ม.ปลายสายเวทย์

-

เขียนโดย TheBoyOnTheMoon

วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลา 21.39 น.

  19 ตอน
  1 วิจารณ์
  1,161 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 20.34 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

13) Walking corpse and killing curse

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

13

Walking corpse and killing curse

 

ผ่านไปราวสิบห้านาที มารีก็จูงมืออาเรียข้ามเกทและวิ่งกลับมาที่สะพาน ตอนนี้ผู้คนเริ่มบางตาลง และร้านค้าหลาย ๆ ร้านทยอยปิดเพราะเริ่มดึก

เมื่อมาถึงที่หมาย มารีก็พบกับอีกาตัวหนึ่งเกาะขอบรั้วรออยู่ เธอจับมือของสาวผมเงินไว้มั่นและยกแขนอีกข้างหนึ่งขึ้นมา เจ้ากากางปีกและบินมาเกาะที่แขน ทันใดนั้นภาพโดยรอบบิดเบี้ยว ท้องของเธอก็รู้สึกหวิว ๆ เหมือนตกจากที่สูง และตามมาด้วยเสียงดึงพรึบ

“อึก...ไม่ชอบการหายตัวเล้ยยย” เด็กสาวเกือบจะขย้อนอาหารที่กินไปก่อนหน้านี้ออกมาเมื่อมาถึงอีกสถานที่ แม้นี้จะไม่ใช่การหายตัวครั้งแรกของเธอ แต่มารีก็ไม่เคยชอบเวทมนตร์เคลื่อนย้ายที่อีกรูปแบบหนึ่งนี้สักเท่าไหร่นัก อาเรียเองก็มีอาการหน้าซีดไม่ต่างกัน ส่วนเจ้าอีกาที่พาเธอมาก็ขยายร่างกลับเป็นคนในเครื่องแบบหมออีกาสีดำและเอาไม้กายสิทธิ์มาจ่อเธอไว้ ทั้งสองคนส่งไม้กายสิทธิ์ให้กับมันไป

ดูเหมือนที่แห่งใหม่จะเป็นห้องนั่งเล่นธรรมดาทั่ว ๆ ไปของพวกมนุษย์ โดยรอบมีพวกฝูงอีกาในเครื่องแบบเต็มยศยืนอยู่หลายคน คนหนึ่งเฝ้าเดรโกรัสกับไทที่ถูกเชือกเวทมนตร์พันธนาการรัดกับเสาต้นหนึ่งเอาไว้ด้วยกันและเอาเทปกาวปิดปากเอาไว้ พวกเขาร้องอู้อี้ออกมาอย่างทรมานเพราะถูกเชือกรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามารีมาช้ากว่านี้คงโดนรัดจนขาดอากาศหายใจตายได้แน่ ๆ 

ส่วนที่โซฟาตรงหน้าก็มีร่างของโทวาดะ ไนโตะในชุดสบาย ๆ นั่งกินขนุกขนมและผลไม้ที่พวกมารีซื้อมาเมื่อกี้ ข้าง ๆ โซฟามีอุปกรณ์เวทย์มนตร์ของเพื่อนทั้งสาม และก้อนเดินเหนียวที่ปั้นเป็นรูปหมาสามหัววางอยู่

และที่ทำให้ดวงตาสีเปลือกไม้เบื้องหลังแว่นเบิกโพลง ก็คือร่างไร้สติของลูอานาที่นอนกางแขนกางขาและถูกมัดขึงเอาไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ โชคยังดีที่เสื้อผ้าของเธออยู่ครบและยังไม่โดนทำอะไร

“น่าจะมาช้ากว่านี้สักหน่อยนะ” ชายหนุ่มพูดโดยที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ เขาลุกขึ้นและเดินมาหาเธอ ก่อนจะล้วงกระเป๋าและโยนมีดพกให้ “งั้น พิสูจน์ให้ดูหน่อยว่าเธอพาเอเลนาตัวจริงมา เขาว่าน้ำตาของเจ้าหญิงรักษาได้ทุกอย่างนี่”

มารีเม้มปากกัดฟันแน่นก่อนจะกำคมมีดและกระชากออกอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีแดงอุ่น ๆ ไหลออกมาจากมือจนชุ่ม จากนั้นเธอก็หยิบหลอดแก้วออกมาส่งให้อาเรีย เด็กสาวผมเงินเอามันมาจ่อใกล้ ๆ ตา ไม่นานหยดน้ำใส ๆ ก็ไหลออกมาและลงไปในหลอด

มารีรับหลอดแก้วมาจากอาเรีย จากนั้นก็ราดลงไปบนมือ เกิดฟองฟู่เล็กน้อย แล้วบาดแผลบนมือก็สมานกลับมาได้ดังเดิม

เห็นดังนั้น ชายหนุ่มก็ประกบมือและยิ้มออกมา ทว่ามารีรู้สึกได้เลยว่ามันคงไม่จบง่าย ๆ แน่

“ออ แล้วเขาก็ว่าเลือดของเจ้าหญิงทำให้คนเป็นอมตะได้นี่เนอะ”

แล้วจะให้ตูเจ็บฟรีทำไม...

มารีทำหน้าตายด้านใส่ชายหนุ่มก่อนจะหันไปหาอาเรีย สาวผมเงินเม้มปากและยื่นมืออันบอบบางมาให้ มารีใช้กระโปรงเช็ดคราบเลือดออกจากมีด จากนั้นก็ใช้ปลายแหลม ๆ สะกิดปลายนิ้วนางของอีกฝ่ายจนเกิดแผลเล็ก ๆ และมีหยดเลือดซึมออกมา

เธอทำท่าจะดูดปลายนิ้วเรียว ๆ ของอาเรีย ทว่าไนโตะกลับยกมือห้าม

“ทั้งที่เคยโดนไปขนาดนั้นแท้ ๆ ถ้าเธอไม่ได้ดื่มเลือดเอเลนาไป ก็คงมีชีวิตมาถึงทุกวันนี้ไม่ได้หรอกจริงไหม แม่ศพเดินได้ของฉัน” ชายหนุ่มกล่าว “ถ้าเธอดื่มไปอีกมันจะไปรู้อะไรล่ะ”

“...” ได้ยินดังนั้นมารีก็ค้างไป เพื่อนทั้งสองคนเองก็มองเธอด้วยความสงสัย

“เอ้า ๆ เลือกมาสักคน” ไนโตะผายมือไปยังสองหนุ่ม ทำเอาอาเรียโบกตาโพลงและหันมาหามารี

“ให้ตายสิ” เด็กสาวมองหน้าเพื่อน ๆ อย่างกระอักกระอ่วน ไม่นึกเลยว่าไอ้หมอนี่จะเดาทางเธอออก

แต่ในตอนนั้นเองมารีก็เห็นว่าเดรโกขยับหัวให้เหมือนส่งซิก

เอาจริงดิ 

เธอเม้มปากและตัดสินใจชี้นิ้วไปที่เขา ไนโตะหันไปพยักหน้ากับคนที่อยู่ใกล้กับมารีและอาเรีย มันจับไหล่ของสาวผมเงินพาไปหาเดรโก จากนั้นก็ลอกเทปกาวที่ปิดปากของเด็กหนุ่มออก อาเรียค่อย ๆ ยื่นนิ้วนางไปใกล้กับปากของเดรโกให้เขาดื่มเลือดเข้าไป

ไนโตะพยักหน้าอีกหนึ่งที หมออีกาให้อาเรียหลบไป จากนั้นก็ยกไม้กายสิทธิ์ในมือขึ้นสูง จังหวะนั้นมือทั้งสองของมารีก็กำแน่น

“เอเมโต อนิมา!”

เปรี้ยง!

สิ้นเสียงคำรามอันแหบพร่า สายฟ้าสีเขี้ยวก็พุ่งจากปลายไม้กายสิทธิ์เข้าใส่หน้าอกของเดรโกเต็ม ๆ มีเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังมาจากเด็กหนุ่ม ไทกับที่ถูกมัดอยู่ด้วยกันหลับตาปี๋และพยายามดิ้น

ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคำสาปสะท้อนจากตัวเดรโกกลับไปโดนคนที่เพิ่งร่ายใส่เมื่อกี้เต็ม ๆ จนกระเด็นและนอนแน่นิ่งไป ก่อนจะสลายไปเป็นเถ้าธุลีลอยละล่อง เหลืองเพียงไม้กายสิทธิ์ของเขา มารี และอาเรียตกอยู่ที่พื้น

ในจังหวะที่ทุกคนกำลังอึ้งกับสิ่งที่เห็น สาวผมเงินก็ก้มตัวลงไปเก็บไม้กายสิทธิ์ของมารีและโยนไปให้เธอ และทันใดนั้นร่างของอาเรียก็หายวับไป

“เรฟุลเจโอ!”

มารีรีบเสกคาถาสว่างวาบ จนทำให้ในห้องอาบไล้ไปด้วยแสงสีขาวโพลน และทำให้ตาของทุกคนพร่าไปชั่วขณะ 

“เวอร์โตรัส ลิควิดัม!”

จากนั้นเธอก็ยิงคาถาไปยังเสาที่เดรโกกับไทถูกมัดและโต๊ะที่ลูอานาถูกขึง เสาปูนและโต๊ะแข็ง ๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำและไหลทะลักไปทั่วห้อง นั่นทำให้เชือกเวทมนตร์พันทนาการไม่มีอะไรให้ยึดได้อีก สองหนุ่มสลัดเชือกออก เดรโกรีบไปหยิบอุปกรณ์เวทมนตร์ตรงโต๊ะข้างโซฟา ส่วนไทก็วิ่งไปหาลูอานา

“เอเมโต อนิมา!”

ทว่าในจังหวะนั้น ไนโตะที่ตั้งตัวได้ก่อนใครก็ชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่ไท สิ้นเสียงคำราม สายฟ้าสีเขียวก็พุ่งออกมาจากปลายไม้

“ทรานส์เฟโร!”

ภายในพริบตาเดียว ร่างของไทก็สลับกับมารี แต่ด้วยจังหวะกระชั้นชิด เธอจึงไม่สามารถร่ายคาถาต้านคำสาปของไนโตะได้ทัน คำสาปพรากวิญญาณจึงโดนเข้าเต็ม ๆ อกของเธอจนล้มทั้งยืน ดวงตาสีเปลือกไม้หลังแว่นตาเบิกโพลง

“มารี!!”

ไทหน้าเหวอกับภาพที่เห็น แต่ไนโตะไม่ได้ยืนชมผลงานแต่อย่างใด เขากลับหลังหันง้างไม้กายสิทธิ์ และร่ายคาถาชุดใหม่หมายจะจัดการพวกเด็ก ๆ ให้สิ้นซากต่อทันที

“ไท!” เดรโกโยนไม้ตะพดสองอันให้ เขารับมาแล้วก็ยิงคาถาต้านกับอีกฝ่าย

ลำแสงของคาถาจากทั้งสองฝ่ายปะทะกันและผลักกันไปมา ในขณะที่เดรโกที่เข้ามายืนหันหลังติดกับเขาก็ต้องรับมือกับคาถาที่ยิงมาจากพวกหมออีกาคนอื่น ๆ และคุ้มกันไทไม่ให้โดนลูกหลง

ตูมมมม

หมออีกกาอีกสองคงเข้ามาขนาบข้างไนโตะและยิงคาถาเสริมเข้าไป จนสุดท้ายไทก็ต้านเอาไว้ไม่ไหว เขาเสกคาถาเกราะป้องกันตัวเองและเดรโกขึ้นมาก่อนที่คาถาของอีกฝ่ายจะเข้าตัว กระนั้นความรุนแรงของคาถาก็ส่งผลให้เกิดการระเบิดจนสองหนุ่มปลิวกันไปอัดกำแพง ไทนอนแน่นิ่งไป ส่วนเดรโกยังพอมีสติอยู่

หนุ่มผมแดงกัดฟันพยายามลุกขึ้นมา แต่ก็โดนหมออีกาใกล้ ๆ เหยียบหลังจนตัวติดพื้น

“ให้ตายสิ ดื้อกันชะมัด ไอ้เด็กพวกนี้” ไนโตะขยับคอเสื้อและมองไปรอบ ๆ “ว่าแต่แม่นั่นหายไปไหนแล้วล่ะ”

แอ่ก!

ทว่าอยู่ดี ๆ ความหนักที่หลังของเดรโกก็หายไป ตามมาด้วยเสียงดังตุบ เมื่อหนุ่มผมแดงเงิยหน้าขึ้นมาก็พบกับร่างของหมออีกาที่ปลิวออกไปนอนแอ้งแม้งไกล ๆ

พอมองขึ้นมาอีกนิด เขาก็เห็นว่ามีมือปริศนายื่นมาให้และช่วยฉุดมือของเขาลุกขึ้นยืน

“ให้ตายสิ เอ็งอีกแล้วเรอะ” ไนโตะถอนหายใจและชี้ไม้กายสิทธิ์ใส่ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่

บุคคลปริศนาในชุดคลุมมีฮู้ดสีขาว-ทองและสวมหน้ากากนกฮูกชี้ดาบน้ำแข็งใส่อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว ไม่มีคำพูดใด ๆ เปล่งออกมา เขาจับดาบด้วยมือทั้งสองและพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที

 

แล้วในห้องก็สว่างวาบและอึกทึกคึกโครมไปด้วยเสียงของคาถาจำนวนมากปะทะกัน เดรโกตั้งรับการโจมตีที่ถาโถมจากอีกฝ่ายและสวนกลับเท่าที่จะไหว ในขณะที่นักดาบปริศนาก็เคลื่อนที่ไปรอบห้องอย่างรวดเร็วและอัดพวกฝูงอีกาจนปลิวไปทีละคน ๆ

ไนโตะที่เห็นท่าไม่ดี จึงอาศัยจังหวะชุลมุนรีบวิ่งไปหยิบดินปั้นรูปหมาสามหัวที่โต๊ะและไปที่ร่างของลูอานาที่ยังนอนอยู่ใกล้ ๆ มารี เขาเด็ดหัวหมาหัวหนึ่งออกทิ้งไป จากนั้นก็เสกคาถาดึงร่างของไทเข้ามาหา

มันจับไทกับลูอานานอนทับกัน จากนั้นก็ยัดดินปั้นเข้าไปที่ในร่างของทั้งสอง

นักดาบที่หันมาเห็นเข้า ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาหาทันที ทว่าสายไป

ร่างของเด็กทั้งสองเปล่งแสงและหลอมรวมกัน แล้วก็ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นหมาสองหัวที่สูงประมาณสามเมตร มันตวัดกรงเล็บซัดนักดาบจนตัวปลิวไปอัดกำแพง

“โฮกกกก”

สิ่งสุดท้ายที่เดรโกเห็นก็คือยิ้มสแยะของไนโตะ แล้วร่างของเขาก็บิดเบี้ยวและหายวับไปพร้อมกับพวกฝูงอีกาคนอื่น ๆ

หมาสองหัวทำท่าจะวิ่งใส่นักดาบที่คุกเข่าเอาดาบปักพื้นอยู่ แต่ก็ชะงักไปเมื่อโดนเดรโกใช้คาถายกโต๊ะวางของให้ลอยขึ้นและเขวี้ยงไปโดนมันเต็ม ๆ กระนั้นเจ้าหมาก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

มันแยกเขี้ยววิ่งเข้ามาหาเขาแทน เด็กหนุ่มยืนอย่างสุขุมและกระโจนหลบได้ทัน ทำให้เป้าหมายของเจ้าหมายกลายเป็นกำแพงแข็ง ๆ ไป

นักดาบปริศนาเข้ามาสมทบและตั้งท่าเตรียมพร้อม ทว่าเขากลับดูลังเล

“เอาไงดี” เดรโกยืนเคียงข้างและตั้งท่าเตรียมพร้อมเช่นกัน แน่นอนว่าเขายังพอมีพลังเวทย์เหลือมากพอที่จะจัดการมันได้ในช็อตเดียว แต่ก็ไม่อยากลงมือเพราะตรงหน้าก็คือเพื่อนทั้งสองของเขา

“โฮกกกก” หมาสองหัวหันกลับมาและคำรามใส่ทั้งสองอีกรอบ มันตะกุยขาหลังและเตรียมจะพุ่งเข้ามา

เดรโกเลื่อนสายตาไปดูท่าทีอีกฝ่าย ทว่าทางนั้นกลับยังคงนิ่งสุขุม นักดาบชี้อาวุธของตนไปด้านหน้า บังเกิดวงแหวนเวทมนตร์สีเหลืองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา คั่นกลางระหว่างพวกเขาและหมาสองหัว

สัตว์ร้ายแยกเขี้ยวและยังคงวิ่งเข้ามาหมายจะขย้ำโดยไม่สนใจว่าจะมีอะไรขวาง เดรโกกลืนน้ำลายและเลื่อนสายตาไปมองนักดาบอีกครั้งอย่างหวั่น ๆ  ทว่าฝ่ายนั้นก็ยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม

และเมื่อร่างขนาดยักษ์ของเจ้าหมาสองหัววิ่งผ่านวงแหวนเวทมนตร์ สิ่งที่วิ่งมาหาทั้งสองก็คือ...

“บ็อก ๆ แฮกๆๆๆ”

จากหมาตัวโตถึงสามเมตร ตอนนี้กลายเป็นลูกหมาสองหัวตัวกระจ้อยหน้าตาน่ารักเสียอย่างนั้น มันกระดิกหางดุ๊กดิ๊กและแลบลิ้นหอบแฮก ๆ มองขึ้นมาอย่างน่าเอ็นดู

“....เอิ่ม...อ้าว” เดรโกหันไปมองนักดาบอีกครั้ง ทว่ากลับเหลือแต่เขาคนเดียวที่ยืนอยู่ในห้องเสียแล้ว

              

หนุ่มผมแดงเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้กับร่างของมารีและประคองเธอขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ดวงตาของเธอยังคงลืมอยู่ พอแตะไปที่คอก็ไม่พบสัญญาณชีพจร ร่างกายของเธอเย็นชืด 

เดรโกถอดแว่นตาของอีกฝ่ายออกและเอามือของตนเองปิดเปลือกตาทั้งสองของมารีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดร่างไร้วิญญาณของเธอสาวจนแน่น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวและชุลมุนมากจนเขาปรับอารมณ์ไม่ถูก ความรู้สึกหนักอึ้งเริ่มถาโถมเข้ามา ลำคอจุกไปหมดจนไม่อาจเปล่งคำใด ๆ ออกมาได้ เขาได้กัดฟันแน่นอย่างเจ็บใจ

ถ้าพวกเขาไม่ดื้อดึงตามมารีมาด้วย ก็คงไม่เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้ ถ้ารู้แบบนี้เขาน่าจะห้ามพวกเพื่อน ๆ เอาไว้

ลูกหมาสองหัวเข้ามาคลอเคลียใกล้ ๆ เขาและครางเศร้า ๆ ออกมา ระหว่างนั้นเองเดรโกก็เห็นอาเรียเดินเข้ามาหา จะว่าไป ก่อนหน้านี้เขาไม่เห็นเธอเลย บางทีอาจจะใช้คาถาหลอกสายตาซ่อนตัว แต่ว่าถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องเห็นสิ

หรือว่า...

อาเรียนั่งยอง ๆ ตรงหน้าและยิ้มเจื่อนให้ ทันใดนั้นเองร่างของเธอก็หดลงและหน้าตาเปลี่ยนไปกลายเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้ม จากผมยาวสีเงินก็หดสั้นกลายเป็นผมสั้นสีดำ ใบหูเลื่อนขึ้นสูงและกลายสภาพเป็นหูแมว ที่ก้นก็มีหางแมวงอกออกมา สิ่งที่เดียวที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือเสื้อผ้า

“เอ๋”

“...นี่ มันอึดอัดนะ”

มีเสียงดังมาจากร่างที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา เมื่อเดรโกมองลงมา ก็เห็นมารีที่หน้าแดงแปร๊ดเบือนหน้าหนี

“เอ๊....”

 

มารีเสกคาถาสร้างประตูมิติขึ้นมา พาเดรโก นัวร์ และไทกับลูอานาในร่างลูกหมาสองหัวข้ามมายังสถานที่แห่งหนึ่ง เพราะเกทก่อนหน้านี้ถูกเธอผนึกไปแล้วเพื่อไม่ให้พวกฝูงอีกาข้ามไปที่โอวล์ฟอสเทียร์ได้

และแน่นอนว่าในโลกมนุษย์แบบนี้ไม่มีการควบคุมการใช้คาถาใด ๆ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตำรวจจับ นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่พวกฝูงอีกาเลือกที่นี่เป็นฐานที่มั่น

ที่ ๆ เธอพามาเป็นห้องของอะพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ด้านหนึ่งมีเตียงตั้งอยู่หนึ่งหลังกับโต๊ะวางของและตู้เสื้อผ้า ฝั่งตรงข้ามกับเตียงเป็นโต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วาดเขียนมากมายและกระถางต้นลิ้นมังกรที่เหี่ยวเฉา ตามผนังมีภาพวาดสีน้ำติดประดับอยู่ประปราย ตรงหน้าต่างมีขาตั้งภาพวาดและเฟรมเปล่า ๆ หลายอันวางพิงผนังอยู่ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นทิวทัศน์ของเมืองยามบ่าย แต่ที่โดดเด่นก็คือหอคอยทรงเรียวแหลมสร้างจากโลหะสีเข้ม 

“ที่ไหนน่ะ บ้านมารีเหรอ” เดรโกที่ตอนนี้เปลี่ยนชุดกลับมาเป็นเครื่องแบบนักเรียนและสวมแว่นกันลมเหมือนเดิมถามมารี

“อืม” มารีมองไปรอบ ๆ แก้มของเธอยังเป็นสีชมพูอยู่ เธอเดินไปเปิดสวิตช์ไฟทำให้ห้องสว่างขึ้น แล้วก็ใช้คาถาเสกน้ำออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ รดน้ำต้นลิ้นมังกรในกระถาง “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม โดนคำสาปพรากวิญญาณไปเต็ม ๆ ขนาดนั้น”

“จุกนิดหน่อยน่ะ แต่นอกนั้นก็ไม่เป็นอะไรหรอก” เด็กหนุ่มยิ้มให้ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ของโต๊ะเขียนหนังสือและลูบ ๆ หน้าอกที่ปะทะกับคำสาปไปก่อนหน้า พลางมองไปที่นัวร์ที่ลูบไล้เจ้าหมาน้อยอย่างมันเขี้ยว “ตกลงว่าไม่ได้พาอาเรียมาจริง ๆ สินะ แล้วเด็กนี่ใครเหรอ”

“นัวร์เองฮะ” หนุ่มน้อยฉีกยิ้มให้ “เมื่อกี้ผมแปลงร่างกลับเป็นแมวแล้วก็ไปซ่อนตัวน่ะฮะเมี้ยว”

ได้ยินดังนั้น หนุ่มผมแดงก็อึ้งไป ใครจะคิดล่ะว่าแมวดำประจำห้องชมรมจะแปลงร่างเป็นมนุษย์สัตว์ได้ 

“ก่อนหน้านี้ให้กินน้ำยาแปลงร่างเป็นอาเรียเข้าไปน่ะ” มารีบอก พลางหยิบขวดน้ำยาแปลงร่างออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง “อาจารย์ราตรีให้มา บอกไว้แล้วว่าสักวันคงได้ใช้ แล้วก็ได้ใช้จริง ๆ”

“แล้วนายก็ใส่ชุดของสภานกฮูกมาช่วยเหรอ” เดรโกถามหนุ่มน้อย แต่นัวร์ส่ายหน้า

“ไม่ใช่หรอกเมี้ยว ขานั้นคงจะไล่ตามพวกบ้านั่นไปต่อแล้วล่ะฮะ” นัวร์ยิ้มออกมาพลางชำเลืองไปมองมารี

“รู้จักสภานกฮูกด้วยเหรอ” เด็กสาวเลิกคิ้ว ก่อนจะนั่งลงบนเตียง

“สมัยเด็ก ๆ เคยถูกพวกเขาช่วยเอาไว้น่ะ ไม่งั้นก็คงมานั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก” เด็กหนุ่มยิ้มออกมา “มารีเองก็ด้วยสินะ”

“...ก็ประมาณนั้น”

สภานกฮูก (The Parliament of Owl) คือองค์กรลับที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายทุกรูปแบบในโลกเวทมนตร์ โดยเฉพาะการต่อกรกับพวกฝูงอีกา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนของสภานกฮูกจะสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดการปฏิบัติการ และไม่เปิดเผยตัวตนให้ใครรู้ 

และผู้ที่ก่อตั้งขึ้นมาก็ไม่ใช่ใคร มหาจอมเวทย์อาเนีย ไวท์ฟอร์ด นั่นเอง

“แล้วสองคนนี้จะยังไงต่อล่ะ ก่อนหน้านี้โดนไอ้ไนโตะนั่นสาปกลายเป็นหมาสองหัวตัวโตน่ะ แล้วสภานกฮูกคนนั้นก็เสกให้ตัวหดเหลือแค่นี้”

“ให้กินน้ำยาชำระล้างไปก็น่าจะคืนร่างเดิมได้ ฝากปรุงให้หน่อยได้ไหม เราไม่ค่อยถนัด”

“อาจารย์ราตรีไม่ได้ให้มาเหรอ”

“เขาว่ามันปรุงง่าย ก็เลยให้ทำเองน่ะ”

“งืม...”

 มารีหยิบอุปกรณ์ปรุงยาและส่วนผสมต่าง ๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ส่งให้เดรโกวางที่โต๊ะเขียนหนังสือ 

“ดีนะที่ให้เรารับคำสาปพรากวิญญาณน่ะ ไม่งั้นคงได้เสียเพื่อนไปคนนึงแน่” หนุ่มผมแดงพูดขึ้นมาระหว่างที่เสกน้ำใส่หม้อ และจัดเตรียมส่วนผสม

“อืม ว่าแต่ทำได้ยังไงน่ะ”

“คาถา คำสาป แล้วก็การโจมตีทางกายภาพทุกชนิดไม่มีผลกับเราน่ะ ตั้งแต่จำความได้ก็รู้ตัวว่ามีความสามารถนี้แล้ว เราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่าเพราะอะไร” หนุ่มผมแดงตอบ พลางจุดตะเกียงไฟใต้หม้อยา “แต่เราว่ามารีน่ะแปลกยิ่งกว่าอีกนะ โดนคำสาปไปเต็ม ๆ แบบนั้นยังฟื้นกลับมาได้น่ะ”

“เมื่อก่อนก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นล่ะนะ” เธอตอบด้วยหน้านิ่ง “ก็เหมือนกับที่เจ้านั่นบอก เราคือศพเดินได้” 

“มารีเองก็เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับพวกนั้นสินะ ดูไอ้ไนโตะนั่นเหมือนจะรู้จักมารีมาก่อนเลย” เมื่อน้ำเริ่มเดือด เดรโกก็เริ่มใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ลงไปในหม้อ

“...ก็ไม่ได้อยากรู้จักเท่าไหร่หรอก” 

หลังจากใส่ส่วนผสมหลักเกือบหมดแล้ว ก็เหลืออย่างสุดท้ายนั่นคือน้ำตาแม่มด รอบนี้มารีไม่ใช้น้ำตาของตัวเองแล้วเพราะรู้ว่าใช้ไม่ได้ เธอหยิบหลอดแก้วที่บรรจุของเหลวใส ๆ ออกมาและหยดลงไปในหม้อหนึ่งหยด ทันใดนั้นน้ำยาในหม้อก็เปล่งแสงสีฟ้าสดใสออกมา บ่งบอกถึงคุณภาพชั้นเลิศ

รู้งี้น่าจะใช้ไอ้นี่ตั้งแต่ตอนคาบวิชาปรุงยาคาบแรก

“มารี...เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าหญิงเอเลนาสินะ” หลังจากความเงียบพักใหญ่ ๆ หนุ่มผมแดงก็พูดขึ้นมาโดยที่ยังจับจ้องน้ำยาในหม้อ “อันนี้ก็คือน้ำตาของเจ้าหญิงงั้นเหรอ”

“อืม”

“แล้ว...ที่มารีไม่ตาย ทั้ง ๆ ที่โดนคำสาปพรากวิญญาณ...ก็เพราะเคยดื่มเลือดของเจ้าหญิงไปเหรอ อย่างที่เจ้านั่นบอก”

ดวงตาเบื้องหลังแว่นกันลมสีทึบของเด็กหนุ่มจ้องไปที่หน้าของมารีตรง ๆ แล้วความเงียบงันก็เข้าปกคลุม อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าในห้องหนาวขึ้นมา

มารีนั่งลงบนโต๊ะเขียนหนังสือมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนออกมา จากนั้นก็กด ๆ ลงไปและส่งให้อีกฝ่ายดู คิ้วทั้งสองของเดรโกเลิกขึ้นพร้อมกับปากที่อ้าค้าง

เพราะในนั้นก็คือภาพของมารีที่กำลังเซลฟีกับเจ้าหญิงเอเลนาในห้องที่พวกเขากำลังอยู่นี้นั่นเอง ใบหน้าของมารีในรูปนั้นยิ้มแย้มอย่างสดใสร่าเริงขัดกับที่เป้นอยู่ในตอนนี้ ในขณะที่เจ้าหญิงเอเลนายิ้มอย่างเคอะเขิน และไม่ค่อยแสดงสีหน้ามาก

“เมื่อก่อนเคยอยู่ด้วยกันน่ะ แต่ตอนนี้ก็แยกทางกันไปแล้ว ตอนที่จากกันก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ไม่ได้บอกลาอะไรกันเลย แล้วก็มีลงไม้ลงมือกันนิดหน่อยด้วย” มารีถอนหายใจและมองออกไปที่ขาตั้งวาดภาพตรงหน้าต่างอย่างขมขื่น เดรโกยังคงทำหน้าอึ้ง ๆ อยู่

พอเห็นสีหน้าลำบากใจของเจ้านาย นัวร์ก็อุ้มลูกหมาสองหัวมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะมองมาที่หนุ่มผมแดง “อยากจะรู้ไหมล่ะฮะ ดูความทรงจำของผมก็ได้นะเมี้ยว”

“...จะดีเหรอ”

“ให้นายรู้ไว้ก็ดี จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่อยากให้พวกนายมายุ่ง” มารีบอก ก่อนจะใช้ไม้กายสิทธิ์แตะไปที่ขมับของหนุ่มน้อยและกระซิบคาถาด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อดึงไม้ออกมาก็มีสายใยสีขาวเรืองแสงติดออกมาด้วย

มารีเลื่อนไม้กายสิทธิ์ไปแตะที่หน้าผากของเดรโก ทันใดนั้นเส้นใยความทรงจำก็ไหลเข้าไปในหัวของเด็กหนุ่ม

ภาพสุดท้ายที่หนุ่มผมแดงเห็นก็คือใบหน้าที่ดูเจ็บปวดของมารี ก่อนที่ความมืดจะเข้าปกคลุม และฉุดรั้งสติของเขาดำดิ่งไปในห้วงความทรงจำของนัวร์

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา