ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
63) ความมืดทั้งปวงต้องคุกเข่า
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ การคุกเข่าของความมืดทั้งปวง
ความมืดทั่วทั้งแผ่นดินสั่นสะเทือนเสียงกรีดร้องของเงาดังก้องไปทั่วทุกมิติ พวกมันรับรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่—เจ้านายองค์ใหม่ของความมืดได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ไม่เพียงแต่ฝ่ายมืดเท่านั้น แม้แต่ของวิเศษแห่งแสงสว่างทั่วทุกสารทิศก็สั่นคลอน คทา ศาสตรา และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ สั่นไหวราวกับหวาดกลัว แม้กระทั่ง รูปปั้นเทพปฐพีโบราณในพระราชวัง ยังแตกร้าว ปริแตก ส่งเสียงสะท้อนราวคำเตือนจากยุคบรรพกาล
ผู้ที่รับรู้ก่อนใคร — บาโฟเมต
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดและผู้ที่หวาดเกรงที่สุด—
บาโฟเมต
เขามองเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน ไร้ข้อกังขา ไร้ความคิดจะท้าชิง มีเพียงการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
บาโฟเมตก้าวออกมาข้างหน้าสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะคุกเข่าลงโค้งคำนับและก้มหัวต่ำจนหน้าผากแนบพื้นราวกับจักรพรรดินีแห่งความมืด ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะกล้ามองตรง
การกลับมาของผู้ตาย
ควันดำพุ่งลงมาจากท้องฟ้า สองสาย กระแทกพื้นเบื้องหน้ากราวด้า ระเบิดเป็นหมอกดำหนาทึบแผ่ขยายไปทั่วห้องราวกับบึงแห่งความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง
เมื่อควันจางหาย ร่างสองร่างปรากฏขึ้น— โอซิริส และ ด็อปเปลแกงเกอร์
ทั้งคู่ตื่นขึ้นพร้อมกันและเมื่อสายตาสบกับภาพตรงหน้า ร่างกายก็แข็งค้างด้วยความตื่นตะลึง
จักรพรรดินีแห่งความมืดองค์ใหม่—กราวด้า
ริชชี่สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล ก้มหัวต่ำตามเม็ตช์ด้วยหัวใจที่ยอมรับความจริงอย่างสิ้นเชิง
ด็อปเปลแกงเกอร์ยกมือทาบอก ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุดแรง ร่างสั่นเทาและคุกเข่าลงด้วยใบหน้าซีดเผือด
ผู้ท้าชิงคนสุดท้าย
แล้วควันสีดำสายสุดท้ายก็พุ่งลงมา แรงกดดันของความมืดมหาศาลบดขยี้อากาศจนแทบแตกสลาย
เมื่อควันจางหายเพลิงวิญญาณลุกท่วมร่างของผู้มาใหม่ มือซ้ายของเขาถูกพันด้วย โซ่ตรวนสีทอง ปลายโซ่เลือนหายไปในอีกมิติหนึ่ง
เขาคือ—เซเรส สายตาของเขาจ้องมองกราวด้าอย่างท้าทาย
ไม่ยอมแพ้
ราวกับยังคิดว่าตนมีสิทธิ์ยืนในตำแหน่งเดียวกัน
แต่… ไม่นานนัก—
เซเรสก็ทรุดตัวลง
คุกเข่า
และก้มหัวต่ำ
ต่อหน้า จักรพรรดินีแห่งความมืดองค์ใหม่
เช่นเดียวกับทุกคน
พระบัญชาของจักรพรรดินี
เมื่อทุกชีวิตคุกเข่าและความเงียบครอบงำทั้งแท่นพิธี
กราวด้าเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงเรียบ นิ่ง แต่ทรงอำนาจยิ่งกว่าคำสั่งใดในอดีต
“พวกเจ้าเป็นอิสระได้… หากต้องการ”
คำพูดนั้นทำให้ความมืดทั้งมวลสั่นสะท้าน
บาโฟเมตเงยหน้าขึ้นเสียงสั่นแต่มั่นคง
“ข้ายินดีรับใช้จักรพรรดินีแห่งความมืด ไม่ว่าพระองค์จะทรงมีบัญชาใด ข้าพร้อมทำทุกสิ่ง”
โอซิริสก้มศีรษะต่ำลงกว่าเดิม
“ข้าจะรับใช้ท่าน ทุกคำสั่ง ทุกความประสงค์ ด้วยชีวิตและวิญญาณของข้า”
ด็อปเปลแกงเกอร์เอ่ยตามน้ำเสียงเต็มไปด้วยการยอมรับ
“ที่ผ่านมาข้าขอล่วงเกิน นับจากนี้ พลังของข้า คือพลังของท่าน”
มีเพียงเซเรส…ที่ยังคงนิ่งเงียบ
กราวด้าหันสายตาไปหาเขา อำนาจแห่งการตัดสินอยู่ในมือของเธอเพียงผู้เดียว
“เจ้า… ต้องการถูกปลดปล่อยหรือไม่?”
เพียงคำอนุญาตเดียว เซเรสจะตาย และถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งหมดทันที
ในที่สุด…เขาก็พูด
แม้เพลิงวิญญาณจะลุกท่วมร่าง แม้ความเจ็บปวดจะกัดกินทุกอณู
“ข้า… ยินดีใช้ความสามารถทุกอย่าง เพื่อจักรพรรดินีแห่งความมืด วิญญาณของข้า… เป็นของท่าน”
เซเรสกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
กราวด้าโบกมือเพียงครั้งเดียว เพลิงที่ลุกท่วมร่างของเขาถูกดึงรวมไหลย้อนกลับไปสู่มือซ้าย—มือที่ถูกพันธนาการด้วย โซ่ตรวนสีทอง
ไฟทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่นั่น เชื่อง… สงบ… อยู่ภายใต้อำนาจของเธอ
“ต่อจากนี้…เจ้าคือ ‘เบลเซบับ’ ชื่อของเจ้า… คือ ‘บัฟ’”
เธอมอบทั้งชื่อ และตำแหน่ง ขุนพลแห่งความมืด ให้แก่ชายผู้เคยเป็นเซเรส
“ขอบคุณ…”
เขากล่าวพลางก้มหัวต่ำ นับจากวินาทีนั้น—เขาไม่ใช่เซเรสอีกต่อไป
กราวด้าหันสายตาไปยังด้านหลังสุดของแท่นพิธี ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ไง… จะไปด้วยกันไหม แซร์ค?”
แซร์คที่เฝ้ามองทุกอย่างด้วยความตะลึง ค่อย ๆ ใช้มือลากร่างของตนเข้าไป จนหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย ทั้งตื่นเต้น ทั้งสั่นสะท้าน
“ลูกพี่… ยังไม่ลืมผมใช่ไหม…? พาผมไปด้วยเถอะ ผมไม่เสียใจหรอกถ้าจะได้ติดตามลูกพี่…ไปจนสุดขอบนรก”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความกระหาย ความต้องการเพียงหนึ่งเดียว—โอกาสในการแก้แค้น
กราวด้ายกมือขึ้น ร่างของแซร์คลอยขึ้นจากพื้นทันที
ความมืดที่รายล้อมตัวเธอ พุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรุนแรง บรรยากาศสั่นสะเทือน เกิดคลื่นกระแทกซัดกระหน่ำเป็นระลอก
ขุนพลแห่งความมืดทั้งสี่ ยังคงคุกเข่า ก้มหน้า ร่างสั่นสะท้าน ผ้าคลุมของกราวด้าปลิวสะบัดตามแรงเวท
ร่างของแซร์คสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกสลาย ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทปากอ้ารับไอความมืดที่หลั่งไหลเข้าไปไม่หยุด
กลางหน้าอกของเขาปรากฏ หลุมดำ สั่นสะเทือน ดูดกลืนความมืดแทบทั้งห้อง ก่อนจะขยายตัวและกลืนร่างของแซร์คเข้าไปทั้งร่าง
เมฆดำบนท้องฟ้าสั่นสะเทือน อากาศครางต่ำราวกับโลกกำลังกลั้นหายใจและเมื่อหลุมดำหดตัวลง—ร่างของแซร์คก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ร่างใหม่
สมบูรณ์แบบ
ทรงพลัง
ไร้ตำหนิ
“ถือกำเนิดให้—” กราวด้าเอ่ยขึ้น… แต่ยังไม่ทันจบประโยค
“แม่ทัพแห่งความมืดสุดเท่ แซร์คมาแล้ว!!”
แซร์คชูนิ้วขึ้นฟ้า ก่อนที่เท้าจะทันแตะพื้นเสียอีก
กราวด้าทำหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“ก็ได้ ๆ แซร์ค… ยังคงเป็นแซร์ค แม่ทัพแห่งความมืด ‘แซร์ค’ ตามใจเจ้า”
เธอพูดเหมือนขอให้มันจบ ๆ ไป แต่ในดวงตานั้น… ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
เพราะตั้งแต่วินาทีนั้น—
กองทัพแห่งความมืด ได้แม่ทัพคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
เมื่อแรงสั่นสะเทือนของพิธีกำเนิดค่อย ๆ สงบลง ขุนพลแห่งความมืดทั้งหมดคุกเข่า
นิ่ง
ไม่กล้าขยับแม้แต่ลมหายใจ
กราวด้ายืนอยู่เหนือแท่นบูชา ผ้าคลุมสีดำทอดยาว กวาดมองเหล่าผู้ยอมจำนนเบื้องหน้า
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีความยินดี
มีเพียงความนิ่ง…
แบบเดียวกับตอนที่เธอเคยยืนอยู่หน้าห้องประชุมราชสำนัก
เสียงของเธอดังขึ้น
ชัด
เรียบ
และไม่มีใครกล้าขัด
“ข้าจะออกพระบัญชาฉบับแรก”
ความมืดทั้งแท่นพิธีหยุดไหวราวกับแม้แต่เงาก็ต้องฟัง
กฎที่หนึ่ง — เรื่องชีวิต
“ห้ามสังหารมนุษย์ เด็ดขาด”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่หนักแน่นจนทุกวิญญาณสะเทือน
“ไม่ว่าด้วยความสนุก ความแค้น พิธีกรรม หรือความหิวกระหาย”
เธอหยุดเล็กน้อย
“เว้นแต่…ข้าจะเป็นผู้อนุญาตด้วยตนเอง”
บาโฟเมตก้มศีรษะต่ำลงทันที
โอซิริสกำมือแน่น
เกิอร์นิ่งเงียบ
บัฟไม่แสดงสีหน้า
แต่รับรู้ดีว่านี่คือเส้นที่ห้ามข้าม
กฎที่สอง — เรื่องการอยู่ร่วม
“ห้ามทำร้าย ห้ามก่อความเดือดร้อน และห้ามล่ามนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ”
เสียงเธอยังคงนิ่งราวกับกำลังสอนนักเรียนที่ดื้อที่สุด
“ยกเว้นสัตว์ที่ถูกกำหนดให้เป็นอาหาร หรือการป้องกันตนเองในกรณีจำเป็น”
เธอเสริมทันที ไม่เปิดช่องตีความคลุมเครือ เหมือนสไตล์ของราชครูที่ไม่เคยปล่อยให้กฎกลายเป็นอาวุธของคนฉวยโอกาส
กฎที่สาม — เรื่องความเป็นหนึ่งเดียว
กราวด้ากวาดตามองขุนพลทุกคน
ช้า
หนัก
จนความมืดรอบตัวพวกเขากระเพื่อม
“ห้ามทำร้ายกันเอง”
คำสั้น แต่เด็ดขาด
“ไม่ว่าจะด้วยการทดสอบ การแย่งชิงอำนาจ หรือความบันเทิงส่วนตัว”
เธอหยุด ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นจัด
“ใครฝ่าฝืน ข้าจะเป็นผู้พิพากษาด้วยตัวเอง”
ไม่มีใครสงสัยเลยว่าการพิพากษานั้นหมายถึงอะไร
กฎที่สี่ — สิ่งที่ไม่ต้องพูดซ้ำ
กราวด้าเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย
“ความมืดของพวกเจ้า ไม่ใช่ข้ออ้างของความโง่เขลา”
เสียงนั้นเย็น แต่คมกริบ
“ข้าไม่ต้องการกองทัพปีศาจข้าต้องการ ‘ระเบียบ’”
ความเงียบปกคลุมแท่นพิธีก่อนที่ขุนพลแห่งความมืดทั้งหมดจะก้มศีรษะลงพร้อมกัน
“รับพระบัญชา”
ในวินาทีนั้น
โลกอาจยังไม่รู้แต่ความมืดทั้งปวง—ได้ถูกปกครองโดยจักรพรรดินีผู้เคยเป็น ราชครู มาก่อนแล้ว
กราวด้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หมดธุระวันนี้แล้ว อีกเจ็ดวันจะถึงพิธีราชาภิเษกของว่าที่กษัตริย์แห่งวาเลเธีย เราจะไปที่นั่น… เพื่อคัดค้านระหว่างนี้ พวกเจ้าพักกันตามสบาย”
เธอเดินลงจากแท่นบูชาแต่ก็ชะงักเล็กน้อย เมื่อสังเกตว่า
ไม่มีใครลุกขึ้นเลย
ทุกคนยังคงคุกเข่า
ก้มหน้า
สั่นสะท้าน
ราวกับคำว่า “พักตามสบาย” เป็นคำสั่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพระบัญชาเสียอีก
…ยกเว้นคนเดียว
แซร์ค—ที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ ทดลองขาคู่ใหม่ของตัวเองอย่างไม่อายใคร เดิน วิ่ง หมุนตัวราวกับลืมไปแล้วว่าที่นี่คือแท่นบูชาความมืด
กราวด้าถอนหายใจยาวก่อนจะเรียกชื่อเขา
“แซร์ค!! ช่วยละลายพฤติกรรมพวกนี้ให้ที…”
เธอพูดพลางเดินผ่านริชชี่ ที่ยังคงก้มตัวสั่นไม่หยุด
แซร์คหันมาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ให้ร้องเพลงประสานเสียงดีไหม?” เขาถามอย่างจริงจัง
“ได้” กราวด้าตอบ
“ให้เล่าเรื่องผีรอบกองไฟ!”
“ได้…”
“แอบจับกลุ่มกันไปเที่ยวในเมือง?”
“ได้……”
“ไปตั้งแคมป์—โอ๊ย!!”
ไม้เท้ายาวลอยหวือเคาะหัวแซร์คดัง โป๊ก ก่อนจะวกกลับมาสู่มือของกราวด้าอย่างแม่นยำ
“ทำอะไรก็ทำ ฉันเหนื่อย จะไปนอนพักแล้ว”
พูดจบ เธอก็เดินออกไปทิ้งแท่นบูชาไว้เบื้องหลัง
เมื่อจักรพรรดินีไม่อยู่
ทันทีที่กราวด้าลับตาทุกคน… ค่อย ๆ ลุกขึ้น
บรรยากาศตึงเครียดคลายลง เหมือนเงาที่เพิ่งถูกปล่อยให้หายใจ
เม็ตช์หันไปมองแซร์คแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดในรอบหลายวัน
“ดูนายไม่ต้องใช้รถเข็นแล้วนะ แซร์ค”
แซร์คยิ้มกว้างยืนตัวตรงอย่างภาคภูมิใจ
เกอร์เดินเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวังสีหน้ายังเต็มไปด้วยความเกรง
“นี่… เล่าเรื่องของท่านกราวด้าให้ฟังหน่อยสิ ฉันคิดว่า… ถึงเวลาที่ฉันควรรู้จักท่านจริง ๆ แล้ว”
ริชชี่เดินเข้ามาช้า ๆ แก้มแดง เสียงสั่นเล็กน้อย
“ซะ…ซะ…แซร์ค…นาย… เท่กว่าก่อนอีกนะ ฉัน… ฉันชอบนายมากขึ้นอีกแล้ว…”
แซร์คถึงกับยิ้มแห้ง ๆ ไม่รู้ควรภูมิใจหรือควรหนีดี
บัฟยังคงยืนนิ่ง จ้องมองเปลวไฟที่ลุกเผาอยู่บนมือซ้าย ไฟนั้นยังไม่ดับ แต่เขาไม่ได้พยายามควบคุมมัน
สายตาของเขา…เหมือนกำลังคิดบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
สุดท้าย บัฟก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรเลย
ด้วยการนำของแซร์ค เพียงไม่ถึงครึ่งวัน—
แท่นพิธีบูชาความมืดก็ถูกประดับตกแต่งด้วยข้าวของสารพัดจนดูไม่ต่างจากเวทีประกวดร้องเพลงความศักดิ์สิทธิ์และความน่าหวั่นเกรงถูกกวาดหายไปแทบหมดสิ้น
ริชชี่นั่งอยู่บนกล่องที่ถูกจัดวางเหมือนเป็นที่นั่งผู้ชม
เธอยิ้มอย่างสดใส
ปรบมือเข้าจังหวะ
โยกตัวตามเสียงเพลงอย่างมีความสุข
บนเวทีชั่วคราว แซร์คและเกอร์กำลังร้องเพลงประสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน ผิดคีย์บ้าง ถูกบ้างแต่ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนอารมณ์ดี
ด้านข้าง เม็ตช์ยังคงจัดอาหารและของว่าง เท่าที่พอจะหาได้ วางเรียงบนโต๊ะยาวราวกับงานปาร์ตี้บุฟเฟ่ต์ย่อม ๆ
ไม่นานนักก็สลับให้ริชชี่ขึ้นไปร้องเพลงบ้าง แม้ร่างของเธอจะเป็นผู้ชายหน้าตาน่ารักแต่เสียงกลับใสกังวานราวกับเด็กสาวจริง ๆ
แต่น่าเสียดาย—ผู้ฟังอย่างแซร์คและเกอร์แทบไม่ได้ฟังเลย
เพราะทั้งคู่กำลังแย่งของว่างที่เม็ตช์ทำไว้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ช้าไปนะ หน้าหวาน! นายแย่งฉันกินไม่ทันหรอก!!!!”
แซร์คใช้ความเร็วพุ่งเข้าแย่งจานแล้วหลบออกอย่างฉิวเฉียด จนเกอร์คว้าไม่ทัน
“หน่อย!! เรื่องอื่นยอมได้ แต่เรื่องกิน… ยอมไม่ได้โว้ย!!!”
เกอร์คำรามก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นแซร์ค และใช้ความเร็วของมือแย่งกลับมาอย่างสูสี
เม็ตช์ยืนมองภาพตรงหน้าเหงื่อซึมทันที
“ใครเป็นใครแยกไม่ออกแล้วแบบนี้…”
ริชชี่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งลงจากเวทีอย่างตื่นเต้นพุ่งเข้าไปกอดแซร์คคนหนึ่งทันที
“กรี๊ดดดดด~!! แซร์คเต็มไปหมดเลย! ดีจังเลยยยย!!!”
“ว๊าก! ผิดตัวแล้ว! ฉันเกอร์!!!”
แซร์คคนแรกตะโกนลั่น แต่แซร์คอีกคนสวนกลับทันที
“ฉันต่างหาก เกอร์! เจ้านั่นเป็นแซร์คตัวจริงต่างหาก!”
เม็ตช์ยืนดู เหงื่อตกหนักกว่าเดิมเพราะไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองเป็นของแท้เลยสักคน
แต่เรื่องนั้น—ไม่ใช่ปัญหาของริชชี่แม้แต่น้อย
เธอหัวเราะอย่างสนุกสนาน แล้วไล่กอดทั้งคู่ จนวิ่งวนรอบห้องไปมา ท่ามกลางเสียงโวยวายเสียงหัวเราะและแท่นพิธีแห่งความมืดที่ไม่หลงเหลือเค้าความน่ากลัวอีกต่อไป
ยามเย็นของวันนั้นกราวด้าตื่นขึ้นจากการพักผ่อน เธอลุกขึ้นและเดินผ่านห้องจัดงานเลี้ยงของเหล่าขุนพลแห่งความมืด
เวที
ที่นั่งผู้ชม
เสียงหัวเราะและร่องรอยของความสนุกสนาน
เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น
เธอเผลอยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
ทันทีที่เธอก้าวเข้าไป
ความเฮฮาทั้งหมดก็เงียบลงในพริบตา
ทุกคนยังคงเกรงกลัวภาพของ จักรพรรดินีแห่งความมืด ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของพวกเขา
กราวด้าจึงทำหน้านิ่งแบบเดียวกับที่เธอทำเป็นประจำ เดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบสายตาของทุกคนจับจ้องตามเธอ
เธอก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธีบูชาความมืดอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้…ไม่ได้ประกาศศักดา ไม่ได้ออกพระบัญชา
เธอเพียงเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันจะร้องเพลง”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนตะลึง
อึ้ง
แม้แต่แซร์คคนที่หนึ่งและแซร์คคนที่สองยังอ้าปากค้าง
สองแซร์คกระซิบกันเบา ๆ
“เคยฟังท่านกราวด้าร้องเพลงไหม?”
“ไม่… ไม่เคยเลย!!!” (แซร์คตัวจริงจะเรียกกราวด้าว่าลูกพี่)
แม้จะเต็มไปด้วยความงุนงง แต่สองแซร์คกับริชชี่ก็รีบไปนั่งที่นั่งผู้ชม ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
เม็ตช์ยังคงยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร แต่ก็หยุดมือเงยหน้าขึ้นและรอฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
แล้วกราวด้าก็เริ่มร้องเพลง
…
และในวินาทีนั้น—น้ำตาของทุกคนก็ไหลออกมา
ไม่ใช่เพราะมันไพเราะ
แต่เพราะมัน เพี้ยนหนักสุด ๆ
เสียงหลง
คีย์หลุด
จังหวะหาย
โน้ตที่ไม่เคยอยู่ตรงที่ควรอยู่
(เธอเคยร้องเพลงกล่อมราห์ซูร์เพียงครั้งเดียวและราห์ซูร์… ไม่ได้ทักอะไรเลยแถมยังหลับสนิทบนตักเธอกราวด้าจึงมั่นใจในฝีมือตัวเองอย่างมาก)
แม้มันจะทรมานหูอย่างถึงที่สุด—แต่ไม่มีใคร กล้าลุกหนี แม้แต่คนเดียว
ทุกคนยังคงนั่งฟัง น้ำตาไหล หัวใจสั่น ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะนี่คือ
จักรพรรดินีแห่งความมืด…ที่กำลังร้องเพลงอยู่
และบางสิ่งน่ากลัวยิ่งกว่าความมืด ก็คือการที่เธอดูมีความสุขกับมันมากเหลือเกิน
ความมืดทั่วทั้งแผ่นดินสั่นสะเทือนเสียงกรีดร้องของเงาดังก้องไปทั่วทุกมิติ พวกมันรับรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่—เจ้านายองค์ใหม่ของความมืดได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ไม่เพียงแต่ฝ่ายมืดเท่านั้น แม้แต่ของวิเศษแห่งแสงสว่างทั่วทุกสารทิศก็สั่นคลอน คทา ศาสตรา และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ สั่นไหวราวกับหวาดกลัว แม้กระทั่ง รูปปั้นเทพปฐพีโบราณในพระราชวัง ยังแตกร้าว ปริแตก ส่งเสียงสะท้อนราวคำเตือนจากยุคบรรพกาล
ผู้ที่รับรู้ก่อนใคร — บาโฟเมต
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดและผู้ที่หวาดเกรงที่สุด—
บาโฟเมต
เขามองเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน ไร้ข้อกังขา ไร้ความคิดจะท้าชิง มีเพียงการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
บาโฟเมตก้าวออกมาข้างหน้าสายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะคุกเข่าลงโค้งคำนับและก้มหัวต่ำจนหน้าผากแนบพื้นราวกับจักรพรรดินีแห่งความมืด ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะกล้ามองตรง
การกลับมาของผู้ตาย
ควันดำพุ่งลงมาจากท้องฟ้า สองสาย กระแทกพื้นเบื้องหน้ากราวด้า ระเบิดเป็นหมอกดำหนาทึบแผ่ขยายไปทั่วห้องราวกับบึงแห่งความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง
เมื่อควันจางหาย ร่างสองร่างปรากฏขึ้น— โอซิริส และ ด็อปเปลแกงเกอร์
ทั้งคู่ตื่นขึ้นพร้อมกันและเมื่อสายตาสบกับภาพตรงหน้า ร่างกายก็แข็งค้างด้วยความตื่นตะลึง
จักรพรรดินีแห่งความมืดองค์ใหม่—กราวด้า
ริชชี่สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล ก้มหัวต่ำตามเม็ตช์ด้วยหัวใจที่ยอมรับความจริงอย่างสิ้นเชิง
ด็อปเปลแกงเกอร์ยกมือทาบอก ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุดแรง ร่างสั่นเทาและคุกเข่าลงด้วยใบหน้าซีดเผือด
ผู้ท้าชิงคนสุดท้าย
แล้วควันสีดำสายสุดท้ายก็พุ่งลงมา แรงกดดันของความมืดมหาศาลบดขยี้อากาศจนแทบแตกสลาย
เมื่อควันจางหายเพลิงวิญญาณลุกท่วมร่างของผู้มาใหม่ มือซ้ายของเขาถูกพันด้วย โซ่ตรวนสีทอง ปลายโซ่เลือนหายไปในอีกมิติหนึ่ง
เขาคือ—เซเรส สายตาของเขาจ้องมองกราวด้าอย่างท้าทาย
ไม่ยอมแพ้
ราวกับยังคิดว่าตนมีสิทธิ์ยืนในตำแหน่งเดียวกัน
แต่… ไม่นานนัก—
เซเรสก็ทรุดตัวลง
คุกเข่า
และก้มหัวต่ำ
ต่อหน้า จักรพรรดินีแห่งความมืดองค์ใหม่
เช่นเดียวกับทุกคน
พระบัญชาของจักรพรรดินี
เมื่อทุกชีวิตคุกเข่าและความเงียบครอบงำทั้งแท่นพิธี
กราวด้าเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก เสียงเรียบ นิ่ง แต่ทรงอำนาจยิ่งกว่าคำสั่งใดในอดีต
“พวกเจ้าเป็นอิสระได้… หากต้องการ”
คำพูดนั้นทำให้ความมืดทั้งมวลสั่นสะท้าน
บาโฟเมตเงยหน้าขึ้นเสียงสั่นแต่มั่นคง
“ข้ายินดีรับใช้จักรพรรดินีแห่งความมืด ไม่ว่าพระองค์จะทรงมีบัญชาใด ข้าพร้อมทำทุกสิ่ง”
โอซิริสก้มศีรษะต่ำลงกว่าเดิม
“ข้าจะรับใช้ท่าน ทุกคำสั่ง ทุกความประสงค์ ด้วยชีวิตและวิญญาณของข้า”
ด็อปเปลแกงเกอร์เอ่ยตามน้ำเสียงเต็มไปด้วยการยอมรับ
“ที่ผ่านมาข้าขอล่วงเกิน นับจากนี้ พลังของข้า คือพลังของท่าน”
มีเพียงเซเรส…ที่ยังคงนิ่งเงียบ
กราวด้าหันสายตาไปหาเขา อำนาจแห่งการตัดสินอยู่ในมือของเธอเพียงผู้เดียว
“เจ้า… ต้องการถูกปลดปล่อยหรือไม่?”
เพียงคำอนุญาตเดียว เซเรสจะตาย และถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งหมดทันที
ในที่สุด…เขาก็พูด
แม้เพลิงวิญญาณจะลุกท่วมร่าง แม้ความเจ็บปวดจะกัดกินทุกอณู
“ข้า… ยินดีใช้ความสามารถทุกอย่าง เพื่อจักรพรรดินีแห่งความมืด วิญญาณของข้า… เป็นของท่าน”
เซเรสกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
กราวด้าโบกมือเพียงครั้งเดียว เพลิงที่ลุกท่วมร่างของเขาถูกดึงรวมไหลย้อนกลับไปสู่มือซ้าย—มือที่ถูกพันธนาการด้วย โซ่ตรวนสีทอง
ไฟทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่นั่น เชื่อง… สงบ… อยู่ภายใต้อำนาจของเธอ
“ต่อจากนี้…เจ้าคือ ‘เบลเซบับ’ ชื่อของเจ้า… คือ ‘บัฟ’”
เธอมอบทั้งชื่อ และตำแหน่ง ขุนพลแห่งความมืด ให้แก่ชายผู้เคยเป็นเซเรส
“ขอบคุณ…”
เขากล่าวพลางก้มหัวต่ำ นับจากวินาทีนั้น—เขาไม่ใช่เซเรสอีกต่อไป
กราวด้าหันสายตาไปยังด้านหลังสุดของแท่นพิธี ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ไง… จะไปด้วยกันไหม แซร์ค?”
แซร์คที่เฝ้ามองทุกอย่างด้วยความตะลึง ค่อย ๆ ใช้มือลากร่างของตนเข้าไป จนหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย ทั้งตื่นเต้น ทั้งสั่นสะท้าน
“ลูกพี่… ยังไม่ลืมผมใช่ไหม…? พาผมไปด้วยเถอะ ผมไม่เสียใจหรอกถ้าจะได้ติดตามลูกพี่…ไปจนสุดขอบนรก”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความกระหาย ความต้องการเพียงหนึ่งเดียว—โอกาสในการแก้แค้น
กราวด้ายกมือขึ้น ร่างของแซร์คลอยขึ้นจากพื้นทันที
ความมืดที่รายล้อมตัวเธอ พุ่งเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรุนแรง บรรยากาศสั่นสะเทือน เกิดคลื่นกระแทกซัดกระหน่ำเป็นระลอก
ขุนพลแห่งความมืดทั้งสี่ ยังคงคุกเข่า ก้มหน้า ร่างสั่นสะท้าน ผ้าคลุมของกราวด้าปลิวสะบัดตามแรงเวท
ร่างของแซร์คสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกสลาย ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทปากอ้ารับไอความมืดที่หลั่งไหลเข้าไปไม่หยุด
กลางหน้าอกของเขาปรากฏ หลุมดำ สั่นสะเทือน ดูดกลืนความมืดแทบทั้งห้อง ก่อนจะขยายตัวและกลืนร่างของแซร์คเข้าไปทั้งร่าง
เมฆดำบนท้องฟ้าสั่นสะเทือน อากาศครางต่ำราวกับโลกกำลังกลั้นหายใจและเมื่อหลุมดำหดตัวลง—ร่างของแซร์คก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ร่างใหม่
สมบูรณ์แบบ
ทรงพลัง
ไร้ตำหนิ
“ถือกำเนิดให้—” กราวด้าเอ่ยขึ้น… แต่ยังไม่ทันจบประโยค
“แม่ทัพแห่งความมืดสุดเท่ แซร์คมาแล้ว!!”
แซร์คชูนิ้วขึ้นฟ้า ก่อนที่เท้าจะทันแตะพื้นเสียอีก
กราวด้าทำหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“ก็ได้ ๆ แซร์ค… ยังคงเป็นแซร์ค แม่ทัพแห่งความมืด ‘แซร์ค’ ตามใจเจ้า”
เธอพูดเหมือนขอให้มันจบ ๆ ไป แต่ในดวงตานั้น… ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
เพราะตั้งแต่วินาทีนั้น—
กองทัพแห่งความมืด ได้แม่ทัพคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว
เมื่อแรงสั่นสะเทือนของพิธีกำเนิดค่อย ๆ สงบลง ขุนพลแห่งความมืดทั้งหมดคุกเข่า
นิ่ง
ไม่กล้าขยับแม้แต่ลมหายใจ
กราวด้ายืนอยู่เหนือแท่นบูชา ผ้าคลุมสีดำทอดยาว กวาดมองเหล่าผู้ยอมจำนนเบื้องหน้า
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีความยินดี
มีเพียงความนิ่ง…
แบบเดียวกับตอนที่เธอเคยยืนอยู่หน้าห้องประชุมราชสำนัก
เสียงของเธอดังขึ้น
ชัด
เรียบ
และไม่มีใครกล้าขัด
“ข้าจะออกพระบัญชาฉบับแรก”
ความมืดทั้งแท่นพิธีหยุดไหวราวกับแม้แต่เงาก็ต้องฟัง
กฎที่หนึ่ง — เรื่องชีวิต
“ห้ามสังหารมนุษย์ เด็ดขาด”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่หนักแน่นจนทุกวิญญาณสะเทือน
“ไม่ว่าด้วยความสนุก ความแค้น พิธีกรรม หรือความหิวกระหาย”
เธอหยุดเล็กน้อย
“เว้นแต่…ข้าจะเป็นผู้อนุญาตด้วยตนเอง”
บาโฟเมตก้มศีรษะต่ำลงทันที
โอซิริสกำมือแน่น
เกิอร์นิ่งเงียบ
บัฟไม่แสดงสีหน้า
แต่รับรู้ดีว่านี่คือเส้นที่ห้ามข้าม
กฎที่สอง — เรื่องการอยู่ร่วม
“ห้ามทำร้าย ห้ามก่อความเดือดร้อน และห้ามล่ามนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ”
เสียงเธอยังคงนิ่งราวกับกำลังสอนนักเรียนที่ดื้อที่สุด
“ยกเว้นสัตว์ที่ถูกกำหนดให้เป็นอาหาร หรือการป้องกันตนเองในกรณีจำเป็น”
เธอเสริมทันที ไม่เปิดช่องตีความคลุมเครือ เหมือนสไตล์ของราชครูที่ไม่เคยปล่อยให้กฎกลายเป็นอาวุธของคนฉวยโอกาส
กฎที่สาม — เรื่องความเป็นหนึ่งเดียว
กราวด้ากวาดตามองขุนพลทุกคน
ช้า
หนัก
จนความมืดรอบตัวพวกเขากระเพื่อม
“ห้ามทำร้ายกันเอง”
คำสั้น แต่เด็ดขาด
“ไม่ว่าจะด้วยการทดสอบ การแย่งชิงอำนาจ หรือความบันเทิงส่วนตัว”
เธอหยุด ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นจัด
“ใครฝ่าฝืน ข้าจะเป็นผู้พิพากษาด้วยตัวเอง”
ไม่มีใครสงสัยเลยว่าการพิพากษานั้นหมายถึงอะไร
กฎที่สี่ — สิ่งที่ไม่ต้องพูดซ้ำ
กราวด้าเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย
“ความมืดของพวกเจ้า ไม่ใช่ข้ออ้างของความโง่เขลา”
เสียงนั้นเย็น แต่คมกริบ
“ข้าไม่ต้องการกองทัพปีศาจข้าต้องการ ‘ระเบียบ’”
ความเงียบปกคลุมแท่นพิธีก่อนที่ขุนพลแห่งความมืดทั้งหมดจะก้มศีรษะลงพร้อมกัน
“รับพระบัญชา”
ในวินาทีนั้น
โลกอาจยังไม่รู้แต่ความมืดทั้งปวง—ได้ถูกปกครองโดยจักรพรรดินีผู้เคยเป็น ราชครู มาก่อนแล้ว
กราวด้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หมดธุระวันนี้แล้ว อีกเจ็ดวันจะถึงพิธีราชาภิเษกของว่าที่กษัตริย์แห่งวาเลเธีย เราจะไปที่นั่น… เพื่อคัดค้านระหว่างนี้ พวกเจ้าพักกันตามสบาย”
เธอเดินลงจากแท่นบูชาแต่ก็ชะงักเล็กน้อย เมื่อสังเกตว่า
ไม่มีใครลุกขึ้นเลย
ทุกคนยังคงคุกเข่า
ก้มหน้า
สั่นสะท้าน
ราวกับคำว่า “พักตามสบาย” เป็นคำสั่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าพระบัญชาเสียอีก
…ยกเว้นคนเดียว
แซร์ค—ที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ ทดลองขาคู่ใหม่ของตัวเองอย่างไม่อายใคร เดิน วิ่ง หมุนตัวราวกับลืมไปแล้วว่าที่นี่คือแท่นบูชาความมืด
กราวด้าถอนหายใจยาวก่อนจะเรียกชื่อเขา
“แซร์ค!! ช่วยละลายพฤติกรรมพวกนี้ให้ที…”
เธอพูดพลางเดินผ่านริชชี่ ที่ยังคงก้มตัวสั่นไม่หยุด
แซร์คหันมาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ให้ร้องเพลงประสานเสียงดีไหม?” เขาถามอย่างจริงจัง
“ได้” กราวด้าตอบ
“ให้เล่าเรื่องผีรอบกองไฟ!”
“ได้…”
“แอบจับกลุ่มกันไปเที่ยวในเมือง?”
“ได้……”
“ไปตั้งแคมป์—โอ๊ย!!”
ไม้เท้ายาวลอยหวือเคาะหัวแซร์คดัง โป๊ก ก่อนจะวกกลับมาสู่มือของกราวด้าอย่างแม่นยำ
“ทำอะไรก็ทำ ฉันเหนื่อย จะไปนอนพักแล้ว”
พูดจบ เธอก็เดินออกไปทิ้งแท่นบูชาไว้เบื้องหลัง
เมื่อจักรพรรดินีไม่อยู่
ทันทีที่กราวด้าลับตาทุกคน… ค่อย ๆ ลุกขึ้น
บรรยากาศตึงเครียดคลายลง เหมือนเงาที่เพิ่งถูกปล่อยให้หายใจ
เม็ตช์หันไปมองแซร์คแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดในรอบหลายวัน
“ดูนายไม่ต้องใช้รถเข็นแล้วนะ แซร์ค”
แซร์คยิ้มกว้างยืนตัวตรงอย่างภาคภูมิใจ
เกอร์เดินเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวังสีหน้ายังเต็มไปด้วยความเกรง
“นี่… เล่าเรื่องของท่านกราวด้าให้ฟังหน่อยสิ ฉันคิดว่า… ถึงเวลาที่ฉันควรรู้จักท่านจริง ๆ แล้ว”
ริชชี่เดินเข้ามาช้า ๆ แก้มแดง เสียงสั่นเล็กน้อย
“ซะ…ซะ…แซร์ค…นาย… เท่กว่าก่อนอีกนะ ฉัน… ฉันชอบนายมากขึ้นอีกแล้ว…”
แซร์คถึงกับยิ้มแห้ง ๆ ไม่รู้ควรภูมิใจหรือควรหนีดี
บัฟยังคงยืนนิ่ง จ้องมองเปลวไฟที่ลุกเผาอยู่บนมือซ้าย ไฟนั้นยังไม่ดับ แต่เขาไม่ได้พยายามควบคุมมัน
สายตาของเขา…เหมือนกำลังคิดบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
สุดท้าย บัฟก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรเลย
ด้วยการนำของแซร์ค เพียงไม่ถึงครึ่งวัน—
แท่นพิธีบูชาความมืดก็ถูกประดับตกแต่งด้วยข้าวของสารพัดจนดูไม่ต่างจากเวทีประกวดร้องเพลงความศักดิ์สิทธิ์และความน่าหวั่นเกรงถูกกวาดหายไปแทบหมดสิ้น
ริชชี่นั่งอยู่บนกล่องที่ถูกจัดวางเหมือนเป็นที่นั่งผู้ชม
เธอยิ้มอย่างสดใส
ปรบมือเข้าจังหวะ
โยกตัวตามเสียงเพลงอย่างมีความสุข
บนเวทีชั่วคราว แซร์คและเกอร์กำลังร้องเพลงประสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน ผิดคีย์บ้าง ถูกบ้างแต่ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนอารมณ์ดี
ด้านข้าง เม็ตช์ยังคงจัดอาหารและของว่าง เท่าที่พอจะหาได้ วางเรียงบนโต๊ะยาวราวกับงานปาร์ตี้บุฟเฟ่ต์ย่อม ๆ
ไม่นานนักก็สลับให้ริชชี่ขึ้นไปร้องเพลงบ้าง แม้ร่างของเธอจะเป็นผู้ชายหน้าตาน่ารักแต่เสียงกลับใสกังวานราวกับเด็กสาวจริง ๆ
แต่น่าเสียดาย—ผู้ฟังอย่างแซร์คและเกอร์แทบไม่ได้ฟังเลย
เพราะทั้งคู่กำลังแย่งของว่างที่เม็ตช์ทำไว้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ช้าไปนะ หน้าหวาน! นายแย่งฉันกินไม่ทันหรอก!!!!”
แซร์คใช้ความเร็วพุ่งเข้าแย่งจานแล้วหลบออกอย่างฉิวเฉียด จนเกอร์คว้าไม่ทัน
“หน่อย!! เรื่องอื่นยอมได้ แต่เรื่องกิน… ยอมไม่ได้โว้ย!!!”
เกอร์คำรามก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นแซร์ค และใช้ความเร็วของมือแย่งกลับมาอย่างสูสี
เม็ตช์ยืนมองภาพตรงหน้าเหงื่อซึมทันที
“ใครเป็นใครแยกไม่ออกแล้วแบบนี้…”
ริชชี่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งลงจากเวทีอย่างตื่นเต้นพุ่งเข้าไปกอดแซร์คคนหนึ่งทันที
“กรี๊ดดดดด~!! แซร์คเต็มไปหมดเลย! ดีจังเลยยยย!!!”
“ว๊าก! ผิดตัวแล้ว! ฉันเกอร์!!!”
แซร์คคนแรกตะโกนลั่น แต่แซร์คอีกคนสวนกลับทันที
“ฉันต่างหาก เกอร์! เจ้านั่นเป็นแซร์คตัวจริงต่างหาก!”
เม็ตช์ยืนดู เหงื่อตกหนักกว่าเดิมเพราะไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองเป็นของแท้เลยสักคน
แต่เรื่องนั้น—ไม่ใช่ปัญหาของริชชี่แม้แต่น้อย
เธอหัวเราะอย่างสนุกสนาน แล้วไล่กอดทั้งคู่ จนวิ่งวนรอบห้องไปมา ท่ามกลางเสียงโวยวายเสียงหัวเราะและแท่นพิธีแห่งความมืดที่ไม่หลงเหลือเค้าความน่ากลัวอีกต่อไป
ยามเย็นของวันนั้นกราวด้าตื่นขึ้นจากการพักผ่อน เธอลุกขึ้นและเดินผ่านห้องจัดงานเลี้ยงของเหล่าขุนพลแห่งความมืด
เวที
ที่นั่งผู้ชม
เสียงหัวเราะและร่องรอยของความสนุกสนาน
เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น
เธอเผลอยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
ทันทีที่เธอก้าวเข้าไป
ความเฮฮาทั้งหมดก็เงียบลงในพริบตา
ทุกคนยังคงเกรงกลัวภาพของ จักรพรรดินีแห่งความมืด ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของพวกเขา
กราวด้าจึงทำหน้านิ่งแบบเดียวกับที่เธอทำเป็นประจำ เดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบสายตาของทุกคนจับจ้องตามเธอ
เธอก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธีบูชาความมืดอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้…ไม่ได้ประกาศศักดา ไม่ได้ออกพระบัญชา
เธอเพียงเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันจะร้องเพลง”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนตะลึง
อึ้ง
แม้แต่แซร์คคนที่หนึ่งและแซร์คคนที่สองยังอ้าปากค้าง
สองแซร์คกระซิบกันเบา ๆ
“เคยฟังท่านกราวด้าร้องเพลงไหม?”
“ไม่… ไม่เคยเลย!!!” (แซร์คตัวจริงจะเรียกกราวด้าว่าลูกพี่)
แม้จะเต็มไปด้วยความงุนงง แต่สองแซร์คกับริชชี่ก็รีบไปนั่งที่นั่งผู้ชม ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
เม็ตช์ยังคงยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร แต่ก็หยุดมือเงยหน้าขึ้นและรอฟังอย่างตั้งใจเช่นกัน
แล้วกราวด้าก็เริ่มร้องเพลง
…
และในวินาทีนั้น—น้ำตาของทุกคนก็ไหลออกมา
ไม่ใช่เพราะมันไพเราะ
แต่เพราะมัน เพี้ยนหนักสุด ๆ
เสียงหลง
คีย์หลุด
จังหวะหาย
โน้ตที่ไม่เคยอยู่ตรงที่ควรอยู่
(เธอเคยร้องเพลงกล่อมราห์ซูร์เพียงครั้งเดียวและราห์ซูร์… ไม่ได้ทักอะไรเลยแถมยังหลับสนิทบนตักเธอกราวด้าจึงมั่นใจในฝีมือตัวเองอย่างมาก)
แม้มันจะทรมานหูอย่างถึงที่สุด—แต่ไม่มีใคร กล้าลุกหนี แม้แต่คนเดียว
ทุกคนยังคงนั่งฟัง น้ำตาไหล หัวใจสั่น ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะนี่คือ
จักรพรรดินีแห่งความมืด…ที่กำลังร้องเพลงอยู่
และบางสิ่งน่ากลัวยิ่งกว่าความมืด ก็คือการที่เธอดูมีความสุขกับมันมากเหลือเกิน
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ