ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,471 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
51) ไร้ค่า
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเอมิลี่เดินออกมาจากห้องของราห์ซูร์ เดินแบบคนที่กล้ามเนื้อไม่รับคำสั่งอีกต่อไป หัวใจเหมือนถูกทุบจนเป็นผงเธอไม่รู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ส่วนไหนของวัง
ลมหายใจเธอขาดเป็นช่วง ๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ในน้ำลึกจนเกือบจมน้ำตายแต่ต้องฝืนก้าวต่อไปเพราะขาจะทรุดทันทีถ้าหยุด
แล้วเธอก็พบคนหนึ่งยืนอยู่กลางทางเดินยามค่ำ
เจ้าชายอัซราม
เขาไม่ได้กำลังหาเธอ แต่กำลังจะไปเคาะห้องราห์ซูร์ จนกระทั่งสายตาเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ “อารมณ์แตกละเอียด” จนแทบไม่เหลือโครงเดิม—
เขาหยุดเปลี่ยนเส้นทางทันทีเพราะเขาชอบสิ่งที่ “พัง” มากกว่าสิ่งที่ “สมบูรณ์”
เขายิ้มอ่อนโยน—อ่อนโยนผิดธรรมชาติเหมือนสัตว์นักล่าที่สวมผ้าคลุมของนักบุญ
“คุณคือเอมิลี่… ทหารรับใช้เจ้าชายสุดหล่อคนนั้นใช่ไหม?”
เสียงเขานุ่มจนเกือบหวาน
“เป็นอะไรหรือเปล่า? คุณดู… ไม่ดีเลยนะ”
เอมิลี่รีบยกมือปาดน้ำตาพยายามบังคับให้ตัวยืนตัวตรงแต่ตากลับว่างเปล่าเหมือนคนลอยออกจากตัว
“น่าอายจริง… เจ้าชายได้เห็นข้าในสภาพนี้…แต่ข้าไม่เป็นไรค่ะ”
ประโยคหลังเป็นเพียงสัญชาตญาณ ไม่ใช่ความจริง
อัซรามมองเธอเหมือนกำลังชั่งน้ำหนัก “ของเล่นชิ้นใหม่” ก่อนจะยื่นมือมาประคองต้นแขนเธออย่างสุภาพผิดวิสัย
“ดอกไม้งามเวลาเศร้า… ทำให้ฉันปวดใจเสมอ”
เขาก้มลงมากระซิบชิดใบหูเธอ ชิดเกินไป อบอุ่นเกินจำเป็น
“เอาแบบนี้ไหม…ถ้ามีอะไรที่คุณอยากให้ฉันช่วยหรือ…อยากลืม คุณมาหาฉันได้เสมอ ห้องฉันเปิดให้คุณคืนนี้”
วินาทีนั้นหัวใจเอมิลี่ที่เจ็บมานานหิวหาความอบอุ่นจนหมดเกราะและอัซรามก็มีทุกอย่างที่ราห์ซูร์ไม่มี—
ศักดิ์ศรี
สถานะ
ความหล่อเหลาที่เธอเคยหลง
และ “การเชื้อเชิญ”
ที่ทำให้เธอรู้สึกมีค่า…ชั่วขณะที่แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว
เธอกัดริมฝีปาก พยายามประคองความคิดที่แตกซ่าน
“หากท่าน…ไม่รังเกียจ” เสียงเธอเบา ร้าว และว่างเปล่า “ข้ายินดี…ถวายงานค่ะ”
คำว่า ถวายงาน เป็นเพียงเกราะบาง ๆ ที่ใช้ปิดบังเจตนาแต่ทั้งสองรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่
อัซรามยิ้ม—ยิ้มแบบผู้ชายที่ได้ตามใจตัวเองครบถ้วน ยิ้มแบบคนที่ไม่ได้มองมนุษย์ตรงหน้าเป็น “คน”
“ดี… งั้นตามฉันมา”
เขาประคองเอวเธอเบา ๆ พาเดินไปยังห้องส่วนตัว ห้องที่ไม่มีใครเข้าได้ ห้องที่มีเพียงสิ่งที่เขา “เลือก” ให้เข้า
ประตูปิดลงเสียงเงียบเหมือนสูญญากาศ
เอมิลี่นอนทอดกายลงบนเตียงของเจ้าชายด้วยหัวใจที่แหว่ง และความต้องการจะลืมเจ็บในอกเธอยอมทุกอย่าง…ขอแค่คืนนี้ไม่ต้องรู้สึกอะไรอีก
อัซรามนั่งลงข้างเธอมองร่างของเธอด้วยสายตาที่ทำให้ลมหายใจเธอหนักขึ้น แต่ความอุ่นนั้นอยู่ไม่นาน
เขาตบมือเบา ๆ เหมือนสัญญาณที่นัดหมายกันไว้
ประตูอีกบานเปิดออก
เอมิลี่หันไป—แล้วเลือดในกายเธอเย็นวาบลงทันที
องครักษ์สองคนของอัซราม ชายหนุ่มร่างกำยำยืนอยู่ในเงามืดแววตาของพวกเขา…ไม่ได้มองเธอแบบมนุษย์แต่มองเหมือน “ส่วนหนึ่งของเกม”
อัซรามยิ้ม ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ ยิ้มแบบคนที่เตรียมเซอร์ไพรส์
“ขอแนะนำ…”
เขาโอบไหล่เธอเหมือนกำลังเล่าเรื่องสนุก
“คู่ขาของฉัน—เราเล่นด้วยกันประจำหวังว่า…คืนนี้คุณจะสนุกกับพวกเราเช่นกัน”
เอมิลี่ตัวแข็งทื่อร่างที่เมื่อกี้ยังว่างเปล่าตอนนี้เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
นี่ไม่ใช่การปลอบใจ
ไม่ใช่การลืม
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการเลยแม้แต่น้อย
แต่ทุกอย่างเกิดเร็วเกินกว่าที่คนหัวใจแตกสลายจะทันตั้งรับ
และเธออยู่ในห้องที่ไม่มีใครกล้าช่วย
ไม่มีใครกล้าเคาะ
ไม่มีใครแม้แต่รู้ว่าเธอหายไป
คืนนี้—เอมิลี่จึงได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต: บางครั้ง ความเจ็บปวดจากคนที่เรารัก…ก็ยังดีกว่าความใจดีจากคนแปลกหน้าที่มองเราเป็นแค่ของเล่น
และในห้องนั้นคืนที่เธอหวังว่าจะช่วยลืม…เปลี่ยนเธอไปจนไม่สามารถย้อนกลับได้อีกแล้ว
รุ่งสางยังไม่มาถึงแต่เอมิลี่ก็ลุกขึ้นจากเตียงของเจ้าชายอัซรามแล้ว ร่างของเธอบอบช้ำจนขยับทีไรเจ็บแล่นไปถึงกระดูก เธอสวมชุดทหารด้วยมือที่สั่นแขนขาเหมือนจะหลุดจากกันได้ทุกเมื่อ แต่ดวงตา—ดวงตานั้นมืดจนเหมือนก้อนถ่านที่ดับสนิท
เธอเหลือบมองชายสามคนที่นอนระเกะระกะอยู่บนเตียงหรู ภาพนั้นควรทำให้เธออับอาย แต่ตอนนี้…มันกลับทำให้เธอ “เย็น” ยิ่งกว่าเดิม
เหมือนวิญญาณอาฆาตที่กำลังจดชื่อของคนที่ต้องชำระในอนาคต
ไม่ใช่วันนี้
แต่ สักวันหนึ่ง
เมื่อเธอเดินออกจากห้องของอัซราม ประตูปิดลงช้า ๆ เบื้องหลังเธอ เสียงนั้นเหมือน “ฝาโลงที่ตอกปิดชีวิตเก่า”
เธอเดินไปเรื่อย ๆ ไร้สติ ไร้ความคิด เหมือนซากที่ยังหายใจ จนกว่าความสว่างแรกของวันจะส่องทะลุสายหมอกยามเช้าแล้วเธอก็หยุดตรงหน้าประตูเหล็กสูงตระหง่าน—เขตตระกูลเฟลวิส
ที่พึ่งสุดท้ายของเธอที่เดียวที่ยังไม่เคยทอดทิ้งเธอ
ลอร์ด เซเรส เฟลวิส
ประตูค่อย ๆ เปิดออกโดยไม่มีคนเฝ้าเหมือนมัน “รู้” ว่าเธอกำลังมา รู้ว่าเธออยู่ในสภาพที่ไม่มีที่ไป รู้ว่าควรกลืนเธอเข้ามาในเส้นทางของมัน
เธอเดินเข้าไปในคฤหาสน์เหมือนคนถูกสะกดจิตและประตูก็ปิดลงด้านหลัง เงียบ หนัก เย็นชาจนดูไม่เป็นมงคล
ขณะที่ชีวิตของเอมิลี่กำลังพังทลายอย่างเงียบงัน วังหลวงกลับเต็มไปด้วยความสง่างามและความฝันของอาณาจักร
โต๊ะหินอ่อนสีขาวนวลตั้งตระหง่านกลางห้องโถง สองเจ้าชายนั่งเคียงกัน—ราห์ซูร์ และ อัซราม เสื้อคลุมของทั้งคู่สะท้อนแสงยามเช้าอย่างสง่างาม
สมุดลงนามเป็นพันธมิตรแห่งทวีป เปิดวางตรงหน้า เสียงบรรยายดังคลอราวบทกวีการทูต ความสงบ ราบรื่น—ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเมื่อคืนหนึ่งในเจ้าชาย เพิ่งทำลายผู้หญิงคนหนึ่งไปทั้งชีวิต
แซร์คยืนตรงหลังเสา หน้าตานิ่งราวรูปสลัก คอยระวังภัยอย่างมืออาชีพแต่ก็มีบางครั้งที่เขาเหลือบตามองราห์ซูร์และกราวด้าที่ หนุงหนิงจนน่าหมั่นใส้
ส่วนกราวด้านั่งแนบเคียง เธอกระซิบแนะนำราห์ซูร์เป็นระยะมือกับไหล่สัมผัสเขาอย่างแผ่วเบา ดูเย็นชาแต่ ร้อนแรง วันนี้เธอดูมีความสุขมากกว่าปกติ อาจเพราะรู้ว่าเมื่อคืนเขาทำในสิ่งที่เธอคาดหวัง
ไม่มีใครสังเกตเลยว่า “เอมิลี่หายไป” ไม่มีใคร—
ยกเว้นคาเรน
เขาตามหาเธอทั้งเช้าแต่ไม่พบแม้เงา หัวใจของเขาหล่นหายตั้งแต่เห็นห้องพักของเธอว่างเปล่าแต่เขาไม่สามารถทิ้งหน้าที่ได้จึงสั่งคนของตัวเองออกตามหาแทนอย่างหนักหน่วง สิ้นหวังและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกิน
เอมิลี่ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์เฟลวิส
ทันทีที่ประตูบานสูงเปิด เม็ตช์ พ่อบ้านประจำตระกูลเฟลวิส ก็เดินออกมารอเหมือนเขารู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าเธอจะมาในสภาพนี้
“เชิญครับ คุณเอมิลี่—ท่านรออยู่แล้ว”
เขาพาเธอเดินลึกเข้าไปในคฤหาสน์ ห้องโถงเงียบมีเพียงเสียงก้าวเดินของเธอที่สั่นเล็กน้อย
เมื่อประตูเปิด ลอร์ดเซเรสยืนรออยู่กลางห้องสีหน้าเขา—คือคนที่รอวันนี้มานานรอให้เธอพัง…รอให้เธอมาหาเขารอให้เธอยอมรับอ้อมแขนของเขาด้วยหัวใจที่หมดสิ้น
เขารีบเข้ามาคว้าเธอไว้โอบกอดเธอแน่นจนเหมือนจะละลายเธอเข้าไปในอก
“เอมิลี่ที่รัก… คุณมาหาผม”
เอมิลี่ร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาแล้ว เหมือนร่างแห้งสนิท เหลือเพียงเสียงสะอื้นของคนสิ้นหวัง
“ฉันไม่ไหวแล้ว… เซเรส…ฉันยอมแล้ว…ฉันไม่อยากเป็นทหาร ไม่อยากเป็นของเล่น ไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้ว…”
เซเรสยิ้มลูบผมเธออย่างอ่อนโยน อ่อนโยนเกินสิ่งที่อยู่ในหัวเขา
“ไม่เป็นไรเลย เธอไม่ต้องเป็นอะไรทั้งนั้น อยู่ที่นี่… อยู่กับฉัน แค่นั้นพอแล้ว เอมิลี่”
คำพูดของเขาเหมือนที่พักสุดท้ายของโลก
เธอพยักหน้าเหมือนเด็กที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
“ฉันจะอยู่กับคุณ…ฉันยอมทุกอย่างแล้ว…คุณเป็นคนเดียวที่ไม่เคยทิ้งฉัน…”
เซเรสยิ้ม—ช้า ๆ มั่นใจราวกับประตูโอกาสได้เปิดในที่สุด
“ดีมากเราจะแต่งงานกันแบบเงียบ ๆ เริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครแตะต้องได้และ—”
เขากุมแก้มของเธอเบา ๆ
“คุณต้องมีลูกให้ฉัน… เอมิลี่”
คำว่า “ลูก” เหมือนแทงหอกกลางอกเธอ
เธอชะงัก ลมหายใจสะดุด มือสั่นรุนแรงจนมองเห็นได้
เซเรสเอียงหน้ามองเธอราวกับปลอบเด็กที่กลัวความมืด
“เป็นอะไรไป? ไม่ต้องกังวล…ผมรอได้ ถ้าคุณยังไม่พร้อม ผมจะรอจนกว่าคุณ—”
“ฉะ–ฉัน…” เสียงเธอเหมือนจะขาด “ฉัน…เสียใจ…ฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้…”
เซเรสหยุดยิ้มนิ่งเหมือนรูปปั้นแต่มือยังคงลูบแก้มเธออยู่
“ไม่เป็นไรหรอกเอมิลี่ตอนนี้คุณยังเจ็บอยู่ เมื่อคุณเข้มแข็งขึ้น—”
“ไม่…” น้ำเสียงเธอแตกหัก “ฉัน…ทำหมันไปแล้ว…”
ความเงียบตกลงมาหนักพอจะบดห้องทั้งห้องให้แหลก
ดวงตาของเซเรส…มืดลงทันที แต่ไม่ใช่มืดแบบเสียใจ ไม่ใช่มืดแบบผิดหวัง แต่มืดแบบ “ทุกอย่างที่เขาวางแผนมานาน…พังทลายต่อหน้า”
เอมิลี่พูดต่อเหมือนคนที่ถูกตัดเส้นประสาทจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว
“ฉัน…อยากให้คาเรนเชื่อใจฉัน…เขาเป็นหมัน… เขาไม่เคยแตะต้องฉันเลยสักครั้ง…ฉันเลย…ทำแบบนั้นอยากให้เขายอมรับฉัน…อยากให้เขารู้ว่าฉันเลือกเขา แค่เขาคนเดียว…”
เซเรสยืนนิ่งสีหน้าราวกับมีบางอย่างในหัวเขา “หัก” เสียงดังกรอบ
ทั้งโครงการ
ทั้งแผนการ
ทั้งอนาคตที่เขาปั้นไว้
ทั้ง “ภาชนะ”
…พังลงในวินาทีที่เธอพูดจบนั้น
และในห้องโถงอันเงียบงันนั้น—มีเพียงสองคนที่พังพร้อมกัน
เซเรสชะงักในวินาทีที่ได้ยินประโยคของเอมิลี่แล้วถอยหลังไปช้า ๆ ความตกใจค่อย ๆ กลายเป็นความโกรธที่ผุดขึ้นทีละชั้น จนใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเป็นคนละคน
เอมิลี่ยืนโงนเงนสองมือกำเสื้อคลุมตัวเองไว้ สายตาล่องลอยเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจ
“แกว่า…อะไรนะ?”
เสียงเซเรสต่ำจนเย็นจัด เย็นยิ่งกว่าเหล็กที่ถูกฝังในหิมะ
“ฉัน…ทำหมันไปแล้ว…”
เธอพูดเหมือนทุกคำเป็นของมีคมบาดปากตัวเอง
เงียบ—
เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของปีศาจ
แล้วเซเรสก็ระเบิดออกมา เสียงคำรามของเขาสะท้อนทั่วห้องโถงเหมือนฟ้าผ่า
“ทำหมัน!? แก—รู้ไหมว่าฉันตามหา ภาชนะ ที่ ความมืดยอมรับ มานานแค่ไหน!!?”
เขาก้าวเข้าหาเธอ ทุกย่างก้าวเหมือนแผ่นดินสั่น
“ฉันอดทนกับแกมานานแค่ไหน!! ลูกของแก—ลูกที่ควรเป็น ร่างสถิตของจอมมาร!!”
เสียงของเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์อีกต่อไป
“เพื่อการจุติของความมืด!! เพื่อพิธีที่สร้างกองทัพนับแสน!!! แล้วแก…แกทำ ทุกอย่างพังหมด!!!”
เอมิลี่ยังไม่ทันได้หอบหายใจ พลังเวทอดกลั้นไม่ไหวของเซเรสก็ระเบิดออก
มันพุ่งเข้าใส่เธออย่างรุนแรง เหมือนกำปั้นของยักษ์กระแทกเข้าร่าง—
โครม!!!
ร่างเอมิลี่ลอยขึ้นก่อนจะกระแทกผนังจนแตกกระจาย ร่างเธอร่วงลงพื้นเหมือนตุ๊กตาที่ขาดเชือกดึง
เลือดซึมออกจากมุมปาก ดวงตาที่เคยวูบวาบด้วยความหวัง ตอนนี้ว่างเปล่า ว่างจนเหมือนใครปิดสวิตช์ความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
เธอไม่ตายแต่เธอ “ไม่ตอบสนอง” อีกแล้ว
ไม่เหลือที่พึ่ง
ไม่เหลือความรู้สึก
ไม่เหลือแรงแม้แต่จะเกลียดหรือร้องไห้ให้ตัวเอง
เม็ตช์ก้าวออกมาข้างเซเรส โค้งเล็กน้อยอย่างสุภาพแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว
“ให้ผม…กำจัดทิ้งเลยไหมครับ ท่านเซเรส?”
เซเรสหันขวับ แววตาเหมือนสัตว์ที่ถูกตัดเส้นความเมตตาออกไปทั้งเส้น
“ไม่!!!”
เสียงเขาดังจนเม็ตช์สะดุ้งถอยหลัง
“เอามันไปขังใต้ดิน! เผื่อมันยังมีประโยชน์บ้าง…”
เขาหันมองเอมิลี่ราวกับมองซากเนื้อที่ยังอุ่น ไม่ใช่คนที่เขากอดไว้เมื่อครู่
“ยังไง…ร่างของมันก็เข้าคู่กับพลังความมืดได้ดีที่สุด ฉันจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็น อสูรสงครามหรืออะไรก็ได้ตามที่มันควรจะเป็น!!”
เซเรสส่ายหน้าแรง ๆ เหมือนพยายามล้างความพังทลายออกจากหัวตัวเองก่อนจะตะโกนเรียกอีกชื่อหนึ่ง
“เกอร์!….เข้ามาเดี๋ยวนี้!!!”
ประตูเปิดออก เกอร์เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด พลังกดดันที่เซเรสปล่อยออกมาหนักหน่วงจนเขาแทบจะทรุดลงคุกเข่า
เขาชำเลืองมองเอมิลี่เพียงเสี้ยววินาทีก็รู้ทันทีว่า “ผู้หญิงคนนี้…ถูกขยี้จนไม่เหลือความเป็นตัวเองแล้ว”
เซเรสชี้หน้าอย่างเดือดดาล
“รวบรวมกำลังทั้งหมด! เตรียมทุกอย่างให้พร้อม!! ฉันจะไม่รออีกแล้ว!!!
ถ้ามีช่องทางเมื่อไร—ฉันจะถล่มวาเลเธียให้ราบ!!!”
พลังอาฆาตพุ่งขึ้นเหมือนเปลวไฟสีดำ ทั้งห้องโถงสั่นสะเทือนจนโคมไฟกระทบกันเป็นเสียงแหลม
เกอร์รีบก้มศีรษะกลืนก้อนแข็งในลำคอ
“รับทราบ…ท่านเซเรส”
เขาถอยออกไปทันทีเพราะอยู่ในห้องนี้นานกว่านี้อาจทำให้หัวใจของเขาแตกเป็นชิ้นเหมือนผนังที่เอมิลี่ชน
เม็ตช์สั่งคนของเขาเข้ามายกเอมิลี่ขึ้นราวกับเธอเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ
หญิงสาวที่เคยภูมิใจ
เคยทะนง
เคยแบกความฝันของตัวเองทั้งชีวิต
วันนี้—เธอถูกแบกลงสู่ความมืด
เหมือนเหยื่อบูชายัญที่ไม่เหลือแม้ซากความหวัง
ประตูทางลงสู่ใต้ดินปิดลง เสียงเหล็กเสียดกันก้องเหมือนเสียงปิดผนึกชะตากรรมของเธอและเบื้องบน…ลอร์ดเซเรสยืนอยู่กลางความโกรธเกรี้ยวของตัวเองเหมือนเทพพิโรธผู้ต้องการล้างแผ่นดินให้เหลือเพียงความมืด
คืนนี้—ไม่ใช่แค่ชีวิตของเอมิลี่ที่แตกสลาย แต่เป็นคืนที่ความมืด “ตื่นขึ้น” อย่างสมบูรณ์ และอาณาจักรวาเลเธีย…เพิ่งถูกประกาศสงครามโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ลมหายใจเธอขาดเป็นช่วง ๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ในน้ำลึกจนเกือบจมน้ำตายแต่ต้องฝืนก้าวต่อไปเพราะขาจะทรุดทันทีถ้าหยุด
แล้วเธอก็พบคนหนึ่งยืนอยู่กลางทางเดินยามค่ำ
เจ้าชายอัซราม
เขาไม่ได้กำลังหาเธอ แต่กำลังจะไปเคาะห้องราห์ซูร์ จนกระทั่งสายตาเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ “อารมณ์แตกละเอียด” จนแทบไม่เหลือโครงเดิม—
เขาหยุดเปลี่ยนเส้นทางทันทีเพราะเขาชอบสิ่งที่ “พัง” มากกว่าสิ่งที่ “สมบูรณ์”
เขายิ้มอ่อนโยน—อ่อนโยนผิดธรรมชาติเหมือนสัตว์นักล่าที่สวมผ้าคลุมของนักบุญ
“คุณคือเอมิลี่… ทหารรับใช้เจ้าชายสุดหล่อคนนั้นใช่ไหม?”
เสียงเขานุ่มจนเกือบหวาน
“เป็นอะไรหรือเปล่า? คุณดู… ไม่ดีเลยนะ”
เอมิลี่รีบยกมือปาดน้ำตาพยายามบังคับให้ตัวยืนตัวตรงแต่ตากลับว่างเปล่าเหมือนคนลอยออกจากตัว
“น่าอายจริง… เจ้าชายได้เห็นข้าในสภาพนี้…แต่ข้าไม่เป็นไรค่ะ”
ประโยคหลังเป็นเพียงสัญชาตญาณ ไม่ใช่ความจริง
อัซรามมองเธอเหมือนกำลังชั่งน้ำหนัก “ของเล่นชิ้นใหม่” ก่อนจะยื่นมือมาประคองต้นแขนเธออย่างสุภาพผิดวิสัย
“ดอกไม้งามเวลาเศร้า… ทำให้ฉันปวดใจเสมอ”
เขาก้มลงมากระซิบชิดใบหูเธอ ชิดเกินไป อบอุ่นเกินจำเป็น
“เอาแบบนี้ไหม…ถ้ามีอะไรที่คุณอยากให้ฉันช่วยหรือ…อยากลืม คุณมาหาฉันได้เสมอ ห้องฉันเปิดให้คุณคืนนี้”
วินาทีนั้นหัวใจเอมิลี่ที่เจ็บมานานหิวหาความอบอุ่นจนหมดเกราะและอัซรามก็มีทุกอย่างที่ราห์ซูร์ไม่มี—
ศักดิ์ศรี
สถานะ
ความหล่อเหลาที่เธอเคยหลง
และ “การเชื้อเชิญ”
ที่ทำให้เธอรู้สึกมีค่า…ชั่วขณะที่แค่ไม่อยากอยู่คนเดียว
เธอกัดริมฝีปาก พยายามประคองความคิดที่แตกซ่าน
“หากท่าน…ไม่รังเกียจ” เสียงเธอเบา ร้าว และว่างเปล่า “ข้ายินดี…ถวายงานค่ะ”
คำว่า ถวายงาน เป็นเพียงเกราะบาง ๆ ที่ใช้ปิดบังเจตนาแต่ทั้งสองรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่
อัซรามยิ้ม—ยิ้มแบบผู้ชายที่ได้ตามใจตัวเองครบถ้วน ยิ้มแบบคนที่ไม่ได้มองมนุษย์ตรงหน้าเป็น “คน”
“ดี… งั้นตามฉันมา”
เขาประคองเอวเธอเบา ๆ พาเดินไปยังห้องส่วนตัว ห้องที่ไม่มีใครเข้าได้ ห้องที่มีเพียงสิ่งที่เขา “เลือก” ให้เข้า
ประตูปิดลงเสียงเงียบเหมือนสูญญากาศ
เอมิลี่นอนทอดกายลงบนเตียงของเจ้าชายด้วยหัวใจที่แหว่ง และความต้องการจะลืมเจ็บในอกเธอยอมทุกอย่าง…ขอแค่คืนนี้ไม่ต้องรู้สึกอะไรอีก
อัซรามนั่งลงข้างเธอมองร่างของเธอด้วยสายตาที่ทำให้ลมหายใจเธอหนักขึ้น แต่ความอุ่นนั้นอยู่ไม่นาน
เขาตบมือเบา ๆ เหมือนสัญญาณที่นัดหมายกันไว้
ประตูอีกบานเปิดออก
เอมิลี่หันไป—แล้วเลือดในกายเธอเย็นวาบลงทันที
องครักษ์สองคนของอัซราม ชายหนุ่มร่างกำยำยืนอยู่ในเงามืดแววตาของพวกเขา…ไม่ได้มองเธอแบบมนุษย์แต่มองเหมือน “ส่วนหนึ่งของเกม”
อัซรามยิ้ม ยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ ยิ้มแบบคนที่เตรียมเซอร์ไพรส์
“ขอแนะนำ…”
เขาโอบไหล่เธอเหมือนกำลังเล่าเรื่องสนุก
“คู่ขาของฉัน—เราเล่นด้วยกันประจำหวังว่า…คืนนี้คุณจะสนุกกับพวกเราเช่นกัน”
เอมิลี่ตัวแข็งทื่อร่างที่เมื่อกี้ยังว่างเปล่าตอนนี้เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
นี่ไม่ใช่การปลอบใจ
ไม่ใช่การลืม
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการเลยแม้แต่น้อย
แต่ทุกอย่างเกิดเร็วเกินกว่าที่คนหัวใจแตกสลายจะทันตั้งรับ
และเธออยู่ในห้องที่ไม่มีใครกล้าช่วย
ไม่มีใครกล้าเคาะ
ไม่มีใครแม้แต่รู้ว่าเธอหายไป
คืนนี้—เอมิลี่จึงได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต: บางครั้ง ความเจ็บปวดจากคนที่เรารัก…ก็ยังดีกว่าความใจดีจากคนแปลกหน้าที่มองเราเป็นแค่ของเล่น
และในห้องนั้นคืนที่เธอหวังว่าจะช่วยลืม…เปลี่ยนเธอไปจนไม่สามารถย้อนกลับได้อีกแล้ว
รุ่งสางยังไม่มาถึงแต่เอมิลี่ก็ลุกขึ้นจากเตียงของเจ้าชายอัซรามแล้ว ร่างของเธอบอบช้ำจนขยับทีไรเจ็บแล่นไปถึงกระดูก เธอสวมชุดทหารด้วยมือที่สั่นแขนขาเหมือนจะหลุดจากกันได้ทุกเมื่อ แต่ดวงตา—ดวงตานั้นมืดจนเหมือนก้อนถ่านที่ดับสนิท
เธอเหลือบมองชายสามคนที่นอนระเกะระกะอยู่บนเตียงหรู ภาพนั้นควรทำให้เธออับอาย แต่ตอนนี้…มันกลับทำให้เธอ “เย็น” ยิ่งกว่าเดิม
เหมือนวิญญาณอาฆาตที่กำลังจดชื่อของคนที่ต้องชำระในอนาคต
ไม่ใช่วันนี้
แต่ สักวันหนึ่ง
เมื่อเธอเดินออกจากห้องของอัซราม ประตูปิดลงช้า ๆ เบื้องหลังเธอ เสียงนั้นเหมือน “ฝาโลงที่ตอกปิดชีวิตเก่า”
เธอเดินไปเรื่อย ๆ ไร้สติ ไร้ความคิด เหมือนซากที่ยังหายใจ จนกว่าความสว่างแรกของวันจะส่องทะลุสายหมอกยามเช้าแล้วเธอก็หยุดตรงหน้าประตูเหล็กสูงตระหง่าน—เขตตระกูลเฟลวิส
ที่พึ่งสุดท้ายของเธอที่เดียวที่ยังไม่เคยทอดทิ้งเธอ
ลอร์ด เซเรส เฟลวิส
ประตูค่อย ๆ เปิดออกโดยไม่มีคนเฝ้าเหมือนมัน “รู้” ว่าเธอกำลังมา รู้ว่าเธออยู่ในสภาพที่ไม่มีที่ไป รู้ว่าควรกลืนเธอเข้ามาในเส้นทางของมัน
เธอเดินเข้าไปในคฤหาสน์เหมือนคนถูกสะกดจิตและประตูก็ปิดลงด้านหลัง เงียบ หนัก เย็นชาจนดูไม่เป็นมงคล
ขณะที่ชีวิตของเอมิลี่กำลังพังทลายอย่างเงียบงัน วังหลวงกลับเต็มไปด้วยความสง่างามและความฝันของอาณาจักร
โต๊ะหินอ่อนสีขาวนวลตั้งตระหง่านกลางห้องโถง สองเจ้าชายนั่งเคียงกัน—ราห์ซูร์ และ อัซราม เสื้อคลุมของทั้งคู่สะท้อนแสงยามเช้าอย่างสง่างาม
สมุดลงนามเป็นพันธมิตรแห่งทวีป เปิดวางตรงหน้า เสียงบรรยายดังคลอราวบทกวีการทูต ความสงบ ราบรื่น—ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเมื่อคืนหนึ่งในเจ้าชาย เพิ่งทำลายผู้หญิงคนหนึ่งไปทั้งชีวิต
แซร์คยืนตรงหลังเสา หน้าตานิ่งราวรูปสลัก คอยระวังภัยอย่างมืออาชีพแต่ก็มีบางครั้งที่เขาเหลือบตามองราห์ซูร์และกราวด้าที่ หนุงหนิงจนน่าหมั่นใส้
ส่วนกราวด้านั่งแนบเคียง เธอกระซิบแนะนำราห์ซูร์เป็นระยะมือกับไหล่สัมผัสเขาอย่างแผ่วเบา ดูเย็นชาแต่ ร้อนแรง วันนี้เธอดูมีความสุขมากกว่าปกติ อาจเพราะรู้ว่าเมื่อคืนเขาทำในสิ่งที่เธอคาดหวัง
ไม่มีใครสังเกตเลยว่า “เอมิลี่หายไป” ไม่มีใคร—
ยกเว้นคาเรน
เขาตามหาเธอทั้งเช้าแต่ไม่พบแม้เงา หัวใจของเขาหล่นหายตั้งแต่เห็นห้องพักของเธอว่างเปล่าแต่เขาไม่สามารถทิ้งหน้าที่ได้จึงสั่งคนของตัวเองออกตามหาแทนอย่างหนักหน่วง สิ้นหวังและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกิน
เอมิลี่ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์เฟลวิส
ทันทีที่ประตูบานสูงเปิด เม็ตช์ พ่อบ้านประจำตระกูลเฟลวิส ก็เดินออกมารอเหมือนเขารู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าเธอจะมาในสภาพนี้
“เชิญครับ คุณเอมิลี่—ท่านรออยู่แล้ว”
เขาพาเธอเดินลึกเข้าไปในคฤหาสน์ ห้องโถงเงียบมีเพียงเสียงก้าวเดินของเธอที่สั่นเล็กน้อย
เมื่อประตูเปิด ลอร์ดเซเรสยืนรออยู่กลางห้องสีหน้าเขา—คือคนที่รอวันนี้มานานรอให้เธอพัง…รอให้เธอมาหาเขารอให้เธอยอมรับอ้อมแขนของเขาด้วยหัวใจที่หมดสิ้น
เขารีบเข้ามาคว้าเธอไว้โอบกอดเธอแน่นจนเหมือนจะละลายเธอเข้าไปในอก
“เอมิลี่ที่รัก… คุณมาหาผม”
เอมิลี่ร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาแล้ว เหมือนร่างแห้งสนิท เหลือเพียงเสียงสะอื้นของคนสิ้นหวัง
“ฉันไม่ไหวแล้ว… เซเรส…ฉันยอมแล้ว…ฉันไม่อยากเป็นทหาร ไม่อยากเป็นของเล่น ไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้ว…”
เซเรสยิ้มลูบผมเธออย่างอ่อนโยน อ่อนโยนเกินสิ่งที่อยู่ในหัวเขา
“ไม่เป็นไรเลย เธอไม่ต้องเป็นอะไรทั้งนั้น อยู่ที่นี่… อยู่กับฉัน แค่นั้นพอแล้ว เอมิลี่”
คำพูดของเขาเหมือนที่พักสุดท้ายของโลก
เธอพยักหน้าเหมือนเด็กที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
“ฉันจะอยู่กับคุณ…ฉันยอมทุกอย่างแล้ว…คุณเป็นคนเดียวที่ไม่เคยทิ้งฉัน…”
เซเรสยิ้ม—ช้า ๆ มั่นใจราวกับประตูโอกาสได้เปิดในที่สุด
“ดีมากเราจะแต่งงานกันแบบเงียบ ๆ เริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครแตะต้องได้และ—”
เขากุมแก้มของเธอเบา ๆ
“คุณต้องมีลูกให้ฉัน… เอมิลี่”
คำว่า “ลูก” เหมือนแทงหอกกลางอกเธอ
เธอชะงัก ลมหายใจสะดุด มือสั่นรุนแรงจนมองเห็นได้
เซเรสเอียงหน้ามองเธอราวกับปลอบเด็กที่กลัวความมืด
“เป็นอะไรไป? ไม่ต้องกังวล…ผมรอได้ ถ้าคุณยังไม่พร้อม ผมจะรอจนกว่าคุณ—”
“ฉะ–ฉัน…” เสียงเธอเหมือนจะขาด “ฉัน…เสียใจ…ฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้…”
เซเรสหยุดยิ้มนิ่งเหมือนรูปปั้นแต่มือยังคงลูบแก้มเธออยู่
“ไม่เป็นไรหรอกเอมิลี่ตอนนี้คุณยังเจ็บอยู่ เมื่อคุณเข้มแข็งขึ้น—”
“ไม่…” น้ำเสียงเธอแตกหัก “ฉัน…ทำหมันไปแล้ว…”
ความเงียบตกลงมาหนักพอจะบดห้องทั้งห้องให้แหลก
ดวงตาของเซเรส…มืดลงทันที แต่ไม่ใช่มืดแบบเสียใจ ไม่ใช่มืดแบบผิดหวัง แต่มืดแบบ “ทุกอย่างที่เขาวางแผนมานาน…พังทลายต่อหน้า”
เอมิลี่พูดต่อเหมือนคนที่ถูกตัดเส้นประสาทจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว
“ฉัน…อยากให้คาเรนเชื่อใจฉัน…เขาเป็นหมัน… เขาไม่เคยแตะต้องฉันเลยสักครั้ง…ฉันเลย…ทำแบบนั้นอยากให้เขายอมรับฉัน…อยากให้เขารู้ว่าฉันเลือกเขา แค่เขาคนเดียว…”
เซเรสยืนนิ่งสีหน้าราวกับมีบางอย่างในหัวเขา “หัก” เสียงดังกรอบ
ทั้งโครงการ
ทั้งแผนการ
ทั้งอนาคตที่เขาปั้นไว้
ทั้ง “ภาชนะ”
…พังลงในวินาทีที่เธอพูดจบนั้น
และในห้องโถงอันเงียบงันนั้น—มีเพียงสองคนที่พังพร้อมกัน
เซเรสชะงักในวินาทีที่ได้ยินประโยคของเอมิลี่แล้วถอยหลังไปช้า ๆ ความตกใจค่อย ๆ กลายเป็นความโกรธที่ผุดขึ้นทีละชั้น จนใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเป็นคนละคน
เอมิลี่ยืนโงนเงนสองมือกำเสื้อคลุมตัวเองไว้ สายตาล่องลอยเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจ
“แกว่า…อะไรนะ?”
เสียงเซเรสต่ำจนเย็นจัด เย็นยิ่งกว่าเหล็กที่ถูกฝังในหิมะ
“ฉัน…ทำหมันไปแล้ว…”
เธอพูดเหมือนทุกคำเป็นของมีคมบาดปากตัวเอง
เงียบ—
เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของปีศาจ
แล้วเซเรสก็ระเบิดออกมา เสียงคำรามของเขาสะท้อนทั่วห้องโถงเหมือนฟ้าผ่า
“ทำหมัน!? แก—รู้ไหมว่าฉันตามหา ภาชนะ ที่ ความมืดยอมรับ มานานแค่ไหน!!?”
เขาก้าวเข้าหาเธอ ทุกย่างก้าวเหมือนแผ่นดินสั่น
“ฉันอดทนกับแกมานานแค่ไหน!! ลูกของแก—ลูกที่ควรเป็น ร่างสถิตของจอมมาร!!”
เสียงของเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์อีกต่อไป
“เพื่อการจุติของความมืด!! เพื่อพิธีที่สร้างกองทัพนับแสน!!! แล้วแก…แกทำ ทุกอย่างพังหมด!!!”
เอมิลี่ยังไม่ทันได้หอบหายใจ พลังเวทอดกลั้นไม่ไหวของเซเรสก็ระเบิดออก
มันพุ่งเข้าใส่เธออย่างรุนแรง เหมือนกำปั้นของยักษ์กระแทกเข้าร่าง—
โครม!!!
ร่างเอมิลี่ลอยขึ้นก่อนจะกระแทกผนังจนแตกกระจาย ร่างเธอร่วงลงพื้นเหมือนตุ๊กตาที่ขาดเชือกดึง
เลือดซึมออกจากมุมปาก ดวงตาที่เคยวูบวาบด้วยความหวัง ตอนนี้ว่างเปล่า ว่างจนเหมือนใครปิดสวิตช์ความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
เธอไม่ตายแต่เธอ “ไม่ตอบสนอง” อีกแล้ว
ไม่เหลือที่พึ่ง
ไม่เหลือความรู้สึก
ไม่เหลือแรงแม้แต่จะเกลียดหรือร้องไห้ให้ตัวเอง
เม็ตช์ก้าวออกมาข้างเซเรส โค้งเล็กน้อยอย่างสุภาพแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว
“ให้ผม…กำจัดทิ้งเลยไหมครับ ท่านเซเรส?”
เซเรสหันขวับ แววตาเหมือนสัตว์ที่ถูกตัดเส้นความเมตตาออกไปทั้งเส้น
“ไม่!!!”
เสียงเขาดังจนเม็ตช์สะดุ้งถอยหลัง
“เอามันไปขังใต้ดิน! เผื่อมันยังมีประโยชน์บ้าง…”
เขาหันมองเอมิลี่ราวกับมองซากเนื้อที่ยังอุ่น ไม่ใช่คนที่เขากอดไว้เมื่อครู่
“ยังไง…ร่างของมันก็เข้าคู่กับพลังความมืดได้ดีที่สุด ฉันจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็น อสูรสงครามหรืออะไรก็ได้ตามที่มันควรจะเป็น!!”
เซเรสส่ายหน้าแรง ๆ เหมือนพยายามล้างความพังทลายออกจากหัวตัวเองก่อนจะตะโกนเรียกอีกชื่อหนึ่ง
“เกอร์!….เข้ามาเดี๋ยวนี้!!!”
ประตูเปิดออก เกอร์เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด พลังกดดันที่เซเรสปล่อยออกมาหนักหน่วงจนเขาแทบจะทรุดลงคุกเข่า
เขาชำเลืองมองเอมิลี่เพียงเสี้ยววินาทีก็รู้ทันทีว่า “ผู้หญิงคนนี้…ถูกขยี้จนไม่เหลือความเป็นตัวเองแล้ว”
เซเรสชี้หน้าอย่างเดือดดาล
“รวบรวมกำลังทั้งหมด! เตรียมทุกอย่างให้พร้อม!! ฉันจะไม่รออีกแล้ว!!!
ถ้ามีช่องทางเมื่อไร—ฉันจะถล่มวาเลเธียให้ราบ!!!”
พลังอาฆาตพุ่งขึ้นเหมือนเปลวไฟสีดำ ทั้งห้องโถงสั่นสะเทือนจนโคมไฟกระทบกันเป็นเสียงแหลม
เกอร์รีบก้มศีรษะกลืนก้อนแข็งในลำคอ
“รับทราบ…ท่านเซเรส”
เขาถอยออกไปทันทีเพราะอยู่ในห้องนี้นานกว่านี้อาจทำให้หัวใจของเขาแตกเป็นชิ้นเหมือนผนังที่เอมิลี่ชน
เม็ตช์สั่งคนของเขาเข้ามายกเอมิลี่ขึ้นราวกับเธอเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ
หญิงสาวที่เคยภูมิใจ
เคยทะนง
เคยแบกความฝันของตัวเองทั้งชีวิต
วันนี้—เธอถูกแบกลงสู่ความมืด
เหมือนเหยื่อบูชายัญที่ไม่เหลือแม้ซากความหวัง
ประตูทางลงสู่ใต้ดินปิดลง เสียงเหล็กเสียดกันก้องเหมือนเสียงปิดผนึกชะตากรรมของเธอและเบื้องบน…ลอร์ดเซเรสยืนอยู่กลางความโกรธเกรี้ยวของตัวเองเหมือนเทพพิโรธผู้ต้องการล้างแผ่นดินให้เหลือเพียงความมืด
คืนนี้—ไม่ใช่แค่ชีวิตของเอมิลี่ที่แตกสลาย แต่เป็นคืนที่ความมืด “ตื่นขึ้น” อย่างสมบูรณ์ และอาณาจักรวาเลเธีย…เพิ่งถูกประกาศสงครามโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ