ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,497 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

60) หัวใจที่ถูกหักหลัง

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

ที่ห้องโถงของคฤหาสน์เฟลวิส

กราวด้าที่ได้กลับมาสู่โลกจริง ห้องโถงใหญ่กลางคฤหาสน์เฟลวิสยังคงสว่างวาบด้วยแสงไฟสีฟ้าม่วงจากเวทต้องห้ามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้เจ้าของเวท—“ลอร์ดเซเรส”—จะกลายเป็นหินไปแล้วก็ตาม เปลวเพลิงสีฟ้าครามยังลุกท่วมร่างแข็งทื่อของเขาไม่หยุด ราวกับมันยังโกรธแค้นอะไรบางอย่างอยู่

บนพื้นหินอ่อน…

กราวด้า นอนนิ่ง ไม่มีแรงจะขยับแม้แต่ปลายนิ้ว เธอลืมตาได้เพียงข้างเดียว แต่สมองยังรับรู้ทุกอย่างชัดเจนเกินพอที่จะ “เจ็บปวด” ไปทุกลมหายใจ

สิ่งแรกที่เธอเห็น คือ

คาเรน ถูกจับมัดห้อยหัว แขนทั้งสองข้างหายไป ราวกับเขาไม่มีแขนมาแต่กำเนิด เป็นผลจาก เวทวาจาประกาศิต ของเซเรส

และไม่ไกลออกไป…เอมิลี่

หญิงสาวผู้เคยเป็นที่รักของใครหลายคน ตอนนี้ใบหน้าของเธอกลับไร้แววตาโดยสมบูรณ์มีก็เพียง “หลุมสีดำสนิท” แทนดวงตาเหมือนอสูรอาบิสกำลังมองโลกผ่านร่างของมนุษย์หนึ่งคน

หรือบางที… เธออาจ “ยอมรับ” ความมืดด้วยตัวเอง

ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่กราวด้า “เห็น” ทุกอย่าง และหัวใจของเธอเหมือนถูกแช่ในน้ำแข็ง

 

 


เอมิลี่เดินไปหยิบดาบ

ดาบหยกแห่งราชา—ดาบที่มีพลังพิเศษเฉพาะกับราชองครักษ์—ตกอยู่ข้างร่างของคาเรน

เอมิลี่หยิบมันขึ้นมาอย่างช้า ๆ เหมือนกำลังหยิบ “สิ่งที่เป็นของเธอโดยชอบธรรม”

คาเรนตัวสั่นไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะ “กลัวจริง ๆ”

          “เอ…เอมิลี่… จะทำอะไรน่ะ?” เสียงเขาสั่น “จะตัดโซ่ให้ฉันใช่ไหม…?”

ไม่มีคำตอบใดออกจากปากเธอ มีเพียงเสียงของดาบที่ถูกยกขึ้นอย่างเบาและมั่นคง

เวทมืดรอบตัวเธอพุ่งขึ้นเหมือนหมอกสีดำ หายใจเป็นควัน… ราวกับอสูรมองหาของเล่นใหม่

กราวด้ามองเห็นทุกอย่าง แต่ร่างของเธอไม่ขยับเลย แม้ใจจะอยากตะโกนจนคอแตก

 

 


คาเรนพยายามปลุกสติหญิงที่เขาเคยรัก

          “เอมิลี่… ฟังฉันนะ…” เสียงเขาเริ่มสั่นพร่า “นั่นไม่ใช่เธอ… เธอกำลังโดนควบคุม—”

หญิงสาวหยุดเดินหันหน้าเข้าหาเขาช้า ๆ และพูดครั้งแรก เสียงนั้น… ใส เย็นชาเหมือนก้อนน้ำแข็งกำลังกรีดผ่านหัวใจคนฟัง

          “ผิดแล้ว คาเรน… นี่แหละ ‘ฉันตัวจริง’ ”

          “ฉันคนเดิม—ที่คุณทอดทิ้ง ย่ำยี และทิ้งให้ทรมานอยู่คนเดียว”

คาเรนหน้าซีดไม่ใช่เพราะถูกกล่าวหา แต่เพราะเขารู้ว่า มันคือจริงทั้งหมด

          “เอมิลี่… ขอร้อง… วางดาบลงเถอะ… เห็นแก่ความรักของเรา…”

เขาพูดอย่างสิ้นหวัง แม้รู้คำว่า “รัก” ระหว่างเขากับเธอนั้นบิดเบี้ยวเกินกว่าจะเยียวยาได้แล้ว

 

 


เอมิลี่นิ่งไปแค่หนึ่งวินาที แต่หนึ่งวินาทีนั้นยาวนานกว่าชั่วชีวิตของเขา แล้วเธอก็เอ่ยออกมาอย่างชัดเจน

          “ไม่… ฉันไม่เคยรักคุณเลย คาเรน” 

          “ไม่เคย… สักครั้งเดียว”

ดาบหยกฟาดลงเข้ากลางอกของชายผู้ภักดีที่สุดของวาเลเธีย เสียงคมดาบเฉือนกระดูกดังก้องในโถงหินราวกับคำพิพากษาจากสวรรค์

คาเรนเบิกตากว้างไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะคำที่แทงใจเขาลึกกว่าดาบใด

น้ำตาหนึ่งหยดไหลลงจากดวงตาที่ปิดลงอย่างช้า ๆ โล่ของกษัตริย์… ตายด้วยมือของหญิงที่เขารักที่สุด

กราวด้าอยากจะกรีดร้อง 

อยากจะคลานไปข้างเขา

อยากจะหยุดเอมิลี่ 

แต่ร่างของเธอมันหนักราวกับก้อนหินพันปี

เธอทำได้แค่…

ร้องในหัว กราวด้าเรียกชื่อเพียงคนเดียวที่อาจช่วยได้

เสียงในอกของเธอระเบิดออกมาเหมือนฟ้าผ่า

          “ราห์ซูร์!!!!!”

          “ราห์ซูร์—ช่วยด้วย!!!”

เธอไม่ได้แน่ใจเลยว่าจะส่งจิตถึงเขาได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ส่วนไหนของนรก หรือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

แต่เสียงหนึ่งกลับตอบกลับมาด้วยความอุ่นลึกจนเธอแทบร้องไห้

          “กราวด้า… เธอโอเคไหม?”

ราห์ซูร์ตอบ—เหมือนยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งที่เขาอยู่ “ในนรก” ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วินาที

 

 


ตัดภาพ — หลังจากที่ ราห์ซูร์และเม็ตช์ ถูกดึงสู่นรก

พื้นที่รอบตัวราห์ซูร์เหมือนไม่ใช่โลกจริง พื้นหินแดงเรืองร้อนเหมือนลาวา
เสาหินสูงเท่าภูเขาพ่นควันดำราวกับเป็นปอดของปีศาจและเบื้องหน้าเขา—ยืนอยู่ตรงนั้น

          บาโฟเมต

เมื่อดวงตาของราห์ซูร์และมันสบกัน อากาศรอบตัวสั่นจนพื้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ

          ทั้งคู่ตกลงมาพร้อมกันราวกับถูกโชคชะตาบีบให้ต้องเผชิญหน้ากัน

ราห์ซูร์ลืมตาขึ้นในสถานที่ที่ไม่อาจเรียกว่า "ท้องฟ้า" ได้เลย เหนือหัวเขาเต็มไปด้วย พื้นดินกลับด้าน แผ่กว้างสุดสายตา ผืนแผ่นดินแตกเป็นเกร็ด ลอยนิ่งอยู่บนอากาศราวกับถูกตรึงไว้โดยกฎที่ไม่ใช่ของโลกมนุษย์ เบื้องล่างมีเพียงทะเลลาวาสีแดงส้มที่ส่องแสงวาบขึ้นมาเป็นระยะ เหมือนลมหายใจของสัตว์ประหลาดใต้พื้นดิน

ลมไม่มี

อากาศไม่ขยับ

โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่งรอเพียงเขากับอีกหนึ่งสิ่งเท่านั้น

เมื่อเขามองไปไกลออกไป—ก็เห็นมัน

บาโฟเมต หรือ “เม็ตช์” ในร่างมนุษย์

เขายืนอยู่บนเกาะหินเล็ก ๆ เพียงผืนเดียว

สงบ

นิ่ง

ราวกับผู้พิพากษาที่รอผู้ต้องหามาถึงโต๊ะตัดสิน

ราห์ซูร์กำมือแน่นเตรียมจะพุ่งเข้าหาศัตรู แต่ทันใดนั้น—สิ่งหนึ่งสัมผัสผ่านร่างของเขาเหมือนสายลมอุ่น

อ้อมแขน… อุณหภูมิ… กลิ่นหอมจางที่เขาจำได้ขึ้นใจ

กราวด้า

เธอโผล่มากอดเขาแน่นเพียงเสี้ยววินาที แล้วร่างก็หายไปเหมือนละอองแสง

ราห์ซูร์ชะงัก หัวใจสะท้าน เขายกมือขึ้นแตะหน้าอกของตัวเองราวกับจะจับความอบอุ่นนั้นให้อยู่กับเขานานขึ้น

          “หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกราวด้านะ…”

น้ำเสียงเขาเบาแต่สั่นด้วยความกังวลที่ปกปิดไม่ได้

แต่ตอนนี้—เขาต้องจัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ร่างของราห์ซูร์วาร์ปหายวับ ปรากฏขึ้นอีกทีในตำแหน่งใบหน้าของบาโฟเมต ยืนประจันกันในระยะประชิด

 

 


          “ฉันไม่มีเวลาจะเล่นกับแก บาโฟเมต”

นิ้วของราห์ซูร์พุ่งเข้าบีบคอเม็ตช์

รวดเร็ว

เฉียบ

แม่นยำไร้ที่ติเหมือนเตรียมมาเป็นพันครั้ง

เขาตั้งใจจะบดขยี้คอของมันให้แหลกในทีเดียว

แต่—

          “ยอมแพ้…”

เสียงแหบต่ำหลุดออกจากปากเม็ตช์ที่ถูกบีบคอ พร้อมกับมือที่สวมถุงมือสีขาวยกขึ้นอย่างเรียบง่ายราวกับยอมจำนนจริง ๆ

ราห์ซูร์ชะงัก ดวงตาขยายกว้างด้วยความงุนงง

          “อะไรนะ…?” 

          “…แกพูดว่า ยอมแพ้ ?”

ความเงียบลอยคลุ้งอยู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลาวาปุดเบา ๆ อยู่ไกล ๆ

ราห์ซูร์ขมวดคิ้ว ความไม่ไว้ใจผุดขึ้นในใจทันที

          “อย่ามาหลอกฉัน บาโฟเมต”

เสียงของเขากดต่ำ อาฆาตชัดเจน

          “แกล่อฉันให้เสียเวลาใช่ไหม?”

เม็ตช์มองเขานิ่ง ๆ ไม่มีความกลัว ไม่มีสะทกสะท้าน มีเพียงความสุภาพเย็นราวกับพ่อบ้านที่ตอบคำถามลูกค้า

          “ผมดูเป็นคนเจ้าเล่ห์งั้นหรือ?”

ราห์ซูร์เม้มปาก

คิดเสี้ยววินาที

ก่อนจะปล่อยมือออกเพื่อให้เม็ตช์พูดได้ชัดเจนขึ้น

 

 


          “ถ้ายอมแพ้จริง—ส่งฉันกลับคฤหาสน์เดี๋ยวนี้”

เม็ตช์ส่ายหัวช้า ๆ น้ำเสียงยังเรียบเหมือนพูดเรื่องอากาศวันนี้

          “ทำไม่ได้ครับ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถ่วงเวลาโดยเฉพาะ”

          “ประตูมิติทุกชนิดใช้ไม่ได้ ที่นี่ไม่ใช่มิติ… แต่เป็น แกนโลก

คำว่า แกนโลก ทำให้สายตาของราห์ซูร์แข็งขึ้นทันที

          “แกนโลกเหรอ…?”

เขามองรอบตัวอีกครั้ง

ขอบฟ้าที่เป็นพื้นดิน

ท้องฟ้าที่ไม่มีฟ้า

กฎของโลกที่บิดเบี้ยวจนเกือบเป็นฝันร้าย

          “ถ้าอย่างนั้นก็แย่เลย…”

เขาพึมพำ

          “เปิดวาร์ปขึ้นไปข้างบนไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าพยายาม… คงถูกอัดตายอยู่ในชั้นหินก่อนถึงผิวโลกแน่”

ราห์ซูร์หันกลับมาประจันหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเครียดและความไม่ไว้ใจ

          “ตกลง… แกต้องการอะไรกันแน่ บาโฟเมต?”

เม็ตช์ยืนตรง มองเข้าไปในดวงตาของเขาราวกับประกาศคำสั่ง

แล้วเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสุภาพเหมือนเดิม

          “ผมต้องการให้คุณฆ่า—ลอร์ดเซเรสครับ”

คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่สะท้อนในหัวราห์ซูร์ราวกับระเบิด

เขานิ่ง

ไม่เข้าใจ

ไม่เชื่อหูตัวเอง

บาโฟเมต…

ขุนพลแห่งความมืดที่ภักดีต่อเซเรสยิ่งกว่าสิ่งใด…

กำลังขอให้เขา ฆ่าเจ้านายของมัน?

ราห์ซูร์จ้องเม็ตช์ด้วยสายตาแข็งกร้าว

          “แกจะหักหลังเจ้านายงั้นหรือ? …ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าใครกันที่ยุยงราชินีแห่งความมืดให้ฆ่าเซเรส”

เม็ตช์เลิกคิ้วเพียงนิด ก่อนเอามือไขว้หลัง เดินช้า ๆ แบบพ่อบ้านผู้สง่างาม

          “ราชินีแห่งความมืด? ผมไม่รู้จักเธอครับ”

ท่าทางนั้นราวกับเป็นภาพเดิมที่เขาทำทุกวัน แต่สำหรับราห์ซูร์—มุมมองต่อมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เม็ตช์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท

          “…ผู้ที่รับมอบพลังความมืดแล้ว จะไม่สามารถมีตัวตนของตัวเองได้อีก”

          “ต้องทำตามคำสั่งของผู้นำเหมือนมดงาน… เหมือนผึ้งงาน”

          “แม้จะตาย พวกเราก็ยังทำไม่ได้—จนกว่าผู้นำจะ ‘อนุญาตให้ตาย’ ”

ประโยคนั้นทำให้ราห์ซูร์ขมวดคิ้วทันที

          “แล้วไง? ตอนนี้เซเรสเป็นผู้นำ แกเลยอยากให้ฉันฆ่ามัน เพราะแกไม่ชอบมันงั้นหรือ?”

เม็ตช์ตอบโดยไม่หลบตา

          “ใช่ครับ ผู้นำความมืดถูกเลือกโดยพลัง ผู้มีพลังสูงสุดจะเป็นผู้นำ”

          “และผม… เป็นผู้มีพลังรองลงมาจากเซเรส”

คำตอบนั้นตรงเสียจนแทบทำให้ราห์ซูร์ยกมือทุบหน้าเขาอีกที

          “ก็แค่ทะเยอทะยานอยากเป็นผู้นำความมืดเองน่ะสิ”

ราห์ซูร์ถอยออก กำลังจะเข้าโจมตีอีกครั้ง

          “สุดท้ายแกก็จะสร้างปัญหาให้มนุษย์เหมือนเดิม บาโฟเมต ฉันไม่เอาด้วย”

แต่เม็ตช์กลับพูดประโยคหนึ่ง…ที่ทำให้เขาชะงักไปหนึ่งวินาที

          “ไม่เหมือนครับ… ผมจะดูแลลัทธิความมืดไม่ให้ไปรบกวนมนุษย์ ไม่ก่อสงครามอีก”

ราห์ซูร์หรี่ตา

มันง่ายเกินไป

ผิดปกติเกินไป

          “ไม่เชื่อเด็ดขาด!!! แกต้องตายที่นี่ บาโฟเมต—!”

แต่เม็ตช์พูดแทรกขึ้นอย่างสงบ เหมือนคนอธิบายงานบ้าน

          “อย่าเสียเวลากับผมเลยครับ เวลาที่นี่เดินช้ากว่าพื้นดินข้างบนเกือบสิบเท่า”

          “ถ้าเราสู้กันจริงจัง คงใช้เวลาเป็นปี…”

          “บางทีตอนนี้ข้างบนอาจรบกันจนตายไปครึ่งเมืองแล้วก็ได้”

หยดความจริงที่ราห์ซูร์ไม่อยากยอมรับ…แต่ปฏิเสธไม่ได้

เขายังลังเล บาโฟเมตอาจไม่ได้โกหกจริง ๆ และถ้าเม็ตช์ต้องการความสงบ—ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ในฝ่ายความมืด

แต่ปัญหาใหญ่กว่าอยู่ตรงหน้า

จะกลับขึ้นไปอย่างไร?

ราห์ซูร์สบตาเม็ตช์

          “แล้วจะกลับขึ้นไปได้ยังไง?”

เม็ตช์เงยหน้ามองเพดานที่เป็นผืนดินกลับด้าน

          “ถ้าใช้ไฟของผมเจาะขึ้นไป… ก็ราว ๆ สามวันครับ”

ราห์ซูร์กัดฟัน

สามวันในที่นี่… = สามสิบวันข้างบน

มากพอให้ทุกอย่าง พังทลายหมดแล้ว

สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจ

          “ได้—ครั้งนี้ฉันจะเชื่อแก”

          “แต่ถ้าจบเรื่องแล้วแกไม่ทำตามที่พูด… ฉันจะตามล่าแกด้วยตัวเอง บาโฟเมต”

เม็ตช์ยิ้มบาง ๆ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะได้คำนี้ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ลงมือ—


เสียงจากหัวใจของราห์ซูร์ดังขึ้น

          “ราห์ซูร์!!!!!”

          “ราห์ซูร์—ช่วยด้วย!!!”

เป็นเสียงของ กราวด้า

เสียงที่สั่นด้วยความกลัวจนราห์ซูร์แทบขาดใจ

เขานับเวลาทันที

เขาอยู่ที่นี่ 15 นาที

เท่ากับเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงครึ่ง บนพื้นดิน

เขารีบตอบ

          “กราวด้า… เธอโอเคไหม?”

เสียงของเธอสั่นจนฟังแทบไม่ทัน

          “ไม่… แย่แล้ว… แย่มาก… เอมิลี่… เธอ— เธอกำลัง—”

ราห์ซูร์กัดฟัน ต้องตัดบท

          “ดึงฉันขึ้นไป!! ตอนนี้เลย!!”

ก่อนที่คาถาจองจำทาสจะดึงเขาขึ้น ราห์ซูร์เปิดวาร์ปเล็ก ๆ ทิ้งไว้ให้เม็ตช์ เท่าที่จะทำได้ในแกนโลกที่ไร้กฎมิติ

          “ตามขึ้นมาด้วย ถ้าอยากพิสูจน์ตัวเอง!”

แล้ว—เขาถูกดึงกลับขึ้นพื้นดินอย่างรุนแรง

แสงทั้งหมดวาบหาย ลมหายใจแรกที่เขาสูดเข้าไปคืออากาศของ “โลกจริง” และเสียงกรีดร้องจากเบื้องบน…

ภาพแรกที่ราห์ซูร์เห็นทันทีที่ถูกดึงกลับขึ้นพื้นดิน—คือ กราวด้า

เธอนอนจมกองเลือด ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จนเหมือนศพ แต่…

ยังหายใจอยู่

เบาเหลือเกิน

จนเหมือนลมหายใจจะดับได้ทุกวินาที

          “กราวด้า—!”

ราห์ซูร์ทรุดตัวลงข้างเธอทันที รีบร่ายเวทรักษาอย่างลนลาน มือสั่นจนวงเวทแทบแตก

แต่กราวด้ายกนิ้วขึ้นนิดเดียว

ไม่ใช่เพื่อห้ามเขารักษา

แต่เพื่อ “ชี้ทาง”

เสียงของเธอออกจากริมฝีปากไม่ได้ แต่ กระแทกเข้ามาในจิตของเขาอย่างชัดเจน

          “เอมิลี่… ทางนั้น…”

ราห์ซูร์หันไป—และภาพตรงหน้าแทบทำให้เขาหายใจไม่ออก

          “ไม่นะ… นี่มันเป็นไปไม่ได้…”

คาเรน ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในวาเลเธีย ยืนหยัดเป็นโล่ให้คนทั้งประเทศ

ตอนนี้—นอนนิ่ง

ไร้ชีวิต

มีดาบหยกแห่งราชาเสียบกลางอก

เลือดสีแดงเข้มไหลเป็นลำลงสู่พื้นหิน

และผู้ที่ยืนอยู่เหนือศพนั้น…คือ เอมิลี่

ใบหน้าที่ซีดราวกระดาษ

ร่างสั่น

ดวงตาซึ่งเคยสดใสแดงสวย—ตอนนี้กลายเป็นหลุมดำของความมืดสนิท เหมือนจ้องมองผ่านนรกมาร้อยปี

ราห์ซูร์แข็งไปทั้งตัว ภาพความทรงจำจากอนาคตพุ่งกลับมาทีละช็อต ทั้งที่เขาพยายามเปลี่ยนมันแล้ว
ทั้งที่เขาคิดว่า “มันต้องดีขึ้น”

แต่สิ่งที่เห็นกลับคือ—ทุกอย่างเลวร้ายกว่าเดิม

เอมิลี่ไม่ได้ฆ่าคาเรนในอีก 2 ปี แต่มาฆ่าใน ปีแรก

เซเรสไม่ได้ถูกฆ่าในอีก 5 ปี แต่เร็วขึ้นเป็น ปีเดียว

เอมิลี่ถูกความมืดสิง โดยไม่ต้องมีพิธี เร็วกว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิม และยิ่งแย่กว่านั้น—

เอมิลี่… คือคนที่ฆ่ากราวด้าในอนาคตนั้น

อนาคตไม่เพียงไม่เปลี่ยน แต่ยิ่งเร่งไปสู่หายนะเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

 

 


          “เอมิลี่…”

ราห์ซูร์ลุกขึ้นจากกราวด้า เดินช้า ๆ ไปทางหญิงสาวที่เขาเคยรักสุดหัวใจ

เอมิลี่ได้ยินเสียงเขา—เธอหันมา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่ซีดจนขาวไร้เลือด ดวงตาดำสนิทเหมือนหลุมมรณะกลับมามีประกายเพียงเพราะเขา

เธอค่อย ๆ ดึงดาบออกจากอกคาเรน เสียงโลหะเสียดกระดูกดังแกร๊ก—เลือดสาดลงพื้นเป็นเส้นสวยงามราวภาพวาดบาป

          “ราห์ซูร์…”

เธอยิ้ม

          “นายกลับมาหาฉัน… ใช่ไหม?”

มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนมีสติ แต่เป็นรอยยิ้มของหญิงที่หลงทางในความมืดจนหมดตัวตน

ราห์ซูร์ตัวสั่น เสียงสั่นไปทั้งประโยค

          “เอมิลี่… ฉันอยู่นี่ ขอร้อง… วางดาบลงเถอะนะ”

เอมิลี่เหลือบมองดาบในมือ เหมือนเพิ่งรู้ว่าตนถืออะไรอยู่ แล้วเธอก็โยนมันทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ—เสียงดัง กังวาน บนพื้นหิน

          “ทิ้งแล้ว… ราห์ซูร์” 

เธอพูดราวกับเด็กที่ทำตามคำสั่งได้สำเร็จ

          “ฉันทำตามที่เธอบอกแล้ว ดีไหม? ยังอยากให้ฉันทำอะไรอีกไหม?”

เธอเดินเข้ามาใกล้ ใกล้จนลมหายใจปะทะอกเขา ใกล้จนกลิ่นเลือดจากมือเธอติดผิวเขาแล้วเธอก็จับมือเขา

 

 

 


และทันใดนั้น—พลังความมืดทั้งหมดของเธอแทบจะสลายไป

ราวกับมือของราห์ซูร์คือแสงเดียวที่หลงเหลือในโลก

ดวงตาสีดำค่อย ๆ จาง

สีแดงสดที่คุ้นเคยกลับมา

ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความมืด… ผ่อนคลาย

เหมือนมนุษย์คนเดิมกลับคืนมาเพียงเพราะเขาแตะ

          “ราห์ซูร์…”

เสียงเธอแตกหัก

          “ฉัน… ไม่ขออะไรอีกแล้ว…”

น้ำตาหยดแรกไหลลงจากดวงตาที่เขาเคยรัก ตามด้วยเสียงร้องไห้ที่เกือบทำให้เขาตายตามเธอไป

มันเหมือนอนาคตไม่ผิดเพี้ยน เหมือนฉากตายของเธอในวงแขนเขากำลังซ้ำรอย อย่างไร้ความปรานี

เอมิลี่พูดทั้งน้ำตา—ทุกคำคือการแทงหัวใจชายคนหนึ่งให้แหลกช้าช้า

          “ฉันทำผิดทุกอย่าง… ฉันเสียใจ…”

          “แต่อย่างน้อย… ในฐานะผู้หญิงโง่ ๆ คนหนึ่ง…”

          “ขอแค่อยู่กับเธอ… ได้ไหม…?”

          “เป็นของเธอ… คนเดียว…”

          “ถ้ามีอีกสักครั้ง… ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก…”

ราห์ซูร์ยืนเหมือนคนกำลังจะล้ม ใจเขาถูกดึงออกเป็นสองส่วน เขาต้องการสิ่งนี้มาตลอดชีวิต คำขอโอกาส… คำร้องของเอมิลี่…เหมือนในอดีตที่เจ็บปวดนั้น—และเขายังจะฆ่าเธออีกครั้งงั้นหรือ?

หรือถ้าเขาปฏิเสธ… เธอจะยิ่งตกสู่ความมืดเร็วยิ่งกว่าเดิม?

เขาไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้แต่สติจะคิด แล้วเอมิลี่ก็พูดประโยคสุดท้าย ประโยคเดียวกับวันตายของเธอในเส้นเวลาเดิม

เสียงเดียวกัน

แววตาเดียวกัน

ท่าทางเดียวกัน

เจ็บเหมือนเดิมทุกวินาที

          “ราห์ซูร์… ฉันรักนาย…”

และโลกของเขาก็พังทลายลงอีกครั้ง เหมือนเขาไม่เคยย้อนเวลาได้เลย

          “เอมิลี่… ฉัน—”

ราห์ซูร์ยังพูดไม่ทันจบ หัวใจเขาชะงักวูบ เหมือนถูกมีดปลายคมกรีดจากข้างใน

          กราวด้า—!

เธอ… ยังเชื่อมจิตกับเขาอยู่ ยังรับรู้ ทุกอย่าง ทุกคำ ทุกสัมผัส ทุกความรู้สึกที่เขามีให้เอมิลี่แบบไม่ปิดบัง

ร่างของเธอนอนนิ่งในกองเลือด น้ำตาไหลผสมกับเลือดบนพื้นหินอ่อน ภาพสุดท้ายที่สะท้อนในดวงตาเพียงข้างเดียว—

คือเอมิลี่ในอ้อมกอดของราห์ซูร์

เธอเห็นว่าใครคือราชินีแห่งความมืด

เธอเห็นว่าใครฆ่าเธอในอนาคต

เธอเห็นว่าผู้ชายที่เธอรัก…

กำลังกอดคนที่ฆ่าเธอ

และที่ร้ายแรงที่สุด—

          เธอรู้สึก… หัวใจของราห์ซูร์โอบเอมิลี่ไว้อย่างหวงแหน

เหมือนเขาไม่เคยรักใครได้เท่านี้มาก่อน

หัวใจของกราวด้าแตกสลายในพริบตา

ความเจ็บปวดทางกายไม่เท่าความเจ็บในจิตที่กระแทกเข้ามาราวฟ้าผ่า

เสียงของเธอดังขึ้นในหัวราห์ซูร์ ชัดเจนจนเหมือนตะโกนใส่หู เต็มไปด้วยโทสะ หึงหวง ความเจ็บ ความผิดหวัง และความทรมานที่แตกร้าวเป็นพันชิ้น

          “ฆ่านังสารเลวนี่ซะ ราห์ซูร์!!! ฆ่ามันเดี๋ยวนี้!!!!”

เสียงนั้นกรีดลึกถึงกระดูก ราห์ซูร์เกือบหายใจไม่ออก

          “ฆ่ามัน!!! ราห์ซูร์!!!! เพื่อฉัน…..เพิ่ิอ…… ฉัน………”  “……”

เอมิลี่ที่ไม่รู้เรื่องอะไร ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นของตัวเองคลานเข้ามากอดเขาแน่นร้องไห้เหมือนคนหมดชีวิต

          “อย่าทิ้งฉันอีก…ขอร้อง… อยู่กับฉันเถอะ…”

ราห์ซูร์มือสั่น 

เขาไม่ฆ่าเธอ

เขาทำไม่ได้

เขาแค่ต้องการให้เอมิลี่รอด—แต่ไม่กลายเป็นราชินีแห่งความมืด

เขาเลือก…

ยกแขนขึ้น…………..กอดเธอกลับอย่างอ่อนโยน

 

 


กราวด้าถึงกับ “กระอักเลือด” ออกมาอีกครั้ง ร่างเธอชักกระตุกก่อนจะลอยขึ้นกลางอากาศ เหมือนหุ่นเชิดที่สายขาด ถูกแรงอะไรบางอย่างดึงขึ้น

ดวงตาข้างเดียวของเธอเบิกกว้างเต็มไปด้วยความเจ็บจนกลายเป็นความเกลียดชังที่ปะทุขึ้น

เธอมองทั้งคู่—เหมือนอยากฉีกพวกเขาเป็นชิ้น ๆ แต่ก่อนจะได้ทำอะไร…

เธอกระอักเลือดครั้งสุดท้ายและ เปลวไฟสีขาว-ดำ ก็ลุกไหม้ห่อหุ้มร่างเธอทันที

เสียงกรีดร้องของเธอ—

ราวกับปีศาจจากนรก

ทรมานที่สุด

เศร้าที่สุด

และโกรธที่สุด—

ดังสะท้อนในห้องโถงเหมือนเสียงของวิญญาณที่ไม่อาจไปไหนได้

เปลงเพลิงนั่นลุกท่วมร่างของกราวด้าและดับสลายไปพร้อมกับเธอ

 

 


          “กราวด้า!!!! ไม่!!!!”

ราห์ซูร์ผลักเอมิลี่ออกจนเธอล้มทั้งตัว เขาวิ่งไปคุกเข่ากลางกองเลือดของกราวด้า โกยมันเข้ามาในอ้อมแขน
ด้วยมือที่สั่นจนจับอะไรไม่อยู่

          “ไม่… ไม่… โอ้พระเจ้า… ฉันทำอะไรลงไป… ฉัน… ทำบ้าอะไรลงไป…!!!!”

เขาทรุดพังลงต่อหน้ากองเลือด ร้องไห้เหมือนเด็กที่ทำของรักแตกแล้วไม่มีวันซ่อมได้อีก

เอมิลี่ค่อย ๆ คลานเข้ามาข้างหลัง

โอบเขาไว้เงียบ ๆ

ไม่พูดอะไรอีก

เพราะแม้แต่เธอก็ไม่กล้ามองผลงานตัวเองตรง ๆ

และในวินาทีนั้น—

ราห์ซูร์สูญเสียคนที่รักเขาที่สุด

ด้วยน้ำมือของตัวเอง

โดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา