เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.
แก้ไขเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 23.31 น. โดย เจ้าของนิยาย
23) ศึกมังกรดำ 4
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเนลนั่งดูข้อมูลสรุปจากโดรนจิ๋วที่ส่งกลับมาบนหน้าจอปลอกแขนของเขา
ทิศเหนือ…ไคเซลถอยแล้ว ส่วนทิศตะวันออก…” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว
“กำลังจะจบ…ไม่สิ น่าจะจบไปแล้ว”
“ผลเป็นไง” ไรโอถามทันที น้ำเสียงอยากรู้ชัดเจน
เนลเลื่อนข้อมูลทบทวนอีกครั้ง เปิดคลิปที่โดรนบันทึกไว้ สีหน้าเริ่มไม่พอใจ
“ซิลวาส…” เขาพูดช้า ๆ
“เขาน่าจะเป็นคนที่เข้าถึงผลึกดอกเบญจมาศได้ก่อนใคร ทั้งกำลังและความสามารถก็พร้อม”
ภาพถูกฉายขึ้นบนจอทีวี
“แต่โชคไม่เข้าข้างเขาเท่าไหร่” เนลซูมภาพนิ่งให้ชัดขึ้น
“นั่น ลูเซียกับโซลาร์ ชุดขาวหัวกะทิจากเมืองหลวง”
“แล้วนี่…พวกบลูเฟรม ทีมโกลเด้น ม้ามืดของกรานเวล”
ไรโอหรี่ตามองจอ สีหน้าจริงจังขึ้น
“จะบอกว่าอะไร…ซิลวาสแพ้งั้นเหรอ”
“ไม่…” เนลตอบทันที “เขาไม่ได้แพ้”
เนลหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“แต่เขาไม่มีแรงพอ…จะเจาะแนวป้องกันสุดท้ายที่มีชุดขาวถึงสามคน”
เขาถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าเสียดายชัดเจน
“ดันไปเจอแนวรับแข็งเกินไป”
“…โชคไม่ดีเอาซะเลย”
ศูนย์บัญชาการกรานเวล — โรงพยาบาลของเมือง
น้ำแข็งยืนจ้องหน้าจอ รายงานตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง แม้เธอจะได้รับข่าวดีจากรอสว่า กรกรรณยังมีชีวิตอยู่ แต่แนวป้องกันทิศเหนือก็สูญเสียไปมาก
ทว่า—
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้…ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
รายงานระบุชัดเจน: แนวป้องกันทิศตะวันออก…แตกแล้ว
พื้นที่ที่ควบคุมโดย ลูเซีย เฟลน และ โซลาร์ เฟลิกซ์ รวมถึงทีมโกลเด้น
“พ่ายยับเยิน…”
ไม่มีใครลุกขึ้นสู้ได้อีก ทั้งหมด…พังลงด้วยฝีมือของมาสเตอร์มังกรดำเพียงคนเดียว พร้อมลูกน้องอีกแค่สามสิบคน
น้ำแข็งนิ่ง แม้แต่ในหมู่ชุดขาวด้วยกันเองเธอยังยอมรับว่า ลูเซียกับโซลาร์แข็งแกร่งกว่าเธอ แต่ตอนนี้—
พวกเขาแพ้แล้ว
ทิศตะวันออก…แตกสิ้น เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อก่อนจะหันหลังทันที ฝีเท้าเร่งขึ้นเดินตรงขึ้นไปยังชั้น 3 ของอาคารไปหาคนเพียงคนเดียวที่ตัดสินใจได้—
ผู้บัญชาการ วาร์กัส ไรน์ฮาร์ต
ประตูถูกเปิดออก
“ท่านคะ…” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังพยายามควบคุม
“ทิศตะวันออก…แตกแล้ว…” เธอก้าวเข้าไปอีกก้าว
“ส่งฉันไปเถอะค่ะ” กำหมัดแน่นกว่าเดิม
“…ฉันอยู่เฉยไม่ได้แล้ว”
ผู้บัญชาการ วาร์กัส ไรน์ฮาร์ต โน้มตัวมาข้างหน้า สายตาจริงจัง
“คงไม่ได้ เอลินเซีย” เขาพูดเรียบ
“เธอไม่ได้อยู่ในสถานะชุดขาวแล้ว และพ่อของเธอก็กำชับไว้ชัดเจน” เขาหยุดเล็กน้อย
“ฉันจะไม่ส่งเธอลงสนาม”
“แต่ท่านคะ…!” น้ำแข็งสวนทันที “ทุกคนกำลังสู้! มีคนล้มตายอยู่ตรงนั้น—”
เธอก้าวเข้ามาอีกก้าว
“ฉันจะอยู่เฉยได้ยังไง…ส่งฉันไปเถอะค่ะ แค่เพิ่มอีกแรง ฉันก็ช่วยได้—”
วาร์กัสเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วหมุนตัวหันหลังให้เธอ
“เอลินเซีย…” น้ำเสียงนิ่งลง “เธอกำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”
“เธอไม่ได้เป็นคนเดียวที่ ‘สู้’ อยู่” คำพูดยังเรียบ แต่เริ่มกดลง
“เจ้าหน้าที่ทุกคนที่นี่ก็เหมือนกัน”
“หมอ พยาบาล”
“พวกเขากำลังทำหน้าที่ของตัวเอง”
น้ำแข็งกำหมัดแน่น “แต่ฉันคือนักรบค่ะ”
“และฉันก็สู้ในแบบของฉัน”
“ไม่ใช่ตอนนี้” วาร์กัสตอบทันที “ตอนนี้หน้าที่ของเธอ…ไม่ใช่ตรงนั้น”
ความเงียบตกลงมา
“รู้ไหมว่าทำไมเรายังยืนอยู่ได้” เขาพูดต่อ โดยยังไม่หันกลับมา “ไม่ใช่เพราะเราแข็งแกร่งที่สุด”
“แต่เพราะ…ทุกคนทำตามหน้าที่ของตัวเอง”
“แนวหน้า ก็ยืนอยู่แนวหน้า” “แนวหลัง ก็ทำหน้าที่ของตัวเอง”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ถ้าใครอยากก้าวข้ามหน้าที่ของตัวเองไปทุกครั้งที่รู้สึก……มันจะพังหมดทั้งระบบ”
น้ำแข็งนิ่ง
“คนข้างนอกนั่น…” เขาพูดต่อ “พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร”
“และพวกเขาก็เลือกจะยืนอยู่ตรงนั้น”
เสียงเงียบลงนิดหนึ่ง
“หน้าที่ของเรา…คือไม่ทำให้สิ่งนั้นสูญเปล่า” เขาเว้นจังหวะก่อนพูดประโยคสุดท้าย
“…และหน้าที่ของพ่อเธอ…คือไม่ให้เธอต้องไปอยู่ตรงนั้น” “เอลินเซีย”
น้ำแข็งยืนนิ่งลมหายใจหนักขึ้น แต่สีหน้ากลับเย็นลง
“เข้าใจแล้วค่ะ…ท่านผู้บัญชาการวาร์กัส”
เธอหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมา
น้ำแข็งเดินลงมาที่ชั้น 1 เธอยอมฟังคำสั่งแต่ภายใน—ยังไม่สงบ สายตาเธอกวาดมองรอบห้อง
เจ้าหน้าที่วิ่งวุ่น ข้อมูลถูกส่งต่อ เสียงสั่งการดังไม่หยุด ทีมแพทย์กำลังช่วยคนเจ็บ เลือด กลิ่นยา ความตึงเครียด
ทุกคน…กำลัง “สู้” ในแบบของตัวเอง
แล้วสายตาของเธอ…หยุดที่
หนูแดง
นั่งอยู่มุมหนึ่งกำลังเลียนิ้วตัวเอง เลือดเปื้อนเต็มมือ
น้ำแข็งขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เธอ…แกะดำ 02 หนูแดงใช่ไหม” เธอเดินเข้าไป “ทำไมถึงทำแบบนั้น”
หนูแดงชะงักเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ฮ้า…” เธอถอยเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
“ศัตรูหัวใจ…ยัยคนสวยเย็นชา…”
เสียงเธอแผ่ว ๆ แต่ยังแฝงนิสัยกวนแบบเดิม
แต่น้ำแข็งไม่ตอบ แค่จ้องและนิ่ง
หนูแดงเบ้ปากนิดหนึ่ง ก่อนจะยอมตอบตรง ๆ
“พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็…” เธอยกนิ้วขึ้นเลียอีกครั้ง
“ฉันเปลี่ยนน้ำลายให้เป็นยารักษาแผล”
เธอยื่นมือให้ดู
“เห็นไหม…หายแล้ว”
มือยังเปื้อนเลือดแต่—ไม่มีแผล
น้ำแข็งมองก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ
“เธอไม่ได้ไปช่วยกรสู้…” เสียงเธอยังนิ่ง “ไม่เป็นห่วงเขาบ้างหรือ”
ครั้งนี้หนูแดงไม่เล่น เธอนิ่งไปนิดหนึ่งทำท่าคิดจริง ๆ
“ก็…เป็นห่วงอยู่นะ” เธอพูดช้า ๆ
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน…ตอนที่เพิ่งมา”
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น
“แต่ตอนนี้…กรของเค้าเก่งขึ้นมากแล้ว”
เธอชี้นิ้วใส่น้ำแข็งอย่างภูมิใจ
“เพราะเขาฝึกกับฉันไง!!!”
น้ำแข็งนิ่งเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะลุกขึ้น
“เมโลดี้ สกาเล็ต…” เธอพูดโดยไม่หันกลับมา
“ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ถึงมาอยู่ในสภาพนี้”
“แต่เราทั้งคู่…เคยอยู่ใต้คำสั่งของท่านที่ปรึกษาพิเศษพลัส”
เธอหยุดเล็กน้อย
“และชื่อของเธอ…”
“…เคยเป็น ‘อันดับหนึ่ง’ ของท่าน”
น้ำเสียงยังเรียบแต่ชัด
“เพราะงั้น…ฉันเชื่อ…ว่าเขาเก่งขึ้นจริง” น้ำแข็งก้าวออกไป
“คาริน วินเทรส……พี่ชายของเธอ” เสียงของหนูแดงดังขึ้นจากด้านหลัง
น้ำแข็งชะงัก
“หมอนั่นก็เคยเป็น ‘อันดับหนึ่ง’ เหมือนกัน”
หนูแดงพูดต่อแต่ไม่หันมามอง
น้ำแข็งไม่ตอบไม่หันกลับ เธอเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรจะคุยต่อแล้ว
อนุสาวรีผลึกดอกเบญจมาศ
โดยปกติแล้ว ที่นี่คือหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมืองกรานเวล ถนนแน่นขนัด รถติดไฟแดง เสียงแตร หาบเร่
ผู้คนเดินสวนกัน แม้แต่อุบัติเหตุเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทุกวัน
แต่วันนี้—ไม่มีอะไรเหล่านั้น ถนนว่างเปล่า เงียบผิดปกติ
เฮลิคอปเตอร์ของสำนักข่าวบินวนอยู่บนท้องฟ้าในระยะห่าง พยายามจับภาพทุกจุดของเมือง รวมถึงแนวป้องกันกลาง แต่ทำได้เพียงเท่านั้นไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มากกว่านี้
นิโคล ไคลน์ เรน ร้อมหน่วยบลูเฟรมอีก 10 คน กระจายตัวตามจุดยุทธศาสตร์ ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครพูดเกินจำเป็นกระบองทองคำของนิโคลปักลงบนพื้นถนน ตั้งตรง นิ่ง เช่นเดียวกับเจ้าของมัน
“ฉันจะไปดูแนวป้องกันทิศใต้”
ไคลน์เดินไปมา สีหน้าหงุดหงิดชัดเจน
“บลูเฟรมที่ส่งไปยี่สิบคน…จะไหวไหม ฉันไม่สบายใจเลย”
—
“อย่าขยับนะ ไคลน์” นิโคลพูดเรียบ ๆ โดยไม่มองเขา
“เราต้องอยู่ตรงนี้” เธอหยุดนิดหนึ่ง
“เชื่อใจพวกเขา…ตอนนี้เราทำได้แค่นั้น”
ไคลน์ไม่ตอบ แต่ก็ไม่ไปไหน
“มันแย่มาก…” เรนพึมพำเบา ๆ “เราไม่ได้ข่าวอะไรเลยตั้งแต่เช้า”
“เครื่องสื่อสารพังหมดตั้งแต่โดนโจมตีเสียง”
“ไม่มีรายงาน ไม่มีสัญญาณอะไรเลย…”
เขาเงยหน้ามองรอบ ๆ
“เหมือนถูกปิดหูปิดตา เครียดชะมัด…”
ทันใดนั้น—“ศัตรู!!! ทางทิศตะวันออก!!!”
เสียงตะโกนดังขึ้นทุกคนขยับพร้อมกัน
ทิศตะวันออกคือทิศที่ “ไม่มีใครคิดว่าจะพัง” เพราะมี ลูเซีย และ โซลาร์ คุมอยู่
แต่ในสถานการณ์ที่ไร้ข้อมูลทุกความเป็นไปได้—กลายเป็น “แย่ที่สุด” ได้เสมอ
นิโคล ไคลน์ เรน พุ่งออกไปพร้อมกันและสิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียง “คนเดียว”
มาสเตอร์มังกรดำ ซิลวาส เขาเดินตรงเข้ามา ช้า หนัก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดซึม
ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ
แต่ดวงตา—ยังไม่ยอมแพ้
“ฉัน…ต้องไปให้ถึง…” เสียงเขาแผ่วแต่ชัด สายตามองตรงไปข้างหน้า อนุสาวรีย์ผลึกดอกเบญจมาศ อยู่ไม่ไกลแล้ว
แต่มี “กำแพงสุดท้าย” ชุดขาว…สามคน ซิลวาสหยุดเพียงเสี้ยววินาที
ความทรงจำไหลย้อนกลับมา
“ผลึกดอกเบญจมาศ…ไม่ใช่ของที่จะถูกทำลายได้ง่าย ๆ” เสียงของเนลดังขึ้นในหัวเหมือนกำลังอธิบายอะไรบางอย่างอย่างสบายใจ
“ในพวกนาย มีแค่ดาบของฮาคุเรย์เท่านั้น…ที่ตัดมันได้”
“แล้วจะให้เราทำยังไง” ซิลวาสในความทรงจำถามกลับทันที “ฮาคุเรย์ก็ไม่สนใครอยู่แล้ว”
“ก็ไม่เห็นยากนี่” เนลยิ้ม
“ฉันติดตั้งระบบไว้ใต้ผลึกแล้ว ถ้าใครไปถึงก่อน…”
“…ก็แค่ ‘กดปุ่ม’”
เงียบไปเสี้ยววินาที
“แต่มันไม่ใช่กดแล้วจบนะ” เนลเอียงคอเล็กน้อย
“มันต้องใช้เวลา”
“ระหว่างนั้น…” รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นนิดหนึ่ง
“พวกนายต้องป้องกันมันไว้”
“ถ้าเครื่องพัง…ก็จบ”
----
ภาพตัดกลับปัจจุบัน ซิลวาสสูดลมหายใจลึกร่างกายสั่นเล็กน้อยแต่เท้ายังเดินต่อ
“ก็แค่…ไปให้ถึง…”
เขาก้าวอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าข้างหน้า—ไม่ใช่ “ทางรอด”
แต่คือกำแพงสุดท้ายของทั้งสนามรบ
นิโคล ไคลน์ และเรน ยังคงตั้งรับ สายตาจับจ้อง “ซิลวาส” ที่ยืนโซเซอยู่ตรงหน้าแล้ว—
เขา “หายไป”
“หะ…หายไปไหน!!” ไคลน์ถอยทันที สัญชาตญาณพาเขาไปอยู่ใกล้อนุสาวรีย์
แรงโน้มถ่วงรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย สายตากวาดมองรอบทิศ
ไม่มี
ซิลวาส…หายไปแล้วและนั่น—ไม่ใช่เรื่องดีแน่
เรนถอยมายืนข้างไคลน์ คมมีดลมเริ่มหมุนวนรอบตัว
“ระวังตัว…” เสียงเขาต่ำลง
“ถ้าลูเซียกับโซลาร์ยังเอาไม่อยู่…” เขาไม่พูดต่อแต่ทุกคนเข้าใจ
“นิโคล ถอยออกมาก่อน!!!” เรนตะโกนทันทีแต่—นิโคลไม่ขยับ เธอยืนนิ่งผิดปกติ
“นะ…นิโคล…?” ไคลน์หันไปแล้วเขาก็รู้
“ไม่…”
ร่างของนิโคล…กระตุกเล็กน้อย ช้า ผิดจังหวะธรรมชาติ
กระบองทองคำในมือเธอ หลุด
ตึง—!!
มันตกกระแทกพื้นถนนแรงจนคอนกรีตร้าว เหมือนมัน “ปฏิเสธ” คนที่ถืออยู่
เพราะนั่น—ไม่ใช่นิโคล
“ถอย!!!” เรนตะโกนแต่สายไปแล้ว
ฟึบ—!!
ร่างของนิโคลพุ่งเข้าใส่ เร็ว เร็วผิดปกติ หมัดซัดเข้าเต็มหน้าเรน
ตู้ม!!
หัวเขาสะบัดร่างปลิวกระเด็นไปไกล กระแทกพื้นกลิ้งหลายตลบ
“เชี่ย—!”
แต่ในเสี้ยววินาทีเดียวกันแรงโน้มถ่วงบิดตัว
กึก!
ร่างของนิโคลถูก “ยก” ลอยออกจากพื้น ไคลน์ยกมือขึ้นผลักเธอจนกระเด็น
“นิโคล!!” เขาตะโกนเสียงสั่นเล็กน้อย
“หยุด!!”
นิโคลลุกขึ้น ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของไคลน์ เธอมองไปหาไคลน์จ้องเขม็ง
“บ้าเอ๊ย…มันคุมร่างเธอได้ทั้งหมดแล้ว” ไคลน์พูด
ยังไม่ทันที่นิโคลจะได้ขยับ เรนพุ่งสวนเข้าไปก่อน
ตู้ม!!
เท้าของเขาอัดเข้าที่ใบหน้าของนิโคลเต็มแรง ร่างของเธอหมุนคว้างกลางอากาศก่อนจะ—
โครม!!
กระแทกพื้นอย่างแรง
“ไคลน์!!!” เรนหันไปตะโกนทันที
“เราต้องทำให้นิโคลสลบ! น็อกเธอให้ได้ก่อน!”
—แต่—
ไคลน์ยืน “นิ่ง” ไม่ตอบ
“ไคลน์! ได้ยินไหม!!” เรนตะโกนซ้ำ
ยังไม่ทันขาดคำ—
ปึก!!
นิโคลเตะสวนเข้ากลางลำตัวเขาเต็มแรง เรนทรุดลงกับพื้นทันที
“ไอ้ผู้ชายหยาบคาย!!” นิโคลลุกขึ้นมาโวยวาย
“กล้าเอาเท้ามาเหยียบหน้าผู้หญิงน่ารักแบบฉันได้ไงยะ!!”
“โอ๊ย…จุก…” เรนครางเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“นี่แหละ…ยัยนิโคลตัวจริง…”
นิโคลขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองไคลน์
“เมื่อกี้ฉันมึนไปหมด ตอนที่เจ้าซิลวาสมันยึดร่างฉัน…”
เสียงเธอจริงจังขึ้น “แต่ตอนนี้…” สายตาเธอแข็งขึ้น
“มันไปอยู่ในร่างไคลน์แล้ว”
“ชิบหายแล้ว…” เรนสบถ
ทันใดนั้น—แรงกดมหาศาลถาโถมลงมา
กึก…!!
ร่างของเรนถูกกดติดพื้น ไม่ใช่แค่เขา
บลูเฟลมทั้งพื้นที่ถูกกดลงจนนอนราบ
“อึก—!”
มีเพียงนิโคลที่ยัง “ฝืนยืน” อยู่ได้
แต่—ร่างของเธอถูก “ดึง” เข้าหาไคลน์อย่างรุนแรง
“เฮ้—!”
ตู้ม!!
หมัดของไคลน์อัดเข้าที่ใบหน้าเธอเต็มแรง
ร่างของนิโคลตีลังกากลางอากาศก่อนจะไถลไปกับพื้นเป็นทางยาว
“โอ๊ย!! เจ็บนะ!!” เธอยังโวยวายลูบจมูกไม่หยุด
“จมูกน่ารัก ๆ ของฉันไม่ได้มีไว้รับหมัดนะยะ!! หยาบคายที่สุด!!”
แม้จะพูดแต่ร่างกายยังถูกกดลุกขึ้นแทบไม่ได้
ไคลน์ยกมือขึ้นช้า ๆ นิ้วชี้เหยียดออก
—ที่ปลายนิ้ว อากาศเริ่มบิดเบี้ยว หมุน บิด รวมตัว
กลายเป็นแรงดึงดูดมหาศาลเหมือน “หลุมดำขนาดเล็ก” ดูดทุกอย่างเข้าหา บดขยี้
“หยุดนะ ไคลน์!!” นิโคลตะโกนแต่ไม่มีการตอบสนอง
เขาสะบัดมือ ลูกพลังพุ่งออกไปตรงเข้าหานิโคล เร็ว หนัก เธอหลบไม่ได้
แต่ก่อนจะถึงตัว
วูมมมม!!!
พายุลมคมมีดของเรนพุ่งเข้าใส่ หมุนเจาะ อัดซ้ำ ไม่หยุดทั้งที่ร่างของเขายังนอนติดพื้น
ตู้มมมม!!!
พลังของไคลน์ระเบิดกลางอากาศแตกกระจายก่อนจะถึงตัวนิโคลเพียงไม่กี่เมตร
ลมยังหมุนอยู่เสียงยังคำรามและเรนยังนอนอยู่กับพื้นแต่สายตา—เย็นลงแล้ว
“ยังไม่จบ…” เขาพึมพำ “เข้ามาเลยไอ้ผีสิงร่าง…”
ไคลน์หันไปหาเรนและในวินาทีนั้น “มัน” ย้าย
คราวนี้เป้าหมายคือเขาแต่นั่นคือจังหวะที่เรน “รอ”
แรงกดมหาศาลหายไปในทันทีอากาศรอบตัวคลายตัว ไคลน์เซเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดหัวแรง ๆ
“โอ้ย…นี่มันบ้าอะไรกันวะ…” เขาขมวดคิ้ว
“หัวฉันมึนไปหมด…”
“ไคลน์!!” นิโคลตะโกน “ระวัง! ซิลวาสมันย้ายไปสิงเรนแล้ว!!!”
ทั้งคู่หันไปพร้อมกัน
เรน…กำลังพยายามลุก แต่ร่างนั้น กระตุก สั่น ผิดจังหวะธรรมชาติ
“ฮึ…ฮึ ฮึ…”
เสียงหัวเราะแทรกออกมา บิดเบี้ยว
“ติดกับดักฉันแล้ว…”
ร่างของเรนเงยหน้าขึ้นสายตาไม่เหมือนเดิม
“ไอ้สารเลวมังกรดำ!!!”
ในเสี้ยววินาทีถัดมา—
ฉีก—!!
บางอย่าง “พุ่ง” ออกมาจากร่างของเขา
ร่างของซิลวาสกระเด็นออกมาเหมือนถูก “คายทิ้ง”
โครม!! เขากระแทกพื้นกลิ้งไปเล็กน้อย ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลรอยตัดจากใบมีดลม
ซิลวาสสั่น พยายามดันตัวเองขึ้น สายตามองไปข้างหน้า ผลึกดอกเบญจมาศอยู่ตรงนั้น
ใกล้แต่ไปไม่ถึง…
เขาพยายามยกตัวขึ้นอีกครั้งแต่ร่างกายไม่ตอบสนอง
“ชิน…ขอโทษ…นะ”
ตึง…
เขาทรุดลง นิ่ง
ไม่มีการขยับอีก
“เรน!!”
นิโคลกับไคลน์พุ่งเข้าไปทันที
“เป็นอะไรไหม!? เกิดอะไรขึ้น!!”
เรนยืนอยู่หายใจแรงเล็กน้อยแต่สีหน้ากลับนิ่ง สายตาเขามองลงไปที่ร่างของซิลวาส
“ใบมีดลมของฉัน…” เขาพูดช้า ๆ “…เกิดจากวิญญาณ มันไม่ได้ตัดแค่ร่างกาย”
เขาหยุดนิดหนึ่ง
“แต่มันตัดได้ถึง ‘ตัวตน’”
นิโคลกับไคลน์เงียบ
“ตอนมันเข้าสิงฉัน…” เรนยกมือขึ้นเล็กน้อย “มันต้อง ‘เชื่อม’ กับฉันก่อน”
“และนั่น…ทำให้มันกลายเป็นเป้านิ่ง ฉันเลยอัดพายุใบมีดใส่ตัวเอง ให้มันโดนในจังหวะที่เข้ามาพอดี”
เงียบ
“…แม่นมาก” ไคลน์พึมพำ
“แต่เอาจริงนะ…” เรนยักไหล่เล็กน้อย “ถ้ามันไม่เจ็บหนักมาก่อนจากลูเซียกับโซลาร์…”
เขามองไปที่ศพ
“ฉันคงไม่รอดเหมือนกัน ต้องขอบคุณพวกนั้น”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย…” นิโคลพูดขึ้น “ว่านายจะฉลาดได้ในบางครั้ง”
“เออว่ะ” ไคลน์พยักหน้า “ไม่คิดว่าจะคิดได้”
“พวกแกเห็นฉันเป็นคนโง่หรือไง!!” เรนโวยทันที
“ฉันแค่ไม่อยากแสดงออก!”
“โธ่…” นิโคลหัวเราะเบา ๆ
บรรยากาศคลายลงเล็กน้อย
“คุณแจ๊ค!” นิโคลหันไปเรียก
“ช่วยตรงนี้หน่อยค่ะ เอาร่างของมังกรดำคนนี้ไปเก็บให้เรียบร้อย แล้วก็แจ้งส่วนกลางด้วยนะคะ”
“อ้อ แล้วก็…” เธอหันกลับมาเล็กน้อย
“ขอเครื่องสื่อสารใหม่ด้วย”
“ขอบคุณค่ะ”
บลูเฟลมรีบขยับเข้ามาจัดการทันที
นิโคลเงยหน้ามองไปทางทิศใต้ สีหน้ากลับมาตึงอีกครั้ง
“หวังว่า…” เธอพึมพำเบา ๆ
“ทิศอื่นจะมีข่าวดีกว่านี้นะ”
ลมพัดผ่านวงเวียนที่แตกร้าวและแค่ตอนนี้ี้ก็จบลงชั่วคราว…แต่สงครามยังไม่จบ
แนวป้องกันทางใต้
อาคารพังยับ กระจกแตกกระจาย เศษชิ้นส่วนร่างกายเกลื่อนพื้น เลือด…สาดแทบทุกตารางนิ้ว ท่ามกลางสนามรบนั้น
วีดและมอร์เทร่ายืน “นิ่ง”
“เก่งไม่ใช่เล่นเลยนะ…” มอร์เทร่าเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ดูท่าพวกเราจะติดอยู่ตรงนี้ซะแล้วสิ…วีด” น้ำเสียงเหมือนเสียเปรียบแต่แววตา—ไม่ใช่แบบนั้นเลย
วีดยืนเงียบอยู่ข้างเธอ ทหารมังกรดำทั้งยี่สิบคนของเขาล้มลงหมดแล้ว
เบื้องหน้าแนวรับสุดท้ายของทางใต้
เอเดรียน วาเลนซิสและดาริอุส เครน ยืนเป็น “เสาหลัก” ของแนว เบื้องหลังพวกเขา หน่วยบลูเฟลมอีกยี่สิบคนตรึงพื้นที่อย่างแน่นหนา
“ใช้พิษได้…” เอเดรียนพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
“มีพลังจิตบีบอัด ฉีกกระชาก”
“สร้างผีดิบจากศพ…”
เขาหยุดนิดหนึ่งสายตาจ้องมอร์เทร่าไม่วาง
“แล้วยังสลับบาดแผลได้อีก”
“นี่มันมีตั้งสี่ความสามารถแล้วนะ…” เสียงเขาต่ำลง
“มันเกินมนุษย์ไปแล้ว”
“หึ…” ดาริอุสหัวเราะเบา ๆ
“ก็แค่กิ้งก่าเปลี่ยนสี” เขากางโล่พลังแสงไว้แน่นไม่ปล่อยให้ทั้งสองก้าวผ่าน
“เอาสีรุ้งไปเลยดีไหมล่ะ?”
“อะไร ฉันเปรียบเทียบผิดตรงไหน?” เขาหันไปถาม
มอร์เทร่าทำหน้าบึ้งทันที
“จะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ” เธอยักไหล่ไม่ใส่ใจ
ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้กำแพงแสง
“แต่นี่สิ…” เธอใช้หลังมือเคาะเบา ๆ
กึก…
“น่าประทับใจจริง ๆ กันได้แม้แต่พลังจิตของฉัน”
“แค่นั้นก็พอแล้ว” ดาริอุสตอบสั้น ๆ “เรารอแค่ตะวันตกดิน พวกแกก็หมดสิทธิ์”
“ต๊ายตาย…” มอร์เทร่าหัวเราะเบา ๆ
“พอเห็นว่ากฎได้เปรียบ…ก็รีบงับเลยนะ”
เธอเอียงหัวยิ้มบาง ๆ
“น่าดูถูกจริง ๆ”
เธอก้าวเข้าไปใกล้วางมือลงบนไหล่ของวีดลูบเบา ๆ
“แต่ตอนนี้…”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ยังไม่เที่ยงวันเลยด้วยซ้ำ คิดว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยงั้นเหรอ”
รอยยิ้มของเธอทำให้บรรยากาศเย็นลงทันที
เอเดรียนไม่ขำแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่แบบนั้น…
เขาคิดในใจ
ดาริอุสรู้ดี…ว่าห้ามปลดโล่เด็ดขาด เพราะมอร์เทร่ามันอันตรายเกินไป
สายตาเขาเลื่อนไปที่วีด ต้องจัดการตัวนี้ก่อน ก่อนที่มันจะเริ่มรอบถัดไป
แต่—ทุกครั้งที่เขาจะขยับ มอร์เทร่าจะ “ขวาง” ไม่ให้เข้าใกล้ ไม่ให้เปิดเกม
ยังไม่มีทาง…และที่แย่กว่านั้น—
ถ้าบลูเฟลมพลาดเพียงครั้งเดียว มอร์เทร่าจะ “ยกศพขึ้นมาใหม่” และถ้าผีดิบยกระดับเป็นบลูเฟลม…สนามเราจะยิ่งเสียเปรียบ
เหงื่อเริ่มไหลตามขมับของเอเดรียน
เวลา…เหลือน้อยแล้ว
คิดสิ…
ต้องคิดให้ออก…
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
สายตาของ เอเดรียน วาเลนซิส จับจ้องไปที่มือของมอร์เทร่า มือที่ลูบไหล่วีด…เบา ๆ มันดูธรรมดา แต่สำหรับเขา
มัน “ไม่ธรรมดาเลย”
…นั่นไม่ใช่แค่การควบคุม
ความคิดไหลเร็ว
จริงอยู่…วีดไม่สมบูรณ์ ต้องมีคนควบคุม เพื่อใช้เป็นอาวุธทำลายล้าง
แต่…
ภาพก่อนหน้าฉายซ้ำในหัว ทุกครั้งที่เขาเล็งโจมตีวีดมอร์เทร่าจะ “เข้ามาขวาง” เร็ว แม่นและ “ไม่ลังเล”
ถ้ามองผิวเผิน…มันคือการป้องกันทรัพยากร
แต่ฉัน…รู้สึกได้มากกว่านั้น
สายตาเอเดรียนแคบลง
นั่นมันคือ…ความห่วงใย
คำ ๆ นั้นผุดขึ้นมา ชัดเจน
พวกมัน…เขาหยุดคิดไปเสี้ยววินาที
ไม่…
พวกเขา
ไม่ได้ยืนอยู่ด้วยกันเพราะคำสั่ง ไม่ได้จับคู่กันเพราะความเหมาะสมแต่เพราะ “ผูกพัน”
เอเดรียนกำหมัดแน่น
งั้นก็ใช้มันซะ
ความคิดนั้นเย็นและชัด
วิธีที่สกปรก…แต่มันจำเป็น
ที่ผ่านมา เขาเลือกจะโจมตีวีดเพื่อปิดเกมให้เร็วที่สุด
แต่ทุกครั้ง—มอร์เทร่าจะขวาง
และนั่น…ทำให้เขา “เล่นตามเกมของพวกมัน”
พอแล้ว…แผนในหัวเปลี่ยนทันที
ถ้าฉันเล็งไปที่มอร์เทร่าแทน…
ถ้าเธอเริ่มเสียเปรียบ…สายตาเขาหันไปมองวีด
มันจะต้องขยับ ต้องพยายามช่วย และในวินาทีนั้น—ฉันจะได้ช่อง
ทุกการโจมตี…จะหันไปหา “วีด” และครั้งนี้…ฉันต้องจบมันให้ได้
เอเดรียนเดินเข้าไปข้าง ดาริอุส เครน เขาก้มลงเล็กน้อย กระซิบแผนการสั้น ๆ
ดาริอุสพยักหน้า ไม่มีคำถาม ไม่มีสีหน้า มีแค่ “พร้อมทำ”
เอเดรียนถอยออกมา หันไปหาหน่วยบลูเฟลม อธิบายแผนอย่างรวดเร็ว สั้น ชัด แม่นยำ ทุกวินาทีมีค่า เขาใช้มันไปกับ “ความเข้าใจตรงกัน”
อีกฝั่ง วีดกับมอร์เทร่า…ยังนิ่ง
รอ
อีกไม่นานวีดจะ “พร้อม” และเสียงทำลายล้างของมันจะถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง
ครั้งนี้—ไม่มีใครในแนวใต้ยืนได้แม้แต่ผู้ถือโล่แสง
เอเดรียนเดินกลับมายืนเคียงดาริอุส
“ฉันพร้อมแล้ว” เขาพูดเรียบ
“ปลดโล่ได้เลย”
ดาริอุสปลดโล่
สนามเปิด ทุกคน “ขยับ” พร้อมกัน เอเดรียนยกมือขึ้น ลูกบาศก์แสงสีทองก่อตัวหมุนช้า ๆ ในอากาศ
“หึ…” มอร์เทร่าหัวเราะเบา ๆ ก้าวออกมาข้างหน้า
“จะมากี่รอบก็ไม่ต่างกันหรอก…เจ้าพวกโง่”
เอเดรียนไม่ตอบ เขาพุ่งทิศทางเดิมเหมือนจะเล็ง “วีด” อีกครั้ง และเป็นไปตามที่คาด มอร์เทร่าขยับพุ่งเข้าขวาง
พลังจิตอัดใส่เอเดรียนเต็มแรง
แต่
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ลูกบาศก์แสงของเขารัวใส่ไม่หยุด ปะทะกลางอากาศจนเกิดระเบิด
ในจังหวะนั้นบลูเฟลมทั้งหมดพุ่งเข้าประชิด แต่ครั้งนี้เป้าหมาย “เปลี่ยน”
การโจมตีทุกอย่างพุ่งใส่—มอร์เทร่า—
เธอชะงักเพียงเสี้ยววินาที
แต่ก็ยังรับได้ ปัด กัน สวน ต่อเนื่อง สมบูรณ์แบบ
—แต่—
แรงกดดันเริ่มเพิ่ม—บลูเฟลมยี่สิบคน ชุดขาวสองคน รุม “คนเดียว”
จังหวะเริ่มถี่ขึ้น แรงเริ่มหนักขึ้น
และสิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ คือ “เวลา”
ความต่างของพลังค่อย ๆ ถูกเปิดเผยตามระยะเวลา การโจมตีต่อเนื้อง ไม่พัก ไม่หยุด
วีดที่เคยเป็นเป้า ตอนนี้ยืน “นิ่ง” งง เหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
มอร์เทร่าจากที่เคยยืนคู่ ตอนนี้รับอยู่คนเดียว
บลูเฟลมยังคงโจมตีอย่างระวังไม่มีใครเสี่ยงเกินจำเป็น
ดาริอุสยืนอยู่ด้านหลังหน้าที่เดียว—ปกป้อง
โล่แสงถูกกางเป็นจังหวะ แม่นยำระดับเสี้ยววินาที และเขาไม่พลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เอเดรียนเอง ไม่ได้โจมตีเพื่อ “ฆ่า” เขาโจมตีเพื่อ “ทำให้เสียจังหวะ” ไม่ให้ตั้งหลัก ไม่ให้คุมพลัง ไม่ให้มีบาดแผลร้ายแรง
ไม่มีเลือด ไม่มีศพ ไม่มี “เงื่อนไข” ให้สลับบาดแผลและสร้างทหาร
มอร์เทร่าเริ่มเสียหลักเล็กน้อยและนั่น คือสิ่งที่เอเดรียนต้องการ
อีกฝั่ง วีดมอง เขาไม่เข้าใจแผน ไม่เข้าใจสนาม เขาเห็นแค่อย่างเดียว มอร์เทร่ากำลังถูก “รังแก”
คนที่คอยพูดดีกับเขา คนที่อยู่ข้างเขาเสมอ กำลังตกอยู่ในอันตราย
“……”
วีดขยับ—ก้าวแรก จากนั้นเริ่มวิ่ง
พยายามเข้าไปหาเธอและเพียงแค่นั้น เอเดรียนเอ่ยคำเดียว
“ไป!!”
ในวินาทีนั้น ทุกคน “เปลี่ยนเป้า” พุ่งผ่านมอร์เทร่า ทิ้งเธอไว้กลางสนาม มอร์เทร่าเซ เสียหลัก
“……?” สายตาเธอสั่น
เกิดอะไรขึ้น…
แต่คำตอบกำลังพุ่งไปหา “วีด”
ไม่ทันแล้ว…ภาพที่มอร์เทร่าเห็นอยู่ตรงหน้า มันชัดเกินไปชัดจนเธอ “ปฏิเสธ” ไม่ได้
นักรบหลายคนกำลังรุมโจมตีวีด ไม่ใช่การปะทะ ไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็น
การทุบทำลาย
ร่างของเขาถูกกระแทก ถูกเหวี่ยง ถูกเหยียบซ้ำ เสียงกระดูกลั่นดังแทรกกับเสียงระเบิดของพลัง
แต่เขาไม่ตอบโต้ หรืออาจจะ…“ตอบโต้ไม่ได้แล้ว”
มอร์เทร่าหยุดหายใจไปชั่ววินาที
…ไม่
ภาพนั้นซ้อนทับอดีต เด็กคนหนึ่งตัวเล็กและอ่อนแอ-ลูกของเธอ- ถูกทำร้ายต่อหน้าเธอเธอจำเสียงร้องนั้นได้จำได้แม่นและเธอก็ “ช่วยไม่ได้”
ภาพตรงหน้ากับภาพในอดีต ทับกันจนแยกไม่ออก ไม่ต่างกันเลย…
น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
“พวกมัน…” เสียงเธอสั่น
“ไม่เคยมีหัวใจ…”
แต่—เธอไม่ได้เพิ่งรู้ เธอ “เตรียมใจ” ไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเข้ามาที่นี่ ถ้าจะต้องมีใครตาย เธอควรเป็นคนแรก
ไม่ใช่เขา
“วีด…” เสียงนั้นเบาแทบไม่มีใครได้ยิน พลังจิตของเธอระเบิดออกมา
ตูมมมม!!!
พื้นถนนแตกร้าวเป็นทางยาวอากาศบิดเบี้ยวแรงกดพุ่งตรงไปข้างหน้า
แต่—
กึก
มันหยุด กำแพงแสงสีทองของ ดาริอุส เครน ยังคงยืนอยู่
มอร์เทร่ากัดฟันแน่น
ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!
พลังจิตถูกอัดใส่ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่โล่นั้น—ไม่แตก ไม่ขยับ
มือของเธอสั่นกล้ามเนื้อเกร็งจนเส้นเลือดปูด
“เปิด…สิ…”
เสียงเธอเริ่มแตกน้ำตาไหลไม่หยุด สายตายังจับจ้องไปข้างหน้า
ภาพนั้นยังคงดำเนินต่อ
นักรบนับสิบ
ยังคงรุม
ต่อย
ฟาด
กระแทก
เหมือนเขา “ไม่ใช่คน”
เหมือนเขา “ไม่มีค่า”
ร่างของวีดเริ่มหมดสภาพ ล้มลง แต่—ไม่มีใครหยุดเพราะ "มัน"
“ยังหายใจอยู่”
มอร์เทร่าทรุดลงไปครึ่งหนึ่ง
“พอแล้ว…”
เสียงเธอสั่น
“พอเถอะ…”
แต่ไม่มีใครได้ยินหรือ… ไม่มีใครสนใจ
เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งดวงตาแดงก่ำ พลังจิตถาโถมใส่โล่อีกครั้ง
ตูมมมมม!!!
แต่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม กำแพงนั้นยังอยู่ และเธอ—
“ไปไม่ถึง” ข้างหลังโล่นั้น
วีด ยังคงถูกทำลายทีละชิ้นต่อหน้าต่อตาเธอ อีกครั้งเหมือนวันนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย
มีแค่คนที่กำลังจะ “ตาย”
กับคนที่ “ช่วยไม่ได้”
อีกครั้งในที่สุด—วีด…นิ่ง
ร่างที่ถูกกระหน่ำทำลาย หยุด ไม่ขยับ ลมหายใจ…ไม่มี
ทุกอย่างเงียบลง มอร์เทร่าก็นิ่งตาม เธอคุกเข่าก้มหน้าไม่ขยับ เหมือนบางอย่างในตัวเธอ
“พังไปแล้ว”
น้ำตายังคงไหล ช้า ๆ ตามแก้ม ไม่มีการตอบโต้ ไม่มีความพยายามอีก เหมือนยอมแพ้
ดาริอุส เครน มองภาพนั้นศัตรู “หมดสภาพ”
เป้าหมาย “ตายแล้ว”
เขาปลดโล่
“หึ…” เขาถอยออกมาเล็กน้อย
“ก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ”
“ไม่นะ ดาริอุส!!!!” เสียงของ เอเดรียน วาเลนซิส ตะโกนขึ้นแต่สายไปแล้ว…
มอร์เทร่าขยับ เพียงนิดเดียวแล้วหายไปจากจุดเดิมไปโผล่ข้างร่างของวีด เธอทรุดลงคุกเข่าข้างเขา
“วีด…” เสียงแผ่ว สั่น
มือของเธอแตะลงบนร่างเขา ลูบเบา ๆ
“หนูน้อยที่รัก…”
“งานของเธอยังไม่เสร็จนะ…”
เธอก้มลงใกล้ หน้าผากเกือบแตะเขา
“ตื่นขึ้นมาก่อน…”
“ทำงานของเธอให้เสร็จ…”
“จบมัน…ก่อนนะ”
ลมหายใจของวีดยังไม่ดับ หัวใจ…ยังเต้น แผ่ว แต่หนักแน่น และในวินาทีนั้น—
พลังของมอร์เทร่าทำงาน
บาดแผลทั้งหมด รอยแตก ความเสียหายค่อย ๆ
“ไหล”
จากร่างของวีด เข้าสู่ตัวเธอ ทีละส่วน ทีละชิ้น เหมือนกำลัง “ถอดชีวิต”
มอร์เทร่าล้มลง ทันที หัวใจหยุดเต้น ไม่มีการดิ้น ไม่มีเสียง
ร่างของวีด เริ่มขยับ ลมหายใจกลับมา
เขาลืมตา
“…”
สายตามองไปที่เธอ
“มอร์เทร่า…”
เขาค่อย ๆ นั่งขึ้น มือสั่นแตะร่างของเธอ
“มอร์เทร่า…”
เขาเขย่าเบา ๆ ไม่มีการตอบสนอง
“…”
เขาเขย่าแรงขึ้น
“ตื่น…”
เสียงเริ่มสั่น
“ตื่น…”
“ลูกแมว…” เขาพึมพำเหมือนเรียกอะไรบางอย่าง
“เหมือนลูกแมวไม่ตื่น…” น้ำตาเริ่มไหล เขาส่ายหน้า
“ไม่เอา…”
“ไม่เอาลูกแมวไม่ตื่น…”
เขากอดร่างเธอแน่น
เขย่า
เรียก
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีอะไรตอบกลับ ความเงียบแผ่ไปทั่วสนาม
เอเดรียนมอง ดวงตาเบิกกว้าง เขากัดปากตัวเองจนเลือดซึม
“มัน…ไม่ควรเป็นแบบนี้…” เสียงเขาแหบ
“ไม่…”
“ฉัน…ทำอะไรลงไป…”
แม้แต่ดาริอุสก็ยังนิ่ง
ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครพูด มีเพียงเสียงสะอื้นของบางสิ่ง
ที่ “ไม่ควรอยู่ในสนามรบ”
วีดเริ่มสะอื้น ไหล่สั่น
ลมหายใจขาดเป็นช่วง
ใบหน้าบิดเบี้ยว
เขาเกร็งทั้งร่าง
แล้ว—
“อว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก—!!!”
มันไม่ใช่การโจมตีมันคือ “การร้องไห้” สุดหัวใจ
แรงระเบิดปะทุออกจากตัวเขา
ตูม—!!
ทุกอย่างรอบตัวถูกกระแทกออกไป
บลูเฟลมทั้งแนว ปลิวกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น หมดสภาพในครั้งเดียว
เอเดรียนโดนคลื่นกระแทกเข้าเต็ม ๆ
เลือดไหลออกจากหู จากดวงตา
ร่างเขาทรุดลงเข่ากระแทกพื้น มือยังค้ำไว้ได้ แต่แทบ “ล้ม”
มีเพียงดาริอุสที่วิ่ง “สวนเข้าไป” ไม่ถอย
โล่แสงถูกกางขึ้น ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ซ้อนทับ เขาเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “ทรงกลม” ครอบวีดไว้ แล้วอัดพลังลงไปชั้นแล้วชั้นเล่า หนึ่ง สอง สาม จนถึงสิบ และยังเพิ่มต่อไป
“ขังมันไว้…” เสียงสะท้อนของวีดถูกกักสะท้อนกลับพยายาม “ทำลายตัวเอง”
แต่แม้จะถูกขัง แรงสั่นสะเทือนยัง “ทะลุออกมา”และทุกคลื่น กัดกินร่างของดาริอุส เซลล์ กล้ามเนื้อ กระดูก ทีละชั้น
“ไม่—ดาริอุส—!” เอเดรียนพยายามตะโกนแต่ไม่มีเสียง
ทุกอย่างถูก “กลบ” โลกเงียบแล้ว
มืดลง
…
เขาลืมตาอีกครั้ง ร่างสั่นควบคุมไม่ได้
เขาพยายามยืนและภาพตรงหน้าหยุดนิ่ง
ดาริอุส เครน ยังยืนอยู่ แขนยกขึ้นเหมือนยังสร้างโล่ ไม่ขยับ ไม่มีลมหายใจ ข้างหน้าเขา
วีดนั่งอยู่กอดมอร์เทร่าไว้ไม่ขยับ
ทั้งสามเหมือน “รูปปั้น” ที่ถูกทิ้งไว้กลางสนามรบ ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหว
มีแค่ความว่างเปล่า
เอเดรียนก้มหน้ามือสั่น กำแน่น แล้วทุบลงกับพื้น
ครั้งหนึ่ง
อีกครั้ง
และอีกครั้ง
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีคำพูด
มีเพียงหัวใจที่ยังเต้น เหลือเพียงดวงเดียวในแนวป้องกันทิศใต้และมันหนักจนแทบทนไม่ไหว
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ