เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.

  19 ตอน
  0 วิจารณ์
  2,233 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 23.31 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

19) ฝึกฝน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
ไวท์คราวน์ เมื่องหลวงของอาณาจักรวอร์เกน
บ้านน้ำแข็ง
 
        “ใช่…ไม่โทร…ไม่มีข้อความ…ไม่มีอะไรเลย…” เอลินเซีย วินเทรส พึมพำเบา ๆ ขณะหั่นผักอยู่ในครัวของคฤหาสน์ที่นี่ไม่เหมือนห้องครัว…แต่เหมือน “โรงครัว” มากกว่า
คนครัวหลายคนทำงานของตัวเองต่อไปไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งกับเธอ มีเพียงหัวหน้าคนครัวที่คอยเหลือบมองเธอเป็นระยะเผื่อว่า “คุณหนู” จะต้องการอะไรเพิ่มเติม
โทรศัพท์ถูกวางไว้ข้างเขียง ปลายสายคือ นิโคล วิเรล ที่กำลังนั่งพิมพ์งานไปด้วย พูดไปด้วยเหมือนไม่ได้จริงจังกับบทสนทนานี้เท่าไรนัก
        “แต่เธอก็ฝากให้ฉันแอบไปดูหนุ่มกรกรรณทุกวันไม่ใช่หรือ” นิโคลพูดขึ้นเรียบ ๆ
        “ทำไมไม่ให้ฉันไปบอกตรง ๆ เลยล่ะว่า ‘โทรหาน้ำแข็งหน่อย’ แบบนั้นง่ายกว่านะ”
น้ำแข็งหยิบมันฝรั่งขึ้นมาปอกสายตายังนิ่งเหมือนเดิม
        “ไม่เอา…” เธอตอบสั้น ๆ
        “ฉันไม่อยากรบกวนเขา…แค่อยากรู้ว่าเขายังสบายดีไหมก็พอ”
        “ฮึฮึ…”
นิโคลหัวเราะในลำคอก่อนจะหันหน้ามาทางกล้อง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
        “ฉันว่า…เธอกลัวเขาพาผู้หญิงคนอื่นเข้าบ้านมากกว่ามั้ง”
ฉับ—มีดหยุดกลางอากาศมันฝรั่งในมือน้ำแข็งถูกบีบจนเละคามือ
        “อะ…ไม่ใช่ซะหน่อย…” เสียงตอบเบากว่าปกติเล็กน้อย
นิโคลเลิกคิ้ว
        “น้ำแข็ง…จะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่กัน” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
        “แล้วจะทนได้อีกนานแค่ไหน” เธอหยุดพิมพ์งาน
        “ถ้าเธอไม่คิดจะทำอะไร…ก็ตัดใจเถอะ”
        “เพราะดูแล้ว…ตาหนุ่มกรกรรณก็ไม่ได้จะทำอะไรเพื่อเธอเหมือนกัน”
คำพูดตรงไปตรงมาแทบไม่มีความอ้อมค้อมแต่—มันคือความจริง
น้ำแข็งนิ่งไปเธอวางมีดลงบนเขียงเสียงเบา…แต่ชัด
        “ฉันไม่รู้…” เธอพูดช้า ๆ
        “ก็คง…จนกว่าเขาจะมีคนอื่นล่ะมั้ง…”
ปลายสายเงียบไปวินาทีหนึ่งก่อนที่นิโคลจะหัวเราะออกมา
        “โอ้ยยยย สงสารพวกผู้ชายที่รอเธอจริง ๆ เลย!”
        “ตายไปเธอคงตกนรกแน่ ทำบาปกับผู้ชายดี ๆ เป็นสิบคน!” น้ำแข็งยิ้มมุมปากเล็กน้อย
        “หัวเราะไปเถอะ…” เธอสวนกลับเรียบ ๆ
        “เธอเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ปฏิเสธแทบทุกคน”
        “เราอาจจะได้ไปเจอกันที่นรกด้วยกันก็ได้นะ” 
นิโคลทำหน้าเซ็ง
        “โห พูดซะโรแมนติกเลยนะเนี่ย”
ยังไม่ทันจะเถียงต่อเสียงฝีเท้าก็ดังเข้ามา พ่อบ้านเดินเข้ามาหยุดห่างอย่างสุภาพ
        “ขออนุญาตครับคุณหนู…” น้ำแข็งหันไปมอง
        “คุณเอเดรียนมาขอพบครับ อยู่ที่ประตูทางเข้า จะให้เชิญเข้ามาไหมครับ”
        “โอ้…”
นิโคลอุทานทันทีจากปลายสาย น้ำแข็งถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะล้างมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
        “ไว้คุยกันนะนิโคล ฉันต้องไปต้อนรับเขาหน่อย”
        “อิจฉาชะมัด…” นิโคลบ่น “มีคนมาหาทุกวันไม่ซ้ำหน้า…”
แล้วสายก็ตัดไปทันที
น้ำแข็งยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งสายตาเธอเหลือบไปที่โทรศัพท์เหมือนกำลังรออะไรบางอย่างที่ไม่มีวันมาก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากครัวไป
ประตูคฤหาสน์วินเทรสเปิดออกอัตโนมัติรถสีดำคันหนึ่งแล่นผ่านเข้าไปอย่างนุ่มนวล เมื่อรถจอดสนิท คนที่ก้าวลงมาคือ เอเดรียน วาเลนซิส และ ดาริอุส เครน
ทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ชุดขาวจากเมืองหลวงและครั้งหนึ่ง—เอลินเซีย วินเทรส ก็เคยอยู่ทีมเดียวกับพวกเขา
ดาริอุส ชายผิวเข้ม ผมหยิก ร่างสูงผอมแบบนักบาส นิสัยยียวน กวนประสาทนิด ๆ
แต่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่น้ำแข็ง “ไว้ใจได้จริง”
ทั้งสองเดินเข้าไปในโถงคฤหาสน์ ที่นี่…ไม่ใช่ที่แปลกใหม่สำหรับพวกเขาจึงไม่มีความเกร็งไม่มีพิธีรีตอง แค่ยืนรอ…เหมือนคนคุ้นเคย
ไม่นานนักน้ำแข็งก็เดินเข้ามา วันนี้เธออยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีชมพูเนื้อนุ่มเรียบง่าย…แต่ยังคงดูโดดเด่น
        “สวัสดี ไปที่ห้องนั่งเล่นเถอะ เดี๋ยวจะให้พ่อบ้านเอาน้ำกับขนมมาให้”
เธอพูดสั้น ๆ แล้วเดินนำไป
ห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ทีวีจอใหญ่ เครื่องเล่นเกมและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มากพอจะทำให้ลืมไปว่าที่นี่คือ “คฤหาสน์ของตระกูลระดับสูง”
ดาริอุสเดินแซงขึ้นหน้าไปก่อนล้วงมือในกระเป๋าอย่างสบาย ๆ
        “ขอ…บอระเพ็ดชีสเค้ก กับน้ำต้มมะระนะเจ้าหญิง”
เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะ
        “ล้อเล่นนะ เธอคงไม่รู้หรอกว่ามันขมแค่ไหน ถ้าไม่เคยชิม”
เอเดรียนเดินตามเข้ามาช้า ๆ สายตานิ่ง
        “เบื่อไหม” เขาถามขึ้นตรง ๆ
        “ถูกย้ายกลับเมืองหลวงมาเป็น ‘ตำแหน่งสำรอง’ ของชุดขาว”
        “แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย…อยู่แต่ในบ้าน”
        “ไม่หรอก” น้ำแข็งตอบทันที
        “ก็มีอะไรให้ทำตั้งเยอะ”
เธอเดินเข้ามาในห้องก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นบางอย่าง
        “ดาริอุส…เอาเท้าลงจากโต๊ะ”
เสียงเรียบแต่แฝงความตึงเล็กน้อย
ดาริอุสที่กระโดดนั่งบนโซฟากลางห้องพร้อมยกเท้าพาดโต๊ะอย่างสบายใจ ยักไหล่
        “แหม เจ้าหญิง…อย่าเข้มงวดนักสิ”
เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหยิบแผ่นเกมขึ้นมาเลือกราวกับที่นี่เป็นบ้านตัวเอง
น้ำแข็งไม่สนใจต่อเธอหันไปหาเอเดรียนแทน
        “แล้วทางส่วนกลางจะทำยังไง…” เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา
        “ต้องมีคนไปแทนฉันใช่ไหม”
        “ทุกเมืองต้องมีชุดขาว 4 คน…”
        “แต่ตอนนี้ที่กรานเวลเหลือแค่ 3 คนเอง” น้ำเสียงเธอเบาลงเล็กน้อย “ฉันรู้สึกไม่ดีเลย…”
เอเดรียนเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม
        “อย่าคิดมากไปเลย” เขาพูดเรียบ ๆ “จะเป็นใครก็ไม่สำคัญ”
        “พวกเรามี ‘หน้าที่’ ไม่ใช่เอาแต่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ…” เขาเหลือบมองไปทางโซฟา
        “…เหมือนเจ้าดาริอุส”
ดาริอุสที่กำลังเล่นเกมอยู่ยกมือขึ้นชูนิ้วกลางทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง
น้ำแข็งเผลอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ความคิดของเธอลอยไปไกล ไกลกว่าเมืองหลวง ไกลกว่าหน้าที่
คนรับใช้ทยอยเดินเข้ามาจัดวางน้ำชาและขนมลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเสียงกระทบกันเบา ๆ กลบความเงียบที่ค่อย ๆ แผ่เข้ามาในห้อง
จู่ ๆ เอเดรียน ก็เอ่ยขึ้น
        “ทั้งหมด…เป็นความผิดพลาดของส่วนกลางที่กรานเวล” น้ำเสียงเรียบ แต่ชัด
        “ประเมินภารกิจพลาด ถ้าวันนั้นคนที่อยู่ด้วยเป็นไคลน์…หรือชุดขาวคนอื่น” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
        “ก็คงไม่ออกมาแบบนี้”
สายตาเขาเหลือบไปที่ เอลินเซีย รอคำตอบแต่เธอ—นิ่ง
เงียบสนิทเหมือนคำพูดนั้น “ไปกระทบอะไรบางอย่าง” ในใจ
เอเดรียนหรี่ตาเล็กน้อย
หาที่แทรกไม่ได้เลยแฮะ…
เขาปรับแผนในหัวทันที
งั้นลองกดอีกนิด
        “ได้ยินว่า…ตอนเจอกับวิสเปอร์” เขาพูดต่อด้วยสีหน้าเหมือนไม่รู้อะไรมาก่อน
        “มีเจ้าหน้าที่หน่วยแกะดำร่วมภารกิจด้วยใช่ไหม” น้ำแข็งยังไม่ตอบ
        “เขาคนนั้น…โชคดีมากนะ ที่ได้เธอคอยปกป้อง”
ตามปกติแล้วเธอจะไม่สนใจคำพูดแบบนี้เลยและตอนนี้—เธอก็ยังเงียบ 
แต่ไม่นานมือของเธอก็ขยับหยิบขนมขึ้นมา
กิน
หนึ่งคำ
สองคำ
สามคำ
เหมือนคนที่ “ต้องทำอะไรสักอย่าง” เพื่อกลบความรู้สึกบางอย่าง
        “ใช่…”
เธอพูดออกมาในที่สุด น้ำเสียงยังคงนิ่ง
        “เขาโชคดีมาก…” เงียบไปชั่ววินาทีก่อนจะตามด้วยคำสั้น ๆ
        “โง่มาก…”
        “แย่มาก…”
        “บ้าที่สุด…”
ปากยังคงเคี้ยวขนมต่อไปสายตาไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้วมันลอยกลับไป…ที่วันนั้นวันที่เขาเกือบตายตรงหน้าเธอ
คำตอบนั้นชัดเกินพอ 
เอเดรียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ช้า ๆ
สายตานิ่งลง
ถึงขั้นนี้เลยสินะ…
คิดถึงเขา…และกลัวจะเสียเขาไป
งั้นฉันคงต้อง…รอไปก่อน
        “โย่! เพื่อน ดูนี่!” เสียงของดาริอุสดังขึ้น เรียกทั้งสองคนให้หันไปมอง
หน้าจอทีวีมี “ข้อความด่วน” เด้งขึ้น
เขารีบคว้ารีโมทเปลี่ยนช่องทันที
ภาพข่าวสดปรากฏขึ้น
        “เมื่อสักครู่ เราได้รับการยืนยันแล้วค่ะว่า…” ผู้ประกาศหญิงพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
        “ทางการได้รับ ‘การ์ด’ จากกลุ่มมังกรดำ” ผู้ประกาศชายพูดต่อทันที
        “และตอนนี้ทางส่วนกลางได้อนุญาตให้เผยแพร่บางส่วนแล้วนะครับ”
        “เราจะอ่านให้ทุกท่านฟัง เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
หน้าจอซูมเข้าไปที่ข้อความเสียงในห้องเงียบลง
 
        “ถึงชาววอร์เกนทุกท่าน…”
        “กลุ่มมังกรดำ มีความจำเป็นต้องทำลาย ‘ผลึกดอกเบญจมาศเมือง’ ของกรานเวล”
        “เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้า”
        “ในวันที่ 30 ของเดือน 6”
        “โปรดให้ความร่วมมือ ไม่ออกจากเคหะสถาน”
        “ลงชื่อ…ชิน ไรโอเนล…มังกรดำ”
 
        “คุณกมลครับ! ผลึกดอกเบญจมาศเมืองเป็นของคู่บ้านคู่เมืองของกรานเวลเลยนะครับ!”
        “ใช่ค่ะคุณกวิน! นี่ถือเป็นการท้าทายอย่างชัดเจนมาก”
        “และวันนั้นก็เป็นวันบวงสรวงด้วยค่ะ อีกเพียง 7 วันเท่านั้น…”
        “น่าเป็นห่วงมากครับ แต่เชื่อว่าทางการจะเตรียมรับมือ—”

ปิด

ดาริอุสกดปิดทีวีทันทีสีหน้าเปลี่ยนเป็นเดือดจัด 
        “มันหยามกันเกินไปแล้วนะโว้ย…” เขากัดฟันแน่น “ไอ้พวกมังกรดำ…”
ในห้องไม่มีใครหัวเราะอีกแล้ว
น้ำแข็งนิ่งสายตาเปลี่ยนไปจากคนที่กำลัง “คิดถึงใครบางคน” กลายเป็นคนที่ “กำลังจะไปทำอะไรบางอย่าง”
 

บ่ายวันนั้น
วินเซนต์ วินเทรส เรียกประชุมใหญ่ ทั้งหน่วยทหารรถหุ้มเกราะ ทหารราบ ทัพอากาศ รวมถึงหน่วยพิเศษ “ชุดขาว”
อาณาจักรวอร์เกนประกอบด้วย 5 เมืองหลัก

ไวท์คราวน์ (เมืองหลวง)
ดราเคนฟอร์จ
ซิลวาเรีย
เวลมาริส
กรานเวล

แต่ละเมืองมีชุดขาวประจำ 4 คน
รวมทั้งหมด—20 คน

ห้องประชุมขนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลม เต็มไปด้วยนายพล ผู้บัญชาการ และผู้บริหารระดับสูง บรรยากาศ—เคร่งเครียด
พลัส ไกรเซอร์ ยืนอยู่ข้างวินเซนต์ ทั้งสองกระซิบคุยกันเป็นระยะเหมือนกำลัง “งัดกันเงียบ ๆ”
เอลินเซีย วินเทรส (น้ำแข็ง) เข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะ—ตัวสำรอง เธอนั่งรวมกับชุดขาวเมืองหลวง

เอเดรียน วาเลนซิส
ดาริอุส เครน
ลูเซีย เฟลน
โซลาร์ เฟลิกซ์


ก่อนเริ่มแถลงอย่างเป็นทางการวินเซนต์พูดขึ้นก่อน
        “ทำไม…” น้ำเสียงกดต่ำ “ทำไมต้องส่งชุดขาวของเมืองหลวงไปที่กรานเวล” เขามองแผนตรงหน้า
        “ผมไม่เห็นด้วย”
พลัสเงยหน้าขึ้นทันที
        “เพราะชุดขาวของเมืองหลวง…แข็งแกร่งที่สุดค่ะ ท่านรัฐมนตรี”
น้ำเสียงนิ่งแต่กดดัน
        “เราจะปล่อยให้มังกรดำทำลาย ‘ผลึกดอกเบญจมาศ’ ไม่ได้” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดชัดขึ้น
        “พวกมันไม่ได้ลอบโจมตี”
        “ไม่ได้ซ่อนตัว”
        “แต่…ประกาศล่วงหน้า”
สายตาเธอกวาดทั่วห้อง
        “และเลือก ‘วันบวงสรวง’”
เสียงเริ่มแข็งขึ้น
        “นี่ไม่ใช่แค่การโจมตีค่ะท่าน”
        “แต่มันคือ—การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของวอร์เกนต่อหน้าทุกอาณาจักร”
ห้องประชุมเงียบลงวินเซนต์นิ่งไปก่อนจะถอนหายใจแรง
        “…บ้าจริง”
เขาพูดเบา ๆ
        “แล้วคุณจะทำยังไง”
พลัสเปิดเอกสารขึ้น
        “ขอชุดขาวทั้ง 4 จากเวลมาริส”
        “ให้เคลื่อนที่เป็นทีมเข้าประจำ กรานเวล”
        “ดึงกำลังจากดราเคนฟอร์จ และซิลวาเรีย อย่างละ 2 คน”
        “มาประจำการที่เมืองหลวงและเวลมาริสแทนในช่วงที่ชุดขาวหลักไม่อยู่”
เธอไล่สายตาตามข้อมูล
ก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย
        “และที่สำคัญ…” สายตาหยุดที่น้ำแข็ง “เอลินเซีย ต้องกลับไปที่กรานเวล”
ทั้งห้องเงียบ
        “เธอเป็นคนของพื้นที่นั้น แค่การมีเธออยู่ในสนาม…ก็เพิ่มโอกาสสำเร็จได้”
วินเซนต์นิ่งไปก่อนจะตอบช้า ๆ
        “…ได้” แต่เขาเน้นเสียง “เอลินเซีย จะเป็น ‘ตัวสำรอง’ เท่านั้น”
พลัสยิ้มบาง ๆ “เข้าใจค่ะ” เธอพลิกเอกสารอีกหน้า
        “ได้ข่าวว่า…ก่อนถูกเรียกตัวกลับ”
        “เธอคือผู้แทนรำถวายผลึกใช่ไหมคะ” น้ำเสียงเหมือนเสียดาย
        “น่าเสียดายจริง ๆ” เธอหยุดเล็กน้อย
        “แต่ไม่เป็นไร”
        “เธอจะอยู่แนวหลัง”
        “ให้ข้อมูล หรือควบคุมสถานการณ์ก็เพียงพอแล้วค่ะ”
แผนทั้งหมดถูกสรุปวินเซนต์ลุกขึ้นยืนเดินไปยังโพเดียมภาพแผนยุทธการฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่
        “เราจะไม่ปล่อยให้กรานเวลล่ม” เขาพูดเสียงหนักแน่น
 

กำลังพลถูกประกาศทีละส่วน

หารราบ 600  นาย
หน่วยเกราะและนักรบหุ้มเกราะ 300 นาย
ตำรวจ 1,200  นาย
ชุดขาว 11  นาย
สำรอง 1  นายท


        “นี่คือกำลังทั้งหมด…” เขาหยุดเล็กน้อย “ที่เราจะใช้ปกป้อง ‘ผลึกดอกเบญจมาศ’”
ไม่มีใครพูดอะไรแต่ทุกคนรู้ดีนี่ไม่ใช่ “การป้องกันธรรมดา” แต่มันคือ
การตอบรับคำท้าของมังกรดำ
หลังจากการประชุมใหญ่จบลง น้ำแข็งขอแยกตัวออกจากกลุ่ม เธอเดินไปหา พลัส ไกรเซอร์ ที่ห้องเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว
        “สวัสดีค่ะ ท่านที่ปรึกษาพิเศษ สบายดีไหมคะ” น้ำแข็งเอ่ยทักตามมารยาทแต่พลัสยกมือห้ามทันที
        “ข้ามพิธีไปเถอะ” น้ำเสียงเรียบ
        “เธอมาก็ดีแล้ว ฉันเองก็มีเรื่องจะถาม” เธอมองตรงเข้าไปในตาน้ำแข็ง
        “กุหลาบแก้วที่เธอสร้างขึ้น…มันคืออะไร”
        “อธิบายมาให้ละเอียด”
น้ำแข็งนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างตั้งแต่จุดเริ่มต้น กระบวนการ ความรู้สึก แม้กระทั่ง “ความเป็นไปได้” ที่เธอเองก็ยังไม่แน่ใจ
พลัสฟังเงียบ ๆ ไม่ขัดจังหวะจนกระทั่งน้ำแข็งพูดจบ
        “อืม…” เธอพึมพำเบา ๆ
        “กับอาเธียน…เธอก็เคยสร้างได้”
        “แต่…มันไม่คงอยู่” พลัสหรี่ตาเล็กน้อย
        “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะ ว่ามนุษย์จะ ‘สร้างผลึก’ ได้”
        “และยิ่งไม่เคยคิดว่าจะมีคนที่ ‘รับได้ถึงสองชิ้น’ อย่างกรกรรณ”
เธอเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ
        “แต่นั่น…อาจเป็นเรื่องดี”
พลัสพิงโต๊ะเล็กน้อย
        “ความจริง ฉันอยากให้เธอใช้เวลาฝึกกับกรกรรณให้มากกว่านี้”
        “ถ้าฉันเดาไม่ผิด…”
        “พลังของเธอ…น่าจะ ‘มอบสิทธิ์บางอย่าง’ ให้เขา” น้ำเสียงเริ่มจริงจังขึ้น
        “อาจเป็นการควบคุมน้ำแข็งร่วมกัน”
        “หรือ…บางอย่างที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม”
        “ที่แม้แต่เราก็ยังคาดเดาไม่ได้”
น้ำแข็งนิ่งไปสายตาลดลงเล็กน้อย
        “งั้น…”
เธอพูดช้า ๆ
        “กุหลาบแก้ว…มันเกิดจากพลังสินะคะ” เว้นจังหวะ
        “…ไม่ใช่จากความรู้สึก”
เงียบ
พลัสเหลือบมองเธอก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
        “มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกนะ”
        “คะ…?” น้ำแข็งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
        “ความรู้สึกของเรา…” พลัสพูดช้า ๆ
        “ไม่จำเป็นต้องอายและอย่ารู้สึกผิด…ถ้ามันไม่ได้ผิดจริง”
เธอลุกขึ้นเดินไปชงกาแฟเหมือนเปลี่ยนเรื่องแต่ความหมาย…ยังค้างอยู่ในอากาศ
        “เธอเห็น อเล็ก ไหม?” พลัสถามขึ้นลอย ๆ “เขาเป็นยังไง”
        “คนทั้งอาณาจักร…เกลียดเขาใช่ไหม”
        “อะ…คือ…” น้ำแข็งลังเลเล็กน้อย
        “ก็คง…เป็นแบบนั้นค่ะ”
พลัสยิ้มบาง ๆ
        “แต่ฉันก็รักเขา” เธอยกแก้วกาแฟขึ้นมาสายตานิ่ง
        “ไม่ว่าใครจะมองเขายังไง…”
        “ฉันรู้แค่ว่า ฉันรักเขา”
เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
        “ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับทั้งโลกก็ตาม”
น้ำแข็งนิ่ง
        “และความรักแบบนั้น…” พลัสยกแก้วขึ้น “มันสร้างสิ่งที่ ‘ข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติ’ ได้”
จิบ—
        “โอ้ย!!”
เธอสะดุ้งทันทีรีบพ่นกาแฟออก
        “ร้อน!”
น้ำแข็งมองนิ่ง ๆ ก่อนจะยกนิ้วขึ้นเล็กน้อย
        “ให้หนู…ช่วยทำให้เย็นลงไหมคะ”
พลัสหัวเราะเบา ๆ
        “ขอบใจ”
เธอวางแก้วลงแล้วหันกลับมามองน้ำแข็งอีกครั้งสายตาคราวนี้…นุ่มลง
        “ยังไงก็ตาม ในระยะยาว…พวกเธอควร ‘จับคู่กัน’ ไว้”
น้ำเสียงจริงจังแต่มีรอยยิ้มมุมปาก
        “ฉันเชื่อว่าพวกเธอจะส่งเสริมกันได้ดี”
เธอยิ้มแบบผู้ใหญ่ที่ “รู้ทันทุกอย่าง”
        “ฉันหา ‘ข้ออ้าง’ ให้แล้วนะ” เธอพูดเบา ๆ
        “อย่าให้หลุดมือก็พอ”
น้ำแข็งยิ้มออกมาครั้งนี้…ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
        “ขอบคุณค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งสองคนพูดคุยกันต่อถึงแผนรับมือมังกรดำ รายละเอียดกำลังพลและการเตรียมตัว
เมื่อบทสนทนาจบลงน้ำแข็งลุกขึ้นและเดินออกจากห้อง
ครั้งนี้ก้าวเดินของเธอ
“เบาขึ้นเล็กน้อย”
 

บ้านพักครูฝึกอเล็ก
ภายในห้องนั่งเล่น อเล็ก และทีมแกะดำกำลังเปิด VOD call กับ พลัส ไกรเซอร์ บรรยากาศ…จริงจังผิดปกติ
        “ครั้งนี้ ฉันจะให้ทีมแกะดำเข้าร่วมด้วย” พลัสพูดตรง ๆ
        “แต่แกะดำ 02 เข้าร่วมไม่ได้” สายตาเธอเหลือบไปที่ เมโลดี้ สกาเล็ต
        “ถ้าให้สู้ในร่างเด็ก…ตายก่อนทำอะไรแน่”
        “แต่ถ้าใช้ร่างจริง…” เธอเว้นจังหวะ
        “ก็มีแต่จะเร่งให้เกิดสงครามกับน็อกเทียเร็วขึ้น”
อเล็กถอนหายใจ
        “แบบนั้นก็แย่น่ะสิ… หมีดำ ก็สู้กับมนุษย์ไม่ได้…” น้ำเสียงเขาเริ่มหมดหวัง
สายตาของทุกคนหันไปที่คนเดียว กรกรรณ กาลธารา
        “เหลือแค่กรกรรณ…” อเล็กพูดต่อ
        “…ก็พอไปวัดไปวาได้”
        “แต่ยังต้องฝึกอีกมาก”
พลัสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ
        “ฉันเบื่อวิธีของคุณจริง ๆ อเล็ก” น้ำเสียงเริ่มแข็ง
        “มังกรดำที่คุณสร้างขึ้น…กำลังก่อกวนแผนของฉันอยู่เรื่อย”
อเล็กยิ้มแห้ง ๆ
        “เอาน่าที่รัก… ฉันไม่ได้อยากให้พวกเขาเป็นแบบนี้”
        “แต่…พวกเขายังต้องอยู่” สายตาเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย
        “ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น”
พลัสนิ่งไปก่อนจะพูดช้า ๆ
        “เอาเถอะ…”
        “เราจะรับปัญหานี้ไปด้วยกัน”
แต่แววตา…เย็นลง
        “แต่ถ้าพวกมัน ‘ล้ำเส้น’…” เธอหยุด
        “ฉันไม่เอาไว้แน่” ไม่มีใครพูดอะไร
พลัสเริ่มแจกแจงแผนทันที
        “แกะดำ 01” เธอหันไปที่หมีดำ “ด้วยพันธะสัญญาที่ห้ามทำร้ายมนุษย์” “ให้อยู่แนวป้องกัน”
        “ดูแลฝ่ายพยาบาล และคนเจ็บ”
        “แกะดำ 02 และ 03” สายตาเลื่อนไปที่หนูแดง “ให้ทำหน้าที่สนับสนุน”
        “ขนย้ายของ ช่วยเหลือตามสถานการณ์แต่—ห้ามเข้าปะทะ”
สุดท้าย
        “กรกรรณ…” เธอหยุดเล็กน้อย
        “ลงสนาม”
คำสั้น ๆ แต่หนัก
        “ฉันจะใส่แผนของแกะดำเข้าไปในภาพรวม”
        “เวลาที่เหลือ…”
        “ซ้อม และเตรียมร่างกายให้เต็มที่”
สายตาของเธอมองผ่านจอเหมือนมองทะลุทุกคน
        “อย่าตายกันล่ะ”
สายตัดทันที
 

 
ห้องกลับมาเงียบยังไม่ทันมีใครพูดอะไร
ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
หนูแดงขยับก่อนใคร เธอวิ่งไปที่ประตูใช้เส้นผมของตัวเองเปิดออกแล้ว—
เธอก็ชะงักขนลุกชัน ผมฟูขึ้นทันทีเหมือนแมวตกใจ
“แง่ว…ฟ่อ…”
เธอกระโดดกลับมาเกาะกรกรรณแน่น
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ

นิโคล วิเรล
ไคลน์ อาร์เดล
เรน วัลคีร์

“สวัสดีค่ะ…” นิโคลยิ้ม
ยิ้มแบบที่ทำให้บรรยากาศเย็นลงทันที
“ขอรบกวนหน่อยนะคะ”
เธอเดินเข้ามาในบ้านโดยไม่รอคำเชิญ บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที
 
 

ภาพตัดมาที่ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะ ถ้วยชาในมือ…เป็นชา “ราคาถูก” ที่ อเล็ก ชงเอง บรรยากาศเงียบแปลก ๆ เหมือนทุกคนกำลัง “รอดูว่าใครจะเปิดก่อน”
        “สรุปว่า…อยากมาซ้อมด้วย?” อเล็กเป็นคนถามขึ้นน้ำเสียง…กังวลชัดเจน
นิโคล วิเรล ยิ้มบาง ๆ
        “ใช่ค่ะ” เธอวางถ้วยชาอย่างสุภาพ
        “ลำพังพวกเรา…ถ้าต้องสู้ตัวต่อตัวกับพวกมาสเตอร์ของมังกรดำ”
        “คงเทียบไม่ติด” เธอเหลือบไปทาง ไคลน์ แล้วใช้ศอกกระทุ้งเบา ๆ
        “ใช่ไหม ไคลน์”
        “ใช่…”
เสียงตอบสั้น ๆ ดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
ข้าง ๆ กัน เรน วัลคีร์ ก็เงียบแต่ไม่ได้ปฏิเสธ
        “อะ…คือ…” อเล็กเกาหัว
        “เวลามันเหลือน้อยนะ…”
        “เท่าไหร่ก็เอา” เรนพูดขึ้นทันทีโดยไม่มองหน้าใคร “พวกเราต้องการ ‘มุมมองใหม่’”
        “เพื่อเก่งขึ้น”
        “เดี๋ยวครับ ๆ!” กรกรรณ กาลธารา รีบยกมือแทรก
        “ผมไม่อยากให้เสียเวลานะครับ” ทุกคนหันมามอง
        “วิธีสอนของครูอเล็ก…” เขาพูดต่ออย่างจริงจัง
        “จากประสบการณ์ของผม”
        “มันไม่มีอะไรดีเลยครับ”
เงียบ
        “ไม่เห็นผล”
        “ไม่มีประโยชน์”
        “แถมยังเสียสุขภาพจิตอีกต่างหาก”
        “เฮ้ย ๆ!” อเล็กชี้ตัวเองทันที
        “ฉันยังนั่งอยู่นะ!”
บรรยากาศเงียบไปวินาทีหนึ่ง
ก่อนที่ไคลน์จะถอนหายใจ
        “เอาเถอะ…” เขาพูดเรียบ ๆ “บ้าบอยังไงก็จะลอง”
        “ตอนนี้พวกเราฝึกแบบไหนก็ ‘ติดเพดาน’ กันหมดแล้ว”
สายตาเขาจริงจังขึ้น
        “ไม่มีอะไรต้องเสีย…นอกจากเวลา”
อเล็กมองหน้าทุกคนสลับกันก่อนจะถอนหายใจ
        “…ก็ได้” เขาพยักหน้า
        “ถ้าอยากลอง ก็ลองดู”
เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก
        “แต่ก่อนอื่น…”
เย็นวันนั้นโต๊ะตัวเดิมถูกแทนที่ด้วยอาหาร “ชุดใหญ่สุดหรู” ที่ นิโคล วิเรล เป็นคนออกเงิน อาหารวางเต็มโต๊ะเครื่องดื่ม—ไม่อั้น
        “เย่~ แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า ‘ลูกศิษย์คนโปรด’” อเล็กพูดด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะลงมือกินทันที
นิโคลเองก็ไม่แพ้กันกินอย่างมีความสุขเหมือนมางานเลี้ยงมากกว่าฝึก
ส่วนอีกฝั่ง ไคลน์ และเรน นั่งกินเงียบ ๆ สีหน้าเรียบแต่ออกอาการ “เบื่อเล็ก ๆ”
ขณะที่อีกสามคน

หมีดำ
เมโลดี้ สกาเล็ต
กรกรรณ กาลธารา

นั่งนิ่ง อายจนแทบมุดโต๊ะหนี
ไม่มีใครพูดออกมาแต่คิดตรงกันอย่างหนึ่ง
“นี้มันหายนะชัดๆ…”
 
 

เช้าวันใหม่
กลุ่ม “ชุดขาว” มาถึงบ้านพักแต่เช้ายืนรออยู่ที่สนามฝึกหลังบ้าน ตรงหน้า—คือทีมแกะดำทั้งสามและตรงกลาง
อเล็ก ยืนยิ้มเหมือนกำลังจะได้ดูอะไรสนุก ๆ
        “ฮิฮิฮิ…” เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ดังขึ้น “ฉันอยากเห็นมานานแล้ว”
เขากางแขนออกเล็กน้อย
        “ในที่สุดก็มีวันนี้…ชุดขาว ปะทะ แกะดำ!!”
        “เอาดี ๆ สิครับครูฝึก…” กรกรรณพูดเสียงเหนื่อย
        “ผมไม่สนุกด้วยนะครับแบบนี้…”
ตรงหน้าเขา เรน วัลคีร์ ยืนจ้องเขม็ง นิ่ง เย็น ไม่พูดอะไรเลย
        “เราจะจับคู่ซ้อมกัน” อเล็กชูนิ้วขึ้นเหมือนประกาศเกม
        “ไคลน์กับหมีดำ”
        “นิโคลกับหนูแดง”
        “และเรนกับกรกรรณ”
        “ครูขา~” นิโคล วิเรล ยกมือขึ้นทันที เสียงใสผิดสถานการณ์
        “ขอจับคู่กับกรกรรณได้ไหมคะ~”
        “ได้สิ!” อเล็กตอบทันที
        “ลูกศิษย์เอกของฉัน อยากได้อะไรให้หมดเลย ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ข้าง ๆ กัน เมโลดี้ สกาเล็ต โน้มตัวมากระซิบกร
        “โดนซื้อด้วยมื้อเดียว…ครูฝึกราคาถูก”
        “ฉันยังไงก็ได้” เรนพูดสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปสลับตำแหน่งกับนิโคลสีหน้ารำคาญเล็กน้อย
        “เอาล่ะ ๆ!” อเล็กตบมือหนึ่งครั้ง
        “คู่แรก!” สายตาเขาหยุดที่
ไคลน์ อาร์เดล และ หมีดำ
        “หมีดำทำร้ายใครไม่เป็น” อเล็กพูดหน้าตาจริงจัง
        “เพราะงั้น—” เขาชูนิ้วโป้งขึ้น “การฝึกของคู่นี้คือ…”
        “ซูโม่นิ้ว!!!!”
        “…หา?” ไคลน์ขมวดคิ้วทันที “ไม่ให้สู้…แต่จะมาเล่นซูโม่นิ้วเนี่ยนะ”
เขาถอนหายใจ
        “…ก็ได้ ไม่แปลกใจอยู่แล้ว”
เขาเดินเข้าไปยกมือขึ้น
        “อืม…” หมีดำมองนิ้วของอีกฝ่าย
        “แขนดูแข็งแรงดีนะ” เขายิ้มบาง ๆ
        “แบบนี้…ฉันไม่อ่อนข้อให้หรอก”
นิ้วโป้งทั้งสองเกี่ยวกันแรงบีบเริ่มต้นเบา ๆ แต่หนักแน่น
        “อ้อ ๆ!”
อเล็กยกมือแทรก “ไม่จำกัดวิธีนะ! ใช้พลังได้เต็มที่ ไม่มีคำว่าโกง!”
ไคลน์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแววตาเปลี่ยนทันที
        “แน่ใจนะ… งั้นฉันจะจบให้เลยก็แล้วกัน” ทันทีที่พูดจบแรงโน้มถ่วงถูกบิด
        “กึก—” นิ้วโป้งของหมีดำถูกกดลงแรงมหาศาลพุ่งเข้าใส่จุดเดียว
แต่—ไม่ขยับ มไม่มีแม้แต่แรงสั่น
ไคลน์ชะงัก
        “…”
        “ไงน้องชาย…”
หมีดำพูดเสียงนุ่มรอยยิ้มยังคงอยู่
        “จะเริ่มหรือยัง”
แววตาไคลน์เปลี่ยนความหงุดหงิดเริ่มปะทุ
        “ได้…” เสียงเขาต่ำลง
        “งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้ว”
แรงกดเพิ่มขึ้นอีกระดับพื้นใต้เท้าทั้งคู่เริ่มสั่น ซูโม่นิ้ว— กลายเป็นการปะทะของ “พลังระดับสูง” โดยไม่มีใครยอมขยับ
 
อเล็ก เดินมาหยุดที่คู่ เมโลดี้ สกาเล็ต กับ เรน วัลคีร์ เขาเอียงคอนิด ๆ เหมือนกำลังคิดเกมใหม่
        “คู่นี้เอาอะไรดีนะ…” สายตาเลื่อนไปที่เรน
        “เรน เธอมีพลังอะไรนะ ฉันจำไม่ได้เลย” เรนถอนหายใจเบา ๆ
        “คมมีดลมครับ” น้ำเสียงเรียบ
        “อาวุธสำหรับสังหาร…ไม่ใช่ต่อสู้”
        “แค่ตัด—ก็จบ”
        “อืม…” อเล็กพยักหน้า
        “ถ้าตัดไม่เข้า…ก็จบเหมือนกันสินะ” 
เขายิ้มก่อนจะชี้ไปที่หนูแดง
        “งั้นเอางี้”
        “นายฝึก ‘แกะตัว’ ออกจากเส้นผมของหนูแดงก็แล้วกัน”
เรนขมวดคิ้ว
        “ใช้พลังได้…แต่ห้ามทำร้ายเธอ”
อเล็กยกนิ้วเตือน
        “โดยเฉพาะอย่าไปตัดคอเข้า…ล่ะ”
        “ครูฝึกครับ…”
กรกรรณ รีบแทรก
        “แบบนั้น…ไม่ต่างจากที่ผมโดนทุกเช้าเลยนะครับ จะมีประโยชน์จริงๆ หรือ”
อเล็กโบกมือ
        “แกนั่นมันเกินเยียวยาแล้วกร”
        “ไปสนใจคู่ตัวเองเถอะ”
เขาหันกลับไป
        “เอาล่ะ…หนูแดง เริ่มได้!”
        “ฮิฮิฮิ…” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นก่อนที่เส้นผมสีขาวจะพุ่งออกมา
        ฟึบ—!
พันรอบแขน ลำตัว ขา ของเรนในพริบตา
เรนสะบัดมือทันที
        วืด—!
คมมีดลมพุ่งออกแต่—
        ไม่เข้า
        “…”
เรนชะงัก
เส้นผมยังคงอยู่ ไม่ขาด ไม่สั่นเหมือน “ตัดอากาศ”
        “เฮ้ย…อะไรวะเนี่ย!!” แรงรัดเพิ่มขึ้นทันทีจาก “แน่น” → “แน่นกว่าเดิม”
หนูแดงไต่ขึ้นไปบนหลังเขาเกาะแน่น
        “กรี๊ดดดด!!” เรนเสียอาการทันที
        “ออกไปนะโว้ย!!”
        “โอ๊ย…ขนลุก!! หยะแหยง!!”
        “ว้ากกกก!!”
เขาดิ้น ล้ม กลิ้งไปกับพื้น แต่เส้นผม—ยิ่งรัดแน่น ในเวลาไม่กี่วินาทีเรนแทบจะกลายเป็น “มัมมี่เส้นผม”
        “สู้เขานะเรน~” 
 
อเล็กพูดเหมือนดูละครก่อนจะหันไปอีกฝั่ง
        “และคู่สุดท้าย…” สายตาไปหยุดที่ นิโคล วิเรล
        “จะเอาอะไรดีนะ”
        “นิโคล เธอมีความสามารถอะไรนะ”
นิโคลยิ้มทันทีรอยยิ้มใส ๆ แต่แฝงอะไรบางอย่าง
        “ครูฝึก…รู้จัก ‘หงอคง’ ไหมคะ”
        “…?” อเล็กนิ่ง
        “หนูคือแบบนั้นเลยค่ะ” เธอพูดสบาย ๆ “ต่อยเก่ง…ตีเก่ง…” 
        “แล้วก็ควงกระบอง…หนักหนึ่งตัน”
        “…”
ทั้งอเล็กและกรเงียบพร้อมกันไม่รู้จะ “อึ้ง” หรือ “ประทับใจ” ดี
นิโคลไม่สนใจเธอหันไปมองกรสายตาเปลี่ยนทันที
        “จากข้อมูล… กรกรรณมีสายตาที่ดีใช่ไหม”
กรพยักหน้าช้า ๆ
        “งั้น…” เธอยิ้ม
        “ฉันอยากลองสู้ระยะประชิด แต่…แบบช้า ๆ”
กรนิ่ง
เขาเริ่มเข้าใจแล้ว ทำไมเธอถึงเป็น “เพื่อนสนิทของน้ำแข็ง”
คนคนนี้ มองทะลุ เข้าใจเร็ว และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ตั้งแต่เธอเข้ามา ทุกอย่างเหมือนถูก “กำหนดทิศทาง” ไว้แล้ว
แม้แต่ อเล็ก ก็เหมือนกลายเป็นแค่ “ตัวประกอบ”
        “ก็ดี” อเล็กยิ้ม “ทำการบ้านมาดีมาก”
เขาหันหลังเดินกลับเข้าบ้านพัก
        “ฉันยกกรกรรณให้เธอดูแลเลยก็แล้วกัน”
ทันทีที่เขาหายไปไม่มีใครสนใจคู่นี้อีก
เสียงดิ้นของเรนยังดังอยู่ด้านหลัง
เสียงหัวเราะของหนูแดงยังไม่หยุด
แต่ตรงนี้—เงียบ นิโคลก้าวเข้ามาใกล้ ช้า ๆ รอยยิ้มยังอยู่แต่สายตา—เปลี่ยนไป
เหมือนนักล่าที่เจอของเล่นชิ้นใหม่
ในสายตาเธอ กรกรรณ ไม่ต่างจาก จิ้งจกในอุ้งเท้าแมว
นิโคล วิเรล ค่อย ๆ ตั้งท่า ไม่มีท่าทางรีบร้อนไม่มีแรงกดดันรุนแรงแต่กลับทำให้บรรยากาศ “ตึง” ขึ้นอย่างประหลาด
        “เดี๋ยวครับ…” กรกรรณ กาลธารา ยกมือขึ้นเล็กน้อย
        “ผมไม่เคยต่อสู้เลยนะครับ…สู้ไม่เป็นจริง ๆ”
นิโคลยิ้ม
        “คนที่น้ำแข็งเลือก…” เธอขยับเท้าเข้ามาหนึ่งก้าว
        “ฉันเชื่อว่าเธอมองคนไม่ผิด” อีกก้าว
ช้า
นิ่ง
        “เพราะงั้น…”
เธอชกออกมา
ช้า
ช้าจนเหมือนตั้งใจให้เห็น
        “นายต้องเก่งขึ้น…” หมัดยังเคลื่อนอยู่ “…เพื่อตัวนายเอง”
กรมอง เขา “เห็น” ไม่ใช่แค่หมัด แต่เป็น “บางอย่าง” ที่เคลื่อนตามมัน เหมือนคลื่นเหมือนแรงที่ไหลออกจากร่างของนิโคล
เขาสามารถ “เดินหลบ” ได้ทันทีแต่—เขาไม่ทำ ร่างกายของเขา…ขยับเอง
ช้า
ในจังหวะเดียวกับหมัด
เฉียด
กรชะงัก
        “เมื่อกี้…?” นิโคลยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอไม่หยุดหมัดถัดไปมาช้าเหมือนเดิมแต่แม่นยำ
กรเริ่มขยับ หลบ ปัด เอียงตัว ทุกอย่าง—ยังคง “ช้า” แต่กลับ “พอดี” อย่างน่ากลัว
        “คะ…คุณนิโคล…” กรพูดไป หลบไป
        “เรากำลังทำอะไรกันอยู่ครับ…” เขาหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อยแต่สายตา—คมขึ้น
        “ผม…ไม่เข้าใจ” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
        “แต่รู้สึกว่ามันมี ‘รูปแบบ’” 
หมัดพุ่งมาอีกครั้งเขาเอียงหลบ
        “ร่างกายผม…กำลังจดจำอะไรบางอย่าง”
เขามอง พื้น ระยะ ช่องว่าง
        “ตรงไหนอันตราย…” เขาถอยครึ่งก้าว
        “ตรงไหน…เป็นจุดโจมตี”
นิโคลยิ้มไม่ใช่รอยยิ้มปั่นแต่เป็นรอยยิ้มของ “คนที่ได้คำตอบแล้ว” เธอเร่งจังหวะขึ้นเล็กน้อย ยังคงช้าแต่ซับซ้อนขึ้นกรยังตามทัน
 

วันแรกของการฝึก—จบลงอย่างรวดเร็ว
อีกฝั่งหนึ่ง ไคลน์ อาร์เดล นั่งนิ่งมองมือของตัวเองเหมือนยังไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น
        “…ทำอะไรมันไม่ได้เลย…” เสียงเขาเบา
        “แกะดำ…มันปีศาจชัด ๆ”
ข้าง ๆ กัน เรน วัลคีร์ นั่งกอดเข่าสีหน้าหม่น
        “ใช่…ผิดมนุษย์เกินไปแล้ว”
มีเพียงนิโคล ที่นั่งพักยิ้มบาง ๆ เหงื่อท่วมตัวเหมือนเพิ่งออกกำลังกายหนัก
 
        “ไง…” อเล็ก เดินเข้ามา “แบบนี้…พอไหวกันไหม”
        “สนุกมากค่ะ” นิโคลยกมือขึ้นทันที “พรุ่งนี้หนูมาอีกนะ”
        “มันยังไม่จบ…” ไคลน์พูดเสียงต่ำ “พรุ่งนี้ฉันจะเอาคืน”
        “ฉันไม่อยากมาหรอกนะ…” เรนพูดตามตรง 
        “…แต่เส้นผมนั่น” เขาสบถเบา ๆ
        “เป็นจุดอ่อนที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”
ทั้งสามคนลุกขึ้นเดินออกจากบ้านพัก
 
กรนั่งอยู่ที่เดิมมองตามแผ่นหลังพวกเขา เขายังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่เขารู้แล้วว่า—
        “การฝึกแบบนี้…” เขาพึมพำเบา ๆ
        “…มันไม่ปกติเลยจริง ๆ”
 
การฝึกที่ดูแปลกประหลาดแต่โฟกัสเพียง “แกนเดียว” ของ อเล็กผ่านไปอย่างรวดเร็ว—5 วัน และผลลัพธ์…
น่ากลัวกว่าที่ใครคาดไว้
คู่แรก หมีดำ และ ไคลน์ อาร์เดล
        “ซูโม่นิ้ว” ที่ดูเหมือนเรื่องเล่น กลายเป็นการปะทะของพลังระดับสูงแรงโน้มถ่วงถูกบีบอัด…ลงสู่ “ปลายนิ้ว”
ไคลน์ไม่ได้ใช้นิ้วโป้งเพียงนิ้วเดียวอีกต่อไปแต่ใช้ “ทุกนิ้ว”
กด
บีบ
ควบคุม
แม่นยำ…และรุนแรง
แต่ถึงอย่างนั้นหมีดำ—ยังไม่สะเทือน
 

คู่ที่สอง
เมโลดี้ สกาเล็ต และ เรน วัลคีร์ 
เรนเลิกพยายาม “ตัด” เพราะรู้แล้วว่า—ทำไม่ได้ เขาเริ่มเปลี่ยนวิธี หมุนตัว ถอย หลบ ใช้คมมีดลมไม่ใช่เพื่อทำลายแต่เพื่อ “ชะลอ” จังหวะของเส้นผมเริ่ม “ถูกอ่าน” แม้จะยังสู้ไม่ได้แต่—เขา “ไม่โดนจับง่ายเหมือนวันแรกแล้ว”
 

และคู่สุดท้าย
กรกรรณ กาลธารา กับ นิโคล วิเรล
ไม่มีคำว่า “ช้า” อีกต่อไปทั้งสองเคลื่อนไหว เร็ว ลื่น ต่อเนื่อง
หมัด
การหลบ
การปัด
ทุกอย่างเชื่อมกันเหมือนกำลัง “เต้นรำ”
มีทั้งการโจมตีมีทั้งการเปิดจังหวะให้กันและบางช่วง—เหมือนทั้งคู่ “รู้ล่วงหน้า” ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร
อเล็ก ยืนมองอ้าปากค้าง
        “นี่มัน…” เขาพึมพำ “เกินกว่าที่ฉันคิดไว้…”
สายตาจับที่กร
        “เจ้าหมอนี่…ใช้พลังธรรมชาติกับร่างกายได้ขนาดนี้แล้วงั้นเหรอ”
เขายิ้มออกมา
        “แบบนี้…ก็พอมีลุ้นแล้วสินะ”
ขณะเดียวกันนิโคลขยับเข้าใกล้เข้าสู่ระยะประชิด
        “นายว่า…” เธอยิ้มบาง ๆ
        “เราเข้ากันได้ดีไหม?” หมัดตรงพุ่งมา กรหลบฉิวเฉียด ปัดมือเธอออก
        “อะไรนะครับ…เข้ากัน?” เขายังตั้งรับ “หมายถึงการเคลื่อนไหวใช่ไหมครับ”
        “หมายถึง…ร่างกาย” นิโคลพูดเรียบ ๆ ก่อนจะคว้ามือเขา 
ดึงเข้าใกล้
หลังของเธอกระแทกเข้ากับหน้าอกเขา
        “ใช่ครับ…การเคลื่อนไหวตอนนี้เราสอดคล้องกันมาก” กรยังคงโฟกัสกับการฝึก
        “ใช่…” นิโคลเอียงคอสายตาสบตรง ใกล้จนแทบหยุดหายใจ
        “ทั้งร่างกาย”
        “ความถี่”
        “แม้แต่…หัวใจ”
        “อะ…” กรนิ่งไปเสี้ยววินาที
ตู้ม!
แรงกระแทกจากหลังของนิโคลอัดเข้าเต็มหน้าอกจนกรปลิวกลิ้งไปกับพื้น
        “สำหรับความ ‘ซื่อบื้อ’…” นิโคลหัวเราะ “เรายังไม่เข้ากันนะ ฮิฮิฮิ”
กรลุกขึ้น ปัดฝุ่น หายใจแรงเล็กน้อย
แสบจริง ๆ…
เขายิ้มมุมปากก่อนจะตั้งท่าอีกครั้ง
        “ต่อครับ คุณนิโคล”
 
 

การฝึก…จบลงในวันที่ห้าเย็นวันนั้นไม่มีใครต้องพูดอะไร ทุกคนรู้ดี—พวกเขาควร “หยุด” เพราะอีกเพียงสองวันจะถึงวันบวงสรวงและศึกจริง
ไคลน์ อาร์เดล ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นในเชิงพลัง ไม่ได้ปลดล็อกอะไรใหม่
แต่เขา “เปลี่ยนวิธีใช้มัน” แรงโน้มถ่วงที่เคยใช้กว้างถูกบีบอัด จนเหลือเพียง “ปลายนิ้ว”
แม่นยำ รุนแรง และเพียงพอจะเป็น ท่าเผด็จศึก
 

เรน วัลคีร์
ไม่เคยอ่อน และยังคงไม่อ่อน แต่การเผชิญหน้ากับเมโลดี้ สกาเล็ต ทำให้เขายอมรับว่ามี “บางสิ่ง” ที่เหนือกว่าเขาอยู่
ตอนนี้ เขาเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ทิศทางพร้อมกับควบคุมคมมีดลม หมุน บิด แทง เหมือน “สว่านแห่งลม” ที่ไม่มีจังหวะตายตัว
 

และ นิโคล วิเรล
ดูเหมือนไม่ได้พัฒนาอะไรเลย แต่เธอรู้เมื่อถึงเวลา กรกรรณ กาลธารา จะสามารถ “ใช้เธอ” ได้เหมือนอาวุธที่มีชีวิต เหมือนที่เขาเคยใช้ เอลินเซีย วินเทรสในวันที่สู้กับวิสเปอร์
 

ก่อนจากกัน
ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงหน้า อเล็ก นิโคลเป็นคนก้าวออกมาข้างหน้า
        “ตอนนี้…” เธอพูดช้า ๆ
        “พวกเรารู้แล้วว่าคุณเป็นใคร” ลมพัดผ่านเบา ๆ
        “คุณไม่ได้ตั้งใจจะสร้าง ‘มังกรดำ’”
        “คุณแค่…สอนนักเรียนของคุณ” เธอสบตาเขาตรง ๆ
        “และปล่อยให้พวกเขา…เลือกเส้นทางของตัวเอง”
        “…” อเล็กไม่ตอบ
        “ขอบคุณ…สำหรับการฝึกที่ผ่านมา” ทั้งสามคน นิโคล ไคลน์ เรน
โค้งคำนับพร้อมกันแล้วหันหลังเดินจากไป
เหลือเพียงอเล็กยืนอยู่ตรงนั้น
นิ่ง
เงียบ
เหมือนบางอย่างในตัวเขากำลัง “ถูกประกอบขึ้นใหม่”
บางอย่างที่เคยแตกสลายไปนานแล้ว
ค่อย ๆ กลับมาเข้าที่
 
 
 
 
 
 
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา