ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,201 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

72) กองทัพที่ไม่อาจต้านทาน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
ไม่มีเวลาให้รีรอ ไม่มีการพักหายใจ มังกรทั้งสามเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ขัดแย้งกับขนาดและน้ำหนักของพวกมันโดยสิ้นเชิง
ลาดอน เลื้อยนำหน้าทิ้งระยะห่างจากมังกรอีกสองตัวอย่างรวดเร็ว
เพียง ครึ่งวัน มันก็ไปถึง ป่าเซราฟิน ป่าโบราณ ป่าที่เก็บงำความลับ ตั้งแต่โลกถือกำเนิด
ลาดอนเลื้อยเข้าสู่ใจกลางป่า ช้าลง ไม่เร่งรีบ ราวกับกำลัง “กลับบ้าน” มันขดลำตัว ปักหางลงกับผืนดิน ตรึงร่างให้มั่นคงแล้ว—
        หัวทั้งหนึ่งร้อยหัวก็คำรามขึ้นพร้อมกัน เสียงคำรามกึกก้อง ดังจนต้นไม้ ใบหญ้าสั่นสะเทือนทั่วทั้งป่า
บางต้นไม้ แตกยอด ออกดอก และออกผลอย่าง ผิดธรรมชาติ
ผลไม้เติบโตใหญ่เกินควร หนักเกินจะรับไว้ได้ เปลือกฉีกขาดและบางสิ่งก็ร่วงหล่นลงมามันไม่ใช่เมล็ดแต่เป็น สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาด บิดเบี้ยว แต่มีชื่อเรียกในตำนาน
        ไซคลอป  โทรล  ออร์ค  ก็อบลิน  แฟรี่  เซนทอร์  ไคเมร่า  ฮาปี้  กิเลน  นาค  ครุฑ และอีกมากมายที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ ไม่เคยมีใครบันทึก ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน พวกมันถือกำเนิด จากหินดิน โคลน ต้นไม้ แหล่งน้ำ
        ป่าเซราฟิน ให้กำเนิดอสูรนับไม่ถ้วนราวกับสะสมความอุดมสมบูรณ์ของโลกทั้งใบไว้เพื่อการปลดปล่อยในครั้งนี้เพียงครั้งเดียว กองทัพสัตว์เทพในตำนานถือกำเนิดขึ้นและ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่ไทฟอน และ ไฮดราจะมาถึงด้วยซ้ำ
 
 

✦ 2–3 วันแรก : หายนะที่ไม่มีใครมองเห็น ✦
ในสองถึงสามวันแรกเหล่าสัตว์ในตำนานที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างล้นหลามเริ่มแยกย้ายออกจากป่าเซราฟิน ไม่ใช่การรุกราน ไม่ใช่การบุกแต่เป็นการ กระจายตัวโดยไม่ตั้งใจ เริ่มจากพวกขนาดเล็ก
        แฟรี่        ฮาปี้        ก็อบลินและอสูรขนาดเล็กอีกมากมาย
พวกมันหลุดเข้าเขตเมือง หมู่บ้าน เส้นทางการค้าและส่วนใหญ่—ถูก นักล่า จับไปขายในฐานะ
        “ของแปลก”
        “สัตว์หายาก”
        “ตำนานที่จับต้องได้”
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจว่าหายนะกำลัง ก่อตัวอย่างเงียบงัน
มันไม่ได้มาเป็นคลื่นเดียวแต่มาเป็นการสะสม ทีละนิด ทีละชั้น จนกว่าจะถึงวันที่มัน พร้อม
 
 

ในตลาดมืดความเฟื่องฟูปะทุขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สัตว์ในตำนานมีราคาสูงด้วยคุณสมบัติของมันเองแม้แต่ กระดูกของก็อบลินยังสามารถนำไปบดผสมเป็นยาแก้ปวดได้
พวกมันถูกจับ ถูกฆ่า ถูกขาย แต่จำนวน… ไม่ลดลงเลย ตรงกันข้ามมันกลับ เพิ่มขึ้น
หมู่บ้านที่อยู่ใกล้แนวป่าเซราฟินเริ่มไม่อาจทนต่อการรบกวนของสัตว์ในตำนานได้อีกต่อไป
ผู้คนต้องอพยพ ทิ้งบ้าน ทิ้งไร่นา ทิ้งสุสานของบรรพบุรุษ
 
 

เหล่าผู้ปกครองแห่งอัลเทรนน์เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ การแพร่กระจาย…เร็วเกินไป และก่อนที่พวกเขาจะได้เริ่มถกเถียงอย่างที่เคยทำทุกครั้ง—หายนะก็มาถึงแล้ว
 
 

เมื่อ ไทฟอน มาถึงป่าเซราฟิน ร่างของมันสูงกว่า สามสิบห้าเมตร มีหัวมังกรเพียงหัวเดียว แขนขาคล้ายมนุษย์และขนาดร่างกาย ใหญ่กว่าไฮดราอย่างเห็นได้ชัด มันเดินลุยป่าอย่างเชื่องช้า โดยมีไฮดราตามมาไม่ห่างและ ลาดอน ขดตัวนอนอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อไทฟอนถึงใจกลางป่า มันคำรามขึ้นทันที เสียงนั้น ไม่ใช่ภาษา ไม่ใช่ถ้อยคำ แต่เป็น คำสั่ง
สัตว์ทุกตัวรับรู้โดยไม่ต้องแปลความ ทำลาย ทุกสิ่งที่แปลกปลอม ทำลายทุกสิ่งที่ไม่ได้ถือกำเนิดจากป่า
กองทัพสัตว์ในตำนานเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกัน พวกมันมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด 
เดิน
คลาน
วิ่ง
ทะลุออกจากป่า ปรากฏตัวต่อโลกราวกับกำลังทวงคืนผืนดินของพวกมัน
 
 

สายสื่อสารทั่วอัลเทรนน์ดังไม่หยุด
เสียงตะโกน เสียงร้องขอ เสียงสั่งการดังระงมในทุกสมาคม ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ข้อความเดียวกันถูกส่งต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
        “มังกรทั้งสามนำกองทัพสัตว์ในตำนานหลายหมื่นบุกอัลเทรนน์”
ไม่มีทางตั้งรับ ไม่มีเวลาเตรียมการ การอพยพฉุกเฉินเริ่มขึ้นในทันที
ใครทัน—รอด
ใครไม่ทัน—ตาย
 
 

ระลอกแรก
กลุ่มอสูรสี่ขาและพวกเลื้อยคลานที่เคลื่อนที่เร็วบุกถึงใจกลางเมืองก่อน พวกมันปะทะกับกลุ่มมือสังหารใต้ดินและนักล่าที่พยายามตั้งรับ ถ่วงเวลาให้ผู้ว่าจ้างเก็บทรัพย์สินของตน แต่เพียงเท่านี้—แนวรับก็เริ่ม ตึงมือ
 
 

ระลอกที่สอง
คือหายนะที่แท้จริง อสูรขนาดเล็กและขนาดกลางรูปร่างคล้ายมนุษย์ โหด ฉลาด และทรงพลัง เพียงระลอกเดียวแนวรับของอัลเทรนน์ก็ถูกทำลายอย่างราบคาบ ผู้คนจำใจถอย ละทิ้งทรัพย์สิน ละทิ้งผู้ที่ยังติดอยู่ในเมือง หลบหนีมุ่งหน้าไปยังชายแดนวาเลเธีย ประชากรเกือบ สามหมื่นคน อพยพอย่างไร้ความหวัง
 
 

ภายในเวลาเพียง หนึ่งวัน อัลเทรนน์พังพินาศ เมืองที่เคยงดงามถูกปกคลุมด้วยเหล่าสัตว์ในตำนานและพวกมันยังไม่ไปไหน ยืน นอน เฝ้า ราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง 
ราวกับกำลังรอคำสั่งต่อไป
 
 

ณ ห้องประชุมใหญ่ของวังหลวงแห่งวาเลเธีย ภาพฉายเวทปรากฏขึ้นกลางห้องเป็นร่างขนาดเล็กของ เซเรน่า ไนท์วินด์ หนึ่งในหกของคณะผู้นำแห่งอัลเทรนน์ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแววตาตื่นกลัว ชัดเจนว่าเธอกำลังขอความช่วยเหลือพื้นที่จอส่วนที่เหลือเต็มไปด้วยภาพเมืองที่พังพินาศอาคารบ้านเรือนถล่มถนนถูกฉีกขาดและกลางเฟรม—คือ มังกรไทฟอน ร่างมหึมาที่ทำลายทุกสิ่งเพียงแค่เดินผ่าน
        “ก่อนหน้านี้…ราวหนึ่งสัปดาห์”
        “เราพบสัญญาณของเหล่าสัตว์ในตำนาน”
        “แต่เราไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอ…”
เสียงของเซเรน่าสั่นเครือ
        “และตอนที่พวกมันบุก—มันเกิดขึ้นเร็วมาก!”
        “พวกมันมาเป็นหมื่นตัวทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า!”
แม้เธอจะไม่เห็นบาดแผลแต่ชุดที่สวมใส่ไม่เรียบร้อยเต็มไปด้วยรอยฝุ่นและคราบเลือดแห้งบ่งบอกชัดว่าเธอเพิ่งหนีออกมาจากสนามหายนะ
 
 

ราห์ซูร์มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตา นี่มันอะไรกัน…
ในอนาคตที่เขาจากมา ไม่มีสิ่งนี้ ไม่มีมังกร ไม่มีสัตว์ในตำนานนับหมื่น มีเพียงกองทัพทหารปีศาจ
แต่สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้—คือ มังกรถึงสามตัว พร้อมกองทัพอสูรที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกใด
        “เราจะช่วยให้ได้มากที่สุด เซเรน่า”
ราห์ซูร์เอ่ยเสียงหนักแน่นแม้หัวใจจะสั่นไหว
        “คุณกับผู้นำคนอื่น ๆ ยังอยู่ด้วยกันได้ไหม?”
        “เราจะส่งกำลังไปรับโดยเร็ว”
        “ทันทีที่ไปถึงจะเปิดประตูวาร์ปพาพวกท่านมายังที่ปลอดภัย”
เขาหันไปมองกราวด้าโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติม
กราวด้าพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปยังภาพฉาย
        “ให้อพยพประชาชนของพวกท่านเข้ามาก่อน”
        “วาเลเธียจะจัดเตรียมค่ายพักผู้อพยพให้พร้อม”
        “และจะตั้งแนวป้องกันแนวหน้าเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง”
จากนั้นเธอหันไปหา เซราด และ ไซรัส
        “ตรวจสอบเสบียงของเมืองให้พร้อม”
        “จัดเตรียมพื้นที่รองรับประชาชนจากอัลเทรนน์”
        “และเตรียมกำลังทหารทั้งหมด”
        “เราอาจต้องตั้งค่ายทหารเพื่อรับมือกับสัตว์อสูรพวกนั้น”
        “ครับ” / “ค่ะ” ทั้งสองรับคำสั่งทันทีโดยไม่ลังเล
 
 

กราวด้าหยุดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาราห์ซูร์
        “เรื่องนี้…เราต้องคุยกับ มอร์ดานิส ด้วย”
น้ำเสียงของเธอจริงจัง
        “หวังว่าบ้านพี่เมืองน้องของนายจะมีข่าวดีบ้างนะ ราห์ซูร์”
ราห์ซูร์ไม่ตอบทันทีสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจและความกังวลที่ยากจะปิดบัง
 
 

หลังข่าวการบุกทำลายของมังกรและเหล่าสัตว์ในตำนานที่กวาดล้างอาณาจักรอัลเทรนน์และยึดครองทวีปนั้นได้อย่างสมบูรณ์—ชาวเมืองมอร์ดานิสซึ่งหวาดผวาอยู่แล้วยิ่งระส่ำระสายหนักขึ้น
เมื่อพวกเขาเห็นเอมิลี่ และ อดีตเจ้าชายอัซราม ผู้ซึ่งบัดนี้ดูไร้ชีวิตดวงตาว่างเปล่าราวกับหุ่นกระบอกที่เดินได้ 
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ถนนสายหลักของมอร์ดานิส เบื้องหลังพวกเขาคือกองทัพ โกเลมทองคำ โลหะสีทองสะท้อนแสงแดดแห่งทะเลทราย เจิดจ้า งดงาม และน่าหวาดกลัว ทุกย่างก้าวของพวกมันหนักราวกับภูเขา ถนนที่ปูด้วยหินแข็งที่สุดของมอร์ดานิสซึ่งใช้งานมากว่าหนึ่งร้อยปี แตกร้าว พังทลายแทบไม่เหลือสภาพเดิม
 
 

ซาเฮล วาร์-นีร์ ยืนอย่างมั่นคงแต่หวาดหวั่นอยู่หน้าประตูทางเข้าวังประตูบานนั้น—คือประตูเดียวกับที่เอมิลี่พังทำลายในวันที่เธอเหยียบย่างเข้ามาครั้งแรกและมันยังไม่เคยถูกซ่อมแซม
เอมิลี่เดินมาหยุดตรงหน้าเขา ไม่รีบร้อน ไม่ลังเล เธอยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย
        “ฉันอยากคุยกับผู้นำของที่นี่”
        “ไปตามมาเดี๋ยวนี้”
ซาเฮลมองเธออย่างสุขุมสายตากวาดผ่านเอมิลี่ผ่านเทพศาสตรา—อดีตเจ้าชายอัซรามซึ่งเขามั่นใจแล้วว่านั่นไม่ใช่ “เจ้าชายอัซราม” อีกต่อไป
จากนั้นเขามองไปยังกองทัพโกเลมทองคำ ซาเฮลไม่มีคำถามไม่มีข้อสงสัยแม้แต่น้อย ชาวมอร์ดานิสทุกคนรู้จักตำนานเล่าขานของกองทัพโกเลมทองคำที่ผู้วิเศษคนแรกสร้างขึ้น
และในวันนี้—ตำนานนั้นยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาจำเป็นต้องยอมรับมัน
        “ข้าคือ ซาเฮล วาร์-นีร์”
        “แม่ทัพใหญ่ และผู้ดูแลอาณาจักรมอร์ดานิสในเวลานี้”
        “หลังจากที่เราสูญเสียราชาของเราไป”
น้ำเสียงของเขาสงบแม้ต้องพยายามควบคุมสติอย่างยิ่ง
        “ท่านต้องการสิ่งใด”
        “เอมิลี่… แห่งวาเลเธีย”
เอมิลี่สะดุดกับคำเรียกนั้นดวงตาแข็งขึ้นเล็กน้อย
        “ไม่” “ไม่ใช่วาเลเธีย”
น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบ
        “ฉันคือ ผู้ลงทัณฑ์แห่งแสงสว่าง”
        “ตัวแทนของเทพปฐพี”
        “ฉันมีคำถาม”
        “แค่ตอบมา”
ซาเฮลระมัดระวังมากขึ้นเขาค่อย ๆ ปล่อยมือให้ว่าง ไม่ยกขึ้นจับดาบ ไม่แสดงท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย
        “ถามมาเถิด”
        “ฉันจะตอบ… หากฉันตอบได้”
เอมิลี่กวาดตามองรอบตัว ทหารของเขา บ้านเรือนที่ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา ผู้คนที่กลั้นหายใจอยู่หลังผนัง
ก่อนจะถามเพียงคำเดียว
        “จะ เข้าร่วม …หรือ ต่อต้าน”
ซาเฮลตั้งสติอีกครั้ง คำถามนั้นไม่เกินความคาดหมาย
เข้าร่วม—คือการยอมจำนนแต่ยังมีทางรอด
ต่อต้าน—คือการสูญสิ้นโดยยังไม่ทันเริ่มอะไรเลย
เขารู้ดีว่าเอมิลี่จะไม่เหลือใครไว้หากเขาเลือกผิด
        “ขอถามสักข้อ”
ซาเฮลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนิ่งแต่หัวใจเต้นรัว
เอมิลี่อาจฆ่าเขาได้ทันทีแต่เขาจำเป็นต้องรู้
        “กองทัพนี้…”
        “เกี่ยวข้องกับข่าวมังกรที่โจมตีอัลเทรนน์หรือไม่”
        “ท่านตั้งใจจะให้พวกเราไปสู้กับมังกรงั้นหรือ?”
เอมิลี่ยิ้ม
        “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงน่าสนุก”
เธอพูดอย่างสบายใจราวกับพูดถึงเกม
        “แต่ไม่ใช่”
        “มังกรเหล่านั้น…”
        “เป็น ของฉัน”
        “และจุดหมายเดียวของทุกกองทัพที่ฉันนำมา—”
        “คือ ซากของวาเลเธีย”
ซาเฮลกลืนน้ำลายหัวใจเต้นแรงจนมือสั่นแต่เขาเก็บอาการไว้ได้และเลือกทางรอดในตอนนี้
        “เข้าร่วม” เขากล่าวชัดถ้อยชัดคำ “นั่นคือสิ่งที่ข้าเลือกท่านเอมิลี่”
ซาเฮลโค้งคำนับก่อนจะหันหลังและเดินนำเข้าไปในวัง
เอมิลี่ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ เธอเพียงเดินตามเข้าไปและกองทัพโกเลมทองคำก็ตามเข้ามาจัดแถวในลานกว้างของวัง
        สามสิบแถว
        สามสิบตอน
เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส งดงาม สมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของทหารทุกคน—สิ่งที่พวกเขาเห็นมีเพียงความหายนะ
เอมิลี่เดินขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ของราชาซุลคานราชาที่เธอได้สังหารไปก่อนหน้านี้
        เทพศาสตราเดินไปยืนอยู่เบื้องซ้ายของเธอ นิ่ง เงียบ ราวกับหุ่นยนต์ที่ติดตามเจ้านายในระยะที่ถูกกำหนดไว้
        “แข็งไปหน่อยสำหรับที่นั่งโง่ ๆ แบบนี้”
เธอพูดด้วยเจตนาดูถูกเพื่อจับปฏิกิริยาของซาเฮล แต่เขายังคงนิ่ง อดทน ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
        “ขออนุญาตแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมกำลังพลครับท่านเอมิลี่”
ซาเฮลพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและระมัดระวังที่สุด 
เอมิลี่ยิ้มเยาะ
        “ว่ามา”
        “คนของท่านต้องกิน ต้องนอน”
        “ไม่เหมือนกองทัพของฉัน”
คำดูถูกนั้นชัดเจนและตั้งใจ ซาเฮลไม่โต้ตอบเขาเพียงรายงานตามความจริง
        “การบุกวาเลเธียไม่ใช่เรื่องง่าย”
        “หากจะทำสงครามเราจำเป็นต้องรวบรวมกำลังเกือบทั้งหมดและบุกในครั้งเดียว”
        “ที่ชายแดนมีค่ายทหารซึ่งสามารถรองรับกำลังพลของมอร์ดานิสได้ราวสามหมื่นนาย”
        “แต่การเคลื่อนกำลังเช่นนั้นต้องใช้เสบียงจำนวนมาก”
        “หากจะเดินทัพหรือเตรียมการใด ๆ ข้าจำเป็นต้องขอเวลาอย่างมาก เจ็ดวัน”
เอมิลี่แสดงสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยแต่เธอเข้าใจข้อจำกัดของมนุษย์
        “อ่อนแอจริง ๆ”
เธอถอนหายใจ
        “แต่ก็ได้”
        “ฉันจะให้โอกาสท่าน”
        “บุกวาเลเธีย”
        “สร้างผลงาน”
        “และนำหัวของ ราชินีแห่งวาเลเธีย มาให้ฉัน”
ดวงตาของเธอแข็งกร้าวขึ้น
        “แต่ห้ามฆ่า ราชาราห์ซูร์”
        “ถ้าเขาตาย—พวกแกจะหัวหลุดทุกคน”
        “ข้าให้เวลา สิบวัน”
        “ตีวาเลเธียให้แตก”
        “ไม่อย่างนั้น ก็ตัดหัวตัวเองก่อนที่ฉันจะไปถึง”
 
 

“หากท่านต้องการสิ่งใดโปรดเรียกใช้ข้าราชบริพารเหล่านี้ได้”
ซาเฮลโค้งคำนับรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เขามอบหมายให้คนของมอร์ดานิสเข้าดูแลเอมิลี่ก่อนจะเดินออกจากท้องพระโรงอย่างสงบ
 
 

ซาเฮลเดินออกจากวังและตรงไปยังหอประชุมใหญ่ อ้อมไปด้านหลังห้อง เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นกลไกเปิดประตูลับลงสู่ชั้นใต้ดิน
ที่นั่นห้องประชุมขนาดกลางถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการลับ ผู้นำจากทุกฝ่ายนั่งรออยู่แล้ว
สิบหกคน
ทุกคนรอเพียงเขาเพื่อเริ่มการประชุม จอประชุมทางไกลเปิดขึ้นภาพที่ปรากฏ คือ ราชาและราชินีแห่งวาเลเธียความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา
ซาเฮลโค้งคำนับ 
        “เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ท่านราห์ซูร์ ท่านกราวด้า”
        “มังกรไทฟอน เป็นกองทัพของเอมิลี่”
        “และเธออ้างว่าเป็นตัวแทนของเทพปฐพี”
        “จากพลังและการกระทำของเธอ—ข้าเชื่อว่าเธอไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย”
ราห์ซูร์พยักหน้าก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
        “ขอบคุณสำหรับข่าวสารจากท่านซาเฮล”
        “เราจัดเตรียมพื้นที่สำหรับอพยพประชาชนของท่านไว้แล้ว”
        “เมื่อท่านพร้อมวาเลเธียก็พร้อมเช่นกัน”
ซาเฮลก้มศีรษะ
        “ข้าต้องขอบคุณเช่นกัน”
        “ข้าได้ตบตาเอมิลี่โดยอ้างว่าจะรวบรวมกำลังทั้งหมดไปยังค่ายชายแดนของมอร์ดานิสเพื่อเตรียมบุกวาเลเธีย”
        “และจะใช้โอกาสนี้อพยพประชาชนออกไปพร้อมกัน”
        “เสบียงทั้งหมดจะถูกนำออกไปให้มากที่สุด”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
        “เมื่อถึงวันที่สงครามมาถึง”
        “ทหารมอร์ดานิสจะเป็นด่านหน้าให้ท่าน”
        “แม้เป็นศึกที่ไม่อาจชนะ”“มอร์ดานิสจะไม่หันดาบเข้าหามนุษย์ด้วยกัน”
        “เราจะตาย—อย่างมีศักดิ์ศรี”
อัล-บาราน แม่ทัพกองพลเคลื่อนที่เร็ว ลุกขึ้นยืนกลางที่ประชุม และชี้แจงแผนต่อหน้าผู้นำทุกฝ่าย รวมถึงราชาแห่งวาเลเธีย
        “แผนของเราคือ ข้าจะคุมกำลังพลบางส่วนของข้าไว้ที่เมืองหลวง”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
        “บางส่วนจะปลอมตัวเป็นชาวบ้านและคนรับใช้ เพื่อให้เมืองยังดูมีชีวิตตามปกติ ในช่วงเจ็ดวันนี้ ขอให้ทุกฝ่ายเร่งอพยพประชาชนและเสบียงให้ได้มากที่สุด เมื่อทุกท่านพร้อมแล้ว ให้ส่งสัญญาณกลับมา พวกข้าจะถอนกำลังออกทันที”
หลังจากแบ่งหน้าที่กันในที่ประชุม ทุกคนแยกย้ายอย่างเงียบเชียบ เวลา กลายเป็นตัวแปรเดียวที่ชี้ขาดระหว่างความอยู่รอดกับความตาย
แผนดำเนินไปอย่างราบรื่นการอพยพเป็นไปอย่างแนบเนียน ผู้คนแฝงตัวไปกับขบวนเสบียงทหารเข้าประจำแนวชายแดน และทรัพยากรทุกอย่างถูกทยอยลำเลียงข้ามไปสู่วาเลเธีย
อัล-บาราน ยังคงสั่งให้กองกำลังของเขา “จัดฉาก” หลอกเอมิลี่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เธอยังคงเสพสุขอยู่ในเมือง — อาหาร การแสดง การเอาใจจากผู้รับใช้ทุกคน
เอมิลี่อยู่เพียงลำพัง ไม่มีสายข่าว ไม่มีผู้สังเกตการณ์ ไม่มีใครเป็นหูเป็นตาให้เธอ เธอเพียงรอ ตามที่ซาเฮลบอก และเชื่อเขาในทุกถ้อยคำ
เหล่ามังกรและสัตว์เทพทั้งหลายก็รอเช่นกันมันรอ “คำสั่ง” จากเอมิลี่และบัดนี้ พวกมันได้กระจายตัวออกไปจนยึดครองทั้งทวีปอัลเทรนน์ในระดับที่ไม่อาจกู้คืนได้อีกต่อไป ป่าเซราฟินขยายอาณาเขตอย่างไร้การควบคุมกลืนกินเมืองหลวงของอัลเทรนน์ไปจนสิ้น
 
 

ราห์ซูร์ยังคงนั่งอยู่หัวโต๊ะรับฟังรายงานตัวเลขจากทุกฝ่ายอย่างเงียบงัน 
เซเรน่า หนึ่งในผู้นำของอัลเทรนน์ — ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวนั่งร่วมประชุมในฐานะผู้นำผู้อพยพและกองกำลังอิสระ
ซาเฮล ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนกำหนดเข้าร่วมประชุมเช่นกัน
ราชครูไซรัส เป็นผู้เปิดอ่านรายงานสรุปตัวเลขของกองกำลังทั้งหมดที่ต้องเตรียมรับมือกับ “ภัยพิบัติระดับพระเจ้า” ที่กำลังจะมาถึง
 
 

กำลังรบฝ่ายพันธมิตร
วาเลเธีย

ทหารราบ: 15,000
พลธนูและอาวุธระยะไกล: 8,000
จอมเวทย์: 3,500
ปืนใหญ่เวทย์: 8  กระบอก

มอร์ดานิส

ทหารราบ: 20,000
ทหารเกราะหนัก: 8,000
ทหารเคลื่อนที่เร็ว:

เดินทางมาแล้ว 4,000
ประจำการร่วมกับอัล-บารานในมอร์ดานิส: 1,500


พ่อมด หมอผี และหมอยา: 2,300

อัลเทรนน์

กำลังส่วนกลางที่เหลือรอด: 7,000
กิลด์นักล่าทั้งหมดรวมกัน: 8,500
นักล่าอิสระ: 9,500

 

ขณะที่การอภิปรายในที่ประชุมยังคงวนเวียนอยู่กับแผนการที่ยังไม่ลงตัว ราห์ซูร์เอนตัวเข้าใกล้กราวด้า และกระซิบด้วยเสียงต่ำ
        “ในอนาคตที่ฉันย้อนเวลา… ฉันสามารถสร้างมิติหยุดเวลาสมบูรณ์ได้ แม้แต่เทพ…หรือแม้แต่ความตาย ก็ไม่อาจขยับได้ภายในนั้น แต่ในเส้นเวลานี้ ฉันทำเช่นนั้นไม่ได้”
แม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบแต่ประโยคนั้นกลับดังพอจะทำให้ทั้งห้องประชุมเงียบงัน
ทุกสายตาหันไปมองชายผู้เอ่ยว่าเขาเคย “หยุดยั้งเทพและความตาย” มาแล้ว
กราวด้ามองเขานิ่งน้ำเสียงยังคงสุขุม แต่แววตาเผยความต้องการรู้ที่ไม่อาจปิดบัง
        “นั่นคือทางออกที่เราจะทำลายมังกรทั้งสามได้ โดยแทบไม่ต้องสูญเสียกำลังเลย”
เธอพูดช้า ๆ
        “ทำไมทำไม่ได้ บอกมาเถอะ ราห์ซูร์”
เมื่อทุกคนตั้งใจฟัง ราห์ซูร์จึงถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยความจริง
        “การสร้างมิติหยุดเวลาสมบูรณ์ต้องมีของวิเศษสามอย่างและการคำนวณที่ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที”
เขาเงยหน้ามองทุกคน
        “ชิ้นแรก — มงกุฎปฐมกษัตย์แห่งมอร์ดานิส ที่สุสานราชวงศ์ ซึ่งตอนนี้…อยู่ในการควบคุมของเอมิลี่”
ซาเฮลขมวดคิ้วทันที
        “สุสานราชวงศ์มอร์ดานิส มีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่เข้าไปได้และตอนนี้…พวกเขาตายหมดแล้วด้วยฝีมือของเอมิลี่”
ราห์ซูร์พยักหน้า ก่อนกล่าวต่อ
        “ชิ้นที่สอง — หยดน้ำตาของเซราฟิน ซึ่งฉันไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน และชิ้นที่สาม —ลูกแก้วที่สร้างจากกระดูกสีดำของผู้วิเศษ”
ยังไม่ทันที่ใครจะถามเซเรน่าก็พูดขึ้นถึง หยดน้ำตาของเซราฟิน 
        “หยดน้ำตาของเซราฟิน เคยถูกเก็บไว้ในห้องโถงใหญ่ของอัลเทรนน์ แต่มันถูกทำลายระหว่างความโกลาหลและหยดน้ำตานั้น…ถูกแฟรี่ตัวหนึ่งขโมยไปต่อหน้าข้าเอง ข้าไม่คิดว่ามันจะมีค่าถึงระดับนั้น”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ราฟาซึ่งยืนนิ่งอยู่นานสีหน้าดูไม่สบายใจขึ้นทุกขณะ สุดท้าย เขาก็ก้าวออกมาน้ำเสียงสงบ…ราวกับคนที่ตัดสินใจแล้ว
        “กระดูกดำของผู้วิเศษ…คือข้าเอง”
เขาร่ายมนต์ใส่ตัวเองเวทจำแลงที่ปกปิดร่างแท้ถูกปลดออก
เมื่อเขาอ้าปาก ทุกคนเห็นชัด — ฟันของราฟาเป็นสีดำสนิททั้งปาก
        “ข้าคิดมาตลอดว่าตัวเองผิดปกติกระดูกสีดำ…ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป”
เขานั่งลงช้า ๆ
        “แต่ตอนนี้ ข้ารู้แล้วว่าข้าเกิดมาเพื่ออะไร”
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดราห์ซูร์ลุกขึ้นทันที
        “ไม่ ท่านราฟา” น้ำเสียงเขาแข็งกร้าวกว่าที่เคย “เราจะไม่ทำเช่นนั้น”
เขามองไปรอบห้องราวกับย้ำกับทุกคน — และกับตัวเอง
        “ในอนาคตของฉันทุกอย่างพังทลายไปหมดแล้วอาณาจักรล่ม เอมิลี่ ราชินีแห่งความมืดลงมือ โลกแตกเป็นเศษฉันจึงสามารถรวบรวมของวิเศษเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายเพราะไม่มีสิ่งใดเหลือให้ต้องรักษา”
เขากำหมัดแน่น
        “แต่ในเส้นเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุด…ไม่ใช่ชัยชนะที่ง่ายแต่คือ การรักษาสิ่งที่ยังไม่ถูกทำลาย”
ราห์ซูร์ส่ายหน้า
        “การสร้างมิติหยุดเวลาในตอนนี้หมายถึงการยอมแลกชีวิตยอมทำลายความหวังและเร่งให้โลกเดินไปสู่จุดพังทลายแบบเดียวกับอนาคตที่ฉันมา”
เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
        “เพราะงั้น แนวทางนี้…จะไม่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะฉันทำไม่ได้แต่เพราะฉัน จะไม่ยอมให้โลกต้องพังอีกครั้ง”
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา