เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.
5 ตอน
0 วิจารณ์
501 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 14.31 น. โดย เจ้าของนิยาย
4) ทีมแกะดำ
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ-ปัจจุบัน-
อเล็ก ไกรเซอร์—อดีตครูฝึกหน่วยพิเศษของอาณาจักรวอร์เกน ชายที่เคยเป็นคน “ปั้น” นักรบให้ยืนอยู่แนวหน้า แต่วันนี้…เขากลับยืนอยู่ท้ายแถวในฐานะคนที่ไม่มีใครต้องการ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้ทั้งหน่วยของเขาถูกตราว่าเป็น “กบฏ” และชื่อของเขา—กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง เขาถูกย้ายออกจากเมืองหลวงไวท์คราวน์มายังเมืองชายแดนกรานเวลที่ซึ่ง…ไม่มีใครต้อนรับเขา ทุกครั้งที่เกิดเหตุวุ่นวายชื่อของเขาจะถูกพูดถึงเสมอไม่ใช่ในฐานะผู้แก้ปัญหาแต่เป็น “ต้นเหตุ” สิ่งที่เขาได้รับจากที่นี่มีเพียงที่พักใกล้กองขยะของกองทัพ อุปกรณ์เก่า ๆ และหน้าที่ที่ไม่ต่างจากภารโรง
อเล็ก ไกรเซอร์ ชายที่ดูมีอายุราว 45 ปี ร่างกายยังคงแข็งแกร่ง—กล้ามเนื้อแน่น ไร้ไขมันส่วนเกิน แต่ท่าทางของเขา…กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ไหล่ห่อ หลังงอ มือประสานแน่นอยู่ด้านหน้าเหมือนคนที่ “ไม่ควรอยู่ตรงนี้” เขาสวมแว่นดำไม่ใช่เพื่อป้องกันแสงแต่เพื่อไม่ต้องสบตาใคร ไม่มีใครมองเขาตรง ๆ แต่ทุกคน “รู้” ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น และในตอนนี้—เขาถูกบังคับให้ยืนอยู่ในแถวท่ามกลางทหารที่ยืนตัวตรง เชิดหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ยกเว้นเขา
เสียงเครื่องยนต์คำรามจากท้องฟ้าเครื่องบินเจ็ตของกองทัพลดระดับลงอย่างแม่นยำล้อแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวลก่อนจะเคลื่อนเข้าจอด ประตูเครื่องเปิดออก บันไดค่อย ๆ ถูกทอดลงสู่พื้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบงันและสมบูรณ์แบบ ผู้ที่ก้าวลงมาคือ—พลัส ไกรเซอร์ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหญิงสาวที่ชื่อของเธอสามารถเปลี่ยนชะตาของใครบางคนได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว เธอสูงโปร่ง ผมสีบลอนด์ยาวจรดสะโพก เสื้อคลุมสีขาวเข้ารูป ตัดกับเสื้อและกางเกงยีนส์สีแดงสด สะดุดตาและอันตราย หัวหน้าแถวสั่งทำความเคารพทันที เสียงกระทบกันของรองเท้าทหารดังพร้อมกันอย่างเป๊ะ แต่อเล็ก…ช้ากว่าคนอื่นเพียงเสี้ยววินาทีและนั่นก็เพียงพอแล้ว พลัสยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ต้องมากพิธี”
เสียงของเธอเรียบแต่ไม่มีใครกล้าขัด สายตาของเธอกวาดผ่านแถวทหารหยุดลงที่ชายคนหนึ่งคนที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ที่สุด แต่เป็นคนที่เธอต้องการที่สุด อเล็ก ไกรเซอร์ ความเงียบตกลงมาทันที ราวกับทั้งสนามบินหยุดหายใจ
“ฉันขอคุยกับครูฝึกอเล็ก…เป็นการส่วนตัว”
เธอเว้นจังหวะเพียงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ฉันมีเวลาไม่มาก”
นามสกุลเดียวกันแต่ยืนอยู่คนละโลก หัวหน้าทหารชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะโค้งคำนับ
“ครับ”
คำสั่งเลิกแถวถูกส่งออกไปทันที ทหารทุกนายแยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง
หลังจากทหารทุกนายแยกย้ายออกจากลานรันเวย์ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง พลัสเดินตรงไปหาอเล็ก รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยอะไร—อเล็กก็พูดขึ้นก่อน
“คุณไม่จำเป็นต้องมาหรอก” น้ำเสียงเรียบ…แฝงความเหนื่อยล้า “ยังไงซะ…คุณก็ทำสำเร็จแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“คุณดันญัตติให้ช่วยผู้ลี้ภัยชาวอัลเทรัส…ผ่านจนได้...ตามที่ฉันขอ...”
พลัสหยุดนิ่ง สายตาของเธอพิจารณาเขาเงียบ ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้และวางมือเบา ๆ ลงบนหน้าอกของเขา แผ่ว…แต่เต็มไปด้วยความคิดถึง
“มันก็แค่ข้ออ้าง…มาหานาย”
ทั้งสองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนมีบางอย่างไหลผ่านระหว่างพวกเขาโดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด ก่อนที่พลัสจะถอนหายใจเบา ๆ และกลับเข้าสู่เรื่องที่เธอต้องมา
“ไปกันเถอะ.....ฉันอยากเห็นแล้ว…คนที่ถูกเลือก”
อเล็กพยักหน้า ก่อนจะล้วงมือค้นกระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน
“ใช่…ใช่…นี่ไง…”
เขาหยิบผลึกสีแดงก่ำ—เกือบดำ—ขึ้นมา แสงในนั้นสั่นไหวแผ่ว ๆ
“ผลึกที่เกิดขึ้นอีกครั้ง…มันตอบสนองตรงกับความรู้สึกของฉัน...เขาต้องเป็นใครสักคน…ในกลุ่มผู้ลี้ภัยของอัลเทรัส”
พลัสมองผลึกนั้นเงียบ ๆ แววตาของเธอเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา อเล็กกำผลึกแน่นขึ้นแต่สายตายังคงลังเล
“แต่ถ้ามันผิดพลาดอีกล่ะ…” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
“บางที…เราแค่ลืมมันไปเถอะ แล้วเราแค่ไปนั่งดื่มกาแฟกัน…ดีไหม?....ฮะฮะ…” รอยยิ้มของเขา—เหมือนล้อเล่น แต่จริง ๆ แล้ว…คือการหนีเหมือนที่เขาเคยทำ หลังจากความผิดพลาดครั้งนั้น
พลัสก้าวเข้ามาอีกครั้งเธอจับมือของเขาไว้บีบเบา ๆ มั่นคง…และอ่อนโยน
“ที่รัก…”
เสียงของเธอนุ่มลงแต่ชัดเจนทุกคำ
“หน้าที่ของคุณ…ไม่ใช่การทำให้ใครพอใจ”
“ไม่ใช่อาณาจักร…ไม่ใช่กองทัพ…ไม่ใช่ใครทั้งนั้น”
อเล็กชะงักเล็กน้อยสายตาเงยขึ้นมองเธอ พลัสสบตาเขาตรง ๆ ไม่หลบ
“สิ่งที่คุณทำ…มันไม่เคยอยู่ในกรอบของพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว”
เธอเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนพูดต่ออย่างมั่นคง
“คุณแค่…มองเห็นในสิ่งที่เหนือกว่า สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
มือของเธอบีบมือเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย
“และนี่.....คือเหตุผลที่เราอยู่ที่นี่”
สายตาของอเล็กสั่นไหวเหมือนบางอย่างในใจถูกแตะต้อง พลัสพูดต่อ—เบา แต่หนักแน่น
“คุณไม่เคพลาด” ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง อเล็กสูดหายใจลึก ไหล่ที่เคยห่อ—ยืดขึ้นเล็กน้อย
“ดะ…ได้…”
เขาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงไม่สั่นเหมือนก่อน
“ขอบคุณนะ…ที่เตือนฉัน”
“ฉันแค่…”
เขาส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“โอเค…”
“ไปกันเลย”
ค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัลเทรัส
คือโรงจอดเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักชั่วคราว ไม่มีห้องส่วนตัวมีเพียงฟูกบาง ๆ วางเรียงติดกันบนพื้น ห้องน้ำถูกแยกไว้ด้านนอกอาคารและมีทหารเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ผู้ลี้ภัยทุกคน—“ห้ามออกนอกพื้นที่” พลัสเดินนำอเล็กตรงไปยังทางเข้า ทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่เมื่อเห็นเธอ—ก็เหมือนเห็น “คำสั่ง” มากกว่าคน
พลัสยื่นเอกสารให้ตรวจสอบคำสั่งคัดเลือกบุคคลเข้าหน่วยพิเศษลงนามโดย วินเซนต์ วินเทรสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตราประทับชัดเจนไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม ประตูถูกเปิดออกทันทีทหารสองนายยืนหลีกทางให้
เมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าไปด้านในเจ้าหน้าที่ประจำค่ายก็เดินตามหลังมา ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจแต่เพราะ “หน้าที่” กำหนดไว้เช่นนั้น
ภายในโรงจอดเครื่องบินเต็มไปด้วยผู้คน 182 ชีวิต จำนวนที่น้อยนิด เมื่อเทียบกับผู้คนอีกนับล้านที่หนีตายมาถึงชายแดนวอร์เกน
พลัสมองไปรอบ ๆ แววตาเธอมีบางอย่าง…ที่ไม่ใช่ความลังเลแต่เป็น “การประเมิน”
“เราต้องทดสอบทุกคนไหม?” เธอถามขึ้นเบา ๆ อเล็กไม่ได้ตอบทันที
“อืม…”
เขามองไปรอบ ๆ ช้า ๆ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินทีละก้าว…ทีละก้าว เหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังตามกลิ่นบางอย่างโดยไม่ต้องใช้สายตา เขาเดินแทรกเข้าไปในกลุ่มผู้ลี้ภัย สายตาหลายคู่หันมามอง สงสัย ระแวง หวาดกลัว แต่เขาไม่สนใจ
จนกระทั่ง—เขาหยุดตรงหน้าใครบางคน กรกรรณ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนฟูก กอดเข่า ก้มหน้าสายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย ไม่ใช่ภาพของ “คนที่ถูกเลือก” เลยแม้แต่น้อย แต่อเล็กรู้ดีรูปลักษณ์…ไม่เคยสำคัญ
“นี่แหละ…” เขาพึมพำเบา ๆ
“คนนี้”
กรกรรณเริ่มรู้สึกตัว เขาเงยหน้าขึ้นสายตามองชายตรงหน้าอย่างระแวงเล็กน้อย ชุดทหารสีดำสนิทของอเล็กดูแปลกตา ดุดัน สง่างาม ถ้าเป็นคนอื่นใส่—คงดูเหมือนนายทหารระดับสูง แต่เมื่ออยู่บนตัวเขามันกลับดู…ไม่เข้ากันอย่างประหลาด
กรกรรณยังคงเลือกตอบด้วยมารยาทเพราะเขารู้ดีว่าอาณาจักรวอร์เกน—คือผู้ให้ที่พักพิงแก่เขา
“สวัสดีครับ…มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?”
เขาพยายามยิ้ม แต่ความเศร้า…ยังคงอยู่ในแววตา
อเล็กชะงักไปเล็กน้อย
“อะ…เอ่อ…ใช่…ใช่…”
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบกระดาษที่ยับยู่ยี่ออกมาในจังหวะเดียวกัน—ผลึกสีแดงก่ำในมือเขาหลุดตกลงพื้น
“เฮ้ย—”
เขารีบใช้เท้าเหยียบมันไว้ทันทีราวกับกลัวว่ามันจะกลิ้งหายไป ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลัสหลับตาลงเล็กน้อยถอนหายใจเบา ๆ พยายามกดความหงุดหงิดไว้กับพฤติกรรมที่ดู…ไม่สมกับสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย
แต่สุดท้ายเธอก็ยกยิ้มมุมปาก ทั้งขำ…ทั้งเอือมระอา และไม่พูดอะไรเพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งสำคัญไม่เคยอยู่ที่ท่าทางของเขา
อเล็กหยิบประกาศฉบับคัดลอกขึ้นมา กระดาษยับยู่ยี่เหมือนผ่านการยัดใส่กระเป๋ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขากวาดตามองมัน
ก่อนจะเริ่มอ่าน
“อ่า…คือ…ด้วยพันธะกิจของหน่วยรบพิเศษ…”
เขาหยุดขมวดคิ้ว
“มีหน้าที่…อะ…อะไรวะ…”
พลิกกระดาษกลับไปมา
“โอ๊ย…ตัวนี้มันอ่านว่าอะไรวะเนี่ย…แบบ…”
เขาสูดหายใจแรงก่อนโบกมือเหมือนยอมแพ้
“ช่างมันเถอะ”
เขามองกรกรรณตรง ๆ
“สรุปนะ—นายถูกเกณฑ์เข้าหน่วยของฉัน ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป”
กรกรรณนิ่งไป สีหน้าชัดเจนว่า “ไม่เข้าใจอะไรเลย” ลุงทหารที่ดูป้ำ ๆ เป๋อ ๆ คนนี้เดินเข้ามา…แล้วก็พูดอะไรสักอย่างจากนั้นก็ประกาศว่าเขา “ถูกเลือก” มันฟังดู…ไร้สาระเกินไป
“เดี๋ยวครับ! เดี๋ยวก่อน—”
เขารีบลุกขึ้น
“คุณหมายความว่าไงครับ…เป็นทหารในหน่วยของคุณ?”
“ไม่ใช่แน่ ๆ…คุณเลือกผิดคนแล้วครับ!”
น้ำเสียงเขาหนักแน่นมั่นใจเต็มที่ว่า “นี่คือความผิดพลาด”
“ผมเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุดที่คุณมี”
“เชื่อผมเถอะ ผมทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ออกรบ”
“จะให้ผมเป็นแรงงาน เป็นคนเก็บขยะก็ได้…”
“แต่ไม่ใช่ทหาร”
อเล็กฟัง…แต่เหมือนไม่ได้ฟัง
“ได้ ๆ…” เขาพยักหน้าเรื่อย ๆ
“หน่วยฉันก็ประมาณนั้นแหละ”
“เก็บขยะ ทำความสะอาด จัดของ เติมเสบียง…”
เขาหยุด เหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
“เดี๋ยว…อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรพูดนี่หว่า…”
เขาเกาหัวเบา ๆ ก่อนจะยักไหล่
“เอาเป็นว่า นายอยากเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ เพราะฉันไม่ได้เลือกนาย”
เขาก้มลง หยิบบางอย่างขึ้นมาจากพื้น
ผลึกสีแดงก่ำ—เกือบดำ
ที่ก่อนหน้านี้ถูกเหยียบไว้ใต้เท้า
“…ไอ้นี่ต่างหาก”
เขายกมันขึ้นระดับสายตาของกรกรรณ
“มันเลือกนาย”
กรกรรณมองผลึกนั้นอย่างไม่แน่ใจก่อนที่สายตาจะสบเข้ากับมันตรง ๆ—
ความว่างเปล่า ไร้เสียง ไร้เวลา ไร้การเคลื่อนไหว เขาลอยอยู่ในบางสิ่งที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีตัวตน ไม่มีแม้แต่ “ความคิด” เวลาผ่านไปนานเท่าไร—ไม่มีใครรู้หรืออาจไม่เคยมีเวลาอยู่ตั้งแต่แรก
“เฮ้ย!”
กรกรรณสะดุ้งกลับมาหายใจแรง
“นี่มันอะไรกันครับ!? เมื่อกี้มัน—อะไร—”
“ฉันไม่รู้”
อเล็กตอบทันทีเหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“มันก็แค่ก้อนหินไร้ค่า แต่ตอนนี้มันเป็นของนาย”
เขายื่นมันให้
“รับไปสิ คำสั่งก็ออกแล้ว....ฉันก็เลือกแล้ว” เขายักไหล่ “นายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
…
กรกรรณนิ่งไป
เขารู้ดีว่า—มันจริง เขาไม่มีสิทธิ์เลือก สุดท้าย…เขาก็ยื่นมือออกไป
“ได้ครับ…”
ทันทีที่ผลึกสัมผัสฝ่ามือ—
“เหวอ!?”
มันติดแน่น…ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง
“เดี๋ยว—เดี๋ยวก่อน! มันติด!!!!”
เขาพยายามแกะมันออกแต่มันไม่ขยับก่อนที่มันจะ—แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยติดมือเขา…แล้วสลายซึมเข้าไปในเนื้อของเขาอย่างช้า ๆ หยุดไม่ได้
“นี่มันอะไรกัน!!!”
กรกรรณตะโกน เสียงสั่น อเล็กกลับก้มมอง…ด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง
“โอ้…”
“น่าสนใจ…”
เขายิ้มออกมาครั้งแรกที่ดู “จริงจัง”
“ใช่…”
“มันเลือกเขาจริง ๆ”
พลัสยืนอยู่ห่างออกไปมองภาพนั้นอย่างเงียบงันและยิ้มพอใจ เหมือนทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอ “รู้อยู่แล้ว”
หลังจากผลึกนั้นซึมหายเข้าไปในร่างกายของกรกรรณ เขาชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะสะดุ้งเฮือกเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา
“นี่มันอะไรกันครับ…!”
เขามองมือตัวเองอย่างระแวงก่อนเงยหน้าขึ้นจ้องอเล็ก
“คุณทำอะไรกับผม!?”
อเล็กยกมือขึ้นทันทีเหมือนคนโดนเข้าใจผิด
“ใจเย็น ๆ พ่อหนุ่ม…”
น้ำเสียงเขาเหมือนกำลังปลอบเด็ก
“ฉันแค่ให้ ‘ของที่เป็นของนาย’ คืนไปเท่านั้นเอง”
เขายักไหล่
“ไม่ได้มีอะไรเสียหายหรอก”
“ก็แค่…พลังบางอย่างที่นายมีสิทธิ์จะใช้....จะใช้หรือไม่ใช้ ก็แล้วแต่นาย”
เขาหันไปมองอีกทางเหมือนหมดเรื่องแล้ว
“เอาน่า…อย่าคิดมาก”
ความเงียบตกลงมา กรกรรณยังคงหายใจแรงพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
พลัสมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น—เรียบ ๆ เหมือนกำลังเล่าเรื่องทั่วไป
“ในยุคหนึ่ง...ที่ดินแดนดวงดาวแสนไกล…ก่อนการกำเนิดของอาณาจักรมอร์ดานิส” เธอเดินเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย
“ผู้วิเศษคนแรก ใช้เวลาสามเดือนเต็ม…ในการอัญเชิญสิ่งเดียวกับที่คุณเพิ่งโยนให้เขาไป”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยสายตาเหลือบมองผลึกที่หายไปแล้ว
“สังเวยสุดยอดนักรบ สามสิบแถว สามสิบตอน” เสียงของเธอไม่ได้เย็นแต่ก็ไม่มีอารมณ์ร่วม
“หลังจากนั้น…เขาต้องใช้เวลาอีกหกเดือนเพื่อ ‘ปรับร่างกาย’ ให้ผลึกยอมรับ และจัดพิธีสุดยิ่งใหญ่”
เธอหันมามองกรกรรณตรง ๆ
“และถึงอย่างนั้น…ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มันจะยอมรับ”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้งก่อนที่พลัสจะหันไปมองอเล็กแววตาเหมือนตำหนิ…แต่แฝงรอยยิ้ม
“แต่ดูเด็กหนุ่มคนนี้สิ”
เธอพูดเบา ๆ
“ที่คุณทำมันไร้รสนิยมจริงๆ…”
เธอเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ
“ก็...สมกับเป็นคุณจริง ๆ นะ…อเล็ก”
อเล็กเกาหัวเบา ๆ
เหมือนไม่เข้าใจว่ามันสำคัญตรงไหน
“ก็…มันก็แค่ก้อนหินเองไม่ใช่เหรอ”
พลัสหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองกรกรรณ
“แต่ก็เอาเถอะ มันก็ดีเพราะถ้าเราอยากจะน็อคมืดก็ต้องเงียบเข้าไว้”
กรกรรณยังคงค้างคาและสงสัยแทบทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่เขาทำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างดูจะเข้าจู่โจมเขาแบบไม่ให้คิด ไม่ให้มีทางเลือก แม้ว่าเขาจะยอมแพ้ต่อชะตากรรมและอยากอยู่เงียบ ๆ เพราะตอนนี้แม้แต่การหายใจยังลำบาก พิษที่อยู่ในปอดของเขายังไม่หายไป มันยังคงทรมานเขา ให้เจ็บปวด เป็นการย้ำเตือนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในทุกลมหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็... ยินดีต้อนรับสู่การดูแลของฉัน ฉันชื่ออเล็ก ไกรเซอร์ แล้วนาย...ชื่ออะไรนะ?” อเล็กถามชื่อของกรกรรณ
“กรกรรณครับ...กรกรรณ กาลธารา” กรกรรณตอบ
คำตอบนั้นทำให้พลัสสะดุดเล็กน้อย เพราะเธอคือคนที่แอบติดต่อกับ ธีรยุทธ กาลธารา ผู้เป็นพ่อของเขา พลัสเป็นคนมอบหมายให้น้ำแข็งเป็นผู้ส่งประสานงานและแอบส่งข้อมูลหากันอย่างลับ ๆ เมื่อรู้เช่นนี้แล้วแต่เธอก็ยังคงนิ่งเงียบและคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตระกูลกาลธารามักมีบางสิ่งที่พิเศษและมีเรื่องน่าประหลาดใจเสมอ
“หมดธุระแล้ว ฉันจะกลับ ขึ้นเครื่องคืนนี้เลย” พลัสพูดจบก็หันกลับ เดินทิ้งทุกอย่างไว้กับอเล็ก เพราะเชื่อว่าเขาจะรับหน้าที่ที่เหลือต่อไปได้
กรกรรณและอเล็กมองเธอเดินจากไป ก่อนที่อเล็กจะหันกลับมาพูดต่อ
“เอ้า เก็บของเลย ที่พักฉันอยู่ใกล้ๆ ค่ายทหารนี่แหละ เดินไปก็ถึง”
“ผมไม่มีอะไรให้เก็บครับ” กรกรรณมองไปรอบตัวเอง มีเพียงห่ออาหารที่ได้รับ ฟูกที่เขานอนก็ไม่ใช่ของเขา แม้แต่ชุดที่เขาใส่ก็ได้รับมาจากวอร์เกน “ไม่มีครับ...” เขาพูดเสียงแผ่ว
“อ่า...โอเค งั้นไปกันเลย”
ทั้งคู่เดินออกจากที่พักกักกันชั่วคราวของผู้อพยพ อเล็กพากรกรรณเดินไปตามถนนสายหลัก ที่นี่เป็นค่ายทหารขนาดใหญ่ เขาเดินผ่านอาคารหลายหลัง มันอาจไม่ได้สวยงามหรือเจริญเท่าเมืองหลวงของอัลเทรัส แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าที่นี่คือชายแดน
เส้นทางค่อย ๆ แคบลง ก่อนจะมาถึงประตูทางออกด้านหลังของค่าย อเล็กยังคงพาเขาเดินออกนอกเขตทหารจากประตูนั้น กรกรรณมองอย่างสงสัย แต่ไม่ได้ทักหรือซักถามอะไร บางทีการได้ออกจากสถานที่วุ่นวายและอยู่ในที่สงบอาจดีกับเขาก็ได้
ใกล้ประตูหลังของค่าย มีทางแยกเล็ก ๆ เป็นเพียงทางเดินเท้าเข้าไป ริมถนนทางเขามีเสาไฟเพียงต้นเดียวตั้งอยู่ แต่ลึกเข้าไปนั้นไม่มีแสงสว่างเลย มีเพียงเสาไฟที่โยงสายไฟทอดยาวเข้าไปในความมืด
อเล็กยกนิ้วชี้ขึ้น แล้วจุดไฟด้วยพลังของเขา เมื่อเดินเข้าไปไม่นาน เบื้องหลังก็ไม่เห็นถนนสายหลักแล้ว แต่เบื้องหน้าปลายทางเห็นแสงสว่างจากอาคาร 2 ชั้น ดูเงียบสงบ อเล็กเดินเข้ามาในบ้านพักของเขา โถงด้านล่างมีชุดโต๊ะเก่า ๆ ดูเหมือนเป็นโต๊ะอาหารกลางบ้าน แต่ก็ใช้ทำอย่างอื่นด้วย อาจเป็นที่ประชุมวางแผนบางอย่าง?
กรกรรณมองไปเห็นลุงคนหนึ่ง ดูตัวใหญ่และน่าเกรงขาม เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้ และกำลังเล่นโทรศัพท์ กำลังเล่นเกม?
อเล็กมองไปเห็นเช่นกัน และเขาก็นึกขึ้นได้ จึงเริ่มแนะนำทีมของเขา
“โอ๊ะ!! ใช่...ฉันคือครูฝึก และนายกำลังจะเข้าทีมของฉัน ทีมเราชื่อ ‘แกะดำ’ นี่” เขาชี้ไปที่ลุงตัวอ้วนใหญ่ที่นั่งเล่นโทรศัพท์โดยไม่ละสายตา
“นี่คือ หมีดำ...เขาคือแกะดำ 01 อ่า...ฉัน...หมายถึง รหัสน่ะ...แกะดำ 01”
อเล็กแนะนำเสร็จ หมีดำก็เงยหน้าขึ้นมาทักทายอย่างเป็นมิตร
“ไง...ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่...”
“สวัสดีครับลุงหมีดำ...” กรกรรณทักทาย
สิ้นคำพูดของเขา ทุกอย่างรอบตัวเหมือนสั่นสะเทือนเบา ๆ เพียงชั่วแวบหนึ่ง พื้น... ผนัง... แม้แต่อากาศเหมือนกระเพื่อม
“คิดไปเอง? น่าจะใช่”
แต่เมื่อเขามองไปที่โทรศัพท์ในมือของหมีดำ...มันหักและพังคามือเขาอย่างง่ายดาย ราวกับถูกบีบโดยไม่ตั้งใจบางทีแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่อาจไม่ได้คิดไปเอง
หมีดำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้ายังยิ้มเหมือนเดิม แต่แววตาเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“เรียกพี่ก็พอ... เรียกลุงดูแก่ไปนะ...”
พูดจบ เขาก็วางซากโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
กรกรรณกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอก่อนหันไปหาครูฝึกอเล็ก ซึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจ หรือไม่รับรู้อะไรเลยก็ไม่รู้
“เออ...งั้นฉันจะแนะนำแกะดำ 02 ให้รู้จักนะ... เฮ่...หนูแดงงงงง... ฉันพาสมาชิกใหม่มาแล้วนะ... ลงมาทักทายกันหน่อย อย่างน้อยก็มาดูหน้าเขาไว้... จะได้ไม่ ฆะ... (เขาเกือบหลุดคำว่าฆ่า) ...ฉันหมายถึง จำกันได้นะ...”
ครูฝึกอเล็กตะโกนขึ้นไปบนชั้น 2 ทุกอย่างเงียบไปสักพักก่อนจะมีเสียงวิ่ง และเสียงเปิดประตูห้องอย่างแรง ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งไปหยุดอยู่ที่บันไดชั้น 2
กรกรรณเงยหน้ามอง—และสะดุ้งเขานึกว่าเป็นผีบันได เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเกาะราวบันไดและจ้องมาที่เขา ผมสีขาวยาวระพื้นบันได ผิวขาวราวกับศพ ดวงตาแดงโตจ้องมองเขาไม่กระพริบ รูปร่างของเธอเหมือนเด็กอายุราว 12 ปี
“อ่า มากันครบแล้ว นั่น หนูแดง เมโลดี้ สกาเล็ต เป็นแกะดำ 02”
อเล็กเดินถอยหนึ่งก้าวและผายมือไปที่กรกรรณ
“นี่คือ กรกรรณ กาลธารา จะมาเป็นแกะดำ 03 ของเรา ตั้งแต่วันนี้ไป”
กรกรรณยังคงละสายตาจากหนูแดงไม่ได้ ราวกับถูกสะกด เพราะดวงตาของเธอเป็นสีแดงเด่นชัด และเป็นสิ่งเดียวที่มีสีในร่างของเธอ เขาถูกจ้องจนแข็งค้าง ราวกับหนูที่ถูกงูจ้องจนขยับไม่ได้และหนูแดงเป็นฝ่ายขยับก่อน
“มองอะไรอยู่ได้ ถ้าแกจ้องตาฉันอีกครั้ง ฉันจะควักลูกตาของแกออกมากินซะเลย”
ทันทีที่หนูแดงพูด กรกรรณก็รีบหลบสายตาลงอย่างกังวลเพราะเขารับรู้ได้จากจิตสังหารของเธอว่า เธอพูดจริง
“หนูแดง เธอจะทำแบบนั้นกับคนที่ไม่ชอบทุกคนไม่ได้นะ” หมีดำที่กำลังพยายามดัดโทรศัพท์ของเขาให้กลับแบนราบอยู่นั้นพูดขึ้น โดยไม่ใส่ใจนัก
หนูแดงไม่สนใจคำเตือนของหมีดำ เธอไต่...ไต่ลงบันได ราวกับผีบันได คลานมาอยู่ตรงหน้าของกรกรรณทำให้เธอเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาอีกครั้ง เพื่อตั้งใจหาเรื่อง
“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่า ถ้าเห็นแกจ้องตาฉันอีก ฉันจะควักลูกตาของแก...”
พูดจบ เส้นผมยาวของเธอก็เริ่มสั่นไหวขยับราวกับมีชีวิต ค่อย ๆ ดิ้น และลอยขึ้น
กรกรรณเห็นแบบนั้นจึงผงะถอยหลังไป 2 ก้าว ขณะที่อเล็กมองอย่างกังวล และในที่สุดเขาก็พูดออกมาอย่างไม่มั่นใจ
“อย่านะ หนูแดง... ถ้าเธอควักลูกตาเขา ฉันคงต้องควักลูกตาจากศพเธอไปใส่ให้เขาแทน...”
สิ้นเสียงของอเล็ก ทุกอย่างก็เงียบลง... เงียบ...นาน...จนน่ากลัว แล้วหนูแดงก็หัวเราะขึ้น หัวเราะไม่หยุด—จนอเล็กหัวเราะตาม
“หนูแค่ล้อเล่น... ครูฝึกก็...จริงจังไปได้...”
พูดจบ เธอก็คลานอย่างรวดเร็วกลับขึ้นชั้น 2 ไป
“อย่าไปถือสาเธอเลย หนูแดงโดนกักบริเวณอยู่นะ เพราะเธอ...” หมีดำยกมือขึ้น ทำท่าปาดคอตัวเอง เป็นการสื่อว่าเธออาจไปทำอะไรที่รุนแรงไว้ก่อนหน้านี้
“.....ฉันว่านายนอนข้างล่างไปก่อนก็ดีเหมือนกัน... อย่างน้อยก็น่าจะให้พ้นช่วงนี้ไปก่อนนะ”อเล็กพูด พลางมองขึ้นไปที่ชั้น 2
กรกรรณมองทุกอย่างอย่างว่างเปล่า ชีวิตเขาต้องอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ อยู่กับสิ่งมีชีวิตที่แปลก อันตราย และไม่สมบูรณ์สักอย่าง...และนี่คือความเป็นจริงที่เขาต้องทำใจยอมรับ
เขาพยักหน้า ก่อนจะเดินไปพยายามหาที่นอนในมุมหนึ่งของบ้านหลังนี้โดยที่ไม่มีใครสนใจเขาอีกและความเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ พาเขาให้หลับลง
อเล็ก ไกรเซอร์—อดีตครูฝึกหน่วยพิเศษของอาณาจักรวอร์เกน ชายที่เคยเป็นคน “ปั้น” นักรบให้ยืนอยู่แนวหน้า แต่วันนี้…เขากลับยืนอยู่ท้ายแถวในฐานะคนที่ไม่มีใครต้องการ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้ทั้งหน่วยของเขาถูกตราว่าเป็น “กบฏ” และชื่อของเขา—กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง เขาถูกย้ายออกจากเมืองหลวงไวท์คราวน์มายังเมืองชายแดนกรานเวลที่ซึ่ง…ไม่มีใครต้อนรับเขา ทุกครั้งที่เกิดเหตุวุ่นวายชื่อของเขาจะถูกพูดถึงเสมอไม่ใช่ในฐานะผู้แก้ปัญหาแต่เป็น “ต้นเหตุ” สิ่งที่เขาได้รับจากที่นี่มีเพียงที่พักใกล้กองขยะของกองทัพ อุปกรณ์เก่า ๆ และหน้าที่ที่ไม่ต่างจากภารโรง
อเล็ก ไกรเซอร์ ชายที่ดูมีอายุราว 45 ปี ร่างกายยังคงแข็งแกร่ง—กล้ามเนื้อแน่น ไร้ไขมันส่วนเกิน แต่ท่าทางของเขา…กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ไหล่ห่อ หลังงอ มือประสานแน่นอยู่ด้านหน้าเหมือนคนที่ “ไม่ควรอยู่ตรงนี้” เขาสวมแว่นดำไม่ใช่เพื่อป้องกันแสงแต่เพื่อไม่ต้องสบตาใคร ไม่มีใครมองเขาตรง ๆ แต่ทุกคน “รู้” ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น และในตอนนี้—เขาถูกบังคับให้ยืนอยู่ในแถวท่ามกลางทหารที่ยืนตัวตรง เชิดหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ยกเว้นเขา
เสียงเครื่องยนต์คำรามจากท้องฟ้าเครื่องบินเจ็ตของกองทัพลดระดับลงอย่างแม่นยำล้อแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวลก่อนจะเคลื่อนเข้าจอด ประตูเครื่องเปิดออก บันไดค่อย ๆ ถูกทอดลงสู่พื้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบงันและสมบูรณ์แบบ ผู้ที่ก้าวลงมาคือ—พลัส ไกรเซอร์ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหญิงสาวที่ชื่อของเธอสามารถเปลี่ยนชะตาของใครบางคนได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว เธอสูงโปร่ง ผมสีบลอนด์ยาวจรดสะโพก เสื้อคลุมสีขาวเข้ารูป ตัดกับเสื้อและกางเกงยีนส์สีแดงสด สะดุดตาและอันตราย หัวหน้าแถวสั่งทำความเคารพทันที เสียงกระทบกันของรองเท้าทหารดังพร้อมกันอย่างเป๊ะ แต่อเล็ก…ช้ากว่าคนอื่นเพียงเสี้ยววินาทีและนั่นก็เพียงพอแล้ว พลัสยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ต้องมากพิธี”
เสียงของเธอเรียบแต่ไม่มีใครกล้าขัด สายตาของเธอกวาดผ่านแถวทหารหยุดลงที่ชายคนหนึ่งคนที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ที่สุด แต่เป็นคนที่เธอต้องการที่สุด อเล็ก ไกรเซอร์ ความเงียบตกลงมาทันที ราวกับทั้งสนามบินหยุดหายใจ
“ฉันขอคุยกับครูฝึกอเล็ก…เป็นการส่วนตัว”
เธอเว้นจังหวะเพียงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ฉันมีเวลาไม่มาก”
นามสกุลเดียวกันแต่ยืนอยู่คนละโลก หัวหน้าทหารชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะโค้งคำนับ
“ครับ”
คำสั่งเลิกแถวถูกส่งออกไปทันที ทหารทุกนายแยกย้ายกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง
หลังจากทหารทุกนายแยกย้ายออกจากลานรันเวย์ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง พลัสเดินตรงไปหาอเล็ก รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยอะไร—อเล็กก็พูดขึ้นก่อน
“คุณไม่จำเป็นต้องมาหรอก” น้ำเสียงเรียบ…แฝงความเหนื่อยล้า “ยังไงซะ…คุณก็ทำสำเร็จแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“คุณดันญัตติให้ช่วยผู้ลี้ภัยชาวอัลเทรัส…ผ่านจนได้...ตามที่ฉันขอ...”
พลัสหยุดนิ่ง สายตาของเธอพิจารณาเขาเงียบ ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้และวางมือเบา ๆ ลงบนหน้าอกของเขา แผ่ว…แต่เต็มไปด้วยความคิดถึง
“มันก็แค่ข้ออ้าง…มาหานาย”
ทั้งสองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนมีบางอย่างไหลผ่านระหว่างพวกเขาโดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด ก่อนที่พลัสจะถอนหายใจเบา ๆ และกลับเข้าสู่เรื่องที่เธอต้องมา
“ไปกันเถอะ.....ฉันอยากเห็นแล้ว…คนที่ถูกเลือก”
อเล็กพยักหน้า ก่อนจะล้วงมือค้นกระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน
“ใช่…ใช่…นี่ไง…”
เขาหยิบผลึกสีแดงก่ำ—เกือบดำ—ขึ้นมา แสงในนั้นสั่นไหวแผ่ว ๆ
“ผลึกที่เกิดขึ้นอีกครั้ง…มันตอบสนองตรงกับความรู้สึกของฉัน...เขาต้องเป็นใครสักคน…ในกลุ่มผู้ลี้ภัยของอัลเทรัส”
พลัสมองผลึกนั้นเงียบ ๆ แววตาของเธอเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา อเล็กกำผลึกแน่นขึ้นแต่สายตายังคงลังเล
“แต่ถ้ามันผิดพลาดอีกล่ะ…” เขาหัวเราะแห้ง ๆ
“บางที…เราแค่ลืมมันไปเถอะ แล้วเราแค่ไปนั่งดื่มกาแฟกัน…ดีไหม?....ฮะฮะ…” รอยยิ้มของเขา—เหมือนล้อเล่น แต่จริง ๆ แล้ว…คือการหนีเหมือนที่เขาเคยทำ หลังจากความผิดพลาดครั้งนั้น
พลัสก้าวเข้ามาอีกครั้งเธอจับมือของเขาไว้บีบเบา ๆ มั่นคง…และอ่อนโยน
“ที่รัก…”
เสียงของเธอนุ่มลงแต่ชัดเจนทุกคำ
“หน้าที่ของคุณ…ไม่ใช่การทำให้ใครพอใจ”
“ไม่ใช่อาณาจักร…ไม่ใช่กองทัพ…ไม่ใช่ใครทั้งนั้น”
อเล็กชะงักเล็กน้อยสายตาเงยขึ้นมองเธอ พลัสสบตาเขาตรง ๆ ไม่หลบ
“สิ่งที่คุณทำ…มันไม่เคยอยู่ในกรอบของพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว”
เธอเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนพูดต่ออย่างมั่นคง
“คุณแค่…มองเห็นในสิ่งที่เหนือกว่า สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”
มือของเธอบีบมือเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย
“และนี่.....คือเหตุผลที่เราอยู่ที่นี่”
สายตาของอเล็กสั่นไหวเหมือนบางอย่างในใจถูกแตะต้อง พลัสพูดต่อ—เบา แต่หนักแน่น
“คุณไม่เคพลาด” ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง อเล็กสูดหายใจลึก ไหล่ที่เคยห่อ—ยืดขึ้นเล็กน้อย
“ดะ…ได้…”
เขาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงไม่สั่นเหมือนก่อน
“ขอบคุณนะ…ที่เตือนฉัน”
“ฉันแค่…”
เขาส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“โอเค…”
“ไปกันเลย”
ค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัลเทรัส
คือโรงจอดเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักชั่วคราว ไม่มีห้องส่วนตัวมีเพียงฟูกบาง ๆ วางเรียงติดกันบนพื้น ห้องน้ำถูกแยกไว้ด้านนอกอาคารและมีทหารเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ผู้ลี้ภัยทุกคน—“ห้ามออกนอกพื้นที่” พลัสเดินนำอเล็กตรงไปยังทางเข้า ทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่เมื่อเห็นเธอ—ก็เหมือนเห็น “คำสั่ง” มากกว่าคน
พลัสยื่นเอกสารให้ตรวจสอบคำสั่งคัดเลือกบุคคลเข้าหน่วยพิเศษลงนามโดย วินเซนต์ วินเทรสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตราประทับชัดเจนไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม ประตูถูกเปิดออกทันทีทหารสองนายยืนหลีกทางให้
เมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าไปด้านในเจ้าหน้าที่ประจำค่ายก็เดินตามหลังมา ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจแต่เพราะ “หน้าที่” กำหนดไว้เช่นนั้น
ภายในโรงจอดเครื่องบินเต็มไปด้วยผู้คน 182 ชีวิต จำนวนที่น้อยนิด เมื่อเทียบกับผู้คนอีกนับล้านที่หนีตายมาถึงชายแดนวอร์เกน
พลัสมองไปรอบ ๆ แววตาเธอมีบางอย่าง…ที่ไม่ใช่ความลังเลแต่เป็น “การประเมิน”
“เราต้องทดสอบทุกคนไหม?” เธอถามขึ้นเบา ๆ อเล็กไม่ได้ตอบทันที
“อืม…”
เขามองไปรอบ ๆ ช้า ๆ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินทีละก้าว…ทีละก้าว เหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังตามกลิ่นบางอย่างโดยไม่ต้องใช้สายตา เขาเดินแทรกเข้าไปในกลุ่มผู้ลี้ภัย สายตาหลายคู่หันมามอง สงสัย ระแวง หวาดกลัว แต่เขาไม่สนใจ
จนกระทั่ง—เขาหยุดตรงหน้าใครบางคน กรกรรณ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนฟูก กอดเข่า ก้มหน้าสายตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย ไม่ใช่ภาพของ “คนที่ถูกเลือก” เลยแม้แต่น้อย แต่อเล็กรู้ดีรูปลักษณ์…ไม่เคยสำคัญ
“นี่แหละ…” เขาพึมพำเบา ๆ
“คนนี้”
กรกรรณเริ่มรู้สึกตัว เขาเงยหน้าขึ้นสายตามองชายตรงหน้าอย่างระแวงเล็กน้อย ชุดทหารสีดำสนิทของอเล็กดูแปลกตา ดุดัน สง่างาม ถ้าเป็นคนอื่นใส่—คงดูเหมือนนายทหารระดับสูง แต่เมื่ออยู่บนตัวเขามันกลับดู…ไม่เข้ากันอย่างประหลาด
กรกรรณยังคงเลือกตอบด้วยมารยาทเพราะเขารู้ดีว่าอาณาจักรวอร์เกน—คือผู้ให้ที่พักพิงแก่เขา
“สวัสดีครับ…มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?”
เขาพยายามยิ้ม แต่ความเศร้า…ยังคงอยู่ในแววตา
อเล็กชะงักไปเล็กน้อย
“อะ…เอ่อ…ใช่…ใช่…”
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบกระดาษที่ยับยู่ยี่ออกมาในจังหวะเดียวกัน—ผลึกสีแดงก่ำในมือเขาหลุดตกลงพื้น
“เฮ้ย—”
เขารีบใช้เท้าเหยียบมันไว้ทันทีราวกับกลัวว่ามันจะกลิ้งหายไป ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลัสหลับตาลงเล็กน้อยถอนหายใจเบา ๆ พยายามกดความหงุดหงิดไว้กับพฤติกรรมที่ดู…ไม่สมกับสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย
แต่สุดท้ายเธอก็ยกยิ้มมุมปาก ทั้งขำ…ทั้งเอือมระอา และไม่พูดอะไรเพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งสำคัญไม่เคยอยู่ที่ท่าทางของเขา
อเล็กหยิบประกาศฉบับคัดลอกขึ้นมา กระดาษยับยู่ยี่เหมือนผ่านการยัดใส่กระเป๋ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขากวาดตามองมัน
ก่อนจะเริ่มอ่าน
“อ่า…คือ…ด้วยพันธะกิจของหน่วยรบพิเศษ…”
เขาหยุดขมวดคิ้ว
“มีหน้าที่…อะ…อะไรวะ…”
พลิกกระดาษกลับไปมา
“โอ๊ย…ตัวนี้มันอ่านว่าอะไรวะเนี่ย…แบบ…”
เขาสูดหายใจแรงก่อนโบกมือเหมือนยอมแพ้
“ช่างมันเถอะ”
เขามองกรกรรณตรง ๆ
“สรุปนะ—นายถูกเกณฑ์เข้าหน่วยของฉัน ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป”
กรกรรณนิ่งไป สีหน้าชัดเจนว่า “ไม่เข้าใจอะไรเลย” ลุงทหารที่ดูป้ำ ๆ เป๋อ ๆ คนนี้เดินเข้ามา…แล้วก็พูดอะไรสักอย่างจากนั้นก็ประกาศว่าเขา “ถูกเลือก” มันฟังดู…ไร้สาระเกินไป
“เดี๋ยวครับ! เดี๋ยวก่อน—”
เขารีบลุกขึ้น
“คุณหมายความว่าไงครับ…เป็นทหารในหน่วยของคุณ?”
“ไม่ใช่แน่ ๆ…คุณเลือกผิดคนแล้วครับ!”
น้ำเสียงเขาหนักแน่นมั่นใจเต็มที่ว่า “นี่คือความผิดพลาด”
“ผมเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุดที่คุณมี”
“เชื่อผมเถอะ ผมทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ออกรบ”
“จะให้ผมเป็นแรงงาน เป็นคนเก็บขยะก็ได้…”
“แต่ไม่ใช่ทหาร”
อเล็กฟัง…แต่เหมือนไม่ได้ฟัง
“ได้ ๆ…” เขาพยักหน้าเรื่อย ๆ
“หน่วยฉันก็ประมาณนั้นแหละ”
“เก็บขยะ ทำความสะอาด จัดของ เติมเสบียง…”
เขาหยุด เหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
“เดี๋ยว…อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรพูดนี่หว่า…”
เขาเกาหัวเบา ๆ ก่อนจะยักไหล่
“เอาเป็นว่า นายอยากเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะ เพราะฉันไม่ได้เลือกนาย”
เขาก้มลง หยิบบางอย่างขึ้นมาจากพื้น
ผลึกสีแดงก่ำ—เกือบดำ
ที่ก่อนหน้านี้ถูกเหยียบไว้ใต้เท้า
“…ไอ้นี่ต่างหาก”
เขายกมันขึ้นระดับสายตาของกรกรรณ
“มันเลือกนาย”
กรกรรณมองผลึกนั้นอย่างไม่แน่ใจก่อนที่สายตาจะสบเข้ากับมันตรง ๆ—
ความว่างเปล่า ไร้เสียง ไร้เวลา ไร้การเคลื่อนไหว เขาลอยอยู่ในบางสิ่งที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีตัวตน ไม่มีแม้แต่ “ความคิด” เวลาผ่านไปนานเท่าไร—ไม่มีใครรู้หรืออาจไม่เคยมีเวลาอยู่ตั้งแต่แรก
“เฮ้ย!”
กรกรรณสะดุ้งกลับมาหายใจแรง
“นี่มันอะไรกันครับ!? เมื่อกี้มัน—อะไร—”
“ฉันไม่รู้”
อเล็กตอบทันทีเหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“มันก็แค่ก้อนหินไร้ค่า แต่ตอนนี้มันเป็นของนาย”
เขายื่นมันให้
“รับไปสิ คำสั่งก็ออกแล้ว....ฉันก็เลือกแล้ว” เขายักไหล่ “นายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
…
กรกรรณนิ่งไป
เขารู้ดีว่า—มันจริง เขาไม่มีสิทธิ์เลือก สุดท้าย…เขาก็ยื่นมือออกไป
“ได้ครับ…”
ทันทีที่ผลึกสัมผัสฝ่ามือ—
“เหวอ!?”
มันติดแน่น…ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง
“เดี๋ยว—เดี๋ยวก่อน! มันติด!!!!”
เขาพยายามแกะมันออกแต่มันไม่ขยับก่อนที่มันจะ—แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยติดมือเขา…แล้วสลายซึมเข้าไปในเนื้อของเขาอย่างช้า ๆ หยุดไม่ได้
“นี่มันอะไรกัน!!!”
กรกรรณตะโกน เสียงสั่น อเล็กกลับก้มมอง…ด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง
“โอ้…”
“น่าสนใจ…”
เขายิ้มออกมาครั้งแรกที่ดู “จริงจัง”
“ใช่…”
“มันเลือกเขาจริง ๆ”
พลัสยืนอยู่ห่างออกไปมองภาพนั้นอย่างเงียบงันและยิ้มพอใจ เหมือนทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอ “รู้อยู่แล้ว”
หลังจากผลึกนั้นซึมหายเข้าไปในร่างกายของกรกรรณ เขาชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะสะดุ้งเฮือกเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา
“นี่มันอะไรกันครับ…!”
เขามองมือตัวเองอย่างระแวงก่อนเงยหน้าขึ้นจ้องอเล็ก
“คุณทำอะไรกับผม!?”
อเล็กยกมือขึ้นทันทีเหมือนคนโดนเข้าใจผิด
“ใจเย็น ๆ พ่อหนุ่ม…”
น้ำเสียงเขาเหมือนกำลังปลอบเด็ก
“ฉันแค่ให้ ‘ของที่เป็นของนาย’ คืนไปเท่านั้นเอง”
เขายักไหล่
“ไม่ได้มีอะไรเสียหายหรอก”
“ก็แค่…พลังบางอย่างที่นายมีสิทธิ์จะใช้....จะใช้หรือไม่ใช้ ก็แล้วแต่นาย”
เขาหันไปมองอีกทางเหมือนหมดเรื่องแล้ว
“เอาน่า…อย่าคิดมาก”
ความเงียบตกลงมา กรกรรณยังคงหายใจแรงพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
พลัสมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น—เรียบ ๆ เหมือนกำลังเล่าเรื่องทั่วไป
“ในยุคหนึ่ง...ที่ดินแดนดวงดาวแสนไกล…ก่อนการกำเนิดของอาณาจักรมอร์ดานิส” เธอเดินเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย
“ผู้วิเศษคนแรก ใช้เวลาสามเดือนเต็ม…ในการอัญเชิญสิ่งเดียวกับที่คุณเพิ่งโยนให้เขาไป”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยสายตาเหลือบมองผลึกที่หายไปแล้ว
“สังเวยสุดยอดนักรบ สามสิบแถว สามสิบตอน” เสียงของเธอไม่ได้เย็นแต่ก็ไม่มีอารมณ์ร่วม
“หลังจากนั้น…เขาต้องใช้เวลาอีกหกเดือนเพื่อ ‘ปรับร่างกาย’ ให้ผลึกยอมรับ และจัดพิธีสุดยิ่งใหญ่”
เธอหันมามองกรกรรณตรง ๆ
“และถึงอย่างนั้น…ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มันจะยอมรับ”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้งก่อนที่พลัสจะหันไปมองอเล็กแววตาเหมือนตำหนิ…แต่แฝงรอยยิ้ม
“แต่ดูเด็กหนุ่มคนนี้สิ”
เธอพูดเบา ๆ
“ที่คุณทำมันไร้รสนิยมจริงๆ…”
เธอเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ
“ก็...สมกับเป็นคุณจริง ๆ นะ…อเล็ก”
อเล็กเกาหัวเบา ๆ
เหมือนไม่เข้าใจว่ามันสำคัญตรงไหน
“ก็…มันก็แค่ก้อนหินเองไม่ใช่เหรอ”
พลัสหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองกรกรรณ
“แต่ก็เอาเถอะ มันก็ดีเพราะถ้าเราอยากจะน็อคมืดก็ต้องเงียบเข้าไว้”
กรกรรณยังคงค้างคาและสงสัยแทบทุกอย่างที่เกิดขึ้นแต่เขาทำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างดูจะเข้าจู่โจมเขาแบบไม่ให้คิด ไม่ให้มีทางเลือก แม้ว่าเขาจะยอมแพ้ต่อชะตากรรมและอยากอยู่เงียบ ๆ เพราะตอนนี้แม้แต่การหายใจยังลำบาก พิษที่อยู่ในปอดของเขายังไม่หายไป มันยังคงทรมานเขา ให้เจ็บปวด เป็นการย้ำเตือนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในทุกลมหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็... ยินดีต้อนรับสู่การดูแลของฉัน ฉันชื่ออเล็ก ไกรเซอร์ แล้วนาย...ชื่ออะไรนะ?” อเล็กถามชื่อของกรกรรณ
“กรกรรณครับ...กรกรรณ กาลธารา” กรกรรณตอบ
คำตอบนั้นทำให้พลัสสะดุดเล็กน้อย เพราะเธอคือคนที่แอบติดต่อกับ ธีรยุทธ กาลธารา ผู้เป็นพ่อของเขา พลัสเป็นคนมอบหมายให้น้ำแข็งเป็นผู้ส่งประสานงานและแอบส่งข้อมูลหากันอย่างลับ ๆ เมื่อรู้เช่นนี้แล้วแต่เธอก็ยังคงนิ่งเงียบและคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตระกูลกาลธารามักมีบางสิ่งที่พิเศษและมีเรื่องน่าประหลาดใจเสมอ
“หมดธุระแล้ว ฉันจะกลับ ขึ้นเครื่องคืนนี้เลย” พลัสพูดจบก็หันกลับ เดินทิ้งทุกอย่างไว้กับอเล็ก เพราะเชื่อว่าเขาจะรับหน้าที่ที่เหลือต่อไปได้
กรกรรณและอเล็กมองเธอเดินจากไป ก่อนที่อเล็กจะหันกลับมาพูดต่อ
“เอ้า เก็บของเลย ที่พักฉันอยู่ใกล้ๆ ค่ายทหารนี่แหละ เดินไปก็ถึง”
“ผมไม่มีอะไรให้เก็บครับ” กรกรรณมองไปรอบตัวเอง มีเพียงห่ออาหารที่ได้รับ ฟูกที่เขานอนก็ไม่ใช่ของเขา แม้แต่ชุดที่เขาใส่ก็ได้รับมาจากวอร์เกน “ไม่มีครับ...” เขาพูดเสียงแผ่ว
“อ่า...โอเค งั้นไปกันเลย”
ทั้งคู่เดินออกจากที่พักกักกันชั่วคราวของผู้อพยพ อเล็กพากรกรรณเดินไปตามถนนสายหลัก ที่นี่เป็นค่ายทหารขนาดใหญ่ เขาเดินผ่านอาคารหลายหลัง มันอาจไม่ได้สวยงามหรือเจริญเท่าเมืองหลวงของอัลเทรัส แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าที่นี่คือชายแดน
เส้นทางค่อย ๆ แคบลง ก่อนจะมาถึงประตูทางออกด้านหลังของค่าย อเล็กยังคงพาเขาเดินออกนอกเขตทหารจากประตูนั้น กรกรรณมองอย่างสงสัย แต่ไม่ได้ทักหรือซักถามอะไร บางทีการได้ออกจากสถานที่วุ่นวายและอยู่ในที่สงบอาจดีกับเขาก็ได้
ใกล้ประตูหลังของค่าย มีทางแยกเล็ก ๆ เป็นเพียงทางเดินเท้าเข้าไป ริมถนนทางเขามีเสาไฟเพียงต้นเดียวตั้งอยู่ แต่ลึกเข้าไปนั้นไม่มีแสงสว่างเลย มีเพียงเสาไฟที่โยงสายไฟทอดยาวเข้าไปในความมืด
อเล็กยกนิ้วชี้ขึ้น แล้วจุดไฟด้วยพลังของเขา เมื่อเดินเข้าไปไม่นาน เบื้องหลังก็ไม่เห็นถนนสายหลักแล้ว แต่เบื้องหน้าปลายทางเห็นแสงสว่างจากอาคาร 2 ชั้น ดูเงียบสงบ อเล็กเดินเข้ามาในบ้านพักของเขา โถงด้านล่างมีชุดโต๊ะเก่า ๆ ดูเหมือนเป็นโต๊ะอาหารกลางบ้าน แต่ก็ใช้ทำอย่างอื่นด้วย อาจเป็นที่ประชุมวางแผนบางอย่าง?
กรกรรณมองไปเห็นลุงคนหนึ่ง ดูตัวใหญ่และน่าเกรงขาม เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้ และกำลังเล่นโทรศัพท์ กำลังเล่นเกม?
อเล็กมองไปเห็นเช่นกัน และเขาก็นึกขึ้นได้ จึงเริ่มแนะนำทีมของเขา
“โอ๊ะ!! ใช่...ฉันคือครูฝึก และนายกำลังจะเข้าทีมของฉัน ทีมเราชื่อ ‘แกะดำ’ นี่” เขาชี้ไปที่ลุงตัวอ้วนใหญ่ที่นั่งเล่นโทรศัพท์โดยไม่ละสายตา
“นี่คือ หมีดำ...เขาคือแกะดำ 01 อ่า...ฉัน...หมายถึง รหัสน่ะ...แกะดำ 01”
อเล็กแนะนำเสร็จ หมีดำก็เงยหน้าขึ้นมาทักทายอย่างเป็นมิตร
“ไง...ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่...”
“สวัสดีครับลุงหมีดำ...” กรกรรณทักทาย
สิ้นคำพูดของเขา ทุกอย่างรอบตัวเหมือนสั่นสะเทือนเบา ๆ เพียงชั่วแวบหนึ่ง พื้น... ผนัง... แม้แต่อากาศเหมือนกระเพื่อม
“คิดไปเอง? น่าจะใช่”
แต่เมื่อเขามองไปที่โทรศัพท์ในมือของหมีดำ...มันหักและพังคามือเขาอย่างง่ายดาย ราวกับถูกบีบโดยไม่ตั้งใจบางทีแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่อาจไม่ได้คิดไปเอง
หมีดำเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้ายังยิ้มเหมือนเดิม แต่แววตาเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง
“เรียกพี่ก็พอ... เรียกลุงดูแก่ไปนะ...”
พูดจบ เขาก็วางซากโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
กรกรรณกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอก่อนหันไปหาครูฝึกอเล็ก ซึ่งดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจ หรือไม่รับรู้อะไรเลยก็ไม่รู้
“เออ...งั้นฉันจะแนะนำแกะดำ 02 ให้รู้จักนะ... เฮ่...หนูแดงงงงง... ฉันพาสมาชิกใหม่มาแล้วนะ... ลงมาทักทายกันหน่อย อย่างน้อยก็มาดูหน้าเขาไว้... จะได้ไม่ ฆะ... (เขาเกือบหลุดคำว่าฆ่า) ...ฉันหมายถึง จำกันได้นะ...”
ครูฝึกอเล็กตะโกนขึ้นไปบนชั้น 2 ทุกอย่างเงียบไปสักพักก่อนจะมีเสียงวิ่ง และเสียงเปิดประตูห้องอย่างแรง ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่วิ่งไปหยุดอยู่ที่บันไดชั้น 2
กรกรรณเงยหน้ามอง—และสะดุ้งเขานึกว่าเป็นผีบันได เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเกาะราวบันไดและจ้องมาที่เขา ผมสีขาวยาวระพื้นบันได ผิวขาวราวกับศพ ดวงตาแดงโตจ้องมองเขาไม่กระพริบ รูปร่างของเธอเหมือนเด็กอายุราว 12 ปี
“อ่า มากันครบแล้ว นั่น หนูแดง เมโลดี้ สกาเล็ต เป็นแกะดำ 02”
อเล็กเดินถอยหนึ่งก้าวและผายมือไปที่กรกรรณ
“นี่คือ กรกรรณ กาลธารา จะมาเป็นแกะดำ 03 ของเรา ตั้งแต่วันนี้ไป”
กรกรรณยังคงละสายตาจากหนูแดงไม่ได้ ราวกับถูกสะกด เพราะดวงตาของเธอเป็นสีแดงเด่นชัด และเป็นสิ่งเดียวที่มีสีในร่างของเธอ เขาถูกจ้องจนแข็งค้าง ราวกับหนูที่ถูกงูจ้องจนขยับไม่ได้และหนูแดงเป็นฝ่ายขยับก่อน
“มองอะไรอยู่ได้ ถ้าแกจ้องตาฉันอีกครั้ง ฉันจะควักลูกตาของแกออกมากินซะเลย”
ทันทีที่หนูแดงพูด กรกรรณก็รีบหลบสายตาลงอย่างกังวลเพราะเขารับรู้ได้จากจิตสังหารของเธอว่า เธอพูดจริง
“หนูแดง เธอจะทำแบบนั้นกับคนที่ไม่ชอบทุกคนไม่ได้นะ” หมีดำที่กำลังพยายามดัดโทรศัพท์ของเขาให้กลับแบนราบอยู่นั้นพูดขึ้น โดยไม่ใส่ใจนัก
หนูแดงไม่สนใจคำเตือนของหมีดำ เธอไต่...ไต่ลงบันได ราวกับผีบันได คลานมาอยู่ตรงหน้าของกรกรรณทำให้เธอเข้าไปอยู่ในสายตาของเขาอีกครั้ง เพื่อตั้งใจหาเรื่อง
“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่า ถ้าเห็นแกจ้องตาฉันอีก ฉันจะควักลูกตาของแก...”
พูดจบ เส้นผมยาวของเธอก็เริ่มสั่นไหวขยับราวกับมีชีวิต ค่อย ๆ ดิ้น และลอยขึ้น
กรกรรณเห็นแบบนั้นจึงผงะถอยหลังไป 2 ก้าว ขณะที่อเล็กมองอย่างกังวล และในที่สุดเขาก็พูดออกมาอย่างไม่มั่นใจ
“อย่านะ หนูแดง... ถ้าเธอควักลูกตาเขา ฉันคงต้องควักลูกตาจากศพเธอไปใส่ให้เขาแทน...”
สิ้นเสียงของอเล็ก ทุกอย่างก็เงียบลง... เงียบ...นาน...จนน่ากลัว แล้วหนูแดงก็หัวเราะขึ้น หัวเราะไม่หยุด—จนอเล็กหัวเราะตาม
“หนูแค่ล้อเล่น... ครูฝึกก็...จริงจังไปได้...”
พูดจบ เธอก็คลานอย่างรวดเร็วกลับขึ้นชั้น 2 ไป
“อย่าไปถือสาเธอเลย หนูแดงโดนกักบริเวณอยู่นะ เพราะเธอ...” หมีดำยกมือขึ้น ทำท่าปาดคอตัวเอง เป็นการสื่อว่าเธออาจไปทำอะไรที่รุนแรงไว้ก่อนหน้านี้
“.....ฉันว่านายนอนข้างล่างไปก่อนก็ดีเหมือนกัน... อย่างน้อยก็น่าจะให้พ้นช่วงนี้ไปก่อนนะ”อเล็กพูด พลางมองขึ้นไปที่ชั้น 2
กรกรรณมองทุกอย่างอย่างว่างเปล่า ชีวิตเขาต้องอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ อยู่กับสิ่งมีชีวิตที่แปลก อันตราย และไม่สมบูรณ์สักอย่าง...และนี่คือความเป็นจริงที่เขาต้องทำใจยอมรับ
เขาพยักหน้า ก่อนจะเดินไปพยายามหาที่นอนในมุมหนึ่งของบ้านหลังนี้โดยที่ไม่มีใครสนใจเขาอีกและความเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ พาเขาให้หลับลง
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ