รอยเล็บนิรันดร์ : วิญญาณที่ถูกปฏิเสธ
เขียนโดย
room666_
วันที่ เมื่อวาน เวลา 20.42 น.
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 21.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
4) อสูรเก็บกวาดกับมหาวินาศพายุเพลิง
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของดินแดนนรก ทั้งคู่พากันเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาแหลมคมอย่างยากลำบาก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ต่างคนต่างต้องคอยเป็นหูเป็นตา ระวังหลังให้กันในทุกฝีก้าว เพราะในสถานที่ที่ตรรกะแห่งชีวิตถูกทำลายลงเช่นนี้ ความประมาทเพียงชั่ววินาทีอาจหมายถึงจุดจบนิรันดร์ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าความตาย
“เดินตามฉันมาติดๆ อย่าให้คลาดสายตาเชียวล่ะ”
เสียงเจ้าขาวก้องเตือนในจิตใจของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มที่กำลังวิ่งหอบแฮ่กๆถามขึ้นด้วยความสงสัยที่อัดอั้นมานาน
"นี่ขาว... ฉันขอถามหน่อยเถอะ ทำไมแกถึงรู้จักเส้นทางซอกแซกพวกนี้ดีจัง? แกไปเอาแผนที่มาจากไหนวะ?"
เจ้าขาวไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง มันยังคงนำทางอย่างว่องไวพลางตอบกลับมาในจิตใจด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความจริงจัง
"นายลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นแมว... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของพวกฉันมันเข้มข้นกว่ามนุษย์หลายเท่า โดยเฉพาะในที่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแบบนี้"
มันหยุดชะงักที่หัวมุมครู่หนึ่งก่อนจะหลบเข้าหลังเงาหิน
“ อีกอย่าง... เวลาที่นี่มันบิดเบี้ยว สำหรับนายมันอาจจะดูเหมือนไม่นาน แต่สำหรับฉันที่ตกหล่นมาอยู่ที่นี่ก่อนนาย... ฉันใช้เวลา ‘วนเวียน’ หนีตายอยู่ในซอกหลืบพวกนี้มานานพอที่จะจำกลิ่นและทิศทางของลมได้ทุกเส้นทางแล้วล่ะ ถ้าฉันไม่ช่างสังเกต... ฉันคงถูกพวกเก็บกวาดขยี้เละไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว ”
เจ้าขาวหยุดเว้นจังหวะ สายตาหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ ที่นี่ไม่ได้มีแค่สัมภเวสีหรือวิญญาณมนุษย์หรอกนะ... ตอนฉันมาถึงใหม่ๆ ฉันเจอทั้ง ม้า วัว ควาย หมู หมา หรือกระทั่ง เเมวเเบบฉันเต็มไปหมด แต่แปลก... ยิ่งเวลาผ่านไป ร่างของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป บางตัวเริ่มมีรูปร่างคล้ายมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความมึนงง
“ หมายความว่ายังไง... กลายเป็นคนเหรอ? วิญญาณสัตว์พวกนั้นเปลี่ยนเป็นมนุษย์ได้ด้วยเหรอ? ”
เจ้าขาวส่ายหัวช้า ๆ
“ ไม่รู้สิ... ฉันเองก็ตอบไม่ได้ชัดเจน แต่ฉันคิดว่าพวกเขากำลังรอ ‘การตัดสิน’ บางอย่างอยู่ ร่างกายที่เปลี่ยนไปอาจเป็นผลจากกรรมที่คอยกัดกินและบีบอัดจิตวิญญาณให้ต้องปรับสภาพตามกฎของที่นี่ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นของตัวเอง... รวมถึงฉันด้วย ”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไป... เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ในขณะที่เขานอนสลบอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน เจ้าขาวอาจจะต้องใช้เวลาที่ "ยาวนานกว่านั้น" ในมิตินี้เพื่อรอคอยเขาและหาทางรอดเพียงลำพัง
แต่แล้วความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลง...
( การเผชิญหน้ากับผู้เก็บกวาด )
ระหว่างทางที่มืดมิด เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและสั่นสะเทือนดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ “ผู้เก็บกวาด” ร่างมหึมาบิดเบี้ยวโผล่มาเบื้องหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว มันสูงตระหง่านจนบดบังแสงสลัวจากเพลิงนรกไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มชักเท้าถอยหลัง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก สัญชาตญาณร้องสั่งให้เขาวิ่งหนี
แต่ทว่า เจ้าขาว กลับกระโจนออกไปยืนประจันหน้าร่างอสูรตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ร่างโปร่งแสงของมันดูเล็กจิ๋วราวกับฝุ่นผงเมื่อเทียบกับยักษ์ร้าย
ชายหนุ่มอุทานเสียงสั่นเครือ "เฮ้ย! แกจะทำบ้าอะไรน่ะ! หนีเซ่ !!"
เจ้าแมวเพียงส่งสายตาคมกริบมาให้ ก่อนเสียงหนึ่งจะดังก้องในจิตใจเขา
“ ใจเย็น…ลองดูซิว่ามันเห็นเราจริงหรือเปล่า ”

" ชายหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อเมื่ออสูรยักษ์กวาดสายตาผ่านพวกเขาไป ราวกับมองทะลุผ่านอากาศว่างเปล่า มันก้าวเดินผ่านพวกเขาไปอย่างเชื่องช้าโดยไม่หยุดชะงัก แม้แต่ความรู้สึกเย็นเยียบจากการมีอยู่ของพวกเขา ก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจจากมันได้แม้เพียงเสี้ยววินาที "
ชายหนุ่มทรุดตัวลงหอบหายใจหนัก
“ พระเจ้าช่วย…มัน…มันไม่เห็นเราเลยจริง ๆ...”
เจ้าขาวหัวเราะเบา ๆ เสียงของมันผ่อนคลายลงเล็กน้อยในห้วงความคิด
“ก็ใช่น่ะสิ…เพราะนายยังไม่ถึงฆาตไง และฉันก็ยังไม่ถึงจุดที่ต้องยอมรับการชดใช้…ดวงจิตของเราอาจจะหลุดออกจากร่างมาบังเอิญพบกันที่นี่ แต่ที่เราต่างจากพวกอื่น คือเราอาจจะยังมีโอกาสกลับไป เราจะช้าไม่ได้เเล้วนะ! ขืนปล่อยไว้นานๆฉันเองก็ไม่รับประกันว่างร่างกายเนื้อนี้มันจะยังอยู่ไหม”
เจ้าขาวเว้นจังหวะก่อนส่งเสียงเยาะหยัน
“ เมื่อกี้นายอุทานว่าพระเจ้างั้นเหรอ? ในนี้นะ ต่อให้นายเเหกปากร้องขอความเมตตา เเม้เเต่พระเจ้าก็มองไม่เห็นหรือได้ยินพวกเราหรอก”
เจ้าขาวสะบัดหาง
“ จำไว้ อย่าประมาท ถ้าเจอไอ้พวกนี้เป็นไปได้ให้หลบเงียบๆเข้าใจนะ? ”
( สายลมอันบ้าคลั่ง )
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมพื้นที่ไปชั่วขณะ มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่เป็นความเงียบชนิดที่ทำให้หูอื้ออึง เหมือนโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจเพื่อรอรับหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ชายหนุ่มและเจ้าขาวต่างยืนนิ่ง... ทั้งคู่พยายามรักษาสีหน้าให้ดูมั่นคงและไร้ความหวาดหวั่น แต่มือของชายหนุ่มที่เผลอขยำชายเสื้อจนยับย่น และท่าทางที่เจ้าขาวคอยกวาดสายตามองเงามืดรอบข้างอย่างระแวดระวังนั้น กลับฟ้องความจริงในใจได้เป็นอย่างดี พวกเขาต่างซ่อนความหวาดกลัวสุดขั้วไว้ภายใต้เปลือกนอกที่พยายามทำเป็นเข้มแข็ง ถึงแม้ในใจจะสั่นไหวและอยากหันหลังหนีไปให้ไกลแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยึดมั่นในคติเดียวกัน... ในที่ที่อันตรายที่สุด คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย อย่างน้อยหากต้องเผชิญกับจุดจบ พวกเขาก็ขอแค่ไม่ปล่อยมือจากกันในนาทีสุดท้ายเท่านั้น...
แต่แล้ว…ก่อนที่ความโล่งใจจะทันได้ก่อตัวขึ้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแทบจะแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ เสียงคำรามต่ำลึกดั่งเสียงกระดูกนับล้านชิ้นบดขยี้กันดังสนั่นก้องมาจากฟากฟ้าเบื้องบน มันเป็นเสียงที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้านไปถึงแก่นจิต
ครืนนนน!! ซูมมมม! ตู้มมม!
สายลมขนาดใหญ่ยักษ์สีดำทะมึนคล้าย พายุหมุนที่มีเเต่เปลวไฟนรก! พุ่งดิ่งลงมาจากจุดสูงสุด แรงลมมหาศาลปะทะเข้ามา ราวกับจะฉีกทุกสิ่งให้แหลกละเอียด ดิน หิน และแม้แต่วิญญาณที่อ่อนแอต่างปลิวว่อนแตกกระจายไปคนละทิศละทาง

ชายหนุ่มไม่มีเวลาแม้แต่จะกรีดร้อง เขายกแขนขึ้นบังใบหน้า แต่ร่างของเขาก็ถูกซัดกระเด็นไปตามแรงลมอย่างรวดเร็ว เขาพยายามคว้าหาที่ยึดเกาะ แต่ทุกอย่างล้วนปลิวหายไปในความมืด
“ไอ้ขาววว!!” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียงอย่างสิ้นหวัง เมื่อร่างโปร่งแสงสีขาวของเพื่อนรักกระเด็นห่างออกไป... และจางหายไปในพายุสีเพลิงนั้นอย่างรวดเร็ว

การพลัดพรากเริ่มต้นขึ้น…
เมื่อมหาพายุเพลิงเริ่มซาลง ทิ้งไว้เพียงหมอกควันสีเถ้าถ่านที่ปกคลุมไปทั่ว ชายหนุ่มตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากซากหิน ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงพายุ เพราะมันตามมาด้วยเสียง "ซวบ... ซวบ..." ของบางสิ่งที่กำลังลากฝีเท้าอยู่บนพื้นดิน
เขารีบมุดตัวเข้าซ่อนหลังโขดหินใหญ่ หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะหยุดหายใจ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็น
"เหล่าสัมภเวสี" นับร้อยที่เดินโซซัดโซเซออกมาจากม่านหมอก ร่างกายของพวกมันผอมโซจนเห็นกระดูก ผิวหนังลอกไหม้ พวกเขาไม่ได้เดินเฉยๆ แต่กำลังก้มลงเก็บกิน "เศษเสี้ยววิญญาณ" ที่แตกสลายจากพายุเมื่อครู่อย่างหิวกระหาย
"ช่วยด้วย... ช่วยฉันที..."
เสียงแหบพร่าดังขึ้นไม่ไกล ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เขาเห็นชายคนหนึ่งที่มีสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายเหมือนกับเขา กำลังถูกปีศาจนรกตัวสูงโย่งที่มีแขนยาวเฟื้อยและเล็บคมกริบจิกกระชากร่างขึ้นมาจากหลุม ชายคนนั้นพยายามอ้อนวอน แต่ปีศาจตนนั้นกลับฉีกกระชากวิญญาณของเขาออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตา
ชายหนุ่มรีบตะครุบปากตัวเองไว้แน่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลพราก เขาเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ มีเพียงการตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เหนือกว่า
เขารอจนปีศาจตนนั้นเดินลับไป ก่อนจะเริ่มคลานไปตามรอยแตกของพื้นดินอย่างระมัดระวัง ทุกฝีก้าวต้องคอยสังเกตเงาที่พาดผ่าน ถ้าเห็นเงาผิดปกติ เขาจะรีบหยุดนิ่งกลั้นหายใจซ่อนตัวในเงามืดทันที เขาได้เจอคนคนอื่นๆ ที่พยายามหนีเหมือนกับเขา บางคนเสียสติจนวิ่งออกไปขวางทางปีศาจและถูกจับกิน บางคนก็นั่งกอดเข่าร้องไห้จนกระทั่งร่างกายค่อยๆ กลายเป็นหิน

"ต้องเดินต่อไป... ห้ามหยุด... ห้ามส่งเสียง...เเล้วรอเวลาจนกว่าไอ้พายุหมุนบ้านั่นจะโผล่มา"
เขาพร่ำสอนตัวเองด้วยประโยคที่เจ้าขาวเคยบอก
"แววตาที่เคยฉายความตื่นตระหนกบัดนี้แห้งผากและแข็งกร้าว... นรกสอนให้เขาเรียนรู้ว่า ในที่แห่งนี้ ความเมตตาคือจุดอ่อน และสัญชาตญาณที่ดิบเถื่อนเท่านั้นที่จะทำให้เขามีลมหายใจต่อ"
ความโดดเดี่ยวเริ่มทำงานของมัน ความคิดด้านมืดเริ่มผุดขึ้นมาในหัว
"เจ้าขาว เเกยังไม่ตายใช่ไหม "
แต่ทุกครั้งที่ใจจะยอมแพ้ เขากลับรู้สึกถึงความอุ่นวาบบางอย่างจาก รอยเล็บที่แขน มันเหมือนเป็นเข็มทิศล่องหนที่คอยดึงเขาให้มุ่งหน้าไปยังทิศที่พายุเพลิงพุ่งลงมาเมื่อครู่
เขาไม่ได้เดินเพื่อรอดคนเดียวอีกต่อไป แต่เขาเดินเพื่อไปหา "คำตอบ" และ "เพื่อน" ที่หายไปท่ามกลางนรกที่ไร้แสงสว่างนี้
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ