ไหม?” มิโซระกวาดสายตามองไปรอบๆ อาคารร้าง ซึ่งบริเวณที่พักของต้นกล้านั้นตั้งอยู่บนชั้นสอง
“ได้สิ! แต่ต้องหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้วนะ” ต้นกล้ายิ้มกว้างพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นอย่างร่าเริง
“อาหารเช้าเหรอ...?” มิโซระทวนคำอย่างสงสัย
“แต่ถ้าเธอไปในสภาพแบบนี้ คงดูไม่เหมือนคนไร้บ้านหรอก เธอเหมือนพวกผู้ประสบภัยมากกว่า เพราะงั้นต้องเปลี่ยนเครื่องทรงก่อน... อ่าฮ้า! ตามมาสิ”
ต้นกล้าจูงมือมิโซระมุ่งหน้าไปยังกองขยะของเมือง เขาช่วยคุ้ยหาเสื้อผ้าที่ขนาดพอดีตัวส่งให้เธอเปลี่ยน เพื่อให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตใหม่ ก่อนจะพาเธอเดินต่อไปยังแถบร้านอาหารในตัวเมือง
บริเวณหลังร้านมีเศษของเหลือทิ้งมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเศษวัตถุดิบสด แม้จะเป็นแค่ร้านเดียว มันก็มีมากพอจะนำมารวบรวมทำอาหารได้หนึ่งมื้อ ทว่าต้นกล้ากลับเลือกหยิบมาเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
“ลุง... นี่หัวไชเท้าอย่างดีเลยนะ เก็บไปตัดส่วนเนื้อที่เหลือดีๆ ก็ได้ซุปถ้วยใหญ่เลย ทำไมไม่เอาไปล่ะ?” มิโซระถามขึ้นด้วยความสนใจ
“เอาสิ หยิบไปได้เลย” ต้นกล้าคว้าเศษวัตถุดิบที่ถูกทิ้งในถังขยะสดใส่ถุงอย่างไม่เกรงกลัวความสกปรก
“แต่เราไม่ได้มาเอาแค่นี้หรอกนะ วันนี้ถือว่าต้อนรับน้องใหม่... ฉันจะพาเธอไปช้อปปิ้ง!” ต้นกล้าหันมาส่งยิ้มตื่นเต้นให้เธอ
“ช้อปปิ้งเหรอ...?” มิโซระทวนคำ ลึกๆ เริ่มรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
ต้นกล้าพาเธอเดินเลาะไปยังหลังร้านอาหารอีกหลายแห่ง แล้วลงมือคุ้ยขยะสดอย่างสบายอกสบายใจ... และนั่นคือความหมายของคำว่า ‘ช้อปปิ้ง’ ในแบบฉบับของเขา
“ร้านอาหารที่เปิดตอนเช้า พวกเขาต้องตื่นมาเตรียมวัตถุดิบกันตั้งแต่ตีสามตีสี่ เพราะงั้นช่วงเวลานี้แหละ สบายเราล่ะ”
เขาหิ้วถุงวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่มีแต่ผักและผลไม้ เดินทอดน้าดด้วยท่าทางผ่อนคลาย มิโซระมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความทึ่ง และมุมมองที่เธอมีต่อชายไร้บ้านคนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย...
หลายวันผ่านไป...
ต้นกล้าพามิโซระเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ ‘ไร้เงิน’ แต่กลับเต็มไปด้วยอิสระ แม้บางวันจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บป่วยเพราะไม่มีเงินไปหาหมอรักษา แต่จิตใจของเธอกลับรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ราวกับได้รับการเยียวยา บาดแผลที่เคยบอบช้ำค่อยๆ สลายไป และจิตใจของเธอก็เริ่มกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง
วันหนึ่ง...
มิโซระนั่งอยู่บนม้านั่งแถวๆ ตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน สายตาของเธอมองออกไปดูผู้คนที่เดินขวักไขว่หาซื้อของ บางคนแต่งตัวดี สวยหรู ดูมีฐานะ บางคนแต่งตัวธรรมดาเรียบง่าย บางคนเร่งรีบเสียจนหน้าตาเคร่งเครียด และบางคนก็เอาแต่ก้มหน้าตอบงานในโทรศัพท์มือถือโดยไม่แม้แต่จะมองผู้คนรอบข้างด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างทำเพื่อตัวเอง เพื่อคนที่รัก และเพื่อประคองชีวิตให้เดินไปตามกฎเกณฑ์ของระบบ...
ตอนนี้ มิโซระมองเห็น “ระบบ” และ “โลก” ของพวกเขาเป็นเพียงวังวนหนึ่ง และตัวเธอในวันนี้ก็ไม่ได้ตกอยู่ในวังวนนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ฉันเคยรีบวิ่งไปซื้ออาหารที่ร้านนั้น เพื่อหอบกลับไปให้ทุกคนที่ออฟฟิศในวันที่งานเสร็จไม่ทันกำหนด... ตอนนั้นมันเครียดมากเลยนะ” มิโซระเอ่ยขึ้นเบาๆ กับต้นกล้า ทว่าสายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังภาพความทรงจำในอดีต ภาพของตัวเองที่เคยเร่งรีบ เคร่งเครียด จนร่างกายทรุดโทรม
“งั้นเหรอ? แต่ฉันว่าฉันเข้าใจพวกเขานะ” ต้นกล้าตอบกลับพลางยักไหล่ “ใครๆ ก็อยากมีเงินเยอะๆ อยากซื้อรถหรูๆ มาขับเล่นกันทั้งนั้นแหละ... แต่พอคิดว่าสุดท้ายแล้วถ้าไม่เหลืออะไรเลย มันก็ชวนให้ขี้เกียจขึ้นมาซะงั้น”
“ลุงเนี่ย... แปลกคนจริงๆ” มิโซระหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “แต่นั่นสินะ... ถ้าคิดว่าชีวิตคนเราไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น เราก็ควรรีบทำสิ่งที่อยากทำ... ซึ่งตอนนี้ ฉันสนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้และพอใจกับมันแล้วล่ะ”
พูดจบ มิโซระก็ก้มลงเก็บก้อนดินสีส้มขึ้นมาจากพื้น แล้วเริ่มขีดเขียนลายเส้นลงบนพื้นปูนตึกร้าง เธอสร้างสรรค์มันออกมาเป็นรูปทรงที่ไม่มีความหมายชัดเจน แต่ทำมันด้วยความรู้สึกโปร่งสบายและมีความสุข
“ว้าว... สวยดีนี่ เธอทำอะไรน่ะ?” ต้นกล้าก้มมองลายเส้นบนพื้นด้วยความสนใจ
“ไม่รู้สิ แค่เอาดินมาระบายเล่น สนุกดีนะ... ลองไหม?”
มิโซระหันไปส่งยิ้มสดใสให้ต้นกล้าพร้อมกับยื่นก้อนดินในมือส่งให้เขา ทว่าต้นกล้ากลับไม่ได้รับมันไว้ เขาทำเพียงยิ้มยียวน แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยลบรูปวาดบนพื้นปูนของเธออย่างแกล้งๆ
“โธ่เอ๊ย! รูปแบบนี้ เอา ‘ตีน’ เขี่ยก็สวยแล้ว ฮ่าๆๆ!” เขาหัวเราะร่วนอย่างร่าเริง
มิโซระทำหน้าแง่งอนแบบน่ารัก เธอขว้างหินก้อนเล็กๆ ใส่ต้นกล้าแล้ววิ่งไล่ตีเขา ทั้งคู่ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศตึกร้างแถวนั้น
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้แต่มองมาด้วยสายตากังวลและหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้คนไร้บ้าน พวกทำได้เพียงรักษาระยะห่างไว้... ตราบใดที่คนบ้าเหล่านั้นไม่ได้ตรงเข้ามาทำร้ายใคร
วันต่อมา...
มิโซระนั่งกินอาหารที่เธอลงมือต้มเองอย่างอารมณ์ดี สายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงขยะสภาพยับยู่ยี่ถุงหนึ่งวางอยู่ใกล้กับที่นอนของต้นกล้า มันดูเป็นถุงขยะธรรมดาที่ไม่ต่างจากถุงอื่นเท่าไรนัก ทว่ามันกลับมีความโดดเด่นบางอย่างที่ดึงดูดสายตาของเธออย่างน่าประหลาด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาดู แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าต้นกล้าไม่ชอบให้ใครยุ่งกับของส่วนตัวของเขาก็ตาม
และเมื่อเปิดถุงออก มิโซระก็ต้องเบิ่งตาโตด้วยความประหลาดใจกับสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน...
“สิ... สี... หลอดสีงั้นเหรอ...? แล้วก็พู่กัน...?”
เธองุนงงจนทำตัวไม่ถูก เพราะสี พู่กัน และอุปกรณ์ที่อยู่ในถุงนี้ล้วนเป็นของใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยผ่านการเปิดใช้งานมาก่อน ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังตกตะลึงอยู่นั้น เสียงของต้นกล้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“มิโซระ...! เธอแอบมายุ่งอะไรกับของของฉันน่ะ!!” เขาแกล้งขึ้นเสียงดังเพื่อให้เธอตกใจ แต่สายตาและน้ำเสียงกลับไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย
“ว้าย...! ขอโทษนะลุง... ฉันแค่... ไม่รู้สิ ถุงนี้มันใส่ชุดสีไว้นี่นา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะละเมิด แต่มันดึงดูดสายตาฉันจริงๆ” มิโซระตกใจจนกอดถุงสีไว้แน่น
“อ้อ... รู้แล้วสินะ...” ต้นกล้าทำท่ายักไหล่แก้เขิน “ความจริงฉันว่าจะแอบเอาไว้ให้เธอแปลกใจเล่นน่ะ... คือว่า... ฉันแอบไปขโมยสีพวกนี้มาจากร้านเครื่องเขียนเอามาให้เธอ เพราะงั้นช่วงนี้เธออย่าเพิ่งเดินผ่านแถวร้านนั้นเชียวนะ”
“ลุง...! ลุงไปขโมยสีมาเหรอ?! ฮ่าๆๆ! ลุงบ้าไปแล้ว!” มิโซระหัวเราะจนตัวเกร็ง เธอกดเสียงหัวเราะออกมาเต็มสตรีมเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน ก่อนที่สายตาจะกวาดไปเห็นผ้าใบและขาตั้งวาดรูปผืนใหญ่ที่วางแอบอยู่ข้างๆ ซึ่งดูเหมือนต้นกล้าจะขโมยมันมาพร้อมกัน
“อันนี้ฉันเคยเห็นมันตั้งโชว์อยู่หน้าร้านนี่นา... ลุงไปยกมาทั้งอันเลยเหรอ?! โอ๊ย... ฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีแล้วเนี่ย ลุงบ้า! ฮ่าๆๆ”
“โธ่เอ๊ย! มีแค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว แค่เอามาวาดๆ ถูๆ มันจะเป็นอะไรไปจริงไหม? วาดเสร็จแล้วค่อยเอาไปคืนเขาก็ได้นี่” ต้นกล้าบ่นอุบอิบ
“วาดเสร็จแล้วเขาไม่เอาไปคืนกันหรอกลุง มันคืนไม่ได้!”
น้ำเสียงของมิโซระกังวานสดใส นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงกลับมาเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง เธอหอบขาตั้ง ผ้าใบ และถุงใส่สีลงไปยังชั้น 1 ของอาคารร้างอย่างคล่องแคล่ว แล้วเริ่มต้นจัดวางอุปกรณ์เพื่อเตรียมตัวระบายสีอย่างสบายอารมณ์...
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ