ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  84 บท
  2 วิจารณ์
  5,201 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 16.14 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

71) สงครามที่มนุษย์ไม่เห็นทางชนะ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
          สายลับของวาเลเธียรายงานว่า หลังจากข่าวการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของ เอมิลี่ ที่อัลเทรนน์ก็ไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลย
เวลาผ่านไปกว่า ห้าเดือน ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีภัยคุกคาม ไม่มีลางร้าย ไม่มีสิ่งใดให้น่าวิตกกังวล ราวกับเรื่องราวทั้งหมดได้สิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ
 
 

          ซูร์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง งานบริหารบ้านเมืองส่วนใหญ่เขามอบหมายให้ กราวด้า เป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนตัวเขาออกเยี่ยมเยียนประชาชน ทำตามตารางงานที่ ราชครูไซรัส วางไว้อย่างเคร่งครัดและในบางวันเขาจะลงไปเยี่ยมนักโทษอุกฉกรรจ์ อดีตสมาชิกของลัทธิความมืดด้วยตนเอง
หลังจากได้พูดคุยกับกราวด้าและแซร์ค ราห์ซูร์ก็เข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้ “เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ” พวกเขาสามารถออกจากคุกได้หากต้องการ
แต่ไม่มีใครทำ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเคารพในคำสั่งของกราวด้า
อย่างไรก็ตามถึงแม้พวกเขาจะเปลี่ยนไป โทษจากสิ่งที่เคยกระทำก็ยังคงต้องรับให้ครบถ้วน
 
 

          วันหนึ่งราห์ซูร์เดินเข้าไปในห้องขัง ที่ใช้ควบคุมอดีตกลุ่มลัทธิความมืดไว้รวมกัน
          “สวัสดี เม็ตช์” เขาทักขึ้นอย่างเป็นกันเอง “สบายดีไหม?”
          “สบายดีพะยะค่ะ” เม็ตช์ตอบทันที “ทุกคน…ยังไม่ตาย”
เขาเหลือบไปมอง เกอร์ และ ริชชี่ ซึ่งมีสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่า แซร์ค มาด้วย มีเพียงคนเดียวที่ยังคงนั่งเงียบอยู่บนเตียงของตนเองในมุมห้อง บัฟ
 
 

ราห์ซูร์หันไปมองเขา สายตาเต็มไปด้วยความสนใจราวกับเป้าหมายที่แท้จริงของการมาเยือนครั้งนี้คือชายผู้นั้น
          “สวัสดี เซเรส…” เขาหยุดเล็กน้อย “…ไม่สิ ฉันควรเรียกนายว่า บัฟ สินะ”
          “เป็นอย่างไรบ้าง?”
บัฟเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “สวัสดี ราชา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบไม่ใช่น้ำเสียงของผู้เคารพแต่ก็ไม่ใช่การท้าทาย เป็นเพียง…ความเฉยเมยปนรำคาญเล็กน้อย
          “มีอะไรให้รับใช้หรือไม่”
 
 

ราห์ซูร์ไม่อ้อมค้อม
          “ฉันเสียดายความสามารถของนายจริง ๆ”
          “ทั้งด้านการบริหารและการค้าขาย”
เขามองอีกฝ่ายตรง ๆ
          “ถ้านายยอมช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการค้าของอาณาจักร”
          “วาเลเธียจะได้ประโยชน์มาก”
 
 

แต่บัฟกลับเอนตัวพิงผนังสีหน้าไม่แสดงความสนใจแม้แต่น้อย
          “มันง่ายอยู่แล้ว”
เขาพูดเสียงเรียบราวกับประชด
          “ถ้านายมีพลังของ เวทวาจาประกาศิต”
เขาหัวเราะในลำคอ
          “เปลี่ยนก้อนหินให้เป็นทองคำก็ได้ ง่ายใช่ไหมล่ะ?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองราห์ซูร์แววตาแฝงความขุ่นเคืองที่ไม่เคยจาง
          “ไปบอกกราวด้าสิ”
          “เปลี่ยนวังทั้งหลังให้เป็นทองก็ยังได้”
คำประชดนั้นชัดเจนเกินกว่าจะเข้าใจผิด โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ดีว่า เวทวาจาประกาศิตของเขา ถูกกราวด้าชิงไปตั้งแต่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย
          “ไม่เป็นไร” ราห์ซูร์กล่าวอย่างใจเย็น “ฉันรู้ว่านายไม่ใช่คนใช้วิธีแบบนั้นอยู่แล้ว”
เขายิ้มบาง ๆ
          “ฉันแค่อยากเห็นคนที่สามารถจัดการ สมาคมพ่อค้าของอัลเทรนน์ ได้อยู่หมัด เพียงแค่ประกาศว่าจะขึ้นราคาไวน์คุณภาพต่ำเท่านั้นเอง”
ราห์ซูร์หันหลังเตรียมจะไป
          “ไว้ฉันจะแวะมาใหม่ถ้านายเปลี่ยนใจ”
 
 

เมื่อหันกลับมาเขาก็ต้องถอนหายใจยาว เพราะตรงหน้าเขามี แซร์คอยู่สองคน
          “เกอร์” ราห์ซูร์พูดด้วยน้ำเสียงหน่าย ๆ “หยุดปลอมตัวเป็นแซร์คได้แล้ว แล้วใครกันแน่…ตัวจริง?”
แซร์คทั้งสองหันไปชี้ใส่กันเองทันทีไม่มีใครยอมรับว่าเป็นตัวจริงสักคนเดียว
สุดท้ายเกอร์ก็หัวเราะออกมา ก่อนจะคลายร่างกลับสู่สภาพเดิม
แซร์คหัวเราะตามบรรยากาศตึงเครียดในคุกคลายลงอย่างน่าประหลาด
 
 

หลังจากพูดคุยกับเหล่านักโทษพิเศษเสร็จราห์ซูร์เดินทางต่อไปยัง ค่ายทหารบริเวณวังชั้นนอก วันนี้เป็นวันสำคัญวันที่วาเลเธียจะยกระดับศักยภาพกองทัพขึ้นไปอีกขั้น
วันนี้คือ วันทดสอบปืนเวทย์มนตร์ การทดสอบนำโดย รองแม่ทัพเรน ร่วมกับ จอมเวทย์ราฟา ราฟาเป็นผู้แกะแบบแปลนปืนใหญ่ที่ราห์ซูร์มอบให้และสามารถหล่อ ปืนใหญ่เวทย์มนตร์ ได้สำเร็จเป็นกระบอกแรก
 
 

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอาวุธเวทย์แบบพกพาซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบต้นแบบ
โครงสร้างของมันมีลักษณะคล้ายหอคอยสูงราว สี่เมตร สามารถยิงกระสุนพลังเวทย์แบบวิถีตรงทั้งลงสู่พื้นดินหรือขึ้นสู่ท้องฟ้า
          “จากนี้ไปกองทัพวาเลเธียจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด!”
รองแม่ทัพเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม
          “ขอเชิญพบกับ ปืนใหญ่เวทย์มนตร์กระบอกแรกของวาเลเธีย!!!”
พิธีเปิดจัดขึ้นอย่างตื่นเต้นและให้ ราชาราห์ซูร์ เป็นผู้บรรจุพลังเวทย์เพื่อยิงเปิดพิธี ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
          “เรากำลังผลิตเพิ่มอีกสามกระบอก”
เรนกล่าวอย่างมั่นใจ
          “รับรองว่าไม่มีใครกล้าบุกวาเลเธียแน่นอน”
แต่ เซราดเพียงยิ้มบาง ๆ สีหน้าไม่ได้ประทับใจนัก
          “มันก็แค่อาวุธระยะไกล”
เขาพูดเรียบ ๆ
          “ฉันขอใช้ดาบกับโล่ดีกว่า มั่นใจกว่าเยอะ”
ทั้งสองจ้องตากันไม่มีใครยอมใคร
 
 

          “เอาน่า ๆ” ราฟารีบเข้ามาห้าม “อย่าหงุดหงิดใส่กันเลยท่านแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพ”
เขายิ้มก่อนจะหยิบกล่องออกมา
          “มีใครอยากกินขนมไหม?”
          “ฉันทำเองนะ”
เรนและเซราดชะงัก มองขนมตรงหน้าก่อนจะยิ้มอย่างเกรงใจ และการปะทะทางสายตาก็ยุติลงอย่างรวดเร็วด้วยพลังของ…ขนมของราฟา
 
 

          ยามเย็นบนดาดฟ้าของวังชั้นบนสุดชั้นของราชาและราชินี
ราห์ซูร์ เดินเข้าไปหากราวด้าซึ่งยืนมองไปยังขอบฟ้าทอดสายตาไปยังเขตแดนของอาณาจักรดินแดนที่ตอนนี้…เป็นของพวกเขา
เขาโอบกอดเธอจากด้านหลังอย่างช้า ๆ อ้อมแขนอบอุ่นแนบแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
          “ดูสิ” กราวด้าพูดพลางวางมือลงบนมือของเขา “ใครกันนะที่กำลังมาอ้อนฉัน”
          “นึกว่าเธอไม่ชอบให้ฉันอ้อนขอความรักซะอีก”
ราห์ซูร์พูดเสียงหยอก
          “บอกมาได้เลยถ้าไม่ชอบ ฉันจะได้ไปขอความรักจากคนอื่นแทน”
พูดจบเขาก็จูบลงที่ต้นคอด้านหลังของเธอเบา ๆ
กราวด้าหัวเราะในลำคอก่อนจะหันกลับไปสบตาเขา
          “ถ้านายทำแบบนั้นจริง”
เธอพูดยิ้ม ๆ
          “ฉันจะมัดนายไว้กับเตียงแล้วทำให้นายรู้ว่าใครเป็นเจ้าของนาย”
เธอจูบเขา ช้า ๆ มั่นคง
 
 

          “ราห์ซูร์…”
น้ำเสียงของกราวด้าเปลี่ยนไป เหมือนคนที่ผ่านการตัดสินใจอย่างหนักมาแล้ว มือของเธอค่อย ๆ ลูบลงที่หน้าท้องของตัวเอง
เธอกำลังตั้งครรภ์ชีวิตเล็ก ๆ กำลังก่อตัวขึ้นลูกของเธอ…และเขา สามเดือนแล้ว
เธอพยายามจะบอกเขาหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้า ความเขินอายและความกลัวว่าจะทำลายช่วงเวลานี้ทำให้เธอเงียบไว้
สุดท้ายเธอเลือกพูดอีกเรื่องหนึ่งแทน
          “ฉัน…ฝันร้าย”
ราห์ซูร์กอดเธอแน่นขึ้นอ้อมแขนของเขาอบอุ่นและมั่นคง
          “เวลาที่เรามีความสุขมาก ๆ” เขาพูดเสียงเบา “บางครั้งจิตใจก็จะสร้างฝันร้ายขึ้นมาเองเพื่อรักษาสมดุล”
เขาลูบหลังเธออย่างแผ่วเบา
          “อย่ากังวลไปเลย”
          “ตอนนี้อาณาจักรของเรามีจักรพรรดินีที่มีพลังไร้เทียมทาน”
เขายิ้ม
          “และยังมีแซร์คอีกคน”
          “แค่นี้…ก็ไม่มีใครทำอะไรเราได้แล้ว”
กราวด้ายิ้มและกอดเขาไว้แน่นเหมือนต้องการยึดความจริงนี้เอาไว้
          “มังกร…”
เธอพึมพำ
          “สามตัว…”
          “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์…”
เธอพยายามทำให้ภาพในฝัน ภาพของมังกรยักษ์ที่น่าสะพรึงกลายเป็นสิ่งที่ดี เป็นลางมงคล แม้ในใจลึก ๆ เธอจะรู้ดีว่าฝันนั้น…ไม่ใช่ฝันธรรมดา
 
 
 

อาณาจักรมอร์ดานิส หญิงสาวคนหนึ่ง—ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกบดขยี้ศักดิ์ศรีในวันที่ทุกอย่างแตกสลาย
 
… เธอก็กลับมาเพื่อแก้แค้น
เอมิลี่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ประตูทางเข้าวังแห่งมอร์ดานิส ตลอดเวลากว่า ห้าเดือน หลังจากได้รับพลังของ เทพปฐพีโบราณ เธอเชื่อฟังเขาอย่างสมบูรณ์ ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบและแม่นยำ
ฝึกจิต ปรับสภาพร่างกาย ทดสอบ—ทบทวน—และควบคุม
จนกระทั่งพลังของเทพไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป
มันกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของเธอ”
          “อัซราม อัลมาดิน…แกจะเป็นคนแรกที่ต้องชดใช้”
เอมิลี่พึมพำกับตัวเองก่อนจะก้าวตรงไปยังประตูปราสาท ประตูเหล็กสูงเกือบสามเมตร—ปิดสนิท
ทหารร่างใหญ่สี่นายยืนเฝ้าอยู่นิ่งราวรูปปั้น แต่ทันทีที่เธอเข้าใกล้เกินขอบเขตปลอดภัยพวกเขาขยับ
          “หยุดตรงนั้น—!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
          ร่างของทหารคนแรกก็แตกกระจาย กลายเป็นผงสีทองระยิบระยับ
ภาพนั้นอาจดูงดงามราวมายากลที่ใช้หลอกเด็ก—หากไม่ใช่เพราะ เท้าทั้งสองข้างที่ยังสวมเกราะยังตั้งอยู่บนพื้น พร้อมเลือดที่พุ่งกระเซ็นออกมาอย่างโหดเหี้ยม
ทหารอีกสามคนชักอาวุธพุ่งเข้าหาเธอโดยไม่ลังเล แต่ชะตากรรมของพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนแรก
บนกำแพงด้านบนทหารที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับชะงัก บางคนทำอาวุธหลุดมือก่อนจะตีระฆังส่งสัญญาณเตือนอย่างไร้จังหวะ
          โครม—!!!
ประตูเหล็กขนาดมหึมาถูกพลังบางอย่างอัดกระแทก กระเด็นเข้าไปด้านใน ทับร่างทหารที่ยืนอยู่หลังประตูตายไปหลายคนในพริบตา
และในวินาทีนั้นเอง—มอร์ดานิสยังไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับ “อะไร”
 
 

ทหารนายหนึ่งวิ่งสุดชีวิตฝ่าความโกลาหลเข้าไปในวังจนถึงโถงใหญ่
ราชา ซุลคาน อัลมาดิน กำลังสนทนากับเหล่าขุนนาง
          “เราโดนโจมตี! ฝ่าบาท!!!”
ซุลคานลุกพรวดขึ้น
          “เรื่องบ้าอะไรกัน! ใครโจมตี? พวกโจรทะเลทรายงั้นหรือ? มันบุกเข้ามาได้ยังไง!”
          “ไม่ใช่พะยะค่ะฝ่าบาท…มันมาคนเดียว—เป็นผู้หญิง”
เสียงทหารสั่น
          “เธอคือ เอมิลี่ อดีตรองราชองครักษ์แห่งวาเลเธีย เธอแข็งแกร่งมากนักรบของเรากำลังต้านเธอไว้—ขอให้ฝ่าบาทรีบหนีเถิดพะยะค่ะ!”
          “เฮอะ!!!”
ซุลคานคำรามอย่างเดือดดาล
          “นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! มอร์ดานิสคืออาณาจักรของนักรบผู้ยิ่งใหญ่!”
เขาฟาดกำปั้นลงบนโต๊ะ
          “บดขยี้มันซะ! ฆ่ามัน! แล้วเอาหัวมันใส่กล่องมาให้ข้า!!!”
ราชาซุลคาน ไม่เคยขึ้นครองอำนาจด้วยการบริหาร
สำหรับมอร์ดานิส—ความแข็งแกร่งคือผู้นำ และเขา… แข็งแกร่งจริง
 
 

นักรบโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งนับร้อยถูกเรียกระดมทันที
เอมิลี่ถูกล้อมอยู่กลางลานทรายขนาดใหญ่ซึ่งดูจะเป็น ลานประลอง ของอาณาจักรนี้
          ทหาร
          นักรบ
          พ่อมด
          หมอผี
ทุกสายตาจับจ้องมาที่หญิงเพียงคนเดียว ลมร้อนพัดทรายให้ลอยขึ้นรอบตัวเธอเอมิลี่สูดลมหายใจช้า ๆ และในวินาทีนั้นเอง—
เธอพุ่งเข้าใส่— ดาบแสงสีทอง ในมือหวดลงอย่างแม่นยำ ทุกการฟันคือการตัดสิน
ดาบนั้น ตัดทุกสิ่ง
          ร่างมนุษย์
          ดาบ
          เกราะ
          โล่
ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ไม่มีสิ่งใดรับไหว
นักรบหลายสิบคนถูกเธอพุ่งเข้าฟาดฟัน ร่างแตกเป็นชิ้น ๆ ก่อนจะทันรู้ตัวว่าตายไปแล้ว
          เวทมนตร์หลากสี ลูกไฟ พิษ คำสาปถูกยิง ถูกขว้าง ถูกระเบิดใส่เธออย่างโกลาหล แต่ท่ามกลางควันพิษและเงามืดเอมิลี่ยังคง เคลื่อนไหว เธอสังหารทุกคนที่อยู่ตรงหน้า อย่างเงียบ อย่างแม่นยำ
ทหารและนักรบของมอร์ดานิสไม่มีทีท่าว่าจะหมดลง
          จากหนึ่งร้อยกลายเป็นสองร้อย จากสองร้อยกลายเป็นห้าร้อยและยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
          เอมิลี่ไม่ได้ทำลายสิ่งปลูกสร้าง
          ไม่ได้ถล่มกำแพง
          ไม่ได้เผาเมือง
          เธอ ฆ่าเฉพาะคน
ราวกับกำลังทดสอบตัวเอง ทดสอบการควบคุมพลังที่ไร้ขอบเขต ด้วยความประณีตอย่างยิ่ง ทหารบางคนระเบิดกลายเป็นฝุ่นผงสีทอง บางคนถูกตัดเป็นชิ้น ๆ ทุกคนตาย ในการโจมตีครั้งเดียว
          ไม่มีการพลาด ไม่มีการโดนลูกหลง ไม่มีบาดเจ็บ มีเพียง “ถูกฆ่า” หรือ “ไม่ทันได้มีตัวตนอีกต่อไป”
ลานประลองหน้าปราสาทกลายเป็น ลานประหาร ทรายเปลี่ยนเป็นสีแดง ดินทรายชุ่มเลือด จนแทบกลายเป็นบ่อเลือดขนาดย่อม
แม้แต่ผู้ที่บ้าคลั่งที่สุดก็รู้ในวินาทีนั้นว่า—อะไรควรท้าทายและอะไร ไม่ควรแตะต้อง
          ไม่มีใครรู้ว่าเอมิลี่ฆ่าไปแล้วกี่คน หนึ่งพัน? หรือมากกว่านั้น? ไม่มีใครกล้านับ เหล่าทหารที่เหลือ เริ่มชะงักเริ่มถอย เริ่มรู้จักคำว่า กลัว และในวินาทีที่ความกลัวแทรกซึมถึงราชวงศ์—
ราชวงศ์อัลมาดินจำเป็นต้อง หนี 
          ซุลคาน อัลมาดินพร้อมด้วยบุตรอีกสามคนรีบหลบหนีออกทางลับด้านหลังปราสาท ทุกคนหวาดกลัวแต่คนที่หวาดกลัวที่สุด—คือ อัซราม อัลมาดิน
เมื่อเอมิลี่เห็นว่าเหล่าทหารเริ่มหยุด เริ่มลังเล เริ่มไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้า เธอก็หยุดเช่นกัน เอมิลี่ยืนอยู่กลางลานลดมือลงทั้งสองข้างราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่ดวงตาของเธอยังคงเดือดดาล
          “ส่งเจ้าชายลำดับที่สาม อัซราม อัลมาดิน มาให้ฉัน ทั้งเป็น”
          เธอไม่ได้ร้องขอ เธอสั่ง
          “ต้องเป็น…แบบมีชีวิตเท่านั้น”
น้ำเสียงนั้นไม่มีช่องว่างให้ปฏิเสธ
 
 

แม่ทัพแห่งมอร์ดานิสผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างกล้าหาญ ชี้ดาบไปที่เอมิลี่เขาอ้าปากกำลังจะพูด—
          “หุบปากซะ ข้าคือ—”
          ฟุบ!!!
ศีรษะของเขาหายไป แตกสลายเป็นละอองผงสีทอง กระจายเต็มอากาศ เหลือเพียงร่างไร้หัว เลือดพุ่งกระฉูด ก่อนจะทรุดลงบนผืนทรายที่ชุ่มเลือดอยู่ก่อนแล้ว
เอมิลี่ไม่แม้แต่จะมอง
          “ถ้ายังมีอีกคน”
          “ฉันจะทำลายเมืองนี้ทิ้ง”
          “แล้วค่อย ๆ ควานหาตัวอัซรามเอง”
เธอพูดอย่างไม่ใส่อารมณ์ ไม่เร่ง ไม่ขู่ แต่ทุกคำคือคำตัดสิน
เอมิลี่ยกมือขึ้นอีกครั้ง ชี้ ดาบแสงสีทอง ขึ้นสู่ท้องฟ้า
ดาบนั้นใหญ่โตจนไม่อาจมองเห็นปลาย สูงลิบราวจะผ่าเมฆ
 
 

ทหารทุกคนถอย บางคนล้ม บางคนวิ่งหนี บางคนทิ้งดาบ บางคนคุกเข่า
          “สามสิบนาที!!!”
          “ข้าให้สัญญา!”
          “ท่านจะได้ตามต้องการ!”
          “ได้โปรด…อย่าทำลายเมือง!!!”
นายทหารยศสูงคนหนึ่งตะโกนเสียงแตกสั่นด้วยความหวาดกลัว
          “สามสิบนาที”
          “ถ้าไม่ได้ตามที่ตกลง”
          “เมืองนี้จะเหลือเพียงชื่อ”
เอมิลี่ตวัดดาบเพียงครั้งเดียว
          ฉับ—!!
ยอดปราสาทซึ่งสร้างจากหินแข็งแกร่งที่สุดของมอร์ดานิสถูกตัดขาดออกจากตัวอาคารก่อนจะถล่มลงมาด้วยเสียงกึกก้องน่าสะพรึง
และในวินาทีนั้น—ทุกคนรู้ว่า เธอ ทำได้ และเธอ จะทำจริง
 
 

ไม่ถึงสามสิบนาที อัซราม อัลมาดิน ถูกจับ แต่ไม่ใช่แค่เขา ราชวงศ์อัลมาดินทั้งหมดถูกจับ คุกเข่าต่อหน้าเอมิลี่ ราวกับทรราชที่ถูกโค่น
มากกว่ายี่สิบชีวิตรวมถึงราชา ซุลคาน อัลมาดิน รอบข้างรายล้อมด้วยทหารนับพัน ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
เอมิลี่เดินเข้าไป หยุดยืนตรงหน้าซุลคานผู้ซึ่งถูกมัดมือ คุกเข่าอย่างหมดหนทาง
          “ราชาซุลคาน”
          “บอกฉันมา”
          “ใครคือสายเลือดโดยตรงของเจ้า”
ซุลคานเงยหน้าขึ้นมองลูกสามคนที่เกิดจากราชินีหนึ่งในนั้นคือ อัซราม จากนั้นเขามองไปยังลูกอีกสองคนที่เกิดจากสนม
รวมทั้งหมด—ห้าคน
เอมิลี่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
และในวินาทีนั้น—
          ปึง! ปึง! ปึง!
ศีรษะของราชวงศ์อัลมาดิน ระเบิดแตกทีละคน ไม่เว้นแม้แต่ซุลคาน
ร่างทั้งหมดล้มลง ไร้ชีวิต ต่อหน้ากองทัพของตนเอง ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีใครกล้าขยับ เอมิลี่เดินไปหาอัซรามคว้าโซ่ตรวนที่มัดเขาไว้ อัซรามดิ้นรน หวาดกลัว น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวแต่เธอไม่สนใจ
เธอลากเขาออกจากวังท่ามกลางความเงียบงันของอาณาจักรที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่างและในขณะที่ร่างของอัซรามถูกลากออกไป—เส้นทางของเขาก็ไม่ใช่ “ความตาย” 
แต่คือ การถูกหลอมให้กลายเป็นเทพศาสตรา
 
 

สามวันผ่านไปเอมิลี่เดินผ่านทะเลทรายลากร่างของอัซรามไปตามผืนทรายร้อนระอุ เธอตั้งใจทรมานเขาแต่ ไม่ยอมให้เขาตาย
ทุกครั้งที่อัซรามใกล้สิ้นใจ เธอรักษา และเมื่อเขาฟื้นเธอก็ทรมานเขาอีก วนซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จนในที่สุด—สติของอัซรามก็พังทลายแตกละเอียดไม่เหลือเค้าโครงของ “เจ้าชาย”
          “ใกล้แล้ว… เจ้าชาย” “ถึงที่ของท่านแล้ว…”
เอมิลี่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบขณะดึงโซ่ลากเขาไปอย่างช้า ๆ
เบื้องหน้าคือ สุสานต้นกำเนิดของผู้วิเศษ ทางตอนใต้ของมอร์ดานิส—ซากปรักหักพังของวัลดูร์
          “ไม่เอา… พอแล้ว…”
          “ฉันกลัวแล้ว…”
          “อย่า… ทำฉันอีกเลย…”
อัซรามพึมพำ ยกมือสั่นเทาขึ้นบังศีรษะและใบหน้า ร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลสั่นสะท้านเหมือนสัตว์ที่รอการเชือด
          “โถ่… เจ้าชายผู้งดงาม”
          “บอกตามตรงนะ—”
          “ฉันยังไม่พอใจเลย… แม้แต่นิดเดียว”
พูดจบ เอมิลี่ใช้นิ้วแทงเข้าที่ท้องของเขา เลือดไหลซึมออกมาผสมกับคราบเลือดเก่าที่แห้งกรัง รอยแผลแบบเดียวกันปรากฏเต็มหน้าท้อง—ร่องรอยจาก “นิ้วของเธอ” ที่เคยแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั่วร่างของอัซรามไม่มีที่ใดไร้บาดแผล
          “อ๊ากกก—!!!” “พอแล้ว… เจ็บ…” “จะตายแล้ว…!!”
เสียงร้องของเขาขาดเป็นช่วง ๆ เอมิลี่ถอนนิ้วออกเลือดกระเด็นเปื้อนมือเธอ
          “เสียงของท่านตอนนี้…” “ช่างไพเราะจริง ๆ” “จำได้ไหม?”“ตอนนั้น… ท่านก็ชมเสียงของฉันแบบนี้เหมือนกัน”
เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะปล่อยโซ่ คว้าผมของอัซรามแล้วลากเขาเข้าไปในสุสาน เสียงหัวเราะของเธอก้องสะท้อนอย่างน่าสยดสยอง
 
 

ร่างของอัซรามถูกวางลงบนโลงศพหินที่ว่างเปล่าในชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุดของสุสาน
          “เทพปฐพีบอกว่า… มีเพียงสายเลือดของผู้รับใช้ผู้วิเศษเท่านั้น ที่รับพลังนี้ได้”
เอมิลี่พูดราวกับกำลังอ่านตำรา
          “มันจะเปลี่ยนท่านให้กลายเป็น ‘เทพศาสตราวุธ’ สายเลือดของพวกอัลมาดิน… เชื่อมต่อกับพลังนั้นได้โดยตรง ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมพวกท่านถึงแข็งแกร่งผิดมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร”
          “เตียงหิน…?”
          “ไม่เอา…”
          “ข้าอยากกลับบ้าน…”
อัซรามพึมพำเพ้อเสียงเด็กหลงทางที่ไร้สติ
          “ไม่เอาน่า เจ้าชาย อีกเดี๋ยวท่านจะสบายแล้วหลังจากฉันทำธุระเสร็จจะมีทั้งหนุ่ม ๆ สาว ๆ คอยดูแลท่าน”
น้ำเสียงของเอมิลี่เหมือนพี่เลี้ยงที่กล่อมคนป่วยทางจิต
          “ท่านแค่อยู่เฉย ๆ ก็พอ”
          “จริงเหรอ…?”
          “มีหนุ่ม ๆ ด้วยใช่ไหม…?”
อัซรามมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังอันบิดเบี้ยวขณะที่ร่างกายเริ่มลอยขึ้นจากโลงศพหิน
เอมิลี่ยิ้มยิ้มอย่างพอใจ เธอโน้มหน้าเข้าไปใกล้ ดวงตาที่เคยมีแววมนุษย์—บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
          “ไม่โว้ย… ไอ้หอกหัก มันจะโคตรเจ็บ โคตรปวด โคตรทรมาน”
เสียงเธอสั่นด้วยความเกลียดชังที่ตกผลึก
          “และจะไม่มีใครรอแกอยู่ที่นั่น ไม่มีใครต้องการแก ไม่มีใครต้องการขยะอย่างแกอีกแล้ว”
          “ตายซะ”
หลาวเหล็กร้อนถูกเสกขึ้นในมือเธอ เอมิลี่แทงมันจากล่างขึ้นบน ช้า ๆ ตั้งใจทรมาน อัซรามดิ้น ร้อง เสียงแผ่วลงช้าลง ก่อนจะนิ่งสนิท
 
 

เอมิลี่ไม่จำเป็นต้องให้อัซรามมีชีวิตในขั้นตอนของพิธี เธอเพียงต้องการ แก้แค้น
หลังจากนั้นพิธีต้องห้ามก็เริ่มขึ้น พิธีลับที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จริง ของวิเศษทั่วโลกต่างขานรับ
กระแสพลังราวลำธารไหลรวมจากทุกทิศเข้าสู่ร่างไร้วิญญาณของอัซราม
เลือดสีแดงสกปรกถูกรีดออกจนหมด ร่างกายเหี่ยวแห้งราวมัมมี่ ก่อนจะถูกเติมเต็มด้วยของเหลวสีเงินที่ไหลเวียนแทนที่ ร่างนั้นพองขึ้นราวตุ๊กตาที่ถูกเป่าลม
หินทุกก้อนในสุสานเริ่มกรีดร้องตอบสนองพลังของของวิเศษ
แสงสว่างปะทุขึ้นรุนแรงจนผนังหินเรืองแสง ราวถูกชุบสารเรืองแสง และเมื่อแสงดับลง—
 
          เทพศาสตราวุธถือกำเนิด
 
เขายังคงมีรูปลักษณ์ของอัซราม ผิวสีแทน ใบหน้าคมหล่อ
แต่ดวงตา—เป็นสีเงินระยิบระยับไร้อารมณ์ไร้ตัวตน
จ้องมองเอมิลี่ราวกับศัตรูที่ต้องกำจัด
          “ข้าคือเอมิลี่”
          “ผู้ได้รับพลังแห่งเทพ”
          “และได้รับมอบหมายภารกิจจากมหาเทพ”
น้ำเสียงของเธอมั่นคง ราวกับรู้คำตอบล่วงหน้าทุกอย่าง 
          “ในนามของเทพปฐพี”
          “ขอสั่งให้เจ้าคุกเข่า”
เทพศาสตราวุธไม่พูดอะไร เขาเป็นเพียง ของวิเศษ ตุ๊กตา ผู้รับคำสั่ง เขาคุกเข่าลง และรอฟังคำสั่งต่อไป
 
 

เอมิลี่เดินออกมายืนหน้าสุสาน โดยมี เทพศาสตราวุธ เดินเคียงข้างเธอ ไร้คำพูด ไร้คำถาม
เธอยกมือขึ้นทั้งสองข้าง 
          ราวกับขอ…
          ราวกับวอน…
วอนฟ้า วอนผืนทราย
เวทมนตร์ถูกขับขานและโลกก็ตอบรับ
          ท้องฟ้าเปลี่ยนสีกลายเป็น สีทอง
          ผืนทรายสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหวที่ไม่มีศูนย์กลาง
          แผ่นดินเบื้องหน้า ยกตัวสูงขึ้นอย่างเชื่องช้า ทรายไหลรินลงด้านข้าง เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย          มานานนับพันปี
          โกเลมทองคำ สามสิบแถว สามสิบตอน รวม เก้าร้อยตัว
 
ตำนานของ “ทหารอมตะที่ไม่อาจทำลาย” เรื่องเล่าที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงนิทาน—
บัดนี้ อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่จะทำลายมนุษยชาติ
ฟันเฟืองตัวแรกเริ่มหมุน กลไกโบราณเริ่มทำงาน เสียงโลหะขยับตัวกึกก้องไปทั่วทะเลทรายและพวกมันตอบสนองต่อคำสั่งของ ผู้เสมอเทพ เพียงคนเดียว—เอมิลี่
 
 

กองทัพโกเลมทองคำถอยออก จัดแถวเป็นวงกลม เปิดทางให้เอมิลี่เดินเข้าสู่ใจกลางพร้อมเทพศาสตราวุธ
เธอเสก ไข่ใบแรก—ไฮดรา วางลงบนฝ่ามือของโกเลมทองคำ โกเลมห้าตัวก้าวเข้ามายืนประสานกันราวกำแพงเหล็กเพื่อประคองไข่ให้มั่นคง
เทพศาสตราวุธกำหมัด ง้างแขน แสงสีเงินเปล่งประกายจากกำปั้น ก่อนที่เขาจะเหวี่ยงหมัดลงสุดแรง
          โครม—!!!
แรงปะทะรุนแรงมหาศาล เสียงสะท้อนดังไกล ไปถึงมอร์ดานิส
โกเลมทองคำทั้งห้าตัวแตกกระจายเป็นเศษโลหะไม่เหลือโครงเดิม แต่ไม่นาน มันกลับมาประกอบกันเหมือนเดิม
ไข่ไฮดราแตกร้าวก่อนจะปริแตก ลูกมังกรสีฟ้าขนาดเท่าหมาเต็มวัย ตกกระแทกพื้นอย่างอ่อนแรง
มันสั่น มันอ่อนแอ แต่เพียง สามลมหายใจ ร่างของมันขยาย เติบโต หนักหน่วง พื้นลานหินแตกกระจายเมื่อมันกระทืบเท้าเพื่อยืนขึ้นและในไม่กี่อึดใจ—มันสูงเกิน 25 เมตร
มังกรทรงพลัง น่าสะพรึงกลัว แม้แต่เทพยังต้องระวัง มีเพียงคนเดียวที่ได้ยืนมองภาพนั้นด้วยความตะลึง
เอมิลี่ แม้แต่เธอ…ยังอ้าปากค้าง
 
 

ไข่ใบที่สอง—ลาดอน
ถูกกะเทาะด้วยวิธีเดียวกัน เสียงระเบิดดังสนั่นสะเทือนไปทั่วทวีปแห่งทะเลทราย ร่างของลาดอนสีแดงไร้ขา มี หนึ่งร้อยหัว ลำตัวยาวกว่า ห้าสิบเมตร มันเลื้อยอย่างเชื่องช้าแต่ทุกการขยับทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน
 

ไข่ใบที่สาม—ไทฟอน
เทพศาสตราวุธต้องโจมตีถึง สองครั้ง หมัดที่สองแลกมาด้วยเลือดสีเงินที่ไหลจากกำปั้นของเขาเสียงการแตกของไข่ดังราวกับท้องฟ้าถล่ม
ไทฟอน ที่เติบโตเต็มที่ราวมีอายุกว่า 1000 ปี มันสูงเกือบ 35 เมตร 
แรงสั่นสะเทือนทำให้ชาวมอร์ดานิสรู้สึกถึงความสิ้นหวังโดยไม่ต้องเห็นกับตา
 

อสูรทั้งสามหันมามองเอมิลี่ ไม่ใช่ด้วยความเคารพ ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่ด้วยความสนใจเพียงชั่วครู่เดียว—ราวกับถามว่า “ใคร…ปลุกเรา?”
จากนั้นพวกมันก็หันหลังให้เธอมุ่งหน้าไปยังทวีปอัลเทรนน์ สู่ ป่าเซราฟิน 
 
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา