ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
70 บท
1 วิจารณ์
2,467 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
48) เตรียมตัวสู่ความเปลี่ยนแปลง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ หลังการจองจำ “โอซิริส” แบบปิดตาย เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม—แต่การสอบปากคำ ไม่มีความคืบหน้าใด ๆริชชี่ยังคงตอบคำถามด้วยความใสซื่อเหมือนเดิมและไม่มีข้อมูลที่โยงขึ้นไปถึงผู้บงการอย่างเซเรสได้เลย
ราห์ซูร์ก็ให้ข้อมูลจากอนาคตได้ไม่มากนักเพราะในเหตุการณ์ที่เขาเคยเห็นนั้น—กราวด้าเป็นผู้คุมขังวิญญาณของโอซิริสไว้ใน “สุสานเงา” สถานที่ลึกลับที่เขาเองก็รู้จากเพียง “ประกาศทางการของราชสำนัก” เท่านั้น
ตัวกราวด้าในปัจจุบันก็ไม่รู้เช่นกันว่า “สุสานเงา” คือที่ใด—เป็นสถานที่จริง หรือเป็นมิติหนึ่ง ทำให้การกำจัดโอซิริสในตอนนี้ทำไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำได้มีเพียงการจองจำร่างของเธอ/เขาไว้ในคุกใต้ดินเท่านั้น
บ่ายวันหนึ่ง
ราชาดัลเทรนน์เรียกราห์ซูร์ไปพบ การเรียกครั้งนี้ไม่ใช่พิธีการ ไม่ใช่ราชกิจแต่เป็นการคุยแบบ “คนธรรมดา” มากกว่า
ดัลเทรนน์ยิ้มบาง ๆ พาเขาเดินเข้าไปใน ห้องฉลองพระองค์ “วันนี้อยากรบกวนเจ้าสักครั้ง” ราชาตรัสพร้อมถอดเสื้อคลุมพระองค์เหลือเพียงเสื้อลำลองสีขาวเรียบ
เมื่อดัลเทรนน์เปิดตู้เสื้อผ้า ราห์ซูร์เผลอเลิกคิ้วทันทีเพราะชุดที่พระองค์หยิบขึ้นมานั้น—เก่า แตกต่างจากชุดอื่นที่งดงามและประณีต แต่กลับถูกซักและดูแลเป็นอย่างดี
“ถ้าเป็นพระประสงค์ของท่าน กระหม่อมก็ยินดีครับ”
ราห์ซูร์ตอบทั้งที่สายตายังจับอยู่ที่ชุดนั้น
ดัลเทรนน์สวมชุดเก่านั้นอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยใส่มันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า
“วันนี้อยากไปเดินเล่น”
ราห์ซูร์รู้ทันทีว่า “เดินเล่น” ของดัลเทรนน์ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน
“ท่านแต่งตัวแบบนี้… ดูเหมือนจะตั้งใจ ‘แอบ’ ไปเดินในเมืองนะครับ”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบ วิกผมยาวสีเทา ราวกับคนแก่ผมหงอกทั้งศีรษะแล้วสวมอย่างคล่องมือ
“ใช่… ข้าแอบไปที่เมืองบ่อย ๆ เวลาว่างน่ะ”
ราห์ซูร์ยืนดูเงียบ ๆ จนดัลเทรนน์หยิบ หนวดปลอม มาติด ต่อด้วย ถุงมือโปร่งใสลายแผลเป็น เมื่อสวมแล้ว ลวดลายแผลปลอมประสานเข้ากับมือของพระองค์เหมือนเป็นแผลจริงมาแต่กำเนิด
หลังการแปลงโฉมเกือบเสร็จ ราห์ซูร์ก็อุทานหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“เดี๋ยวก่อน!! ท่าน…ท่านนี่มัน…‘ตาแก่คริต’ คนที่มานาน ๆ ครั้ง…เป่าขลุ่ยเปิดหมวกอยู่ที่ตลาด!!?”
ดัลเทรนน์หยิบขลุ่ยเก่า ๆ ใส่ในกระเป๋าแล้วยิ้มอย่างภูมิใจ
“ใช่ ข้านี่แหละ—คริต”
เขาตบไหล่ราห์ซูร์เบา ๆ
“พร้อมไปเดินเล่นหรือยัง?”
ทั้งคู่เดินออกจากห้องฉลองพระองค์กำลังจะก้าวออกจากประตูวัง—ก็พบ คาเรน ยืนพิงกำแพง ราวกับตั้งใจ “ขวาง” ไว้เล็กน้อยทำเอาราห์ซูร์ใจหายวาบ
เพราะตอนนี้เขาเดินอยู่กับ คริต ไม่ใช่ราชาดัลเทรนน์ในคราบราชาแล้วคาเรน…รู้หรือไม่ว่าตาแก่คนนี้คือใครกันแน่?
คาเรนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตามสไตล์
“จะไปเปิดหมวกอีกแล้วหรือ…คริต?”
น้ำเสียงนั้นทำให้ราห์ซูร์แทบหยุดหายใจแต่ดัลเทรนน์—ในคราบคริต—กลับตอบได้อย่างเนียนจนสมบทบาท
“ใช่… จะไปเดินเล่นหน่อย อยากได้อะไรจากตลาดไหม? เดี๋ยวฉันซื้อฝาก”
คาเรนส่ายหน้าอย่างรำคาญนิด ๆ
“ไม่ล่ะ… แต่ถ้าจะพา เจ้าชายคนใหม่ ไปด้วยก็ระวังด้วย ข้าห่วงเขามากกว่าท่านอีก”
พูดจบเขาก็เดินสวนไปทันที ไม่ใส่ใจอะไรอีกแม้แต่น้อย
ราห์ซูร์กลืนน้ำลาย—โล่งอกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังงงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ว่าคาเรนรู้ว่าคริตคือราชาดัลเทรนน์ แต่เข้าแสดงได้แนบเนียน?
ไม่นาน คริตและราห์ซูร์เดินเข้าสู่เขตเมือง เมื่อเริ่มเข้าสู่แหล่งผู้คน ชาวบ้านเริ่มเหลือบมองราห์ซูร์เป็นระยะยังไม่แน่ใจนักว่าใช่ “เจ้าชายองค์ใหม่” หรือไม่เพราะพวกเขาเพิ่งเห็นเขาในพิธีไม่นานมานี้เอง
จนทั้งสองมาถึง ลานตลาดกลางเมือง พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านเรียกลูกค้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของตอนเช้า
ทันทีที่พ่อค้าบางคนเห็นคริตก็โบกมือทักอย่างสนิทสนม
“เฮ่ คริต!! ไม่เห็นตั้งนาน ไปเปิดหมวกที่ไหนมา?”
คริตตอบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“ก็แถวชายแดนมอร์ดานิสน่ะสิ ที่นั่นต้องการเพลงกล่อมเด็ก ฉันได้เงินพอจะซื้อแอปเปิ้ลถุงหนึ่งเลยนะ!”
พ่อค้าหัวเราะ ไม่มีใครสนใจราห์ซูร์ด้วยซ้ำเขากลมกลืนไปกับฝูงชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คริตเดินไปยัง “ที่ประจำ” ของเขาวางกระเป๋ารับเงินก่อนเริ่มเป่าขลุ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ
เสียงขลุ่ย…ไม่ไพเราะนัก แต่ก็ไม่แย่จนทนไม่ได้ เป็นเสียงที่คุ้นเคยสำหรับชาวเมือง
ราห์ซูร์ยืนมองเขาเปลี่ยนไปทีละนาที ภาพที่เคยเห็นในวัยเด็ก—ตาแก่ไร้อนาคตคนหนึ่ง—กลับกลายเป็นราชาผู้แฝงกายมาเรียนรู้ชีวิตประชาชนด้วยตนเอง
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…“คริต” ไม่ใช่ตัวตลกในเมือง แต่เป็น “ตาแก่ผู้เฝ้ามองบ้านเมืองอย่างเงียบงัน”
คนเดินผ่านไปมา บางคนไม่สนใจ บางคนหย่อนเหรียญลงกระเป๋าให้แล้วเดินต่อด้วยรอยยิ้มคริตเป่าขลุ่ยอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ยืนอยู่อย่างนั้นนานจนราห์ซูร์ยังประหลาดใจ
ราชาที่อดทนขนาดนี้…มีอยู่จริงด้วยหรือ?
สายตาของคริตยังคงสำรวจผู้คน
ร้านค้า
บ้านเรือน
ราวกับกำลังอ่าน “สภาวะของอาณาจักร” ผ่านชีวิตประจำวันของประชาชน แทนที่จะเชื่อรายงานแห้ง ๆ จากขุนนาง
จนกระทั่งเหรียญเต็มถุงพอซื้อผลไม้ได้หนึ่งถุง
คริตก็เก็บของแล้วพาราห์ซูร์เดินออกจากเมืองในตอนเย็น
เดินไปตามถนนนอกกำแพงเมือง
ดัลเทรนน์ (ในร่างคริต) ก็พูดขึ้นอย่างเงียบงัน
“ราห์ซูร์… บรรณารักษ์ผู้สงบเสงี่ยมแห่งห้องสมุด ข้าเคยเห็นเจ้าเมื่อก่อนนะ—ที่ตลาดนั่น”
ราห์ซูร์หัวเราะเขิน ๆ
“ใช่ครับ ผมเองก็เคยเห็นท่านแต่ไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเป็นราชาแถม…ไม่เคยบริจาคเงินให้ท่านด้วย หึหึ”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง
ฮ่า ฮ่า! ถ้าเจ้าหยอดให้ข้าบ้างก็ดีนะ แต่นั่นก็ช่างเถอะ”
น้ำเสียงของเขานิ่งลงก่อนพูดประโยคที่แตกต่างจากบรรยากาศคึกคักเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“บ้านเมืองสงบก็ดี ราชวงศ์ของข้าก็ดี เพราะไม่มีใครคิดจะแย่งบัลลังก์เลย”
ราห์ซูร์ตอบตามจริง
“เพราะทุกคนเห็นว่าท่านทำได้ดีมากอยู่แล้วครับ”
ดัลเทรนน์พยักหน้าเบา ๆ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ใช่…นั่นแหละปัญหาเพราะไม่มีใครคิด—ก็ไม่มีใครเตรียมตัว ข้าไม่มีลูก ญาติห่าง ๆ ของข้า…ก็ไม่ได้สนใจการปกครองเลยสักคน”
คำพูดนั้นหนักกว่าที่ราห์ซูร์คาดแต่เขาก็พยายามปลอบ
“ผมว่าไม่น่ากังวลนะครับ เลือกเชื้อพระวงศ์คนเหมาะ ๆ มาฝึกก็ได้…”
ดัลเทรนน์มองท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกแล้วพูดสิ่งที่ทำให้ราห์ซูร์หยุดหายใจ
“ใช่…ถ้าข้ามีเวลา แต่ข้า…และราชินี…กำลังป่วย”
ราห์ซูร์ชะงักทันที
“…ป่วย? หมายความว่ายังไงครับ ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
ดัลเทรนน์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยเสียงเรียบ แต่หนักด้วยความจริง
“ใช่…มันไม่มีทางรักษา”
(ดัลเทรนน์ป่วยด้วย “โรคร้ายแรงระดับมะเร็ง” แต่ในโลกนี้ยังไม่รู้จักวิธีรักษา)
“ไม่มีใครรู้วิธีเยียวยา และไม่มีใครรู้…ว่าอาการจะทรุดลงเมื่อไร”
ราวกับเขาไม่เพียงบอก “ความลับของราชวงศ์” แต่ยังฝากความหวังบางอย่าง…ไว้กับราห์ซูร์
“เป็นไปได้ยังไงครับ… ก็เห็นท่านปกติดี…”
ราห์ซูร์นิ่งงัน คล้ายสมองตามไม่ทันกับความจริงที่ได้ยิน
ดัลเทรนน์ยืนมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความอบอุ่น
“ฉันเชื่อว่า…ผู้นำที่มี หัวใจบริสุทธิ์จะนำอาณาจักรให้ฟันฝ่าวิกฤตไปได้เสมอและราห์ซูร์… ฉันยังหาใครที่เหมาะสมกว่าเจ้าไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นหนักราวกับราห์ซูร์ถูกดึงให้หยุดหายใจสักครู่
เขารีบส่ายหน้า เสียงสั่นน้อย ๆ
“แต่ผมไม่เก่งเรื่องแบบนั้นเลยครับ…ปกครองไม่เป็น ไม่มีอะไรเหมาะกับตำแหน่งนี้เลย”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง อารมณ์ดีอย่างประหลาด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ก็ใช่—เจ้าไม่ได้เก่งอะไรแบบนั้นหรอก”
ราห์ซูร์หน้าเหวอไปหนึ่งจังหวะ แต่ดัลเทรนน์พูดต่อ
“แต่เท่าที่ข้าเห็น…คนรอบตัวเจ้ากลับ เปลี่ยนไปเพราะเจ้า ตอนแรกข้ายังไม่อยากเชื่อ แต่ทุกอย่างมันชัดเจน”
เขาเริ่มไล่ความจริงทีละข้อ เหมือนกำลังกางผลสอบประกอบการพิจารณาบัลลังก์
“เจ้าทำให้กราวด้า—หญิงที่ไม่เคยเปิดใจให้ใคร—มีใจให้”
“เจ้าทำให้ตระกูลวาเลน—มือสังหารในเงามืด—ยอมเดินสู่แสงสว่าง โดยไม่ถูกเปิดเผยตัวตน”
“เจ้าทำให้ ความมืด ถึงกับหน้ามืด เพราะสะดุดกับความซื่อจนโง่ของเจ้า”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตบบ่าราห์ซูร์
“แม้เจ้าจะซื่อจนบื้อ แต่เจ้ามีคนที่พร้อมจะเคียงข้าง—และพร้อมจะช่วยเจ้าด้วยความเต็มใจ”
ราห์ซูร์ขำออกมาอย่างหมดทางเถียง
“อะ…ซื่อจนบื้อ… ฮ่ะ ๆ ๆ”
ดัลเทรนน์หัวเราะด้วยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“กราวด้า…เหมาะมากที่จะเป็นราชินี เธอฉลาด มีเหตุผล และคอยแนะนำเจ้าทุกก้าว”
“และแซร์ค—หากเขายอมรับเจ้าเป็นราชา เมื่อถึงวันที่ทำ พันธะสัญญาแห่งเลือด เขาจะเป็นทั้งดาบและโล่ที่คอยปกป้องเจ้า”
เขาหันมามองราห์ซูร์ตรง ๆ
“เห็นไหม? เจ้ามีทุกอย่างพร้อมแล้ว”
ความคิดของราห์ซูร์เริ่มไหลย้อนกลับ
คำพูดของดัลเทรนน์ทำให้เขาชะงักเพราะมันคือมุมมองกว้างใหญ่ของ “ราชา” มุมที่เขาไม่เคยมองมาก่อน
การแต่งงานกับกราวด้า…มันเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้จริง—ไม่ใช่จินตนาการ
แซร์ค…ตอนนี้ก็เป็นองครักษ์ของเจ้าชายไปแล้ว
เส้นทางทั้งหมดเหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา
—เป็นการเลือกของผู้คนรอบข้าง
—เป็นการตอบสนองของหัวใจเขาเอง
แล้วเขาก็ย้อนคิดถึงตัวเอง—
การไล่ตามเอมิลี่ เป้าหมายจากอนาคตที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วต่อไปล่ะ?
ถ้าตอนนี้หัวใจเขาเริ่มมีกราวด้าอยู่ในนั้น เขาจะยังทำตัวเหมือนเด็กวิ่งไล่ฝันต่อไปอีกหรือ?
หรือเขาควร…ทำสิ่งที่ “ควรทำ” ในเส้นเวลานี้?
ราห์ซูร์ถามเสียงแผ่ว
“แต่…ถ้าผมทำมันพังล่ะครับ?”
ดัลเทรนน์ยิ้มกว้างแล้วกวักนิ้วเรียกเขาเข้ามาใกล้เหมือนอยากกระซิบความลับของโลกใบนี้ให้ฟังเพียงคนเดียว
ราห์ซูร์โน้มตัวเข้าไป—สนใจจนลืมหายใจ
ดัลเทรนน์พูดเบา ๆ แต่ดังพอให้หัวใจสะดุ้ง
“ต่อให้เจ้าทำมันเละเป็นโจ๊ก—ข้าก็ ไม่รับผิดชอบ ที่เลือกเจ้านะ”
เขาหรี่ตาเจ้าเล่ห์
“และข้าจะ ไม่ ลุกขึ้นมาจากหลุม…เพื่อมาสาปแช่งเจ้า โอเคไหม?”
แล้วราชาผู้ยิ่งใหญ่ก็หัวเราะออกมาเต็มเสียง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนสิ้นหวัง แต่เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ ฝากความหวังทั้งหมด…ไว้กับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ตัวว่ามีค่ายิ่งกว่าที่คิด
หลังเสียงหัวเราะสุดท้ายของดัลเทรนน์เงียบลง เหลือเพียงลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน ราห์ซูร์ยืนมองราชาด้วยหัวใจเต้นแรง เหมือนโลกทั้งใบเพิ่งถูกเปลี่ยนทิศให้เขาก้าวไปข้างหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นตอบอย่างหนักแน่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“ถ้าอย่างนั้น…ผมจะลองดูครับ ผมยอมรับ และพร้อมช่วยงานราชการเท่าที่ทำได้”
ดัลเทรนน์ยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของคริต แต่คือรอยยิ้มของราชาผู้วางใจ
“ดีมากราห์ซูร์ ถือว่าเป็นการฝึกงาน…ของว่าที่ผู้นำแห่งวาเลเธียก็แล้วกัน”
คำว่า ว่าที่ผู้นำ ทำให้ราห์ซูร์หน้าแดงนิด ๆ แต่เขาก็ยืนยันด้วยแววตาจริงจังว่า
เขาอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจริง ๆ
เดือนต่อมา
ดัลเทรนน์เริ่มอธิบายอย่างเป็นระบบ เหมือนถ่ายทอดความลับของอาณาจักรให้ผู้สืบทอด
ราห์ซูร์ต้องนั่งฟังเหล่ารัฐมนตรี ขุนนาง และนักเวทผู้ดูแลแต่ละกรม ตั้งแต่เรื่องภาษี ผลผลิต ยุทธศาสตร์ทหาร ไปจนถึงเรื่องร้องเรียนของประชาชน เรียนรู้ปัญหาจริงของประชาชน เขียน “คำสั่งระดับเจ้าชาย” แบบง่าย ๆ และฝึกทักษะการเจรจา เพราะผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่แข็งที่สุด แต่เป็นคนที่ “พูดแล้วคนฟังยอมเดินตาม” เป็นทักษะที่ทำให้ราห์ซูร์เหงื่อแตกมากกว่าการต่อสู้เสียอีก
ในวันที่ราห์ซูร์เริ่มกำลังเข้าที่กับงานฝึก ดัลเทรนน์ก็แจ้งข่าวหนึ่งซึ่งทำให้ราห์ซูร์ชะงัก ราชาเอ่ยเสียงเรียบแต่คมในทีเดียว
“เดือนหน้า เจ้าชายแห่งมอร์ดานิสจะมาเป็นทูตสันถวไมตรีของเรา”
ราห์ซูร์พึมพำเบา ๆ
“มอร์ดานิส…”
อาณาจักรแห่งนักรบ ดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งสงครามและเป็นบ้านเกิดของริชชี่—โอซิริส
ดัลเทรนน์วางมือบนไหล่เขาเบา ๆ
“ราห์ซูร์…เจ้าจะต้องเป็นคนต้อนรับเขาในฐานะ ‘เจ้าชายคนใหม่ของวาเลเธีย’”
หัวใจราห์ซูร์เต้นแรงนี่ไม่ใช่แค่ต้อนรับแขกแต่มันคือ บททดสอบทางการทูตครั้งแรกของเขา
ดัลเทรนน์พูดต่ออย่างช้า ๆ
“เขาจะมาดูว่าเจ้าคือใคร และวาเลเธีย…กำลังจะฝากอนาคตไว้ที่ใคร”
ราห์ซูร์สูดลมหายใจลึกในใจรู้ดีว่าตัวเอง “ไม่พร้อม” แต่ก็รู้เช่นกันว่า…
นี่คือเส้นทางที่เขาต้องเลือกเดิน
เขาเงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่เคยมี
“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ ท่านราชา”
ดัลเทรนน์ยิ้ม—รอยยิ้มของคนที่เห็นความหวังในอนาคต
หลังจากราห์ซูร์เริ่มทุ่มเทให้กับงานราชการอย่างจริงจัง ตารางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันทีจากชายหนุ่มที่วิ่งตามเป้าหมาย กลายเป็นเจ้าชายที่เข้า–ออกห้องประชุมจนหัวหมุน
แซร์คที่เคยใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ข้างราห์ซูร์ก็เริ่ม หงอย อย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่ราห์ซูร์ก้มหน้าก้มตาศึกษารายงานแซร์คก็นั่งมอง
ตอนที่ราห์ซูร์เดินตรวจราชกิจแซร์คก็เดินตามแบบหมดแรง
ตอนราห์ซูร์ซ้อมทักษะการพูดแซร์คยืนหลังคอเกร็งราวกับจะหลับคาเท้า
เขาเข้าใจนะว่าเพื่อนตัวเองต้องเติบโตแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…
“เราจะไม่ได้วิ่งเล่นเป็นหมาหอบแดดด้วยกันแล้วสินะ…”
และในฐานะองครักษ์เจ้าชายเขาก็ต้องตามเพื่อนต้อย ๆ แม้จะเบื่อจนอยากไปกลิ้งที่สนามหญ้าก็ตาม
ด้านกราวด้า
หลังเหตุการณ์ความตาย กราวด้าไม่ได้ทำงานวิจัยอีกเลย เธอมุ่งสอนเหล่าจอมเวทใหม่แทนและมีเวลาว่าง…มากพอจะ คอยแอบดูราห์ซูร์ เวลาประชุม
ทุกครั้งที่เห็นเขานั่งตรง ท่าทีจริงจังคอยจด คอยฟัง คอยซักถามขุนนาง เธอก็หน้าแดงโดยไม่รู้ตัว
“ตาบ้า…มันหน้าหยิกชะมัด…”
ในหัวเธอผุดขึ้นมาตอนไต่สวนริชชี่ ตอนที่ริชชี่พูดว่า “เขียนชื่อคนที่ชอบแล้ววาดรูปหัวใจลงไป” เธอควร…ลองบ้างไหมนะ?
คืนนั้น กราวด้าหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เธอบรรจงเขียนลงตรงกลางหน้า
“ราห์ซูร์ วาเลเธีย”
แล้วก็—
นั่งจ้อง
และจ้อง
และจ้อง…
มือที่ถือดินสอค่อย ๆ ขยับจะวาดรูปหัวใจ
แต่ก็ชะงัก
แล้วก็ลองใหม่
แล้วก็ชะงักอีก
เขิน… เขินมาก… เขินจนอยากจุดไฟเผาตัวเองหายไปเลย
และในวินาทีนั้นเอง—
แอ๊ดดดด…
เจ้าหุ่นขี้ผึ้งเดินเข้ามาและเห็นเต็มสองตา
มันร้องดังลั่นจนกราวด้าสะดุ้ง
“ทำอะไรอยู่นะเจ้าคะ!? โอ๊ย!! นั่นมัน…!! จะเขียน ‘รูปหัวใจ’ ใส่ชื่อนายราห์ซูร์หรือเจ้าคะ!?อุ๊ย ๆ ๆ ๆ น่าอายจริง ๆ เลย!!!”
หน้าเธอแดงจนเหมือนลูกตำลึงสุก
กราวด้าถลึงตา…ก่อนลุกพรึ่บขึ้นมาพร้อมสมุดในมือ
“บอกให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!!”
เธอไล่ตีเจ้าหุ่นด้วยสมุดแบบไร้เมตตา เจ้าหุ่นร้องกรี๊ดลั่นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
แล้วมันก็คว้าสมุดของตัวเองออกมาอวดด้วยความภาคภูมิใจ
“ดูของฉันบ้างเจ้าค่ะ!! นี่ไง—!!”
มันเปิดหน้าแรกให้เธอดู ภาพวาดคือ
ราห์ซูร์กำลังจับมือมันและข้างบนมีหัวใจสีชมพู ใหญ่เท่าครึ่งหน้า
กราวด้าตาแทบถลน
“หยุดเลยนะ!! นั่นมันของฉัน!! เอามาเดี๋ยวนี้!!”
“กรี๊ด ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวนี้ยอมรับแบบไม่อายแล้วนะเจ้าคะ~!”
และสงครามปาหมอน
—ปาโต๊ะ
—ปาหนังสือ
—ก็ปะทุขึ้นทันที จนห้องเละตามระเบียบ
แต่เสียงหัวเราะ…กลับดังต่อเนื่องทั้งสองฝ่าย
มันเป็นช่วงเวลาที่เบาและอบอุ่นที่สุดท่ามกลางโลกที่กำลังคืบคลานไปสู่สงครามระหว่างแสงสว่างและความมืด
ราห์ซูร์ก็ให้ข้อมูลจากอนาคตได้ไม่มากนักเพราะในเหตุการณ์ที่เขาเคยเห็นนั้น—กราวด้าเป็นผู้คุมขังวิญญาณของโอซิริสไว้ใน “สุสานเงา” สถานที่ลึกลับที่เขาเองก็รู้จากเพียง “ประกาศทางการของราชสำนัก” เท่านั้น
ตัวกราวด้าในปัจจุบันก็ไม่รู้เช่นกันว่า “สุสานเงา” คือที่ใด—เป็นสถานที่จริง หรือเป็นมิติหนึ่ง ทำให้การกำจัดโอซิริสในตอนนี้ทำไม่ได้ ทุกอย่างที่ทำได้มีเพียงการจองจำร่างของเธอ/เขาไว้ในคุกใต้ดินเท่านั้น
บ่ายวันหนึ่ง
ราชาดัลเทรนน์เรียกราห์ซูร์ไปพบ การเรียกครั้งนี้ไม่ใช่พิธีการ ไม่ใช่ราชกิจแต่เป็นการคุยแบบ “คนธรรมดา” มากกว่า
ดัลเทรนน์ยิ้มบาง ๆ พาเขาเดินเข้าไปใน ห้องฉลองพระองค์ “วันนี้อยากรบกวนเจ้าสักครั้ง” ราชาตรัสพร้อมถอดเสื้อคลุมพระองค์เหลือเพียงเสื้อลำลองสีขาวเรียบ
เมื่อดัลเทรนน์เปิดตู้เสื้อผ้า ราห์ซูร์เผลอเลิกคิ้วทันทีเพราะชุดที่พระองค์หยิบขึ้นมานั้น—เก่า แตกต่างจากชุดอื่นที่งดงามและประณีต แต่กลับถูกซักและดูแลเป็นอย่างดี
“ถ้าเป็นพระประสงค์ของท่าน กระหม่อมก็ยินดีครับ”
ราห์ซูร์ตอบทั้งที่สายตายังจับอยู่ที่ชุดนั้น
ดัลเทรนน์สวมชุดเก่านั้นอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยใส่มันนับครั้งไม่ถ้วนแล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า
“วันนี้อยากไปเดินเล่น”
ราห์ซูร์รู้ทันทีว่า “เดินเล่น” ของดัลเทรนน์ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน
“ท่านแต่งตัวแบบนี้… ดูเหมือนจะตั้งใจ ‘แอบ’ ไปเดินในเมืองนะครับ”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบ วิกผมยาวสีเทา ราวกับคนแก่ผมหงอกทั้งศีรษะแล้วสวมอย่างคล่องมือ
“ใช่… ข้าแอบไปที่เมืองบ่อย ๆ เวลาว่างน่ะ”
ราห์ซูร์ยืนดูเงียบ ๆ จนดัลเทรนน์หยิบ หนวดปลอม มาติด ต่อด้วย ถุงมือโปร่งใสลายแผลเป็น เมื่อสวมแล้ว ลวดลายแผลปลอมประสานเข้ากับมือของพระองค์เหมือนเป็นแผลจริงมาแต่กำเนิด
หลังการแปลงโฉมเกือบเสร็จ ราห์ซูร์ก็อุทานหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“เดี๋ยวก่อน!! ท่าน…ท่านนี่มัน…‘ตาแก่คริต’ คนที่มานาน ๆ ครั้ง…เป่าขลุ่ยเปิดหมวกอยู่ที่ตลาด!!?”
ดัลเทรนน์หยิบขลุ่ยเก่า ๆ ใส่ในกระเป๋าแล้วยิ้มอย่างภูมิใจ
“ใช่ ข้านี่แหละ—คริต”
เขาตบไหล่ราห์ซูร์เบา ๆ
“พร้อมไปเดินเล่นหรือยัง?”
ทั้งคู่เดินออกจากห้องฉลองพระองค์กำลังจะก้าวออกจากประตูวัง—ก็พบ คาเรน ยืนพิงกำแพง ราวกับตั้งใจ “ขวาง” ไว้เล็กน้อยทำเอาราห์ซูร์ใจหายวาบ
เพราะตอนนี้เขาเดินอยู่กับ คริต ไม่ใช่ราชาดัลเทรนน์ในคราบราชาแล้วคาเรน…รู้หรือไม่ว่าตาแก่คนนี้คือใครกันแน่?
คาเรนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ ตามสไตล์
“จะไปเปิดหมวกอีกแล้วหรือ…คริต?”
น้ำเสียงนั้นทำให้ราห์ซูร์แทบหยุดหายใจแต่ดัลเทรนน์—ในคราบคริต—กลับตอบได้อย่างเนียนจนสมบทบาท
“ใช่… จะไปเดินเล่นหน่อย อยากได้อะไรจากตลาดไหม? เดี๋ยวฉันซื้อฝาก”
คาเรนส่ายหน้าอย่างรำคาญนิด ๆ
“ไม่ล่ะ… แต่ถ้าจะพา เจ้าชายคนใหม่ ไปด้วยก็ระวังด้วย ข้าห่วงเขามากกว่าท่านอีก”
พูดจบเขาก็เดินสวนไปทันที ไม่ใส่ใจอะไรอีกแม้แต่น้อย
ราห์ซูร์กลืนน้ำลาย—โล่งอกไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังงงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ว่าคาเรนรู้ว่าคริตคือราชาดัลเทรนน์ แต่เข้าแสดงได้แนบเนียน?
ไม่นาน คริตและราห์ซูร์เดินเข้าสู่เขตเมือง เมื่อเริ่มเข้าสู่แหล่งผู้คน ชาวบ้านเริ่มเหลือบมองราห์ซูร์เป็นระยะยังไม่แน่ใจนักว่าใช่ “เจ้าชายองค์ใหม่” หรือไม่เพราะพวกเขาเพิ่งเห็นเขาในพิธีไม่นานมานี้เอง
จนทั้งสองมาถึง ลานตลาดกลางเมือง พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านเรียกลูกค้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของตอนเช้า
ทันทีที่พ่อค้าบางคนเห็นคริตก็โบกมือทักอย่างสนิทสนม
“เฮ่ คริต!! ไม่เห็นตั้งนาน ไปเปิดหมวกที่ไหนมา?”
คริตตอบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“ก็แถวชายแดนมอร์ดานิสน่ะสิ ที่นั่นต้องการเพลงกล่อมเด็ก ฉันได้เงินพอจะซื้อแอปเปิ้ลถุงหนึ่งเลยนะ!”
พ่อค้าหัวเราะ ไม่มีใครสนใจราห์ซูร์ด้วยซ้ำเขากลมกลืนไปกับฝูงชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คริตเดินไปยัง “ที่ประจำ” ของเขาวางกระเป๋ารับเงินก่อนเริ่มเป่าขลุ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ
เสียงขลุ่ย…ไม่ไพเราะนัก แต่ก็ไม่แย่จนทนไม่ได้ เป็นเสียงที่คุ้นเคยสำหรับชาวเมือง
ราห์ซูร์ยืนมองเขาเปลี่ยนไปทีละนาที ภาพที่เคยเห็นในวัยเด็ก—ตาแก่ไร้อนาคตคนหนึ่ง—กลับกลายเป็นราชาผู้แฝงกายมาเรียนรู้ชีวิตประชาชนด้วยตนเอง
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า…“คริต” ไม่ใช่ตัวตลกในเมือง แต่เป็น “ตาแก่ผู้เฝ้ามองบ้านเมืองอย่างเงียบงัน”
คนเดินผ่านไปมา บางคนไม่สนใจ บางคนหย่อนเหรียญลงกระเป๋าให้แล้วเดินต่อด้วยรอยยิ้มคริตเป่าขลุ่ยอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ยืนอยู่อย่างนั้นนานจนราห์ซูร์ยังประหลาดใจ
ราชาที่อดทนขนาดนี้…มีอยู่จริงด้วยหรือ?
สายตาของคริตยังคงสำรวจผู้คน
ร้านค้า
บ้านเรือน
ราวกับกำลังอ่าน “สภาวะของอาณาจักร” ผ่านชีวิตประจำวันของประชาชน แทนที่จะเชื่อรายงานแห้ง ๆ จากขุนนาง
จนกระทั่งเหรียญเต็มถุงพอซื้อผลไม้ได้หนึ่งถุง
คริตก็เก็บของแล้วพาราห์ซูร์เดินออกจากเมืองในตอนเย็น
เดินไปตามถนนนอกกำแพงเมือง
ดัลเทรนน์ (ในร่างคริต) ก็พูดขึ้นอย่างเงียบงัน
“ราห์ซูร์… บรรณารักษ์ผู้สงบเสงี่ยมแห่งห้องสมุด ข้าเคยเห็นเจ้าเมื่อก่อนนะ—ที่ตลาดนั่น”
ราห์ซูร์หัวเราะเขิน ๆ
“ใช่ครับ ผมเองก็เคยเห็นท่านแต่ไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเป็นราชาแถม…ไม่เคยบริจาคเงินให้ท่านด้วย หึหึ”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง
ฮ่า ฮ่า! ถ้าเจ้าหยอดให้ข้าบ้างก็ดีนะ แต่นั่นก็ช่างเถอะ”
น้ำเสียงของเขานิ่งลงก่อนพูดประโยคที่แตกต่างจากบรรยากาศคึกคักเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“บ้านเมืองสงบก็ดี ราชวงศ์ของข้าก็ดี เพราะไม่มีใครคิดจะแย่งบัลลังก์เลย”
ราห์ซูร์ตอบตามจริง
“เพราะทุกคนเห็นว่าท่านทำได้ดีมากอยู่แล้วครับ”
ดัลเทรนน์พยักหน้าเบา ๆ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ใช่…นั่นแหละปัญหาเพราะไม่มีใครคิด—ก็ไม่มีใครเตรียมตัว ข้าไม่มีลูก ญาติห่าง ๆ ของข้า…ก็ไม่ได้สนใจการปกครองเลยสักคน”
คำพูดนั้นหนักกว่าที่ราห์ซูร์คาดแต่เขาก็พยายามปลอบ
“ผมว่าไม่น่ากังวลนะครับ เลือกเชื้อพระวงศ์คนเหมาะ ๆ มาฝึกก็ได้…”
ดัลเทรนน์มองท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกแล้วพูดสิ่งที่ทำให้ราห์ซูร์หยุดหายใจ
“ใช่…ถ้าข้ามีเวลา แต่ข้า…และราชินี…กำลังป่วย”
ราห์ซูร์ชะงักทันที
“…ป่วย? หมายความว่ายังไงครับ ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
ดัลเทรนน์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยเสียงเรียบ แต่หนักด้วยความจริง
“ใช่…มันไม่มีทางรักษา”
(ดัลเทรนน์ป่วยด้วย “โรคร้ายแรงระดับมะเร็ง” แต่ในโลกนี้ยังไม่รู้จักวิธีรักษา)
“ไม่มีใครรู้วิธีเยียวยา และไม่มีใครรู้…ว่าอาการจะทรุดลงเมื่อไร”
ราวกับเขาไม่เพียงบอก “ความลับของราชวงศ์” แต่ยังฝากความหวังบางอย่าง…ไว้กับราห์ซูร์
“เป็นไปได้ยังไงครับ… ก็เห็นท่านปกติดี…”
ราห์ซูร์นิ่งงัน คล้ายสมองตามไม่ทันกับความจริงที่ได้ยิน
ดัลเทรนน์ยืนมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความอบอุ่น
“ฉันเชื่อว่า…ผู้นำที่มี หัวใจบริสุทธิ์จะนำอาณาจักรให้ฟันฝ่าวิกฤตไปได้เสมอและราห์ซูร์… ฉันยังหาใครที่เหมาะสมกว่าเจ้าไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นหนักราวกับราห์ซูร์ถูกดึงให้หยุดหายใจสักครู่
เขารีบส่ายหน้า เสียงสั่นน้อย ๆ
“แต่ผมไม่เก่งเรื่องแบบนั้นเลยครับ…ปกครองไม่เป็น ไม่มีอะไรเหมาะกับตำแหน่งนี้เลย”
ดัลเทรนน์หัวเราะดัง อารมณ์ดีอย่างประหลาด
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ก็ใช่—เจ้าไม่ได้เก่งอะไรแบบนั้นหรอก”
ราห์ซูร์หน้าเหวอไปหนึ่งจังหวะ แต่ดัลเทรนน์พูดต่อ
“แต่เท่าที่ข้าเห็น…คนรอบตัวเจ้ากลับ เปลี่ยนไปเพราะเจ้า ตอนแรกข้ายังไม่อยากเชื่อ แต่ทุกอย่างมันชัดเจน”
เขาเริ่มไล่ความจริงทีละข้อ เหมือนกำลังกางผลสอบประกอบการพิจารณาบัลลังก์
“เจ้าทำให้กราวด้า—หญิงที่ไม่เคยเปิดใจให้ใคร—มีใจให้”
“เจ้าทำให้ตระกูลวาเลน—มือสังหารในเงามืด—ยอมเดินสู่แสงสว่าง โดยไม่ถูกเปิดเผยตัวตน”
“เจ้าทำให้ ความมืด ถึงกับหน้ามืด เพราะสะดุดกับความซื่อจนโง่ของเจ้า”
ดัลเทรนน์หัวเราะเบา ๆ ก่อนตบบ่าราห์ซูร์
“แม้เจ้าจะซื่อจนบื้อ แต่เจ้ามีคนที่พร้อมจะเคียงข้าง—และพร้อมจะช่วยเจ้าด้วยความเต็มใจ”
ราห์ซูร์ขำออกมาอย่างหมดทางเถียง
“อะ…ซื่อจนบื้อ… ฮ่ะ ๆ ๆ”
ดัลเทรนน์หัวเราะด้วยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“กราวด้า…เหมาะมากที่จะเป็นราชินี เธอฉลาด มีเหตุผล และคอยแนะนำเจ้าทุกก้าว”
“และแซร์ค—หากเขายอมรับเจ้าเป็นราชา เมื่อถึงวันที่ทำ พันธะสัญญาแห่งเลือด เขาจะเป็นทั้งดาบและโล่ที่คอยปกป้องเจ้า”
เขาหันมามองราห์ซูร์ตรง ๆ
“เห็นไหม? เจ้ามีทุกอย่างพร้อมแล้ว”
ความคิดของราห์ซูร์เริ่มไหลย้อนกลับ
คำพูดของดัลเทรนน์ทำให้เขาชะงักเพราะมันคือมุมมองกว้างใหญ่ของ “ราชา” มุมที่เขาไม่เคยมองมาก่อน
การแต่งงานกับกราวด้า…มันเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้จริง—ไม่ใช่จินตนาการ
แซร์ค…ตอนนี้ก็เป็นองครักษ์ของเจ้าชายไปแล้ว
เส้นทางทั้งหมดเหมือนถูกจัดวางไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา
—เป็นการเลือกของผู้คนรอบข้าง
—เป็นการตอบสนองของหัวใจเขาเอง
แล้วเขาก็ย้อนคิดถึงตัวเอง—
การไล่ตามเอมิลี่ เป้าหมายจากอนาคตที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วต่อไปล่ะ?
ถ้าตอนนี้หัวใจเขาเริ่มมีกราวด้าอยู่ในนั้น เขาจะยังทำตัวเหมือนเด็กวิ่งไล่ฝันต่อไปอีกหรือ?
หรือเขาควร…ทำสิ่งที่ “ควรทำ” ในเส้นเวลานี้?
ราห์ซูร์ถามเสียงแผ่ว
“แต่…ถ้าผมทำมันพังล่ะครับ?”
ดัลเทรนน์ยิ้มกว้างแล้วกวักนิ้วเรียกเขาเข้ามาใกล้เหมือนอยากกระซิบความลับของโลกใบนี้ให้ฟังเพียงคนเดียว
ราห์ซูร์โน้มตัวเข้าไป—สนใจจนลืมหายใจ
ดัลเทรนน์พูดเบา ๆ แต่ดังพอให้หัวใจสะดุ้ง
“ต่อให้เจ้าทำมันเละเป็นโจ๊ก—ข้าก็ ไม่รับผิดชอบ ที่เลือกเจ้านะ”
เขาหรี่ตาเจ้าเล่ห์
“และข้าจะ ไม่ ลุกขึ้นมาจากหลุม…เพื่อมาสาปแช่งเจ้า โอเคไหม?”
แล้วราชาผู้ยิ่งใหญ่ก็หัวเราะออกมาเต็มเสียง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงหัวเราะนั้นไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนสิ้นหวัง แต่เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ ฝากความหวังทั้งหมด…ไว้กับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้ตัวว่ามีค่ายิ่งกว่าที่คิด
หลังเสียงหัวเราะสุดท้ายของดัลเทรนน์เงียบลง เหลือเพียงลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน ราห์ซูร์ยืนมองราชาด้วยหัวใจเต้นแรง เหมือนโลกทั้งใบเพิ่งถูกเปลี่ยนทิศให้เขาก้าวไปข้างหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นตอบอย่างหนักแน่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“ถ้าอย่างนั้น…ผมจะลองดูครับ ผมยอมรับ และพร้อมช่วยงานราชการเท่าที่ทำได้”
ดัลเทรนน์ยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของคริต แต่คือรอยยิ้มของราชาผู้วางใจ
“ดีมากราห์ซูร์ ถือว่าเป็นการฝึกงาน…ของว่าที่ผู้นำแห่งวาเลเธียก็แล้วกัน”
คำว่า ว่าที่ผู้นำ ทำให้ราห์ซูร์หน้าแดงนิด ๆ แต่เขาก็ยืนยันด้วยแววตาจริงจังว่า
เขาอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจริง ๆ
เดือนต่อมา
ดัลเทรนน์เริ่มอธิบายอย่างเป็นระบบ เหมือนถ่ายทอดความลับของอาณาจักรให้ผู้สืบทอด
ราห์ซูร์ต้องนั่งฟังเหล่ารัฐมนตรี ขุนนาง และนักเวทผู้ดูแลแต่ละกรม ตั้งแต่เรื่องภาษี ผลผลิต ยุทธศาสตร์ทหาร ไปจนถึงเรื่องร้องเรียนของประชาชน เรียนรู้ปัญหาจริงของประชาชน เขียน “คำสั่งระดับเจ้าชาย” แบบง่าย ๆ และฝึกทักษะการเจรจา เพราะผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่แข็งที่สุด แต่เป็นคนที่ “พูดแล้วคนฟังยอมเดินตาม” เป็นทักษะที่ทำให้ราห์ซูร์เหงื่อแตกมากกว่าการต่อสู้เสียอีก
ในวันที่ราห์ซูร์เริ่มกำลังเข้าที่กับงานฝึก ดัลเทรนน์ก็แจ้งข่าวหนึ่งซึ่งทำให้ราห์ซูร์ชะงัก ราชาเอ่ยเสียงเรียบแต่คมในทีเดียว
“เดือนหน้า เจ้าชายแห่งมอร์ดานิสจะมาเป็นทูตสันถวไมตรีของเรา”
ราห์ซูร์พึมพำเบา ๆ
“มอร์ดานิส…”
อาณาจักรแห่งนักรบ ดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งสงครามและเป็นบ้านเกิดของริชชี่—โอซิริส
ดัลเทรนน์วางมือบนไหล่เขาเบา ๆ
“ราห์ซูร์…เจ้าจะต้องเป็นคนต้อนรับเขาในฐานะ ‘เจ้าชายคนใหม่ของวาเลเธีย’”
หัวใจราห์ซูร์เต้นแรงนี่ไม่ใช่แค่ต้อนรับแขกแต่มันคือ บททดสอบทางการทูตครั้งแรกของเขา
ดัลเทรนน์พูดต่ออย่างช้า ๆ
“เขาจะมาดูว่าเจ้าคือใคร และวาเลเธีย…กำลังจะฝากอนาคตไว้ที่ใคร”
ราห์ซูร์สูดลมหายใจลึกในใจรู้ดีว่าตัวเอง “ไม่พร้อม” แต่ก็รู้เช่นกันว่า…
นี่คือเส้นทางที่เขาต้องเลือกเดิน
เขาเงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่เคยมี
“ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ ท่านราชา”
ดัลเทรนน์ยิ้ม—รอยยิ้มของคนที่เห็นความหวังในอนาคต
หลังจากราห์ซูร์เริ่มทุ่มเทให้กับงานราชการอย่างจริงจัง ตารางชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันทีจากชายหนุ่มที่วิ่งตามเป้าหมาย กลายเป็นเจ้าชายที่เข้า–ออกห้องประชุมจนหัวหมุน
แซร์คที่เคยใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ข้างราห์ซูร์ก็เริ่ม หงอย อย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่ราห์ซูร์ก้มหน้าก้มตาศึกษารายงานแซร์คก็นั่งมอง
ตอนที่ราห์ซูร์เดินตรวจราชกิจแซร์คก็เดินตามแบบหมดแรง
ตอนราห์ซูร์ซ้อมทักษะการพูดแซร์คยืนหลังคอเกร็งราวกับจะหลับคาเท้า
เขาเข้าใจนะว่าเพื่อนตัวเองต้องเติบโตแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า…
“เราจะไม่ได้วิ่งเล่นเป็นหมาหอบแดดด้วยกันแล้วสินะ…”
และในฐานะองครักษ์เจ้าชายเขาก็ต้องตามเพื่อนต้อย ๆ แม้จะเบื่อจนอยากไปกลิ้งที่สนามหญ้าก็ตาม
ด้านกราวด้า
หลังเหตุการณ์ความตาย กราวด้าไม่ได้ทำงานวิจัยอีกเลย เธอมุ่งสอนเหล่าจอมเวทใหม่แทนและมีเวลาว่าง…มากพอจะ คอยแอบดูราห์ซูร์ เวลาประชุม
ทุกครั้งที่เห็นเขานั่งตรง ท่าทีจริงจังคอยจด คอยฟัง คอยซักถามขุนนาง เธอก็หน้าแดงโดยไม่รู้ตัว
“ตาบ้า…มันหน้าหยิกชะมัด…”
ในหัวเธอผุดขึ้นมาตอนไต่สวนริชชี่ ตอนที่ริชชี่พูดว่า “เขียนชื่อคนที่ชอบแล้ววาดรูปหัวใจลงไป” เธอควร…ลองบ้างไหมนะ?
คืนนั้น กราวด้าหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เธอบรรจงเขียนลงตรงกลางหน้า
“ราห์ซูร์ วาเลเธีย”
แล้วก็—
นั่งจ้อง
และจ้อง
และจ้อง…
มือที่ถือดินสอค่อย ๆ ขยับจะวาดรูปหัวใจ
แต่ก็ชะงัก
แล้วก็ลองใหม่
แล้วก็ชะงักอีก
เขิน… เขินมาก… เขินจนอยากจุดไฟเผาตัวเองหายไปเลย
และในวินาทีนั้นเอง—
แอ๊ดดดด…
เจ้าหุ่นขี้ผึ้งเดินเข้ามาและเห็นเต็มสองตา
มันร้องดังลั่นจนกราวด้าสะดุ้ง
“ทำอะไรอยู่นะเจ้าคะ!? โอ๊ย!! นั่นมัน…!! จะเขียน ‘รูปหัวใจ’ ใส่ชื่อนายราห์ซูร์หรือเจ้าคะ!?อุ๊ย ๆ ๆ ๆ น่าอายจริง ๆ เลย!!!”
หน้าเธอแดงจนเหมือนลูกตำลึงสุก
กราวด้าถลึงตา…ก่อนลุกพรึ่บขึ้นมาพร้อมสมุดในมือ
“บอกให้หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!!”
เธอไล่ตีเจ้าหุ่นด้วยสมุดแบบไร้เมตตา เจ้าหุ่นร้องกรี๊ดลั่นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
แล้วมันก็คว้าสมุดของตัวเองออกมาอวดด้วยความภาคภูมิใจ
“ดูของฉันบ้างเจ้าค่ะ!! นี่ไง—!!”
มันเปิดหน้าแรกให้เธอดู ภาพวาดคือ
ราห์ซูร์กำลังจับมือมันและข้างบนมีหัวใจสีชมพู ใหญ่เท่าครึ่งหน้า
กราวด้าตาแทบถลน
“หยุดเลยนะ!! นั่นมันของฉัน!! เอามาเดี๋ยวนี้!!”
“กรี๊ด ๆ ๆ ๆ เดี๋ยวนี้ยอมรับแบบไม่อายแล้วนะเจ้าคะ~!”
และสงครามปาหมอน
—ปาโต๊ะ
—ปาหนังสือ
—ก็ปะทุขึ้นทันที จนห้องเละตามระเบียบ
แต่เสียงหัวเราะ…กลับดังต่อเนื่องทั้งสองฝ่าย
มันเป็นช่วงเวลาที่เบาและอบอุ่นที่สุดท่ามกลางโลกที่กำลังคืบคลานไปสู่สงครามระหว่างแสงสว่างและความมืด
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ