รอยเล็บนิรันดร์ : วิญญาณที่ถูกปฏิเสธ
เขียนโดย
room666_
วันที่ เมื่อวาน เวลา 20.42 น.
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 21.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
3) บาป ทั้ง 4 ประการ
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความบรรยากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวและหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอากาศถูกแทนที่ด้วยความสิ้นหวัง ชายหนุ่มก้าวเดินไปบนพื้นดินที่แห้งผากด้วยความระมัดระวังสูงสุด ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน เขารู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบสาปแช่งไล่หลังมาจนต้องคอยหันกลับไปมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความกลัวค่อยๆ กัดกินจิตใจเขาทีละน้อยๆ
เขาเหลือบมองเจ้าขาวที่เดินนำอยู่ข้างหน้า แม้จะเป็นเพียงแมวตัวเล็ก แต่มันกลับดูเข้มเเข็งเเละเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด หูของมันตั้งชัน ขนตามตัวลุกเกรียวขู่ฟ่อในลำคอทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาด เจ้าขาวคอยหยุดรอและเอาตัวเข้าพิงขาสั่นๆ ของเขาไว้ ราวกับจะบอกว่ามันจะไม่มีวันยอมให้สิ่งใดก้าวข้ามผ่านมันมาทำร้ายนายของมันได้เด็ดขาด
“อย่าให้ความกลัวนำทาง... สติเท่านั้นที่จะทำให้นายไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”
เสียงของเจ้าขาวดังกังวานในหัว ท่ามกลางความเงียบเชียบที่น่าอึดอัด
ทั้งคู่เดินพ้นหัวโค้งแห่งเงามืดมาได้เพียงอึดใจ แสงสีเทาหม่นก็สาดส่องลงมาทาบทับร่าง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดกะทันหัน ความหนาวเยือกวิ่งพล่านไปถึงกระดูกสันหลัง...
1 กำแพงอาลัย " วิญญาณที่ถูกหยุดเวลา"
พื้นที่เบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งกว้างสีเทาหม่นที่ไร้ซึ่งจุดจบ มีเพียงกำแพงหินสูงตระหง่านตั้งขวางโลกเอาไว้ สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดกะทันหันจนขนลุกชันไปทั้งตัว คือร่างของผู้คนนับล้านที่นั่งเรียงรายกันเป็นระเบียบจนสุดลูกหูลูกตา ทุกคนอยู่ในท่านั่งสมาธิ หันหน้าเข้าหากำแพงหินนั้นด้วยอาการนิ่งสนิท ราวกับถูกกาลเวลาแช่แข็งเอาไว้

ไม่มีการขยับเขยื้อน ไม่มีแม้แต่การกะพริบตา เมื่อชายหนุ่มเพ่งมองไปยังวิญญาณที่นั่งใกล้ที่สุด เขาพบว่าผิวหนังที่ควรจะเป็นนามธรรมของวิญญาณ กลับกลายเป็นสีหม่นคล้ำและมีรอยปริแตกเหมือนหินผาที่ถูกลมกร่อนมานานนับศตวรรษ ลมหายใจที่แผ่ออกมามีเพียงความเย็นเยียบปนกลิ่นฝุ่นที่ไร้ชีวิต
“นั่น…เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา? ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?” ชายหนุ่มถามด้วยเสียงสั่นพร่า เขาพยายามเพ่งมองดวงตาของวิญญาณเหล่านั้น แต่มันนิ่งค้างและว่างเปล่า ราวกับดวงตาของเทวรูปหินที่แตกหัก
เจ้าแมวสีขาวหยุดเดิน แผ่นหลังของมันดูโดดเดี่ยวท่ามกลางวิญญาณนับล้าน มันตอบกลับมาในจิตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
“บาปแห่งการยึดติด… คนพวกนี้ตอนมีชีวิตคงกอดรัดอดีตไว้แน่นเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความรักที่พังทลาย ความแค้นที่ตัดไม่ขาด หรือความทรงจำที่ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้ความจริง แล้วจ้องมองแต่ ‘กำแพงแห่งความหลัง’ นี้เพียงอย่างเดียว”
เจ้าขาวจ้องมองกลุ่มคนที่ขยับไปไหนไม่ได้อีกชั่วนิรันดร์
“นรกไม่ได้ล่ามโซ่พวกเขาหรอก แต่ใจของพวกเขาเองนั่นแหละที่สร้างโซ่ขึ้นมาล่ามตัวเองไว้กับที่ ผลคือร่างวิญญาณต้องกลายเป็นหินที่เย็นชืด จมอยู่กับความนึกคิดเดิมๆ วนเวียนอยู่ตรงนี้ไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์”

ชายหนุ่มนิ่งงัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหดหู่ “งั้นเหรอ… โหดร้ายเกินไปแล้ว แค่ลืมไม่ได้… ต้องโดนขนาดนี้เลยเหรอ”
เจ้าแมวสะบัดหางพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างห้วนๆ
“ใช่… โลกคนตายไม่มีที่ว่างให้คนขี้สงสารหรอก อย่างที่บอก ถ้านายตายจริง นายก็แค่ต้องไปนั่งต่อแถวกลายเป็นก้อนหินเหมือนคนพวกนั้น แต่ปัญหาคือนายคือ ‘ผู้ตกหล่น’ เข้าใจไหม? จะไปสวรรค์ก็ไม่มีชื่อ จะรับโทษในนรกก็ไม่มีใบสั่ง นายเลยต้องเร่ร่อนเป็นสัมภเวสีไร้จุดหมายไปตลอดกาลยังไงล่ะ ถ้าฉันไม่ลากคอนายมาน่ะ !”
ชายหนุ่มกำมือแน่นจนสั่น “แล้วฉันทำบาปอะไรไว้… ถึงต้องมาตกนรกทั้งที่ยังไม่ถึงฆาตแบบนี้?”
เจ้าแมวเงียบไปอึดใจหนึ่ง แววตาสีฟ้าครามของมันวูบไหวราวกับมีบางอย่างที่บอกไม่ได้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำต่อไป
“ตั้งสติแล้วเดินตามมาให้ทัน! "
2 ขุมแห่งความโกรธ (โทสะ)
ทั้งคู่เดินต่อมา จนถึงที่ราบกว้างซึ่งเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกท่วมตลอดทาง เสียงกรีดร้องโหยหวนก้องสะท้อนรอบทิศ ผู้คนนับล้านต่างถูกเผาไหม้ทั้งเป็น เนื้อหนังพุพอง แต่ก็ไม่ตายเสียที เพียงไม่นานร่างกายก็ฟื้นคืน ก่อนจะถูกเปลวไฟเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชายหนุ่มปิดหูแน่นด้วยความหวาดกลัว “ นี่มัน…บ้าอะไรกันเนี่ยโถ่เอ้ย!!”
เจ้าขาวมองไปยังภาพเบื้องหน้า แล้วตอบเสียงเรียบ
“นี่คือขุมโทสะ คนพวกนี้สมัยเป็นมนุษย์เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด…พวกเขาสาปแช่งคนอื่นไม่หยุด ผลกรรมคือถูกเผาผลาญด้วยไฟที่ไม่มีวันมอด”
เจ้า ขาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ
“ ไฟนรกข้างนอกนั่นน่ะ แค่ปลายเล็บ ”
เจ้าขาวเปรยขึ้นขณะกระโดดข้ามแอ่งลาวาที่เดือดพล่าน
“ ไฟที่เผาคนพวกนี้จริงๆ คือ ความอาฆาต ที่พวกเขาสุมไว้ในอกตอนมีชีวิตต่างหาก ”
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลง ภาพเบื้องหน้าคือวิญญาณตนหนึ่งที่กำลังใช้มือเปล่าจิกทึ้งร่างตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการฉีกกระชากความเจ็บปวดนั้นให้หลุดออกไป แต่ยิ่งทำเช่นนั้น เปลวไฟสีแดงฉานก็ยิ่งลุกโชนโหมกระหน่ำออกจากรอยแผล ราวกับมันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ไม่มีวันมอดดับ
ภาพความโกรธแค้นที่ไร้ทางออกนั้น พลันย้อนให้เขานึกถึงวันฝนตกหนักวันหนึ่ง... วันที่เขาแบกความหงุดหงิดจากการทำงานกลับมาบ้านด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดใส่ทุกสิ่ง แต่ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นอับชื้นภายนอกก็ถูกแทนที่ด้วยไออุ่นจากห้องนั่งเล่น
ภาพเจ้าขาวที่นอนหงายพุงโชว์พุงขาวนวลอยู่บนโซฟาสั่นไหวขึ้นมาในความทรงจำ มันไม่ได้สนใจเลยว่าเขากำลังมีโทสะมามากเพียงใด มันเพียงแค่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วเดินเตาะแตะเข้ามาเอาหัวเล็กๆ ถูไถที่ฝ่ามือของเขาอย่างออดอ้อน... สัมผัสอุ่นนุ่มนั้นแผ่ซ่านเข้ามาในใจ จนเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นที่เคยก่อตัวขึ้นในวันนั้นมลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นจริง
แต่ทว่า... ในดินแดนที่ไร้ซึ่งความเมตตาแห่งนี้ ไม่มีใครคอยถูไถมือเพื่อปลอบประโลมเขาอีกต่อไป มีเพียงเสียงกรีดร้องและเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาจิตวิญญาณของผู้ที่ปล่อยวางความโกรธไม่ลงให้กลายเป็นเถ้าถ่านไปชั่วนิรันดร์
“นายเห็นนั่นไหม?”
เจ้าขาวหยุดเดิน แววตาสีฟ้าของมันสะท้อนภาพเปลวเพลิงดูน่าเกรงขาม
“ตอนมีชีวิต พวกเขาไม่เคยรู้จักคำว่าให้อภัย จิตใจอำมหิตพอที่จะสาปแช่งให้คนอื่นวิบัติ วันๆ คิดแต่จะแก้แค้น จองเวรจองกรรม จนวิญญาณมันกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี”
เจ้าขาวจ้องลึกเข้าไปในตาของชายหนุ่ม
“นรกไม่ได้ลงโทษพวกเขาหรอก แต่ความโกรธแค้นที่พวกเขาไม่เคย 'ปล่อยวาง' ต่างหากที่สร้างกรงขังไฟขึ้นมาแผดเผาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งแค้นมาก ไฟยิ่งร้อน ยิ่งไม่ยอมอโหสิกรรม ร่างกายก็ยิ่งฟื้นมาให้ถูกเผาใหม่ไม่มีวันจบสิ้น”
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวร้อนขึ้นจนหายใจลำบาก
“ แล้วถ้าความแค้นนั้นมันสมควรแล้วล่ะ? ถ้าคนพวกนั้นถูกทำร้ายก่อน...”
“นรกไม่สนหรอกว่าใครเริ่มก่อน”
เจ้าขาวขัดขึ้นอย่างเย็นชา...
“ นรกสนแค่ว่าใครที่ดับไฟในใจตัวเองไม่ได้... คนนั้นก็ต้องกลายเป็นถ่านให้ขุมนี้ ”

ชายหนุ่มกัดฟันถามเสียงสั่น “งั้นถ้าฉันเคยเกลียดใคร…ฉันก็คงลงเอยแบบนี้สินะ?”
“เจ้าขาวได้ยินชายหนุ่มพูดดังนั้นจึงสวนไปด้วยความหงุดหงิด
" เงียบหน่อย นายก้มหน้าก้มตาเเล้วเดินต่อไปเถอะ"
3 ขุมโลภะ " หุบเขาแห่งความหิวโหย"
เส้นทางถัดมาเต็มไปด้วยกองสมบัติสูงเสียดฟ้า เหรียญทองเพชรนิลจินดากองพะเนิน ผู้คนนับไม่ถ้วนกระโจนแย่งชิงกัน บ้างกัดกัน บ้างฆ่ากันเพื่อครอบครอง แต่ทันทีที่มือสัมผัส…กองทองกลับสลายหายไปในอากาศ ทว่าร่างของพวกเขาถูกฝูงสัตว์ปีศาจนับหมื่นพากันมากัดกิน เลือดไหลนอง พวกเขากรีดร้องแต่ก็ยังไม่หยุดและพยายามแย่งสิ่งของมีค่าต่อไปแบบไม่มีวันจบสิ้น

ชายหนุ่มถอยหลังด้วยความสะอิดสะเอียน “อะไรกันอีกละเนี่ย…นี่มันบ้าไปแล้ว!”
เจ้า ขาวตอบเสียงห้วน
“ขุมแห่งโลภะ…ความอยากได้ไม่รู้จักพอ นี่คือผลลัพธ์ของชีวิตที่ไม่รู้จักคำว่าพอ ทุกครั้งที่ได้…ก็จะหายไป แล้วก็เริ่มต้นความหิวกระหายใหม่ไม่สิ้นสุด”
ชายหนุ่มเบนหน้าหลบ ไม่กล้ามองภาพตรงหน้า “ฉันไม่อยากเห็นอะไรแบบนี้อีกแล้ว…”
เจ้าขาวไม่ได้หยุดเดิน แต่มันจ้องมองไปยังวิญญาณหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังใช้เล็บตะกุยเศษดินที่ดูเหมือนเพชรพลอยอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่นิ้วมือของเธอแหลกละเอียดจนเห็นกระดูก
“นายรู้ไหมทำไมพวกปีศาจถึงกัดกินพวกเขาไม่หยุด? เพราะความโลภมันคือ 'หลุมที่ไม่มีก้น' ยิ่งอยากได้ จิตใจก็ยิ่งโหว่ และไอ้ความว่างเปล่าในวิญญาณนั่นแหละที่ดึงดูดพวกสัตว์นรกให้เข้ามากัดกินซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
ชายหนุ่มมองตามไปที่ซากสมบัติเหล่านั้น เขาเห็นนาฬิกาเรือนทองแวววาวที่ดูเหมือนชิ้นที่เขาเคยอยากได้วางอยู่บนยอดกองซากศพ เขามองมันด้วยความรู้สึกวูบหนึ่งที่หัวใจ
“อย่าคิดจะชายตาให้ของพวกนั้นเชียว!”
เจ้าขาวขู่ฟ่อ แววตาสีฟ้าของมันเข้มขึ้นจนน่ากลัว “ในนรกนี้ สิ่งที่นายอยากได้ที่สุด คือสิ่งที่อันตรายที่สุด ความโลภของคนพวกนี้ไม่ได้ถูกลงโทษด้วยคนอื่นหรอก แต่ถูกลงโทษด้วย 'ความหิว' ของตัวเองที่มันไม่เคยดับลงได้เลยต่างหาก”

ชายหนุ่มรีบก้มหน้า “ฉันพอแล้ว... ฉันไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น”
“ดี...” เจ้าขาวสะบัดหางเดินนำหน้าต่อไป
“เพราะขุมหน้า... มันไม่ได้สู้กับความอยาก แต่มันจะสู้กับความรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของนายเอง”
4 ขุมแห่งฆาตกรรม : กระจกเงาแห่งการจองเวร
พื้นที่สุดท้ายที่ทั้งคู่ก้าวมาถึงคือทุ่งกว้างที่แห้งกรัง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงที่ดังระงมไม่ใช่เพียงเสียงกรีดร้อง แต่มันคือเสียงโลหะกระทบเนื้อและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตที่ไม่มีใครรับฟัง
ชายหนุ่มหยุดกะทัดหัน ภาพตรงหน้าคือความวิปริตที่เกินจะรับไหว ผู้คนนับหมื่นกำลังวิ่งหนีตายจาก "เงาของตัวเอง" ที่ลุกขึ้นมายืนหยัดเป็นรูปพรรณสันฐานเหมือนเจ้าของร่างทุกประการ ต่างเพียงแค่ดวงตาของเงาเหล่านั้นเป็นหลุมดำสนิทและถืออาวุธที่เคยใช้ปลิดชีพผู้อื่นในอดีต

“นั่นมัน… ตัวเขาเองไม่ใช่เหรอ?” ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดมองดูชายคนหนึ่งที่ถูกเงาของตัวเองปาดคอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ้าขาวหยุดเดิน แววตาสีฟ้าครามฉายแววเคร่งขรึม
“ใช่… ในขุมนี้ไม่มีปีศาจตนไหนลงทัณฑ์นายได้เจ็บปวดเท่ากับ ‘ตัวนายเอง’ คนพวกนี้เคยทำลายชีวิตผู้อื่นด้วยอาวุธแบบไหน เงานั้นก็จะจองเวรพวกเขาด้วยอาวุธแบบเดียวกัน… มันคือการสะท้อนความผิดบาปที่ไม่มีทางวิ่งหนีพ้น เพราะเงานั้นจะตามติดไปทุกฝีก้าว จนกว่าจิตวิญญาณจะแหลกสลายและฟื้นคืนมาเพื่อรับความตายเดิมๆ อีกครั้ง”
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังก้าวเดินด้วยความหวาดกลัว เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ดังแทรกผ่านเสียงกรีดร้องข้ามทุ่งรกร้างมา
“เห้ยย ! ช่วยด้วย! นั่นมึงใช่ไหม กวิน ! นี่กูเอง ก้อง! ไอ่ก้องไง ช่วยด้วย! ช่วยกูด้วยเพื่อน อ้าคคคคค !”
ชายหนุ่มชะงักกึก หันไปตามเสียงแล้วเบิกตากว้าง ร่างที่กำลังวิ่งตะเกียกตะกายมาทางเขาคือ ‘ก้อง’ (สมมุติชื่อเพื่อน) เพื่อนสนิทที่เขาจำได้ดีสมัยที่ยังมีชีวิตก้องเคยฆ่าคนตาย... ชายหนุ่มตกใจเเละสังเกตุเห็นนัยน์ตาของก้องเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และข้างหลังของก้อง... คือเงา สีดำที่ถือมีดเล่มยาววิ่งไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ
“ก้อง! นั่นนายจริงๆ เหรอ!” ชายหนุ่มพยายามจะวิ่งเข้าไปหา
“อย่า!!” เจ้าขาวขู่ฟ่อกระโดดมาขวางหน้า แววตาแมวสีฟ้าฉายแสงกร้าว
“นั่นไม่ใช่เพื่อนของนายอีกต่อไปแล้ว นั่นคือ ‘วิญญาณบาป’ นายช่วยอะไรเขาไม่ได้!”
“แต่เขากำลังจะตายนะขาว!”
“บางทีเขาอาจจะตายไปเเล้วเป็นเเสนๆครั้งก็ได้ เขากำลังชดใช้สิ่งที่เขาทำไว้ แกอยากเข้าไปเป็นเพื่อนเขารึไง!”
เสียงของก้องใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“กวิน มึงช่วยกูด้วย... อ้าคคคคคค!!”
ก่อนที่มือของก้องจะเอื้อมมาถึงตัวชายหนุ่มเพียงคืบ เงาของก้องก็กระชากคอเขากลับไป แล้วปักมีดลงที่กลางหลังจนก้องล้มคว่ำลงต่อหน้าชายหนุ่ม เลือดสีดำทะลักออกมา ก้องพยายามยื่นมือมาหาเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างจะสลายไปและเริ่มก่อตัวใหม่เพื่อโดนฆ่าอีกครั้ง

เจ้าขาวขยับเข้ามาใกล้ ใช้ศีรษะดันขาชายหนุ่มให้เดินต่อ
“ตอนนี้สิ่งเดียวที่นายต้องทำคือหาทางออกไปให้ได้ เข้าใจใช่ไหม!! ถ้าไม่อยากถูกตัวเองฆ่าตายในนรก
ก็จงมองแต่ทางข้างหน้า... ห้ามมองเงาตัวเองเด็ดขาด!”
ชายหนุ่มพยายามก้าวขาที่หนักอึ้งเดินตามเจ้าขาวไป ทุกฝีก้าวบนพื้นนรกนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลยแม้แต่นิ้วเดียว ทุกตารางนิ้วแฝงไปด้วยกับดักและเสียงเพรียกที่พร้อมจะฉุดเขาลงสู่ความบ้าคลั่ง
"ในดินแดนที่ความตายไม่ใช่จุดจบ ความประมาทเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการจมดิ่งสู่ความทุกข์ทรมานที่ยาวนานกว่าชั่วกัปชั่วกัลป์... ในนรกแห่งนี้ 'สติ' คืออาวุธเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะหากใจวอกแวกไปกับภาพหลอนรอบกายแม้เพียงเสี้ยววินาที ขุมนรกเบื้องล่างก็พร้อมจะอ้าปากเขมือบวิญญาณของเขาให้หายไปตลอดกาล"
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ