ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
49) หนึ่งในสี่ผู้หยุดยั้ง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความยามบ่ายของวัน ขบวนเสด็จจากดินแดนร้อนระอุแห่งมอร์ดานิสเดินทางมาถึงตามกำหนด ธงสีแดง–ทองของอาณาจักรนักรบสะบัดพลิ้วเหนือกองทหารม้าทรงพลัง รถพระที่นั่งโลหะดำขลิบทองเคลื่อนมาหยุดหน้าประตูวังวาเลเธียอย่างสง่างาม
ทางการของวาเลเธียเตรียมการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ดอกไม้โปรยปราย เสียงแตรกังวาน บรรยากาศสมฐานะของทูตผู้จะเป็นจุดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทวีป
ราห์ซูร์ยืนรอรับอยู่หน้าเฉลียงทางเข้าวัง ขนาบข้างด้วยราชครูกราวด้าผู้สงบนิ่ง และแซร์ค องครักษ์ประจำเจ้าชายทั้งสามยืนในท่วงท่าที่งดงามเป็นระเบียบ เหมือนภาพที่ถูกจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์
ประตูรถค่อย ๆ เปิดออกและ เจ้าชายอัซราม อัลมาดินก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงแตรและสายตานับร้อย
ชายหนุ่มผู้มีผมดำหยักศกและใบหน้าคมเฉียบน่าเกรงขาม รัศมีของผู้นำติดตัวมาทุกย่างก้าว เขาขึ้นชื่อว่าเก่งรอบด้าน—การรบ การบริหาร การทูต จนราชาแห่งมอร์ดานิสไว้วางพระทัยแต่งตั้งเป็น “ทูตสันถวไมตรีพิเศษ” ในครั้งนี้
แต่—
ทันทีที่ดวงตาราห์ซูร์เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นเพียงเสี้ยววินาที หัวใจเขาก็ร่วงหล่นไปถึงพื้น เลือดในกายเย็นวาบสันหลังเสียววูบเหมือนถูกรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น
ชายคนนี้…คือหนึ่งในผู้มาหยุดยั้งเขาในวันที่เขาย้อนเวลา หนึ่งใน “สี่สิ่ง” ที่ยืนขวางเขาอยู่เคียงข้าง ความตาย และ เทพปฐพี
ผู้มีพลังเทียบเคียงสิ่งเหนือธรรมชาติระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคชะตา หรืออวสารที่ยังไม่จบ— อัซรามกลับมาปรากฏในเส้นเวลานี้ในฐานะ “มิตร”
ราห์ซูร์กลืนน้ำลาย พยายามเก็บสีหน้าสงบที่สุด เพราะในเส้นเวลานี้… อัซรามยัง ไม่รู้จักเขา
และเขาก็ไม่ควรทำอะไรไปก่อนเวลาอันควร
เจ้าชายมอร์ดานิสเดินเข้ามาหา ยิ้มอย่างอบอุ่น และในจังหวะที่ราห์ซูร์กำลังจะทำความคารวะ เขากลับโน้มตัวเข้ามา—สวมกอดราห์ซูร์อย่างเป็นกันเอง
กอดหลวม ๆ ที่ดูเหมือนมิตรไมตรี…แต่ทำเอาราห์ซูร์หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครรู้
“สวัสดี ข้าอัซราม เจ้าชายองค์ที่สามแห่งมอร์ดานิส เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มารับหน้าที่ทูตสันถวไมตรีในวันนี้เจ้าชายราห์ซูร์—ท่านดูดีกว่าทุกรูปที่ส่งมาถึงเรามากนัก”
น้ำเสียงอัซรามนุ่มเรียบ มือค่อย ๆ ปล่อยจากบ่าราห์ซูร์ ท่าทางไร้พิษภัยจนยากจับผิด แต่สำหรับราห์ซูร์…กลับเป็นดั่งเงามืดลางร้ายที่ตามมาจากอนาคต
อัซรามหันไปทักทายราชครูกราวด้า
“สวัสดีท่านราชครูกราวด้า ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้พบท่าน ท่านช่างงดงามสมคำร่ำลือ”
กราวด้าไม่ตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ แบบราชครูผู้สงบนิ่ง แต่ในหางตายังคงจับตามองเจ้าชายมอร์ดานิสไม่ห่าง
อัซรามหันไปทางแซร์คต่อ
“ส่วนท่านแซร์ค… ข้าประทับใจในความสามารถของท่านมาก การกำจัดอสูรได้ด้วยฝีมือมนุษย์นั้นหาได้ยากยิ่งท่านไม่เพียงเป็นองครักษ์ของเจ้าชาย แต่ยังเป็นสหายที่รู้ใจด้วย”
แซร์คยิ้มกว้าง แต่ก็เหลือบตามองอย่างระวังเช่นกัน
ราห์ซูร์เชิญเขาก้าวเข้าสู่วังเพื่อพักผ่อนก่อนพิธีการในวันรุ่งขึ้น
“เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่าครับ ท่านอัซราม”
ทั้งขบวนเคลื่อนเข้าสู่วังวาเลเธียอย่างสง่างาม ทุกก้าวเต็มไปด้วยแววตาที่จับจ้อง ทั้งจากผู้คน และจากผู้ที่คอยปกป้องราชวงศ์
ในมุมหนึ่งของลานวัง คาเรนและอิเรนยืนจับตาดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
ทั้งสองคือผู้รู้ดีใน “เกมเบื้องหลัง” ระหว่างอาณาจักร รู้ดีว่ามิตรภาพอาจเป็นเพียงภาพลวง และถ้าวาเลเธียพลาดแม้แต่ก้าวเดียว—มอร์ดานิสที่มีกองทัพแข็งแกร่งกว่าสองเท่า จะไม่มีวันปล่อยโอกาสนั้นผ่านไป
สำหรับอิเรน—สถานการณ์ดูไม่ยุ่งยากนัก เขามีแซร์คเป็น “หูเป็นตา” อยู่แล้ว องครักษ์หนุ่มคอยรายงานทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเจ้าชายอัซรามอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาแทบไม่ต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมมากนัก
แต่สำหรับ คาเรน เรื่องกลับตรงกันข้าม
ข้อมูลของเขาเกี่ยวกับมอร์ดานิสมีอยู่น้อยนิด จะรอข้อมูลจากสายลับของราชสำนักก็ไม่ทันการณ์และยิ่งเรื่องนี้เป็นการเมืองระหว่างสองอาณาจักรใหญ่ คาเรนไม่อาจปล่อยให้ “คนอื่น” เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์แทนตนได้
เขาต้องหาคนของเขาเอง ต้องหาผู้ที่ไว้ใจให้ประกบรอบราห์ซูร์ ทั้งในฐานะผู้คุ้มกัน และ ในฐานะสายลับเฉพาะกิจของเขา
แต่เมื่อมองไปที่ “ตัวเลือก” ของเขาในตอนนี้…กลับมีเพียงคนคนเดียว—คนที่เขาไม่อยากพึ่งพาที่สุดในชีวิต
เอมิลี่
หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนรักของเขาและเป็นคนที่ทำให้หัวใจเขาปริแตก…ยังซ่อมไม่สนิทจนถึงทุกวันนี้
ตอนนี้เธอได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น รองหัวหน้าราชองครักษ์ ด้วยฝีมือ ความสามารถ และความทะเยอทะยานของตัวเธอเอง ทหารทุกคนในราชองครักษ์ต่างเห็นด้วยว่านี่คือตำแหน่งที่เหมาะสม แม้แต่คาเรนเอง…ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฝีมือของเธอคู่ควร
แต่ความจริงที่ฝังลึกในใจเขาก็คือ—เขายังคง “ไม่พอใจ” เธอ หลังจากวันที่เขาจับได้ว่าเธอนอกใจเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แตกหัก ยากประสานและแม้เวลาจะผ่านไป—รอยแผลในใจก็ยิ่งลึกขึ้นทุกวัน
แต่งานราชการต้องมาก่อน คาเรนรู้ดี เขาจึงต้องตัดสินใจเลือกเธอ…แม้หัวใจจะปฏิเสธแทบไม่ไหวก็ตาม
หลังแยกจากอิเรนไม่นานเขาก็เรียกเอมิลี่เข้ามาในห้องทำงาน
เธอเปิดประตูเข้ามาเงียบ ๆ ยืนตรงด้วยท่ายามของทหาร แต่แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนแรง เหมือนคนที่พยายามเก็บเศษหัวใจตัวเองไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
คาเรนพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขาแข็ง…ไร้เยื่อใยแบบคนที่เคยรัก แต่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้ยึดอีกแล้ว
“ฉันมีงานให้เธอทำ เธออาจไม่ชอบ แต่…มันคือหน้าที่”
เพียงเท่านั้น หัวใจเอมิลี่ก็กระตุก แต่ใบหน้าของเธอยังคงนิ่ง มีเพียงความเศร้าบาง ๆ ในดวงตาที่ไม่อาจปิดซ่อน
“ได้ คาเรน”
เธอตอบเบา ๆ
“แค่คุณสั่ง ฉันก็พร้อมทำ”
เธอหวังเพียงเล็กน้อย…หวังจะได้เห็นความเมตตาในดวงตาของเขาบ้าง หวังว่าเขาจะเห็นเธอเป็นมากกว่าทหารคนหนึ่ง แต่—ตอนนี้คาเรนไม่แม้แต่จะสบตาเธออย่างจริงจังด้วยซ้ำ
“ฉันจะส่งเธอไปช่วยดูแลเจ้าชายราห์ซูร์”
คาเรนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“เธอมีหน้าที่คอยคุ้มกันเขา และ จับตาดูเจ้าชายอัซราม ให้ฉันด้วย มอร์ดานิสไว้ใจไม่ได้—ยิ่งตอนที่พวกเขาเหยียบเข้ามาในบ้านของเรา ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้น ฉันจะหวังพึ่งแต่สายลับไม่ได้อีกต่อไป”
คำสั่งนี้…มันคือทั้งการมอบหมายงานและการส่งเธอไปอยู่ใกล้ราห์ซูร์—ผู้ที่อาจเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ของราชอาณาจักรรวมถึงอาจเป็นบททดสอบของเธอเองในสายตาคาเรน
เอมิลี่รับคำโดยไม่ลังเล ทั้งที่หัวใจของเธอแหลกจนชาไปแล้ว
“ได้ค่ะ ฉันยินดีทำทุกอย่าง”
เสียงของเธอค่อย ๆ เบาลงแต่ยังคงความจริงใจที่เจ็บปวด
“…ขอแค่คุณ…ยอมรับฉันกลับคืนเหมือนวันเก่า ๆ สักนิดก็ยังดี”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้คาเรนแสดงอารมณ์ใด ๆ เขาเงียบ
นิ่ง
ราวกับคำพูดของเธอเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านไปโดยไม่เหลืออะไรไว้
เอมิลี่ก้มศีรษะแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่อาจเป็นทั้งหน้าที่…และโอกาสสุดท้ายของหัวใจเธอ
ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน
เหลือเพียงคาเรน ที่ยังยืนอยู่กับความรู้สึกขมขื่นเกินเอ่ยออกมา
หลังมื้อค่ำในห้องอาหารต้อนรับแขกเสร็จสิ้นลง บรรยากาศบนโต๊ะกลับผ่อนคลายกว่าส่วนที่เป็นพิธีการมากนัก
ราห์ซูร์นั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าชายอัซราม กราวด้านั่งร่วมวงด้วยในฐานะราชครู ทั้งสามคุยกันอย่างออกรส เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ ๆ ราวกับพวกเขาสนิทสนมกันมานานกว่าหนึ่งวัน
แซร์คยืนอยู่ห่างออกไปตามหน้าที่องครักษ์ ปกติช่วงเวลาแบบนี้เขามักเบื่อจนอยากหาเรื่องไปงีบตามมุมกำแพงแต่วันนี้เขาถูกกำชับอย่างหนักว่า “ห้ามทำตัวขายหน้าแขกบ้านแขกเมืองเด็ดขาด”
ดังนั้นเขาจึงยืนหลังตรง มือประสานหลัง ใบหน้าเคร่ง…แต่สายตาแอบเหลือบไปยังองครักษ์ทั้งสองของอัซรามแทบทุกวินาที
สองคนนั้นสูงใหญ่ รวดเร็ว และท่าทางโหดเหี้ยม สายตาเฉียบคมเหมือนนักรบป่าที่เกิดมาเพื่อสู้ แซร์คมองไล่ตั้งแต่เสื้อผ้า เนื้อผ้า การเดิน วัสดุของดาบและสรุปในใจอย่างเร่งด่วนว่า—
“ใช้กำลังเป็นหลักแน่นอนไม่มีความละเอียดอ่อนเลยสักนิด แต่พวกแบบนี้แหละ…ทนมือทนตีนน่าดู”
เขาอมยิ้มจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของอัซรามก็ดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร ดังเสียจนแซร์คยังต้องเหลียวมอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้าว่าท่านควรแนะนำหนังสือนิยายดี ๆ ให้ลุงคนนั้นบ้างนะ เผื่อเขาจะเลิกยืมแต่หนังสือสอนทำกับดักเสียที!”
ราห์ซูร์หัวเราะเบา ๆ
“ของคุณ วันไหนผมเจอเขา ผมจะบอกแน่นอนครับ…”
จากนั้นเขาพูดต่อแบบล้อเล่น แต่ประกายตากลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ได้ยินว่าท่านอัซรามเก่งรอบด้าน ผมก็อยากเห็นด้วยตาว่าจริงไหม เรื่องการต่อสู้น่ะ…เราลองซ้อมกันหน่อยได้ไหมครับ? ออกแรงเบา ๆ ย่อยอาหารกัน”
กราวด้าที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นถึงกับหันขวับ คิ้วเรียวขมวดทันที
“เจ้าชายราห์ซูร์! แบบนั้นเป็นการเสียมารยาทและถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะทำอย่างไร?”
น้ำเสียงแข็งของนางทำเอาราห์ซูร์สะดุ้งนิด ๆ แต่มากกว่านั้นคือ อัซรามกลับหัวเราะเบา ๆ แล้วโบกมืออย่างอ่อนโยนให้เธอสงบลง
“ไม่เป็นไรเลย ท่านกราวด้า ข้าดีใจมากเสียอีกที่เจ้าชายราห์ซูร์สนใจเรื่องต่อสู้ เราซ้อมกันเบา ๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นการประลองถึงชีวิต”
เขายิ้มอย่างมีเสน่ห์ก่อนเอียงหน้าเข้าหากราวด้าเล็กน้อย
“รู้ไหม… ถ้าข้าเป็นหญิงสาวชาวมอร์ดานิส การถูกชวนซ้อมดาบเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งเลยล่ะ”
กราวด้าชะงักไปชั่วจังหวะหนึ่งแต่ก็ยังคงกลับมาหน้านิ่ง
“ก็…แล้วแต่พวกท่านละกัน”
อัซรามยิ้มกว้าง ส่วนองครักษ์ทั้งสองของเขา—ที่แซร์คจับตาไม่วาง—ก็มองหน้ากันอย่างรู้กันยิ่งกว่าเดิมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าพวกเขา…มีบางอย่างซ่อนอยู่ บางอย่างที่ไม่ใช่รอยยิ้มของทหารทั่วไป
แซร์คแอบขมวดคิ้ว แต่ก็ยังไม่พบอะไรน่าผิดสังเกตมากพอจะรายงาน
บรรยากาศทั้งหมดดูปกติ
ราบรื่น
มิตรภาพ
จนแทบทำให้คนในวาเลเธียคิดไปเองว่า—มอร์ดานิสอาจไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย…หรือเปล่า?
แต่สำหรับราห์ซูร์—หัวใจเขากลับไม่อาจนิ่งได้
ในอนาคตที่เขารู้เพียงจากข่าวทั่วไป มอร์ดานิสไม่เคยเปิดศึกใหญ่กับวาเลเธีย มีเพียงการตึงเครียดทางการค้าเท่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้น หลังจากอัซราม “หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์” และถูกพบในสภาพที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป…
เขาเหลือบมองอัซรามอีกครั้ง ที่กำลังหัวเราะอย่างมีชีวิตชีวา อย่างมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และประกายความทะเยอทะยาน
เขาคือคนเดียวกันกับอัซรามที่ไร้จิตวิญญาณในอนาคตจริงหรือ?
หรือว่าอำนาจบางอย่าง…ยังไม่เริ่มทำลายเขา?
ราห์ซูร์จำเป็นต้องรู้
คืนนี้เอง
พรุ่งนี้เอง
หรือในการซ้อมต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น—
เขาต้องตรวจสอบอัซรามด้วยตาของเขาเองก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเริ่มซ้ำอีกครั้ง
สนามลานซ้อมเล็ก ๆ ในสวนของวังชั้นในถูกไฟยามค่ำส่องจนสว่างนวล ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ดังกรอบแกรบบรรยากาศเหมือนพักผ่อน—แต่ทุกคนในที่นั้นรู้ดีว่า “นี่ไม่ใช่แค่การเล่น”
ราห์ซูร์
กราวด้า
แซร์ค
อัซราม
องครักษ์มอร์ดานิสอีกสองนาย
ทั้งหมดเดินมาถึงพร้อมกัน
และก่อนที่การซ้อมจะเริ่มขึ้น—เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังเข้ามาแทรก
“สวัสดีค่ะ… ฉันเอมิลี่ ทหารหญิงที่ถูกมอบหมายให้มาดูแลเจ้าชายราห์ซูร์ในช่วงนี้ค่ะ”
เอมิลี่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่ได้นำเครื่องแบบราชองครักษ์ แต่แต่งชุดสุภาพเรียบร้อยที่ดูเรียบ…แต่สะดุดตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสวยเรียบแบบทหารหญิงผสมความอ่อนโยนในแววตาทำให้ทั้งราห์ซูร์และอัซราม
นิ่งค้างไปชั่วขณะ
อัซรามเลิกคิ้วเล็ก ๆ ยิ้มบาง ๆ ที่บอกไม่ออกว่าเป็นความชื่นชม—หรือการประเมินเชิงลึกกันแน่
กราวด้าเห็นเพียงครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่า ใครส่งตัวเธอมา สีหน้าของราชครูนิ่ง…แต่มุมปากแข็งนิด ๆ บ่งบอกความหงุดหงิดที่ซ่อนอยู่
แต่ในฐานะราชครูผู้รักษาหน้าให้วังหลวงเธอจำเป็นต้องตอบอย่างสุภาพที่สุด
“ของคุณ เอมิลี่… เธอมาร่วมกับเราได้ ทำตัวตามสบายเถอะ”
ราห์ซูร์ได้แต่พยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรกับเอมิลี่เลย—ความเจ็บปวดในอดีตยังทิ้งรอยจนมองตากันไม่ถนัด
สายตาของราห์ซูร์กับเอมิลี่หลบกันไปมา บาดแผลในใจทั้งสองยังสดเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้สึก แม้กระทั่งอัซรามยัง
“สังเกตได้ทันที”
เขาไม่แสดงความสงสาร แต่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์…เหมือนคนที่เห็นช่องว่างระหว่างคนสองคน แล้วจดบันทึกไว้ใช้ภายหลัง
เพื่อคลายความอึดอัดในอากาศอัซรามจึงตบมือเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นกันเอง
“ท่านราห์ซูร์ ข้ามีเกมเล็ก ๆ ที่เรามอร์ดานิสชอบเล่นกัน กติกาง่ายมาก—เราเรียกมันว่า เกมแย่งห่วง”
เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ หนึ่งในนั้นหยิบห่วงเหล็กหนาโยนให้อัซรามอย่างแม่นยำ อัซรามรับได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะควงเล่นราวกับมันเป็นของเบาไร้น้ำหนัก
“จับเวลา 5 นาที ใครถือห่วงอยู่ในตอนหมดเวลา—ก็ถือว่าชนะ”
ราห์ซูร์ถามเพื่อความแน่ใจ
“แล้ว…ห้ามใช้อะไรบ้างไหม?”
อัซรามยิ้ม รอยยิ้มนั้นอบอุ่น—แต่แฝงความท้าทายรุนแรง
“ไม่ห้าม ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพียงแค่แย่งให้ได้ ถ้าเป็นเกมจริงจัง บางทีมันถึงขั้น…ตัดแขนกันก็มี”
กราวด้าสะดุ้ง ส่วนแซร์คตาเป็นประกาย—ดูอยากลองเล่นด้วยเสียงซะมากกว่า
อัซรามหันมาหาราห์ซูร์อีกครั้ง น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย ราวกับพูดกับเขาเพียงสองคน
“แต่ข้าว่า… เราคงไม่ต้องถึงขั้นนั้นอย่ากังวลไปเลย”
ราห์ซูร์ยิ้มรับอย่างจริงจัง
“เข้าใจแล้วครับแต่ผมก็มีวิธีของผมเองเหมือนกันนะเรื่องแย่งห่วงแบบนี้…อย่าชะล่าใจล่ะ”
อัซรามหัวเราะเบา ๆ มือควงห่วงอย่างสบายท่าทางเหมือนไม่ได้คิดมาก…แต่สายตาคู่นั้น—ที่มองราห์ซูร์—กลับลึกอย่างอธิบายไม่ได้เป็นสายตาที่เหมือนต้องการ ทดสอบ ต้องการ ล่อลอง และ…ต้องการ เข้าหา
“ดีมากท่านราห์ซูร์ข้าชอบคนที่กล้าท้าข้าตรง ๆ แบบนี้ รู้ไหม? ถ้าท่านเกิดเป็นชาวมอร์ดานิส—เกมนี้อาจถือเป็นวิธีจีบกันอย่างหนึ่งเลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้กราวด้าเผลอกระตุกคิ้ว แซร์คเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ส่วนเอมิลี่หลุบตา ไม่รู้ว่าเจ็บหรือเฉยแต่คนที่นิ่งไม่ไหวที่สุดกลับเป็น…ราห์ซูร์
เขาสูดหายใจลึก พยายามไม่หวั่นไหว เพราะในใจลึก ๆ เขาต้องการทดสอบ—
ทางการของวาเลเธียเตรียมการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ดอกไม้โปรยปราย เสียงแตรกังวาน บรรยากาศสมฐานะของทูตผู้จะเป็นจุดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทวีป
ราห์ซูร์ยืนรอรับอยู่หน้าเฉลียงทางเข้าวัง ขนาบข้างด้วยราชครูกราวด้าผู้สงบนิ่ง และแซร์ค องครักษ์ประจำเจ้าชายทั้งสามยืนในท่วงท่าที่งดงามเป็นระเบียบ เหมือนภาพที่ถูกจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์
ประตูรถค่อย ๆ เปิดออกและ เจ้าชายอัซราม อัลมาดินก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงแตรและสายตานับร้อย
ชายหนุ่มผู้มีผมดำหยักศกและใบหน้าคมเฉียบน่าเกรงขาม รัศมีของผู้นำติดตัวมาทุกย่างก้าว เขาขึ้นชื่อว่าเก่งรอบด้าน—การรบ การบริหาร การทูต จนราชาแห่งมอร์ดานิสไว้วางพระทัยแต่งตั้งเป็น “ทูตสันถวไมตรีพิเศษ” ในครั้งนี้
แต่—
ทันทีที่ดวงตาราห์ซูร์เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นเพียงเสี้ยววินาที หัวใจเขาก็ร่วงหล่นไปถึงพื้น เลือดในกายเย็นวาบสันหลังเสียววูบเหมือนถูกรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น
ชายคนนี้…คือหนึ่งในผู้มาหยุดยั้งเขาในวันที่เขาย้อนเวลา หนึ่งใน “สี่สิ่ง” ที่ยืนขวางเขาอยู่เคียงข้าง ความตาย และ เทพปฐพี
ผู้มีพลังเทียบเคียงสิ่งเหนือธรรมชาติระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคชะตา หรืออวสารที่ยังไม่จบ— อัซรามกลับมาปรากฏในเส้นเวลานี้ในฐานะ “มิตร”
ราห์ซูร์กลืนน้ำลาย พยายามเก็บสีหน้าสงบที่สุด เพราะในเส้นเวลานี้… อัซรามยัง ไม่รู้จักเขา
และเขาก็ไม่ควรทำอะไรไปก่อนเวลาอันควร
เจ้าชายมอร์ดานิสเดินเข้ามาหา ยิ้มอย่างอบอุ่น และในจังหวะที่ราห์ซูร์กำลังจะทำความคารวะ เขากลับโน้มตัวเข้ามา—สวมกอดราห์ซูร์อย่างเป็นกันเอง
กอดหลวม ๆ ที่ดูเหมือนมิตรไมตรี…แต่ทำเอาราห์ซูร์หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครรู้
“สวัสดี ข้าอัซราม เจ้าชายองค์ที่สามแห่งมอร์ดานิส เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มารับหน้าที่ทูตสันถวไมตรีในวันนี้เจ้าชายราห์ซูร์—ท่านดูดีกว่าทุกรูปที่ส่งมาถึงเรามากนัก”
น้ำเสียงอัซรามนุ่มเรียบ มือค่อย ๆ ปล่อยจากบ่าราห์ซูร์ ท่าทางไร้พิษภัยจนยากจับผิด แต่สำหรับราห์ซูร์…กลับเป็นดั่งเงามืดลางร้ายที่ตามมาจากอนาคต
อัซรามหันไปทักทายราชครูกราวด้า
“สวัสดีท่านราชครูกราวด้า ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้พบท่าน ท่านช่างงดงามสมคำร่ำลือ”
กราวด้าไม่ตอบเพียงพยักหน้าเบา ๆ แบบราชครูผู้สงบนิ่ง แต่ในหางตายังคงจับตามองเจ้าชายมอร์ดานิสไม่ห่าง
อัซรามหันไปทางแซร์คต่อ
“ส่วนท่านแซร์ค… ข้าประทับใจในความสามารถของท่านมาก การกำจัดอสูรได้ด้วยฝีมือมนุษย์นั้นหาได้ยากยิ่งท่านไม่เพียงเป็นองครักษ์ของเจ้าชาย แต่ยังเป็นสหายที่รู้ใจด้วย”
แซร์คยิ้มกว้าง แต่ก็เหลือบตามองอย่างระวังเช่นกัน
ราห์ซูร์เชิญเขาก้าวเข้าสู่วังเพื่อพักผ่อนก่อนพิธีการในวันรุ่งขึ้น
“เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่าครับ ท่านอัซราม”
ทั้งขบวนเคลื่อนเข้าสู่วังวาเลเธียอย่างสง่างาม ทุกก้าวเต็มไปด้วยแววตาที่จับจ้อง ทั้งจากผู้คน และจากผู้ที่คอยปกป้องราชวงศ์
ในมุมหนึ่งของลานวัง คาเรนและอิเรนยืนจับตาดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
ทั้งสองคือผู้รู้ดีใน “เกมเบื้องหลัง” ระหว่างอาณาจักร รู้ดีว่ามิตรภาพอาจเป็นเพียงภาพลวง และถ้าวาเลเธียพลาดแม้แต่ก้าวเดียว—มอร์ดานิสที่มีกองทัพแข็งแกร่งกว่าสองเท่า จะไม่มีวันปล่อยโอกาสนั้นผ่านไป
สำหรับอิเรน—สถานการณ์ดูไม่ยุ่งยากนัก เขามีแซร์คเป็น “หูเป็นตา” อยู่แล้ว องครักษ์หนุ่มคอยรายงานทุกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเจ้าชายอัซรามอย่างใกล้ชิด ทำให้เขาแทบไม่ต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติมมากนัก
แต่สำหรับ คาเรน เรื่องกลับตรงกันข้าม
ข้อมูลของเขาเกี่ยวกับมอร์ดานิสมีอยู่น้อยนิด จะรอข้อมูลจากสายลับของราชสำนักก็ไม่ทันการณ์และยิ่งเรื่องนี้เป็นการเมืองระหว่างสองอาณาจักรใหญ่ คาเรนไม่อาจปล่อยให้ “คนอื่น” เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์แทนตนได้
เขาต้องหาคนของเขาเอง ต้องหาผู้ที่ไว้ใจให้ประกบรอบราห์ซูร์ ทั้งในฐานะผู้คุ้มกัน และ ในฐานะสายลับเฉพาะกิจของเขา
แต่เมื่อมองไปที่ “ตัวเลือก” ของเขาในตอนนี้…กลับมีเพียงคนคนเดียว—คนที่เขาไม่อยากพึ่งพาที่สุดในชีวิต
เอมิลี่
หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนรักของเขาและเป็นคนที่ทำให้หัวใจเขาปริแตก…ยังซ่อมไม่สนิทจนถึงทุกวันนี้
ตอนนี้เธอได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น รองหัวหน้าราชองครักษ์ ด้วยฝีมือ ความสามารถ และความทะเยอทะยานของตัวเธอเอง ทหารทุกคนในราชองครักษ์ต่างเห็นด้วยว่านี่คือตำแหน่งที่เหมาะสม แม้แต่คาเรนเอง…ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฝีมือของเธอคู่ควร
แต่ความจริงที่ฝังลึกในใจเขาก็คือ—เขายังคง “ไม่พอใจ” เธอ หลังจากวันที่เขาจับได้ว่าเธอนอกใจเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แตกหัก ยากประสานและแม้เวลาจะผ่านไป—รอยแผลในใจก็ยิ่งลึกขึ้นทุกวัน
แต่งานราชการต้องมาก่อน คาเรนรู้ดี เขาจึงต้องตัดสินใจเลือกเธอ…แม้หัวใจจะปฏิเสธแทบไม่ไหวก็ตาม
หลังแยกจากอิเรนไม่นานเขาก็เรียกเอมิลี่เข้ามาในห้องทำงาน
เธอเปิดประตูเข้ามาเงียบ ๆ ยืนตรงด้วยท่ายามของทหาร แต่แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนแรง เหมือนคนที่พยายามเก็บเศษหัวใจตัวเองไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
คาเรนพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขาแข็ง…ไร้เยื่อใยแบบคนที่เคยรัก แต่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้ยึดอีกแล้ว
“ฉันมีงานให้เธอทำ เธออาจไม่ชอบ แต่…มันคือหน้าที่”
เพียงเท่านั้น หัวใจเอมิลี่ก็กระตุก แต่ใบหน้าของเธอยังคงนิ่ง มีเพียงความเศร้าบาง ๆ ในดวงตาที่ไม่อาจปิดซ่อน
“ได้ คาเรน”
เธอตอบเบา ๆ
“แค่คุณสั่ง ฉันก็พร้อมทำ”
เธอหวังเพียงเล็กน้อย…หวังจะได้เห็นความเมตตาในดวงตาของเขาบ้าง หวังว่าเขาจะเห็นเธอเป็นมากกว่าทหารคนหนึ่ง แต่—ตอนนี้คาเรนไม่แม้แต่จะสบตาเธออย่างจริงจังด้วยซ้ำ
“ฉันจะส่งเธอไปช่วยดูแลเจ้าชายราห์ซูร์”
คาเรนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“เธอมีหน้าที่คอยคุ้มกันเขา และ จับตาดูเจ้าชายอัซราม ให้ฉันด้วย มอร์ดานิสไว้ใจไม่ได้—ยิ่งตอนที่พวกเขาเหยียบเข้ามาในบ้านของเรา ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้น ฉันจะหวังพึ่งแต่สายลับไม่ได้อีกต่อไป”
คำสั่งนี้…มันคือทั้งการมอบหมายงานและการส่งเธอไปอยู่ใกล้ราห์ซูร์—ผู้ที่อาจเป็น “ปัจจัยสำคัญ” ของราชอาณาจักรรวมถึงอาจเป็นบททดสอบของเธอเองในสายตาคาเรน
เอมิลี่รับคำโดยไม่ลังเล ทั้งที่หัวใจของเธอแหลกจนชาไปแล้ว
“ได้ค่ะ ฉันยินดีทำทุกอย่าง”
เสียงของเธอค่อย ๆ เบาลงแต่ยังคงความจริงใจที่เจ็บปวด
“…ขอแค่คุณ…ยอมรับฉันกลับคืนเหมือนวันเก่า ๆ สักนิดก็ยังดี”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้คาเรนแสดงอารมณ์ใด ๆ เขาเงียบ
นิ่ง
ราวกับคำพูดของเธอเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านไปโดยไม่เหลืออะไรไว้
เอมิลี่ก้มศีรษะแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่อาจเป็นทั้งหน้าที่…และโอกาสสุดท้ายของหัวใจเธอ
ประตูปิดลงอย่างเงียบงัน
เหลือเพียงคาเรน ที่ยังยืนอยู่กับความรู้สึกขมขื่นเกินเอ่ยออกมา
หลังมื้อค่ำในห้องอาหารต้อนรับแขกเสร็จสิ้นลง บรรยากาศบนโต๊ะกลับผ่อนคลายกว่าส่วนที่เป็นพิธีการมากนัก
ราห์ซูร์นั่งร่วมโต๊ะกับเจ้าชายอัซราม กราวด้านั่งร่วมวงด้วยในฐานะราชครู ทั้งสามคุยกันอย่างออกรส เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ ๆ ราวกับพวกเขาสนิทสนมกันมานานกว่าหนึ่งวัน
แซร์คยืนอยู่ห่างออกไปตามหน้าที่องครักษ์ ปกติช่วงเวลาแบบนี้เขามักเบื่อจนอยากหาเรื่องไปงีบตามมุมกำแพงแต่วันนี้เขาถูกกำชับอย่างหนักว่า “ห้ามทำตัวขายหน้าแขกบ้านแขกเมืองเด็ดขาด”
ดังนั้นเขาจึงยืนหลังตรง มือประสานหลัง ใบหน้าเคร่ง…แต่สายตาแอบเหลือบไปยังองครักษ์ทั้งสองของอัซรามแทบทุกวินาที
สองคนนั้นสูงใหญ่ รวดเร็ว และท่าทางโหดเหี้ยม สายตาเฉียบคมเหมือนนักรบป่าที่เกิดมาเพื่อสู้ แซร์คมองไล่ตั้งแต่เสื้อผ้า เนื้อผ้า การเดิน วัสดุของดาบและสรุปในใจอย่างเร่งด่วนว่า—
“ใช้กำลังเป็นหลักแน่นอนไม่มีความละเอียดอ่อนเลยสักนิด แต่พวกแบบนี้แหละ…ทนมือทนตีนน่าดู”
เขาอมยิ้มจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของอัซรามก็ดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร ดังเสียจนแซร์คยังต้องเหลียวมอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้าว่าท่านควรแนะนำหนังสือนิยายดี ๆ ให้ลุงคนนั้นบ้างนะ เผื่อเขาจะเลิกยืมแต่หนังสือสอนทำกับดักเสียที!”
ราห์ซูร์หัวเราะเบา ๆ
“ของคุณ วันไหนผมเจอเขา ผมจะบอกแน่นอนครับ…”
จากนั้นเขาพูดต่อแบบล้อเล่น แต่ประกายตากลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ได้ยินว่าท่านอัซรามเก่งรอบด้าน ผมก็อยากเห็นด้วยตาว่าจริงไหม เรื่องการต่อสู้น่ะ…เราลองซ้อมกันหน่อยได้ไหมครับ? ออกแรงเบา ๆ ย่อยอาหารกัน”
กราวด้าที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นถึงกับหันขวับ คิ้วเรียวขมวดทันที
“เจ้าชายราห์ซูร์! แบบนั้นเป็นการเสียมารยาทและถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะทำอย่างไร?”
น้ำเสียงแข็งของนางทำเอาราห์ซูร์สะดุ้งนิด ๆ แต่มากกว่านั้นคือ อัซรามกลับหัวเราะเบา ๆ แล้วโบกมืออย่างอ่อนโยนให้เธอสงบลง
“ไม่เป็นไรเลย ท่านกราวด้า ข้าดีใจมากเสียอีกที่เจ้าชายราห์ซูร์สนใจเรื่องต่อสู้ เราซ้อมกันเบา ๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นการประลองถึงชีวิต”
เขายิ้มอย่างมีเสน่ห์ก่อนเอียงหน้าเข้าหากราวด้าเล็กน้อย
“รู้ไหม… ถ้าข้าเป็นหญิงสาวชาวมอร์ดานิส การถูกชวนซ้อมดาบเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งเลยล่ะ”
กราวด้าชะงักไปชั่วจังหวะหนึ่งแต่ก็ยังคงกลับมาหน้านิ่ง
“ก็…แล้วแต่พวกท่านละกัน”
อัซรามยิ้มกว้าง ส่วนองครักษ์ทั้งสองของเขา—ที่แซร์คจับตาไม่วาง—ก็มองหน้ากันอย่างรู้กันยิ่งกว่าเดิมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าพวกเขา…มีบางอย่างซ่อนอยู่ บางอย่างที่ไม่ใช่รอยยิ้มของทหารทั่วไป
แซร์คแอบขมวดคิ้ว แต่ก็ยังไม่พบอะไรน่าผิดสังเกตมากพอจะรายงาน
บรรยากาศทั้งหมดดูปกติ
ราบรื่น
มิตรภาพ
จนแทบทำให้คนในวาเลเธียคิดไปเองว่า—มอร์ดานิสอาจไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย…หรือเปล่า?
แต่สำหรับราห์ซูร์—หัวใจเขากลับไม่อาจนิ่งได้
ในอนาคตที่เขารู้เพียงจากข่าวทั่วไป มอร์ดานิสไม่เคยเปิดศึกใหญ่กับวาเลเธีย มีเพียงการตึงเครียดทางการค้าเท่านั้น แต่ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้น หลังจากอัซราม “หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์” และถูกพบในสภาพที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป…
เขาเหลือบมองอัซรามอีกครั้ง ที่กำลังหัวเราะอย่างมีชีวิตชีวา อย่างมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และประกายความทะเยอทะยาน
เขาคือคนเดียวกันกับอัซรามที่ไร้จิตวิญญาณในอนาคตจริงหรือ?
หรือว่าอำนาจบางอย่าง…ยังไม่เริ่มทำลายเขา?
ราห์ซูร์จำเป็นต้องรู้
คืนนี้เอง
พรุ่งนี้เอง
หรือในการซ้อมต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น—
เขาต้องตรวจสอบอัซรามด้วยตาของเขาเองก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเริ่มซ้ำอีกครั้ง
สนามลานซ้อมเล็ก ๆ ในสวนของวังชั้นในถูกไฟยามค่ำส่องจนสว่างนวล ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ดังกรอบแกรบบรรยากาศเหมือนพักผ่อน—แต่ทุกคนในที่นั้นรู้ดีว่า “นี่ไม่ใช่แค่การเล่น”
ราห์ซูร์
กราวด้า
แซร์ค
อัซราม
องครักษ์มอร์ดานิสอีกสองนาย
ทั้งหมดเดินมาถึงพร้อมกัน
และก่อนที่การซ้อมจะเริ่มขึ้น—เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังเข้ามาแทรก
“สวัสดีค่ะ… ฉันเอมิลี่ ทหารหญิงที่ถูกมอบหมายให้มาดูแลเจ้าชายราห์ซูร์ในช่วงนี้ค่ะ”
เอมิลี่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่ได้นำเครื่องแบบราชองครักษ์ แต่แต่งชุดสุภาพเรียบร้อยที่ดูเรียบ…แต่สะดุดตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสวยเรียบแบบทหารหญิงผสมความอ่อนโยนในแววตาทำให้ทั้งราห์ซูร์และอัซราม
นิ่งค้างไปชั่วขณะ
อัซรามเลิกคิ้วเล็ก ๆ ยิ้มบาง ๆ ที่บอกไม่ออกว่าเป็นความชื่นชม—หรือการประเมินเชิงลึกกันแน่
กราวด้าเห็นเพียงครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่า ใครส่งตัวเธอมา สีหน้าของราชครูนิ่ง…แต่มุมปากแข็งนิด ๆ บ่งบอกความหงุดหงิดที่ซ่อนอยู่
แต่ในฐานะราชครูผู้รักษาหน้าให้วังหลวงเธอจำเป็นต้องตอบอย่างสุภาพที่สุด
“ของคุณ เอมิลี่… เธอมาร่วมกับเราได้ ทำตัวตามสบายเถอะ”
ราห์ซูร์ได้แต่พยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรกับเอมิลี่เลย—ความเจ็บปวดในอดีตยังทิ้งรอยจนมองตากันไม่ถนัด
สายตาของราห์ซูร์กับเอมิลี่หลบกันไปมา บาดแผลในใจทั้งสองยังสดเกินกว่าจะทำเป็นไม่รู้สึก แม้กระทั่งอัซรามยัง
“สังเกตได้ทันที”
เขาไม่แสดงความสงสาร แต่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์…เหมือนคนที่เห็นช่องว่างระหว่างคนสองคน แล้วจดบันทึกไว้ใช้ภายหลัง
เพื่อคลายความอึดอัดในอากาศอัซรามจึงตบมือเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นกันเอง
“ท่านราห์ซูร์ ข้ามีเกมเล็ก ๆ ที่เรามอร์ดานิสชอบเล่นกัน กติกาง่ายมาก—เราเรียกมันว่า เกมแย่งห่วง”
เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ หนึ่งในนั้นหยิบห่วงเหล็กหนาโยนให้อัซรามอย่างแม่นยำ อัซรามรับได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะควงเล่นราวกับมันเป็นของเบาไร้น้ำหนัก
“จับเวลา 5 นาที ใครถือห่วงอยู่ในตอนหมดเวลา—ก็ถือว่าชนะ”
ราห์ซูร์ถามเพื่อความแน่ใจ
“แล้ว…ห้ามใช้อะไรบ้างไหม?”
อัซรามยิ้ม รอยยิ้มนั้นอบอุ่น—แต่แฝงความท้าทายรุนแรง
“ไม่ห้าม ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพียงแค่แย่งให้ได้ ถ้าเป็นเกมจริงจัง บางทีมันถึงขั้น…ตัดแขนกันก็มี”
กราวด้าสะดุ้ง ส่วนแซร์คตาเป็นประกาย—ดูอยากลองเล่นด้วยเสียงซะมากกว่า
อัซรามหันมาหาราห์ซูร์อีกครั้ง น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อย ราวกับพูดกับเขาเพียงสองคน
“แต่ข้าว่า… เราคงไม่ต้องถึงขั้นนั้นอย่ากังวลไปเลย”
ราห์ซูร์ยิ้มรับอย่างจริงจัง
“เข้าใจแล้วครับแต่ผมก็มีวิธีของผมเองเหมือนกันนะเรื่องแย่งห่วงแบบนี้…อย่าชะล่าใจล่ะ”
อัซรามหัวเราะเบา ๆ มือควงห่วงอย่างสบายท่าทางเหมือนไม่ได้คิดมาก…แต่สายตาคู่นั้น—ที่มองราห์ซูร์—กลับลึกอย่างอธิบายไม่ได้เป็นสายตาที่เหมือนต้องการ ทดสอบ ต้องการ ล่อลอง และ…ต้องการ เข้าหา
“ดีมากท่านราห์ซูร์ข้าชอบคนที่กล้าท้าข้าตรง ๆ แบบนี้ รู้ไหม? ถ้าท่านเกิดเป็นชาวมอร์ดานิส—เกมนี้อาจถือเป็นวิธีจีบกันอย่างหนึ่งเลยนะ”
คำพูดนั้นทำให้กราวด้าเผลอกระตุกคิ้ว แซร์คเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ส่วนเอมิลี่หลุบตา ไม่รู้ว่าเจ็บหรือเฉยแต่คนที่นิ่งไม่ไหวที่สุดกลับเป็น…ราห์ซูร์
เขาสูดหายใจลึก พยายามไม่หวั่นไหว เพราะในใจลึก ๆ เขาต้องการทดสอบ—
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ