ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  70 บท
  1 วิจารณ์
  2,498 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

50) วันที่หัวใจแตกเป็นเสี่ยง

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

         “โอเค… เริ่มได้

อัซรามเอ่ยเพียงเท่านั้น ยังไม่ทันให้ใครตั้งตัว—เขาก็ โยนห่วงเหล็กให้ราห์ซูร์ แล้วพุ่งเข้ามาเป็นฝ่าย “แย่ง” เสียเอง การโจมตีไม่ใช่ด้วยดาบ ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็น มือเปล่า ที่เต็มไปด้วยความคล่องแคล่วมหาศาล

ราห์ซูร์ไม่เสียเวลา นี่คือโอกาสทดสอบตัวตนอัซรามในเส้นเวลานี้ เขาต้องหาความผิดปกติให้เจอ—ถ้าอัซรามมีพลังระดับเหนือมนุษย์จริง มันต้อง          “หลุด” ออกมาบ้างแน่

ราห์ซูร์ร่ายเวททันที แรงโน้มถ่วงเพี้ยน เกิดขึ้นรอบตัวอัซราม ร่างเจ้าชายมอร์ดานิสยกขึ้นจากพื้นราวไร้น้ำหนัก
การเคลื่อนไหวของเขาถูกลดแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

ราห์ซูร์เหวี่ยงอัซรามลงพื้นในจังหวะเดียวกับที่ลดแรงกดของเวท

แต่—

อัซราม พลิกตัวกลางอากาศ ใช้มือเพียงข้างเดียวต้านพื้น แรงที่ใช้ไม่ใช่ระดับคนธรรมดา เขาดันตัวกลับขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถ จับแขนราห์ซูร์แล้วเหวี่ยงกลับ ได้ทันที

กราวด้าอ้าปากค้าง

แซร์คตาโต

เอมิลี่เผลอลืมถอนหายใจที่สะอึกค้างอยู่ในอก

อัซรามตั้งตัวได้อย่างงดงามราวนักแสดงบนเวที เขายิ้มอย่างสดใสเหมือนได้ของเล่นใหม่

         “รู้แล้วว่า…ไม่ง่ายจริง ๆ

เขาตีลังกากลับมายืนอย่างสง่างามเหมือนสิ่งเมื่อครู่เป็นเพียงการวอร์มร่างกายเท่านั้น

ราห์ซูร์ลงพื้นอย่างนุ่มนวลเหมือนขนนก มือยังจับห่วงเหล็กแน่น สายตาเขาวูบไหว—ทั้งทึ่งและทั้งระแวง

         “น่าประทับใจ…แต่ยังไม่ใช่ระดับเหนือมนุษย์ เขายังเป็น ‘มนุษย์’ ชัดเจน”

แต่เขายังต้องทดสอบให้แน่ใจ

ราห์ซูร์ร่ายเวทเสริมพลังร่างกาย แรงกดดันเวทมนตร์พุ่งขึ้นจนทุกคนต้องถอยครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
แม้แต่เอมิลี่ที่ด้านชาจากชีวิตก็ยังรู้สึกได้

ราห์ซูร์ชูมือขึ้นท้าตรง ๆ

         “ผมจะไม่เสแสร้งแล้วนะครับ เชิญท่านอัซราม—เอาจริงมาได้เลย

คำท้าของราห์ซูร์ทำอัซรามยิ้มกว้างจนเกือบแก้มปริ ยิ่งเขายิ้ม—องครักษ์สองคนด้านหลังก็ยิ้มตามเหมือนฝูงหมาป่าที่ได้กลิ่นเลือด ท่าทางไม่ใช่ภัยคุกคาม…แต่ก็น่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

แซร์คกระซิบกับตัวเอง

         “เจ้าพวกนี้มันยังไงกันนะ…ไม่มีจิตสังหาร แต่ทำไมรู้สึกขนลุกชะมัด”

อัซรามเองก็บัฟพลัง ร่างเขาเรืองแรงชั่วครู่เหมือนนักรบโบราณถูกปลุกขึ้น แม้ท่าทางดูเล่น ๆ แต่แรงกดดันรอบตัวทำให้กราวด้าต้องมองอย่างระวัง เขาเหยียดยิ้ม น้ำเสียงเจือความสนุกปนเจาะจง

         “มาเต้นรำกันเถอะ… เจ้าชายของฉัน

แซร์คสะดุ้ง หันไปสะกิดกราวด้าทันที

         “ล-ลูกพี่…เมื่อกี้เขาพูดว่า เจ้าชายของฉัน ใช่ไหม?”

กราวด้าทำตาเหลือบเป็นเส้นขีด

         “ฉันคิดว่าฉันได้ยินคนเดียวซะอีก…”

ยังไม่ทันตั้งตัวดี อัซรามก็พุ่งเข้าปะทะกับราห์ซูร์อีกครั้ง การเคลื่อนไหวไม่ถึงกับฆ่า แต่ดุดัน เร็ว และแม่นยำ
สองฝ่ายแทบไม่โจมตีตรง ๆ มีเพียงพยายาม “ชิงห่วง” ด้วยทักษะและสัญชาตญาณ

ราห์ซูร์วิเคราะห์ไว้ในใจตลอดการปะทะ—

         “เขายังเป็นมนุษย์แน่นอน พลังแข็งแกร่ง แต่ไม่ใช่ระดับเทพหรือความตาย ยังไม่ใช่เขาคนนั้นในอนาคต…”

ทันทีที่คิดจบ—มือของอัซรามก็พุ่งเข้าคว้าข้อมือราห์ซูร์ บิดแย่งห่วงเหล็กออกไปอย่างแม่นยำราวกับฝึกมานับพันครั้ง

ร่างราห์ซูร์หยุดนิ่ง มองมือที่ว่างเปล่า จากนั้นมองไปที่อัซรามที่กำลังควงห่วงเหล็กในมือด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

         “ไงล่ะ ราห์ซูร์ ตอนนี้ถึงตา ‘ท่าน’ ไล่ข้าบ้างแล้ว

เขาพูดอย่างหวานจนเอมิลี่ชะงัก กราวด้าขบริมฝีปาก ส่วนแซร์คแทบจะยืนไม่ถูก—อึ้งกับโทนเสียงของเจ้าชายมอร์ดานิสเสียยิ่งกว่าอึ้งกับฝีมือ

และที่สำคัญ—เวลาพึ่งผ่านไป เพียงครึ่งเดียว

ราห์ซูร์ถอนหายใจ ไม่อยากเล่นต่อ แต่จะหยุดก็ทำไม่ได้ เขาจึงยิ้มตอบ…แบบที่ต้องยิ้ม

         “ได้เลยครับงั้นผมจะมาไล่ท่าน—ลองดูว่าจะเอาคืนได้ไหม”

เขาพุ่งออกไป ไม่ใช่เพราะอยากเล่นแต่เพราะเขาต้องรู้ให้ได้ว่า—ชายคนนี้ จะกลายเป็นอะไรในอนาคตกันแน่

         “ขออีกครั้ง… ฉันจะทดสอบเขาด้วยเวทที่สูงขึ้น

ราห์ซูร์คิดในใจ เขาบีบห่วงแน่นขึ้น ถ้าจะหาว่าโกงก็ช่าง—เขาจำเป็นต้องรู้ว่าอัซราม เป็นมนุษย์จริงหรือไม่

เขาร่ายเวทอย่างไม่รีรอ เวทช็อตคลื่นกระแทก ปะทุออกจากมือ แรงระเบิดอัดเข้าใส่อัซรามจนร่างของเจ้าชายมอร์ดานิสเสียหลักพุ่งถอยหลัง

จังหวะเดียวกัน ราห์ซูร์พุ่งเข้าคว้าห่วงอีกด้าน มือของเขาแตะโดนพร้อมกับมืออัซราม—แต่ทันใดนั้น ห่วงเหล็กก็ หลุดผ่านมืออัซรามไปเหมือนวัตถุไร้ตัวตน

เขาลองกำใหม่ แต่จับไม่ได้อีก เหมือนห่วงปฏิเสธเขาไปแล้ว

อัซรามอ้าปากกว้างอย่างตกใจจริง ๆ ก่อนหัวเราะออกมา

         “โอ้ว!! ไม่นะ แบบนี้ก็มีด้วยหรือ!? ฉันเพิ่งเคยเจอ… แบบนี้ก็แย่นะสิ โอเค… ฉันยอมแพ้แล้ว”

เขายกสองมือขึ้นอย่างหมดท่า ยอมแพ้อย่างง่ายดายจนราห์ซูร์ทั้งรู้สึกเสียดาย…และโล่งใจไปพร้อมกัน

ราห์ซูร์ถามเสียงอ้อมแอ้ม

         “แบบนี้…เรียกว่าโกงหรือเปล่า ท่านอัซราม?”

อัซรามส่ายมือเร็ว รอยยิ้มจริงใจปรากฏบนใบหน้า

         “ไม่ ๆ ๆ! ข้าบอกแล้วว่า ไม่มีกฎ เกมนี้เปรียบเสมือนสนามรบที่ไม่มีข้อห้าม ใครทำได้—ก็ชนะ ใครรอด—ก็ถูกต้อง และตอนนี้…ข้ารู้แล้วว่าท่านชนะข้าได้โดยไม่ยากเลย”

ความจริงใจที่เขาแสดง ดูไม่มีเลศนัยแต่รอยยิ้มอบอุ่นของเขากลับซ่อน บางอย่างลึกกว่า ไว้อย่างแนบเนียน

ราห์ซูร์พยักหน้า

         “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าไม่มีปัญหาครับ วันนี้สนุกมาก เดี๋ยวฉันจะพาท่านไปยังห้องพัก ทางนั้นอยู่ไม่ไกลกัน”

ทั้งหมดจึงเดินกลับเข้าไปในตัววัง ไฟยามค่ำทาบเงาของพวกเขาทอดยาวไปตามทางเดินหินอ่อน

กราวด้าขอตัวกลับห้องพักตั้งแต่หน้าบันได สายตาของเธอกวาดมองเอมิลี่เพียงครั้งเดียวก็พอจะเข้าใจ เธอไม่ต้องการไปยืนคั่นกลางอะไรทั้งนั้น และเธอก็ไม่อยากก้าวก่ายงานของฝ่ายราชองครักษ์จึงหมุนตัวกลับห้องอย่างสงบแม้ในใจจะหงุดหงิดอยู่ลึก ๆ

ตอนนี้เหลือเพียง

         ราห์ซูร์, แซร์ค และเอมิลี่

แต่บรรยากาศกลับหนาวเย็นกว่าลมกลางคืนหลายเท่า

แซร์คเหลือบมองไปทางประตูที่กราวด้าจากไป แล้วส่ายหน้าเบา ๆ ในใจ

         “ลูกพี่กราวด้าหนีเฉยเลย? เอมิลี่อยู่ทั้งคน…”

เขาอึดอัดแทนคนทั้งสองเลยจริง ๆ

เมื่อส่งอัซรามถึงห้องเรียบร้อย ราห์ซูร์กลับมาเผชิญหน้ากับสองคนที่เหลือ

เอมิลี่เป็นฝ่ายพูดก่อน เสียงเบาและเศร้าจนดูคล้ายลมหายใจของคนที่พยายามไม่ร้องไห้

         “คืนนี้…ฉันจะยืนเฝ้าหน้าห้องให้ท่าน”

เธอไม่เงยหน้าขึ้นเลย เงาของความแตกสลายในดวงตาชัดเจนจนแซร์คต้องเบือนมอง

ราห์ซูร์รีบพูดขึ้น

         “ไม่…เอมิลี่ เธอควรไปพักผ่อน ฉันดูแลตัวเองได้”

เขาหันไปพูดกับแซร์คด้วยน้ำเสียงจริงจัง

         “นายก็ไปพักเหมือนกัน พรุ่งนี้สำคัญกว่าคืนนี้ นายต้องยืนคู่กับฉันทั้งวัน”

แซร์คมองทั้งสองสลับกัน เห็นว่าราห์ซูร์กับเอมิลี่แทบไม่กล้าสบตากันด้วยซ้ำ เขารู้ดีว่าเรื่องนี้—เขาไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไป

และอีกอย่าง…ถึงแม้ว่ามอร์ดานิสทั้งประเทศรวมพลังกัน ก็ยังทำอันตรายราห์ซูร์ไม่ได้ เขาคนเดียวคงไม่จำเป็นต้องยืนเฝ้าห้องด้วยซ้ำ

เขายกหมัดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

         “ก็ได้ งั้นฉันไปก่อนนะ เพื่อน!!”

ราห์ซูร์ยิ้มตอบและชนหมัดกับแซร์ค ก่อนเพื่อนคนสนิทจะเดินจากไป

เหลือเพียงเอมิลี่ที่ยังยืนก้มหน้าอยู่คนเดียว

ราห์ซูร์เอ่ยเสียงเรียบ ไม่อ่อนโยน ไม่แข็งกร้าว แต่เจ็บจนเอมิลี่สะดุ้งเหมือนถูกมีดเฉือนบาง ๆ

         “เอมิลี่…เธอกลับไปพักเถอะ”

เขาหันหลังเดินเข้าห้องและ ปิดประตูลงโดยไม่เหลียวกลับ

เสียงปิดประตูนั่น—เหมือนค้อนหนักกระแทกกลางอกเธอ

เธอไม่ควรรู้สึกอะไรเลย

ไม่ควรหวั่นไหว

ไม่ควรเจ็บ

แต่ความจริงคือ…

เธอ เจ็บยิ่งกว่าใครจะรู้

เอมิลี่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนแผ่นหลังชนกับผนัง หัวเข่าอ่อนแรงและร่างทั้งร่างทรุดลงนั่งกับพื้น น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นมาตลอดค่ำคืน…พุ่งออกมาอย่างไร้การควบคุม

นี่คือหน้าห้องนอนของเจ้าชายที่เธอไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวไหลท่วมตัวถึงเพียงนี้

เธอควรลุกขึ้น

ควรเดินออกไป

ควรทำหน้าที่

แต่ทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

เพราะในใจลึก ๆ—

แม้ในความคิดพยายามค้านสุดแรง

แม้เธอจะเลือกทางเดินผิดพลาดไปแล้ว

แม้รู้ว่าความสัมพันธ์กับเขาไม่มีวันเหมือนเดิม—ร่างที่ทรุดลงตรงนี้ ยังร้องหาเพียงความอบอุ่นเก่าที่เคยมีจากเขาคนนั้น…ราห์ซูร์ ในบ้านเด็กกำพร้าที่เธอรู้จัก

แต่ไม่นาน…ราห์ซูร์ก็เปิดประตูห้องของตัวเองออกมาอีกครั้ง

เขาเจ็บปวด — เจ็บไม่ต่างจากวันแรกที่ย้อนเวลามา แม้เขาจะ “ตั้งใจ” ว่าจะก้าวข้ามมัน แต่ความจริงคือไม่มีใครก้าวข้ามอดีตได้โดยไม่เหลือรอยแผล

เขาฝืนตัวเอง เขาสับสน เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

         “เราย้อนมาที่นี่…เพื่อเธอไม่ใช่หรือ?”

         “เราควรทำให้ตัวเองคู่ควรกับเธอไม่ใช่หรือ?”

         “หรือว่า…ความจริงคือเราไม่หนักแน่นพอด้วยซ้ำ?”

เขายังเชื่อว่า…ในสักช่วงเวลาเอมิลี่เคยรักเขาจริงและเพราะเขาไม่มั่นคงพอ เธอจึงจากไป

ความคิดเหล่านี้บีบคอเขาจนแทบหายใจไม่ออกแต่แล้ว—เขาก็พูดออกไปโดยไม่ทันคิด

         “เอมิลี่… เข้ามาก่อนสิ”

คำพูดนั้นหลุดออกมาเร็วกว่าเหตุผล เร็วกว่าความสำนึก เร็วกว่าความไว้ใจที่กราวด้ามอบให้เขา

ทันทีที่ประโยคหลุดออกจากปากเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองทันทีว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่…?

แต่สำหรับเอมิลี่—คำนั้นเหมือนเชือกที่หย่อนลงไปในบ่อโคลนที่เธอจมดิ่งอยู่ก้นบ่อ

เธอเงยหน้าขึ้นทั้งที่ไร้แรง ฝืนขาอ่อน ๆ เดินเข้าไปในห้องของราห์ซูร์อย่างไม่ลังเล นั่งลงบนเตียงของเขา
และมองเขาด้วยดวงตาที่ล่องลอยเหมือนกำลังรอคอย “บางสิ่ง”…หรือหวังให้มันเกิดขึ้น

ราห์ซูร์ปิดประตูเบา ๆ แผ่วจนแทบไม่ได้ยินเหมือนเขาตัดโลกภายนอกออกจากห้องเล็ก ๆ นี้  รวมทั้งตัดสำนึกผิดชอบชั่วดีของตัวเองด้วย

เขาเดินมาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอหัวใจหนักจนแทบยกไม่ไหว

         “เอมิลี่… เธอโอเคไหม?”

เขาไม่เข้าใจเธออีกแล้ว ผู้หญิงคนนี้ เธอคือเอมิลี่คนเดิมที่เคยปฏิเสธเขา หรือไม่? เธอโดนคาเรนทำร้ายหรือเปล่า?
หรือมีอะไรเลวร้ายที่เขายังไม่รู้? และเขาควรทำยังไง?

คำถามเหล่านี้วิ่งเต็มหัวเหมือนเสียงแตกในมโนสำนึก

เอมิลี่ตัวสั่น เสียงแตกพร่าเหมือนคนที่ขาดออกซิเจนมาครึ่งวัน

         “ไม่… ฉันไม่โอเคเลย…ราห์ซูร์… ฉันเจ็บ… เจ็บจนแทบหายใจไม่ได้…”

น้ำตาเธอไหลราวกับท่อแตก

ราห์ซูร์รีบถามทันทีเสียงเริ่มสั่นด้วยโทสะที่เก็บมานาน

         “บอกฉันมาเอมิลี่…ใครทำ? คาเรนใช่ไหม? เขาหลอกใช้เธอ? เขาเบื่อเธอแล้วทิ้งเธอใช่ไหม!?”

แต่เอมิลี่ส่ายหน้า ส่ายแรงจนผมแดงกระจายเต็มไหล่

         “ไม่ใช่เขา…ความเจ็บนี้…มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่ฉันเห็นนายอยู่กับ เธอคนนั้น…”

เธอไม่ยอมเอ่ยชื่อกราวด้า แม้สักพยางค์เดียว

         “มันเจ็บ… มันทรมาน…จนฉันแทบล้มทั้งยืน…”

เธอยกมือสั่น ๆ ขึ้นแตะบนแก้มราห์ซูร์ 

เหมือนจะยึดเขาไว้

เหมือนจะหาเครื่องยึดเหนี่ยว

และเหมือนอยากลากเขาลงสู่ความมืดที่ล้อมหัวใจของเธออยู่ตอนนี้

         “ฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว… ราห์ซูร์…”

หัวใจของเขาหยุดเต้นในวินาทีนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งชีวิต สิ่งที่ทำให้เขาย้อนเวลามา
สิ่งที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันได้ยิน

ใช่—ความรักของเธอ การกลับมาหาเขา คำขอโทษ คำขอให้กลับไปยืนเคียงข้างกันอีกครั้ง

มันมาถึงแล้ว มาถึงในรูปแบบที่เจ็บปวดเหลือเกิน

แต่ในขณะเดียวกัน…หัวใจเขากลับ ชะงัก สับสน ปวดร้าว เขาถามตัวเองว่า—

         “นี่ควรจะเป็นแบบนี้จริงเหรอ…?”

เอมิลี่ร้องไห้มากขึ้น เธอลงจากเตียงคุกเข่าลงตรงหน้าเขาและโอบกอดเขาแน่น ทั้งร่างสั่นเหมือนลูกนกถูกฝนซัด

         “ที่ผ่านมา… ฉันทำผิดพลาดไปหมด…ผิดจนไม่สามารถแก้ไขได้…กว่าจะรู้ตัว… ก็เสียมันไปแล้ว…ราห์ซูร์…
ยังทันไหม…ที่จะให้อภัยผู้หญิงโง่ ๆ คนหนึ่ง…?”

หัวใจราห์ซูร์แทบแตกสลายเพราะสิ่งที่เขาเคยต้องการที่สุดกำลังยื่นมาตรงหน้า เหมือนมีใครวางมันใส่มือเขาแล้วผลักเบา ๆ ให้รับไว้

แต่…

เขากลับถอยหายใจลึก เหมือนร่างปฏิเสธของขวัญชิ้นนั้นด้วยตัวเอง

เอมิลี่ขยับตัวเข้ามาใกล้ ใกล้จนริมฝีปากของเธอเกือบแตะริมฝีปากเขา

         “ขอร้องนะ…แค่คืนนี้ก็ได้…ทำให้ฉันเป็นของนาย…ทำให้ฉันลืมทุกอย่างที…”

มันคือประโยคที่ฆ่าเขาอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความสิ้นหวัง เธอไม่ได้มาหา “เขา” เธอมาหา “ความลืม”

เขาหลบหน้าถอนหายใจแล้วพูดด้วยเสียงเบาเหมือนคนที่กำลังหักแขนตัวเอง

         “ขอโทษนะ… เอมิลี่….ฉัน…”

เขาถอยออกเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเธอตรง ๆ และวินาทีนั้น สายตาของเขาบอกทุกอย่าง

มันคือสายตาเดียวกับที่เธอเคย…ใช้มองเขาในอดีตตอนที่เธอไม่สามารถตอบรับความรักของเขาได้

เอมิลี่รู้ทันทีก่อนที่เขาจะพูดจบด้วยซ้ำ

         “ฉัน… เปลี่ยนไปแล้ว”

ประโยคนี้ทำให้เวลาหยุดลงห้องทั้งห้องเย็นลงอย่างไม่มีที่มา

เอมิลี่นิ่ง ค่อย ๆ ลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูอย่างช้า ๆ เหมือนทุกย่างก้าวหนักกว่าหินร้อยก้อน

ราห์ซูร์รีบพูดตามหลัง เสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เหลืออยู่ทั้งหมด

         “เดี๋ยวก่อนเอมิลี่…คืนนี้… นอนที่นี่ก็ได้นะ พักที่นี่เถอะ”

เขาหมายดี แต่เธอแตกสลายเกินกว่าจะรับมันเป็น “ความหวังดี”

เธอหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่มืดที่สุดที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีได้และคำที่หลุดออกมา…คือคำที่ฆ่าเขาซ้ำอีกครั้ง

         “ถ้า มึง ไม่ เย็ด กู ก็อย่ามา ยุ่ง …ไอ้ ไก่อ่อน

พูดจบเธอก็เปิดประตูเดินออกไปหายไปจากสายตาเขาปล่อยให้ความเงียบหนาวจัดตกลงมาในห้อง

ราห์ซูร์ยืนค้างเหมือนคนถูกฟ้าผ่ากลางอกเขาอยากคว้าเธอไว้ อยากบอกว่าเขาไม่เคยอยากให้มันเป็นแบบนี้
อยากอธิบายว่าเขารักเธอมาทั้งชีวิต แต่เขาไม่ยื่นมือออกไปไม่เดินตาม ไม่พูดอะไรอีก

เพราะความรักที่เขามีให้เธอ…มันไม่สามารถรับความรักของเธอที่บิดเบี้ยวในคืนนี้ได้อีกแล้ว

และนั่นคือวินาทีที่เขารู้ว่า—ความรักที่เขาแบกมาตลอดทั้งชีวิต… ตายลงจริง ๆ แล้ว

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา