The Demola Phase 4 มหากาพย์มนุษย์เหนือโลก เฟส 4
8.5
เขียนโดย
Geoner
วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เวลา 11.59 น.
28 ตอน
3 วิจารณ์
46.48K อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569 15.28 น. โดย เจ้าของนิยาย
28) ที่ ๆ เรื่องราวเริ่มขึ้น
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ“แม่คะ! ...คุณพ่อเขาเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?”
เด็กสาวตัวน้อยหันมาถามคุณแม่ของเธอ ขณะที่เธอกำลังพาลูก ๆ ของเธอเข้านอน ห้องที่มืดสลัวมีเพียงแสงจากโคมไฟเล็กที่โต๊ะข้างหัวนอน พอให้มองเห็นกันได้ ฝ่ายแม่ที่ได้ยินคำถามของลูก ๆ ก็เกิดอาการแปลกใจที่จู่ ๆ ลูกของเธอก็ได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา
“นั่นสิ ๆ หนูเองก็อยากรู้เหมือนกัน คุณพ่อเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?” ลูกสาวของเธออีกคนหนึ่งก็ได้แสดงอาการอยากรู้ขึ้นมาเหมือนกัน
“...อืม...คุณพ่อนะเหรอ...นั่นสินะ มันเป็นเรื่องที่อธิบายยากอยู่เหมือนกัน…” คุณแม่ของทั้งสองเมื่อได้ลองนึกถึงคู่ชีวิตของตนเอง ใบหน้าของเธอก็มีรอยยิ้มเล็ก ๆ พร้อมกับดวงตาที่ชวนให้ดูน่าคิดถึง
“...แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่แม่มั่นใจมากเกี่ยวกับคุณพ่อ...คือเขารักและเป็นห่วงพวกเรามาก ๆ ...เพราะงั้นลูกต้องเป็นเด็กดีเข้าไว้นะ เพราะวันที่คุณพ่อกลับมา...เขาจะได้ภูมิใจในตัวลูก ๆ นะ”
“แน่นอนค่ะ!”
“พวกเราเป็นเด็กดีอยู่แล้ว!”
เด็กน้อยทั้งสองกล่าวบอกแม่ของเธออย่างร่าเริง ในห้องนอนเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขของแม่และลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักเสียงหัวเราะก็ค่อยจางหายไป เด็ก ๆ ต่างพากันหลับไปโดยไม่ทันรู้ตัว โดยมีแม่ของพวกคอยดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าลูกหลับกันหมด เธอได้เอื้อมมือไปปิดโคมไฟ ก่อนจะค่อย ๆ เดินออกจากห้องไป
เธอเดินไปตามโถงทางเดินที่แสนจะเงียบสงัด หน้าต่างที่มีแสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมาตามทางเดิน ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ เธอก็ได้ค่อย ๆ หยุดเดินก่อนจะหันมองไปด้านนอกหน้าต่างบานหนึ่ง เธอมองออกไปด้านนอก มองไปอย่างไร้จุดหมาย เธอไม่ได้พยายามจะตั้งใจมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เธอแค่ต้องการจะมองไปที่ไหนสักที่หนึ่ง ที่ที่ไกลแสนไกลจนเธอไม่อาจเอื้อมถึง
“ตอนนี้...เธอเป็นยังไงบ้างนะ…”
10 ปีต่อมา
ณ โรงเรียนมัธยมปลายเซย์ยะ ในเขตโคโตะ ที่โรงเรียนแห่งนี้พลุกพล่านไปด้วยนักเรียนมากหน้าหลายตาที่ตอนนี้กำลังเริ่มพากันกลับบ้านกันแล้วหลังจากเสียงกริ่งเลิกเรียน
“...เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เราจะมาต่อกันในคาบหน้า แล้วก็อย่าลืมนะว่าเรื่องที่เรียนวันนี้จะออกในข้อสอบด้วยนะ…!”
อาจารย์วัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนกล่าวกับนักเรียนในคาบก่อนที่นักเรียนในห้องจะทำความเคารพ ช่วงเวลาอีกหนึ่งวันที่แสนยาวนานได้จบลงแล้ว ทุกคนในห้องต่างพากันเก็บของแล้วพากันออกไปจากห้องเรียน
“เอ่อ...อารางากิซัง ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้รึเปล่า?”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวถามกับหญิงสาวผมสั้นสีดำที่กำลังเตรียมเดินออกจากห้องเรียน
“...ฟุยูมิซัง มีอะไรอย่างงั้นเหรอ?” เธอหันกลับมาหาเจ้าของคำถามเมื่อครู่
“คือว่า...ทางสภานักเรียนได้ยินมาว่าบ้านของเธออยู่ติดกับบ้านของ ‘มาเทีย คาคัตสึกิซัง’ ใช่หรือเปล่า?”
“...อืม...ก็ใช่นะ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมขนาดนั้นหรอก อีกฝั่งเป็นหนึ่งในครอบครัวผู้มั่งคั่งของโลกฝั่งตะวันออกเลยนี่นะ”
“อืม...งั้นเธอพอจะทราบบ้างรึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาเทียซังรึเปล่า ? เธอขาดเรียนค่อนข้างจะบ่อยนะ”
“ขอโทษด้วยนะ...ถึงเราจะอยู่บ้านใกล้กัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกับใครสักคนที่บ้านหลังนั้นเลย....”
“...เอ่อ...อย่างนั้นหรอกเหรอ...ขอบคุณที่สละเวลาคุยด้วยนะอารางากิซัง”
“ไม่เป็นอะไรหรอก งั้นฉันขอตัวก่อนนะ” หลังจากที่ทั้งคู่สนทนาเสร็จ อารางากิก็ได้เดินออกมาจากห้องเรียนของเธอ เมื่อเธอเดินห่างออกมาจากห้องเรียนของเธอได้ระยะหนึ่ง สีหน้าที่ดูปกติ ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
' คาคัตสึกิงั้นเหรอ? ...นานแค่ไหนแล้วนะที่ได้เห็นหน้าของเขา '
ณ สถานที่ใดสักแห่งหนึ่งในโตเกียว
"...อย่างที่สมาชิกทุกท่านได้รับแจ้งจากผู้ส่งสาร ตอนนี้สภาผู้มั่งคั่งของทั้งฝั่งโลกตะวันตกและตะวันออกกำลังถูกกลุ่มผู้มีพลังพิเศษที่มีนามว่า ' ฮาร์บินเจอร์ ' ส่งข้อความที่เป็นเสมือนคำขู่...พูดถึงการกลับมาของ ' อาร์คาน่า ' ..."
เสียงของบุรุษปริศนาได้ดังก้องไปทั่วห้องประชุมขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาต่างนั่งฟังกันอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่ในนั้นต่างแต่งกายดูมีฐานะ ต่างคนต่างพากันตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ จนกระทั่งมีชายในชุดสูทคนหนึ่งยืนขึ้นมา
"...มันจะจริงเหรอ? ไอที่พูด ๆ มา มันฟังดูไม่น่าเชื่อสักอย่างหนึ่ง...อาร์คาน่ากับเดอะ ครีเอเตอร์ ก็เป็นแค่เรื่องเล่าจากกลุ่มเวิร์ล โอเดอร์เท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ? " ชายคนดังกล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้ว เหมือนกับว่าตัวเขานั้นพยายามไม่ยอมเชื่อเรื่องที่เขาเพิ่งได้ยิน
"ท่านโจเซฟ กระผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ว่าทางเราได้รวบรวมพยานหลักฐานมาทั้งหมดแล้วล่ะครับ และเราก็สามารถยืนยันได้ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือเรื่องจริงอย่างแน่นอน"
ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องขนาดใหญ่ได้พูดอธิบายประกอบกับเปิดภาพฉายโฮโลแกรมขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือหัวของเขา และเมื่อเขาได้ยืนยันแล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาพูดไปเป็นความจริง ชายในชุดสูทที่ชื่อ 'โจเซฟ' ก็เริ่มมีสีหน้าและท่าทางที่เป็นกังวลขึ้นมา
"ทางเรามีมาตรการรับมืออย่างไรบ้างละ? ...นี่เราจำเป็นจะต้องให้ 'Demola' ช่วยแก้ปัญหารึเปล่า" หญิงชราในชุดที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีพูดเสนอขึ้นมา และเมื่อเธอได้เอ่ยถึงชื่อ ๆ หนึ่ง เหล่าคนที่นั่งรายล้อมอยู่ในห้องต่างก็เงียบสงบไปในพริบตา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงซุบซิบ บรรยากาศในห้องเริ่มหนักอึ้ง ทุก ๆ ต่างพากันจับจ้องไปที่หญิงสาวในชุดเดรสยาวสีฟ้า ที่นั่งอยู่โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จนกระทั่งเธอถอนหายใจออกมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูด
" ...เรื่องของฮาร์บินเจอร์ ทางเราจะจัดการให้เอง...แต่ถ้าหากว่าอาร์คาน่าคืนชีพกลับขึ้นมาจริง ๆ ...ต่อจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับคำทำนายแล้วล่ะ... "
ในช่วงเวลาตอนเย็น แสงอาทิตย์ที่ฉาบท้องฟ้าเป็นสีแดงส้ม เมืองที่ผู้คนสัญจรกันไปมาอย่างเร่งรีบ หญิงสาวที่ชื่อว่า อารางากิ กำลังเดินกลับไปที่บ้านของเธอด้วยความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก เพราะถึงแม้จะมีผู้คนมากมายรอบ ๆ ตัวเธอที่ต่างพากันเดินสัญจรไปมา เธอกลับรู้ว่าตัวเองดูแยกออกมาจากกลุ่มคนดังกล่าว แต่เธอก็ไม่ได้มีความคิดที่จะพยายามทำตัวให้เข้ากับผู้คนและสีสันรอบ ๆ ตัวเธอแต่อย่างใด
เธอเดินออกมาใกลจากที่ ๆ พุกพล่านผู้คนออกมาได้สักพักหนึ่ง เธอก็พบว่าเธอใกล้ถึงบ้านแล้ว แต่ระหว่างที่เธอกำลังทอดสายตามองไปข้างหน้า ก็พบเข้ากับกลุ่มเด็กวัยรุ่นชายห้าคนกำลังยืนล้อมใครบางคนที่ใส่เสื้อฮู้ดสีดำอยู่ โดยเมื่อเธอพยายามวิเคราะห์สถานการณ์คร่าวก็รู้สึกได้เรื่องราวกำลังเลวร้ายขึ้น
"นี่ไอเด็กติ๋ม สรุปแกจะขอโทษที่เดินมาชนเพื่อนฉันมั้ยว่ะเนี่ย!? หรือว่าแกอยากลงไปนอนกินดินรึไง ห้ะ!? "
หนึ่งในห้าคนพยายามพูดข่มขู่คนที่ใส่เสื้อฮู้ดอยู่ แต่ดูเหมือนว่าคำขู่ที่ฟังดูดุดัน กลับไม่ทำให้บุคคลดังกล่าวรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่คน ๆ นั้นถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
" พวกแกนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ เลย "
เมื่อคำพูดดังกล่าวได้หลุดออกมาจากคนใส่เสื้อฮู้ด หนึ่งในห้าคนก็ออกหมัดต่อยเข้าไปที่คนดังกล่าว แต่เขากลับสามารถหลบหมัดนั้นได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะสวนหมัดไปที่ท้องของชายคนนั้นอย่างแรงจนหนึ่งในห้าคนลงไปนอนกองกับพื้น สี่คนที่เหลือก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปจู่โจมคนดังกล่าว แต่แค่ไม่กี่อึดใจเขาก็สามารถหลบหมัดและเท้าของทั้งสี่คนได้ก่อนจะโต้ตอบกลับไปด้วยหมัดเดียวจนสี่คนที่เหลือลงไปนอนกองกับพื้น
อารางากิที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ก็ได้แต่ยืนทึ่งต่อภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเธอ และจู่ ๆ ก็มีลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านตัวไป และลมดังกล่าวก็แรงพอที่จะทำให้ฮู้ดที่คลุมหัวของคนดังกล่าวเปิดออก แสงสีแดงส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าได้ฉายไปบนหน้าของบุคคลปริศนา ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าใครบางคนอยู่ข้างหลังของเขาจึงได้หันหน้ากลับไปมองด้านหลัง จนทำให้อารางากิเห็นหน้าของคน ๆ นั้นได้ชัดเจน แต่นั่นก็แทบจะทำให้เธอไม่เชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ
"คาคัตสึกิ!? "
อารางากิเอ่ยชื่อของคนที่เธอรู้จักขึ้น พร้อมกับมองตรงไปที่ร่างของเจ้าของชื่อเสียงเรียงนามที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอมากนัก
“...หืม?”
“!?”
ทันทีที่คาคัตซึกิสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่ เขาพยายามเพ่งเล็งมาที่อารางากิด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกสัตว์นักล่าจ้องมอง
“...อารางากิซัง?” คาคัตสึกิเอ่ยเรียกชื่อคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปมาก
“...อ๊ะ!! ..เอ่อ..” อารางากิพูดตะกุกตะกักด้วยความลุกลนจนทำอะไรไม่ถูก
“คุณหนู!!!”
ก่อนที่บทสนทนาของทั้งคู่กำลังจะดำเนิน ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำ ผมสีน้ำตาลที่ยาวลงมาจนถึงแผ่นหลัง วิ่งตรงมาทั้งคู่
“...เฮ้อ...ทั้งที่อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที” คาคัตสึกิแอบบ่นตัดพ้อกับตัวก่อนจะหันตัวไปมองชายคนดังกล่าวที่วิ่งมา
“อยู่นี่เอง! ผมตามหาที่คฤหาสน์ทั้งวัน ที่แท้ก็แอบออกมาข้างนอกนี่เอง ถ้าเกิดคุณหญิงรู้เข้าจะแย่เอานะครับ!!” ชายคนดังกล่าวพูดกับคาคัตสึกิที่แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมา
“แม่เอาแต่ขังฉันไว้ในบ้านเป็นระยะแล้วนะ! ฉันก็แค่อยากออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างก็แค่นั้นเอง!” ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังตัดพ้อ ชายคนดังกล่าวก็ได้เหลือบมองดูกลุ่มวัยรุ่นที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่กับพื้น ก่อนจะถอนหายใจ
“...เปิดหูเปิดตาด้วยการอัดกลุ่มขาโจ๋นะเหรอครับ?”
“อีกฝั่งเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเองนี่นา ช่วยไม่ได้หรอก” คาคัตสึกิตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังสงบและไม่รีบร้อน หลังจากชายคนดังกล่าวเงิยหน้าขึ้นมา เขาก็ได้สะดุดตาเข้ากับบุคคลอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของคาคัตสึกิ
“หืม? ...ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังเป็นเพื่อนกับคุณหนูคาคัตสึกิเหรอครับ? " ชายคนดังกล่าวถาม
"เธอเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับคฤหาสน์ของเราไง นายจำไม่ได้เหรอ? " คาคัตสึกิพูดตอบไป
"...อ๋อ!! ลูกสาวบ้านอารางากิเองนะเหรอครับ " ชายคนดังกล่าวเมื่อนึกขึ้นได้จึงหันไปถามอารางากิที่กำลังยืนสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า เมื่อเธอรู้ตัวว่ากำลังถูกถามก็ได้หยุดเหม่อไปข้างหน้าก่อนจะหันมาตอบคำถามดังกล่าว
"อ๊ะ! ใช่ค่ะ! ฉันชื่อ อารางากิ ฟุยูมิ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ! " เธอตอบกลับพร้อมแนะนำตัวกลับไป
"ยินดีที่ได้รู้จักครับอารางากิซัง กระผมมีนามว่า ฟูจิมุระ เบนจิโร่ ครับ" เบนจิโร่แนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะหันกลับไปหาคาคัตสึกิ
"เอาล่ะครับคุณหนู เราต้องกลับกันแล้วนะครับ" เบนจิโร่พูดพร้อมกับโบกมือไปทางที่มีรถเบนซ์คันสีดำจอดอยู่ไม่ห่างไปมาก อารางากิเห็นโอกาสดีที่จะได้ปลีกตัวจากสถานการณ์ดังกล่าวจึงรีบพยายามปลีกตัวออกไปจากที่ตรงนั้นก่อนจะรีบเดินตรงไปที่บ้านของตนเอง โดยไม่ทันสังเกตว่าตนเองได้ทำอะไรบางอย่างหล่นไว้ระหว่างทาง
ระหว่างที่คาคัตสึกิยืนถกเถียงกับเบนจิโร่ จนสุดท้ายก็ยอมนั่งรถกลับแต่โดยดี แต่ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังจะเดินไปถึงรถ ก็ได้ไปสะดุดตาเข้ากับกระเป๋าสตางค์สีน้ำเงินที่หล่นอยู่ไม่ห่างไปจากตัวรถ เจ้าตัวจึงได้ก้มหยิบมันขึ้นมาและเมื่อเธอพลิกไปอีกด้านก็พบว่ามีชื่อ 'ฟุยูมิ' ถูกถักด้ายไว้ด้านหลัง 'ของอารางากิงั้นเหรอ? ' ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังครุ่นคิด เจ้าตัวก็ได้เงยหน้าขึ้นมาและพยายามมองหาเจ้าของ ก่อนจะพบแต่ถนนที่ว่างเปล่า 'ช่วยไม่ได้...คงต้องเอาไปคืนตอนกลับถึงบ้านแล้วละกัน' เจ้าตัวตัดสินใจเสร็จจึงได้เอากระเป๋าสตางค์เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตก่อนจะเดินขึ้นรถไป ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป ในจุดเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ ที่หัวมุมของถนนมีบุคคลปริศนาที่แต่งกายมิดชิดจนไม่สามารถบอกรูปประพันธ์ได้ กำลังติดต่อกับใครบางคนอยู่โดยที่คนดังกล่าวได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
[[เป้าหมายของเราดูท่าจะเข้าถึงยากกว่าเราคาดมาก ถ้าเราเป็นฝ่ายเข้าหาไปเมื่อครู่ อาจจะเจอจุดจบแบบเดียวกับพวกนักเลงก็ได้...แล้วจะเอายังไงต่อ จะเปลี่ยนแผนดีมั้ย?] ] บุคคลดังกล่าวพูดขึ้นพร้อมกับถืออุปกรณ์สื่อสารที่มีรูปร่างและขนาดคล้ายกับปากกาลูกลื่น
[[...คงต้องเปลี่ยนตามที่นายว่าแล้วล่ะ...แต่อย่างน้อยก็ไปพาเด็กผู้หญิงที่เพิ่งคุยกับคนของมาเทียเมื่อครู่กลับมาแทนแล้ว บอสจะได้เห็นว่าเราไม่ได้กลับมามือเปล่า บางทีเราอาจจะใช้เด็กนั้นเพื่อพานังเด็กมาเทียมาหาเราเองก็ได้!] ] ปลายสายตอบกลับมาพร้อมเสนอไอเดีย
[[ไอเดียดีนี่...เอาตามนั้นละกัน!] ]
เด็กสาวตัวน้อยหันมาถามคุณแม่ของเธอ ขณะที่เธอกำลังพาลูก ๆ ของเธอเข้านอน ห้องที่มืดสลัวมีเพียงแสงจากโคมไฟเล็กที่โต๊ะข้างหัวนอน พอให้มองเห็นกันได้ ฝ่ายแม่ที่ได้ยินคำถามของลูก ๆ ก็เกิดอาการแปลกใจที่จู่ ๆ ลูกของเธอก็ได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา
“นั่นสิ ๆ หนูเองก็อยากรู้เหมือนกัน คุณพ่อเป็นคนแบบไหนเหรอคะ?” ลูกสาวของเธออีกคนหนึ่งก็ได้แสดงอาการอยากรู้ขึ้นมาเหมือนกัน
“...อืม...คุณพ่อนะเหรอ...นั่นสินะ มันเป็นเรื่องที่อธิบายยากอยู่เหมือนกัน…” คุณแม่ของทั้งสองเมื่อได้ลองนึกถึงคู่ชีวิตของตนเอง ใบหน้าของเธอก็มีรอยยิ้มเล็ก ๆ พร้อมกับดวงตาที่ชวนให้ดูน่าคิดถึง
“...แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่แม่มั่นใจมากเกี่ยวกับคุณพ่อ...คือเขารักและเป็นห่วงพวกเรามาก ๆ ...เพราะงั้นลูกต้องเป็นเด็กดีเข้าไว้นะ เพราะวันที่คุณพ่อกลับมา...เขาจะได้ภูมิใจในตัวลูก ๆ นะ”
“แน่นอนค่ะ!”
“พวกเราเป็นเด็กดีอยู่แล้ว!”
เด็กน้อยทั้งสองกล่าวบอกแม่ของเธออย่างร่าเริง ในห้องนอนเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขของแม่และลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักเสียงหัวเราะก็ค่อยจางหายไป เด็ก ๆ ต่างพากันหลับไปโดยไม่ทันรู้ตัว โดยมีแม่ของพวกคอยดูอยู่ห่าง ๆ เมื่อเธอแน่ใจแล้วว่าลูกหลับกันหมด เธอได้เอื้อมมือไปปิดโคมไฟ ก่อนจะค่อย ๆ เดินออกจากห้องไป
เธอเดินไปตามโถงทางเดินที่แสนจะเงียบสงัด หน้าต่างที่มีแสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมาตามทางเดิน ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ เธอก็ได้ค่อย ๆ หยุดเดินก่อนจะหันมองไปด้านนอกหน้าต่างบานหนึ่ง เธอมองออกไปด้านนอก มองไปอย่างไร้จุดหมาย เธอไม่ได้พยายามจะตั้งใจมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เธอแค่ต้องการจะมองไปที่ไหนสักที่หนึ่ง ที่ที่ไกลแสนไกลจนเธอไม่อาจเอื้อมถึง
“ตอนนี้...เธอเป็นยังไงบ้างนะ…”
10 ปีต่อมา
ณ โรงเรียนมัธยมปลายเซย์ยะ ในเขตโคโตะ ที่โรงเรียนแห่งนี้พลุกพล่านไปด้วยนักเรียนมากหน้าหลายตาที่ตอนนี้กำลังเริ่มพากันกลับบ้านกันแล้วหลังจากเสียงกริ่งเลิกเรียน
“...เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เราจะมาต่อกันในคาบหน้า แล้วก็อย่าลืมนะว่าเรื่องที่เรียนวันนี้จะออกในข้อสอบด้วยนะ…!”
อาจารย์วัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนกล่าวกับนักเรียนในคาบก่อนที่นักเรียนในห้องจะทำความเคารพ ช่วงเวลาอีกหนึ่งวันที่แสนยาวนานได้จบลงแล้ว ทุกคนในห้องต่างพากันเก็บของแล้วพากันออกไปจากห้องเรียน
“เอ่อ...อารางากิซัง ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้รึเปล่า?”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งกล่าวถามกับหญิงสาวผมสั้นสีดำที่กำลังเตรียมเดินออกจากห้องเรียน
“...ฟุยูมิซัง มีอะไรอย่างงั้นเหรอ?” เธอหันกลับมาหาเจ้าของคำถามเมื่อครู่
“คือว่า...ทางสภานักเรียนได้ยินมาว่าบ้านของเธออยู่ติดกับบ้านของ ‘มาเทีย คาคัตสึกิซัง’ ใช่หรือเปล่า?”
“...อืม...ก็ใช่นะ แต่ว่าฉันก็ไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมขนาดนั้นหรอก อีกฝั่งเป็นหนึ่งในครอบครัวผู้มั่งคั่งของโลกฝั่งตะวันออกเลยนี่นะ”
“อืม...งั้นเธอพอจะทราบบ้างรึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาเทียซังรึเปล่า ? เธอขาดเรียนค่อนข้างจะบ่อยนะ”
“ขอโทษด้วยนะ...ถึงเราจะอยู่บ้านใกล้กัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกับใครสักคนที่บ้านหลังนั้นเลย....”
“...เอ่อ...อย่างนั้นหรอกเหรอ...ขอบคุณที่สละเวลาคุยด้วยนะอารางากิซัง”
“ไม่เป็นอะไรหรอก งั้นฉันขอตัวก่อนนะ” หลังจากที่ทั้งคู่สนทนาเสร็จ อารางากิก็ได้เดินออกมาจากห้องเรียนของเธอ เมื่อเธอเดินห่างออกมาจากห้องเรียนของเธอได้ระยะหนึ่ง สีหน้าที่ดูปกติ ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
' คาคัตสึกิงั้นเหรอ? ...นานแค่ไหนแล้วนะที่ได้เห็นหน้าของเขา '
ณ สถานที่ใดสักแห่งหนึ่งในโตเกียว
"...อย่างที่สมาชิกทุกท่านได้รับแจ้งจากผู้ส่งสาร ตอนนี้สภาผู้มั่งคั่งของทั้งฝั่งโลกตะวันตกและตะวันออกกำลังถูกกลุ่มผู้มีพลังพิเศษที่มีนามว่า ' ฮาร์บินเจอร์ ' ส่งข้อความที่เป็นเสมือนคำขู่...พูดถึงการกลับมาของ ' อาร์คาน่า ' ..."
เสียงของบุรุษปริศนาได้ดังก้องไปทั่วห้องประชุมขนาดใหญ่ ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาต่างนั่งฟังกันอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่ในนั้นต่างแต่งกายดูมีฐานะ ต่างคนต่างพากันตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ จนกระทั่งมีชายในชุดสูทคนหนึ่งยืนขึ้นมา
"...มันจะจริงเหรอ? ไอที่พูด ๆ มา มันฟังดูไม่น่าเชื่อสักอย่างหนึ่ง...อาร์คาน่ากับเดอะ ครีเอเตอร์ ก็เป็นแค่เรื่องเล่าจากกลุ่มเวิร์ล โอเดอร์เท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ? " ชายคนดังกล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้ว เหมือนกับว่าตัวเขานั้นพยายามไม่ยอมเชื่อเรื่องที่เขาเพิ่งได้ยิน
"ท่านโจเซฟ กระผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ว่าทางเราได้รวบรวมพยานหลักฐานมาทั้งหมดแล้วล่ะครับ และเราก็สามารถยืนยันได้ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือเรื่องจริงอย่างแน่นอน"
ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องขนาดใหญ่ได้พูดอธิบายประกอบกับเปิดภาพฉายโฮโลแกรมขนาดใหญ่ขึ้นมาเหนือหัวของเขา และเมื่อเขาได้ยืนยันแล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่เขาพูดไปเป็นความจริง ชายในชุดสูทที่ชื่อ 'โจเซฟ' ก็เริ่มมีสีหน้าและท่าทางที่เป็นกังวลขึ้นมา
"ทางเรามีมาตรการรับมืออย่างไรบ้างละ? ...นี่เราจำเป็นจะต้องให้ 'Demola' ช่วยแก้ปัญหารึเปล่า" หญิงชราในชุดที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีพูดเสนอขึ้นมา และเมื่อเธอได้เอ่ยถึงชื่อ ๆ หนึ่ง เหล่าคนที่นั่งรายล้อมอยู่ในห้องต่างก็เงียบสงบไปในพริบตา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงซุบซิบ บรรยากาศในห้องเริ่มหนักอึ้ง ทุก ๆ ต่างพากันจับจ้องไปที่หญิงสาวในชุดเดรสยาวสีฟ้า ที่นั่งอยู่โดยไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จนกระทั่งเธอถอนหายใจออกมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูด
" ...เรื่องของฮาร์บินเจอร์ ทางเราจะจัดการให้เอง...แต่ถ้าหากว่าอาร์คาน่าคืนชีพกลับขึ้นมาจริง ๆ ...ต่อจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับคำทำนายแล้วล่ะ... "
ในช่วงเวลาตอนเย็น แสงอาทิตย์ที่ฉาบท้องฟ้าเป็นสีแดงส้ม เมืองที่ผู้คนสัญจรกันไปมาอย่างเร่งรีบ หญิงสาวที่ชื่อว่า อารางากิ กำลังเดินกลับไปที่บ้านของเธอด้วยความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก เพราะถึงแม้จะมีผู้คนมากมายรอบ ๆ ตัวเธอที่ต่างพากันเดินสัญจรไปมา เธอกลับรู้ว่าตัวเองดูแยกออกมาจากกลุ่มคนดังกล่าว แต่เธอก็ไม่ได้มีความคิดที่จะพยายามทำตัวให้เข้ากับผู้คนและสีสันรอบ ๆ ตัวเธอแต่อย่างใด
เธอเดินออกมาใกลจากที่ ๆ พุกพล่านผู้คนออกมาได้สักพักหนึ่ง เธอก็พบว่าเธอใกล้ถึงบ้านแล้ว แต่ระหว่างที่เธอกำลังทอดสายตามองไปข้างหน้า ก็พบเข้ากับกลุ่มเด็กวัยรุ่นชายห้าคนกำลังยืนล้อมใครบางคนที่ใส่เสื้อฮู้ดสีดำอยู่ โดยเมื่อเธอพยายามวิเคราะห์สถานการณ์คร่าวก็รู้สึกได้เรื่องราวกำลังเลวร้ายขึ้น
"นี่ไอเด็กติ๋ม สรุปแกจะขอโทษที่เดินมาชนเพื่อนฉันมั้ยว่ะเนี่ย!? หรือว่าแกอยากลงไปนอนกินดินรึไง ห้ะ!? "
หนึ่งในห้าคนพยายามพูดข่มขู่คนที่ใส่เสื้อฮู้ดอยู่ แต่ดูเหมือนว่าคำขู่ที่ฟังดูดุดัน กลับไม่ทำให้บุคคลดังกล่าวรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่คน ๆ นั้นถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
" พวกแกนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ เลย "
เมื่อคำพูดดังกล่าวได้หลุดออกมาจากคนใส่เสื้อฮู้ด หนึ่งในห้าคนก็ออกหมัดต่อยเข้าไปที่คนดังกล่าว แต่เขากลับสามารถหลบหมัดนั้นได้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะสวนหมัดไปที่ท้องของชายคนนั้นอย่างแรงจนหนึ่งในห้าคนลงไปนอนกองกับพื้น สี่คนที่เหลือก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปจู่โจมคนดังกล่าว แต่แค่ไม่กี่อึดใจเขาก็สามารถหลบหมัดและเท้าของทั้งสี่คนได้ก่อนจะโต้ตอบกลับไปด้วยหมัดเดียวจนสี่คนที่เหลือลงไปนอนกองกับพื้น
อารางากิที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ก็ได้แต่ยืนทึ่งต่อภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเธอ และจู่ ๆ ก็มีลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านตัวไป และลมดังกล่าวก็แรงพอที่จะทำให้ฮู้ดที่คลุมหัวของคนดังกล่าวเปิดออก แสงสีแดงส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าได้ฉายไปบนหน้าของบุคคลปริศนา ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าใครบางคนอยู่ข้างหลังของเขาจึงได้หันหน้ากลับไปมองด้านหลัง จนทำให้อารางากิเห็นหน้าของคน ๆ นั้นได้ชัดเจน แต่นั่นก็แทบจะทำให้เธอไม่เชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ
"คาคัตสึกิ!? "
อารางากิเอ่ยชื่อของคนที่เธอรู้จักขึ้น พร้อมกับมองตรงไปที่ร่างของเจ้าของชื่อเสียงเรียงนามที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอมากนัก
“...หืม?”
“!?”
ทันทีที่คาคัตซึกิสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่ เขาพยายามเพ่งเล็งมาที่อารางากิด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกสัตว์นักล่าจ้องมอง
“...อารางากิซัง?” คาคัตสึกิเอ่ยเรียกชื่อคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปมาก
“...อ๊ะ!! ..เอ่อ..” อารางากิพูดตะกุกตะกักด้วยความลุกลนจนทำอะไรไม่ถูก
“คุณหนู!!!”
ก่อนที่บทสนทนาของทั้งคู่กำลังจะดำเนิน ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำ ผมสีน้ำตาลที่ยาวลงมาจนถึงแผ่นหลัง วิ่งตรงมาทั้งคู่
“...เฮ้อ...ทั้งที่อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที” คาคัตสึกิแอบบ่นตัดพ้อกับตัวก่อนจะหันตัวไปมองชายคนดังกล่าวที่วิ่งมา
“อยู่นี่เอง! ผมตามหาที่คฤหาสน์ทั้งวัน ที่แท้ก็แอบออกมาข้างนอกนี่เอง ถ้าเกิดคุณหญิงรู้เข้าจะแย่เอานะครับ!!” ชายคนดังกล่าวพูดกับคาคัตสึกิที่แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมา
“แม่เอาแต่ขังฉันไว้ในบ้านเป็นระยะแล้วนะ! ฉันก็แค่อยากออกมาเปิดหูเปิดตาบ้างก็แค่นั้นเอง!” ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังตัดพ้อ ชายคนดังกล่าวก็ได้เหลือบมองดูกลุ่มวัยรุ่นที่นอนสลบไม่ได้สติอยู่กับพื้น ก่อนจะถอนหายใจ
“...เปิดหูเปิดตาด้วยการอัดกลุ่มขาโจ๋นะเหรอครับ?”
“อีกฝั่งเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเองนี่นา ช่วยไม่ได้หรอก” คาคัตสึกิตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังสงบและไม่รีบร้อน หลังจากชายคนดังกล่าวเงิยหน้าขึ้นมา เขาก็ได้สะดุดตาเข้ากับบุคคลอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของคาคัตสึกิ
“หืม? ...ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังเป็นเพื่อนกับคุณหนูคาคัตสึกิเหรอครับ? " ชายคนดังกล่าวถาม
"เธอเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับคฤหาสน์ของเราไง นายจำไม่ได้เหรอ? " คาคัตสึกิพูดตอบไป
"...อ๋อ!! ลูกสาวบ้านอารางากิเองนะเหรอครับ " ชายคนดังกล่าวเมื่อนึกขึ้นได้จึงหันไปถามอารางากิที่กำลังยืนสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า เมื่อเธอรู้ตัวว่ากำลังถูกถามก็ได้หยุดเหม่อไปข้างหน้าก่อนจะหันมาตอบคำถามดังกล่าว
"อ๊ะ! ใช่ค่ะ! ฉันชื่อ อารางากิ ฟุยูมิ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ! " เธอตอบกลับพร้อมแนะนำตัวกลับไป
"ยินดีที่ได้รู้จักครับอารางากิซัง กระผมมีนามว่า ฟูจิมุระ เบนจิโร่ ครับ" เบนจิโร่แนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะหันกลับไปหาคาคัตสึกิ
"เอาล่ะครับคุณหนู เราต้องกลับกันแล้วนะครับ" เบนจิโร่พูดพร้อมกับโบกมือไปทางที่มีรถเบนซ์คันสีดำจอดอยู่ไม่ห่างไปมาก อารางากิเห็นโอกาสดีที่จะได้ปลีกตัวจากสถานการณ์ดังกล่าวจึงรีบพยายามปลีกตัวออกไปจากที่ตรงนั้นก่อนจะรีบเดินตรงไปที่บ้านของตนเอง โดยไม่ทันสังเกตว่าตนเองได้ทำอะไรบางอย่างหล่นไว้ระหว่างทาง
ระหว่างที่คาคัตสึกิยืนถกเถียงกับเบนจิโร่ จนสุดท้ายก็ยอมนั่งรถกลับแต่โดยดี แต่ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังจะเดินไปถึงรถ ก็ได้ไปสะดุดตาเข้ากับกระเป๋าสตางค์สีน้ำเงินที่หล่นอยู่ไม่ห่างไปจากตัวรถ เจ้าตัวจึงได้ก้มหยิบมันขึ้นมาและเมื่อเธอพลิกไปอีกด้านก็พบว่ามีชื่อ 'ฟุยูมิ' ถูกถักด้ายไว้ด้านหลัง 'ของอารางากิงั้นเหรอ? ' ระหว่างที่คาคัตสึกิกำลังครุ่นคิด เจ้าตัวก็ได้เงยหน้าขึ้นมาและพยายามมองหาเจ้าของ ก่อนจะพบแต่ถนนที่ว่างเปล่า 'ช่วยไม่ได้...คงต้องเอาไปคืนตอนกลับถึงบ้านแล้วละกัน' เจ้าตัวตัดสินใจเสร็จจึงได้เอากระเป๋าสตางค์เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตก่อนจะเดินขึ้นรถไป ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป ในจุดเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ ที่หัวมุมของถนนมีบุคคลปริศนาที่แต่งกายมิดชิดจนไม่สามารถบอกรูปประพันธ์ได้ กำลังติดต่อกับใครบางคนอยู่โดยที่คนดังกล่าวได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
[[เป้าหมายของเราดูท่าจะเข้าถึงยากกว่าเราคาดมาก ถ้าเราเป็นฝ่ายเข้าหาไปเมื่อครู่ อาจจะเจอจุดจบแบบเดียวกับพวกนักเลงก็ได้...แล้วจะเอายังไงต่อ จะเปลี่ยนแผนดีมั้ย?] ] บุคคลดังกล่าวพูดขึ้นพร้อมกับถืออุปกรณ์สื่อสารที่มีรูปร่างและขนาดคล้ายกับปากกาลูกลื่น
[[...คงต้องเปลี่ยนตามที่นายว่าแล้วล่ะ...แต่อย่างน้อยก็ไปพาเด็กผู้หญิงที่เพิ่งคุยกับคนของมาเทียเมื่อครู่กลับมาแทนแล้ว บอสจะได้เห็นว่าเราไม่ได้กลับมามือเปล่า บางทีเราอาจจะใช้เด็กนั้นเพื่อพานังเด็กมาเทียมาหาเราเองก็ได้!] ] ปลายสายตอบกลับมาพร้อมเสนอไอเดีย
[[ไอเดียดีนี่...เอาตามนั้นละกัน!] ]
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
7.8 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
8.6 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.1 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ