The Bikeriders: No Mercy

8.3

เขียนโดย room666_

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 16.45 น.

  8 ตอน
  0 วิจารณ์
  902 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 23.47 น. โดย เจ้าของนิยายฟิคชั่น

แชร์นิยายฟิคชั่น Share Share Share

 

8) ความลับที่ถูกฝัง END

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
 
 
บทสรุป: เถ้าถ่านแห่งความยุติธรรม...และความลับที่ถูกฝังราก
 
[ ฉากข่าวใหญ่: หน้าจอทีวีและพาดหัวหนังสือพิมพ์ ]
เสียงผู้ประกาศข่าวภาคค่ำดังระงมไปทั่วทุกครัวเรือน น้ำเสียงเคร่งเครียดและตื่นตระหนก ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นซากปรักหักพังของคฤหาสน์ที่หรูหรา บัดนี้กลายเป็นเพียงโครงเหล็กและอิฐที่ดำเป็นตอตะโก ควันไฟสีดำสนิทหย่อมสุดท้ายยังคงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตัดกับแสงของเช้าวันใหม่

 
[ พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง: โศกนาฏกรรมเลือด! คฤหาสน์มอร์แกนไฟไหม้วอด... ดับสยองนับสิบ! ]
ผู้ประกาศข่าว: "ข่าวด่วนสะเทือนขวัญที่สุดในรอบทศวรรษครับ! เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่คฤหาสน์หรูของตระกูลมอร์แกน ริมทะเลสาบ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง แต่ความเสียหายนั้นประเมินค่าไม่ได้... และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเริ่มทยอยลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากกองเพลิงแล้วครับ"

 
ภาพข่าวตัดไปที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิที่กำลังแบกหามถุงซิปใส่ศพสีดำออกมาอย่างต่อเนื่องยาวเป็นขบวน สภาพรอบๆ คฤหาสน์เต็มไปด้วยรถดับเพลิง รถตำรวจ และรถพยาบาลที่เปิดไซเรนดังระงม
 
ผู้ประกาศข่าว: "รายงานล่าสุดระบุว่า พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วจำนวนมาก... ราวๆ สามสิบศพ! ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่งครับ ทั้งหมดถูกไฟคลอกจนสภาพศพดำเป็นตอตะโก บิดเบี้ยวผิดรูป จนการระบุตัวตนในเบื้องต้นทำได้ยากมาก ทางสถาบันนิติเวชศาสตร์ต้องเร่งนำร่างทั้งหมดไปพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลโดยด่วน"
 
[ฉาก: การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานท่ามกลางเถ้าถ่าน]
 
ภาพข่าวเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยและกองพิสูจน์หลักฐานที่สวมชุดป้องกันสีขาว เดินสำรวจท่ามกลางเศษซากไม้และโลหะที่ไหม้เกรียม พวกเขาใช้เทปสีเหลืองกั้นพื้นที่ไว้เป็นวงกว้าง
 
ผู้ประกาศข่าว: "แหล่งข่าวภายในกองบังคับการตำรวจเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่าครับ จากการตรวจสอบสภาพศพในเบื้องต้น พบร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ทั้งถูกยิงและถูกฟันด้วยอาวุธของมีคม อย่างรุนแรงก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้! นี่อาจไม่ใช่แค่อุบัติเหตุเพลิงไหม้ธรรมดา แต่เป็น การฆาตกรรมหมู่ ที่โหดเหี้ยมและมีการวางแผนมาอย่างดี!"
 

 
ยิ่งตรวจย้อนกลับไปเท่าไหร่ ยิ่งพบความผิดปกติที่น่าสะพรึงกลัวครับ! เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (สพฐ.) รายงานว่า ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ถูกไฟไหม้จนวอดวาย พวกเขาขุดพบ 'คลังแสงขนาดย่อม' ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณครับ"
 
รายละเอียดหลักฐานที่พบ
 

ปลอกกระสุนจำนวนมหาศาล พบปลอกกระสุนขนาด .45 และ 9 มม. ตกกระจายอยู่ตามพื้นห้องโถงหลักและทางเดินนับร้อยปลอก หลายจุดมีร่องรอยการยิงปะทะกันอย่างดุเดือด
ซากอาวุธปืน เจ้าหน้าที่กู้คืนซากปืนพกสั้นและปืนลูกซองได้หลายสิบกระบอก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกความร้อนสูงจากเพลิงไหม้เผาทำลายจนบิดเบี้ยวและใช้งานไม่ได้

 
เบื้องหลังแนวกั้นตำรวจ
 
ผู้สื่อข่าวสาวในชุดกันฝนสีเข้มยืนถือไมโครโฟนอยู่หน้าคฤหาสน์ที่ยังคงมีควันกรุ่น พื้นหลังคือแสงไฟวับวาบจากรถฉุกเฉินนับสิบคัน เธอขยับแว่นสายตาและพยายามควบคุมเสียงที่สั่นเครือจากความหนาวและความสยดสยองเบื้องหน้า
 
นักข่าวสาว: "และที่น่าตกใจยิ่งกว่าจำนวนศพที่ทยอยพบในกองเพลิง คือการที่เจ้าหน้าที่พบบุคคลเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตและไม่ได้หนีไปไหนค่ะ... เขาคือ จ่าสิบตำรวจ มิลเลอร์ นายตำรวจสืบสวนฝีมือดีที่ใกล้เกษียณ!"
 
กล้องซูมผ่านไหล่ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปยังใต้ต้นโอ๊คใหญ่หน้าคฤหาสน์ ที่นั่น จ่ามิลเลอร์ ในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนเขม่าดำสนิท นั่งอยู่บนรากไม้ใหญ่ แววตาที่จ้องมองเปลวไฟที่เพิ่งมอดลงนั้นว่างเปล่าแต่ทว่าดูอิ่มเอมอย่างประหลาด
 
นักข่าวสาว: "จ่ามิลเลอร์นั่งรอมอบตัวอยู่ตรงนั้นตั้งแต่อเพลิงเริ่มสงบค่ะ เขาไม่ได้ขัดขืน และตามรายงานระบุว่าเขายังเป็นคนยื่นปืนพกส่วนตัวให้กับเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง พร้อมกับคำสารภาพสั้นๆ ที่ทำให้ทุกคนในที่เกิดเหตุถึงกับอึ้ง..."
 
เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นักข่าวสาว: "เขากล่าวกับเจ้าหน้าที่เพียงว่า... 'นรกที่เผาคนพวกนี้ ยังไม่ร้อนเท่าความเจ็บปวดที่ลูกสาวผมได้รับ... คืนนี้ความยุติธรรมทำงานเสร็จแล้ว'หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลยค่ะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังนำตัวเขาไปควบคุมที่สถานีตำรวจท่ามกลางการอารักขาอย่างเข้มงวด"
 
กล้องจับภาพจ่ามิลเลอร์ที่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ยื่นข้อมือสองข้างให้เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมืออย่างเต็มใจ  ก่อนจะก้าวขึ้นรถตำรวจไปโดยไม่หันกลับมามองซากปรักหักพังนั้นอีก
 
( 3 วันหลังเหตุการณ์นองเลือด )
 
Johnny ในชุดเสื้อยืดสีดำเปื้อนฝุ่นปูนและคราบเขม่า กำลังถือค้อนตอกแผ่นไม้กระดานอัดแผ่นใหม่เข้ากับผนังหน้าร้านที่ถูกเปลวไฟเผาจนดำเมื่อหลายวันก่อน สมาชิกกลุ่ม Vandals บางส่วนช่วยกันยกถังสีและขัดเศษซากที่ไหม้ไฟออกทั้งหมด
 
"โชคดีนะที่ไฟไหม้แค่หน้าร้าน Jax พูดย้ำพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตา  ถ้ามันราดน้ำมันเยอะกว่านี้ เราคงไม่เหลือที่ให้นั่งดื่มแน่ "
 

 
Johnny ไม่ตอบอะไร เขาตอกตะปูนัดสุดท้ายลงไปแรงๆ จนเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ก่อนจะวางค้อนลงแล้วเดินเข้าไปในบาร์ที่มืดสลัวเพื่อพักเหนื่อย เขานั่งลงที่มุมมืดประจำของเขา สายตาจ้องมองหน้าจอทีวีเก่าๆ เหนือเคาน์เตอร์บาร์ที่กำลังรายงานข่าวความคืบหน้าคดีคฤหาสน์มอร์แกน
 
ภาพบนจอคือ จ่ามิลเลอร์ ในชุดผู้ต้องหาสีน้ำตาลขุ่น มือทั้งสองข้างถูกใส่กุญแจมือไว้แน่น ท่ามกลางวงล้อมของนักข่าวที่พยายามยื่นไมค์ใส่หน้า แต่ใบหน้าของจ่าเฒ่ากลับดูสงบนิ่งและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับยกภูเขาออกจากอกได้สำเร็จแล้ว
 
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนในบาร์ต้องหยุดมือคือคำแถลงของจ่ามิลเลอร์ก่อนเข้าห้องขัง เขาไม่ได้แค่สารภาพบาปของตัวเอง แต่เขายังโยนระเบิดลูกใหญ่ด้วยการแฉรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่มีส่วนพัวพันและรับเงินใต้โต๊ะจากวิกเตอร์มาเป็นเวลานาน หลักฐานและเส้นทางการเงินที่จ่าแอบเก็บสะสมมาตลอดหลายปีถูกส่งต่อไปยังหน่วยสืบสวนกลาง ทำให้เจ้าหน้าที่ในกรมถูกสั่งพักงานและตั้งคณะกรรมการสืบสวนวินัยไปหลายนายทันที
 
"นั่นไง! โดนเข้าให้แล้ว!" Jax อุทานออกมาเสียงดังพลางตบเข่าฉาด สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม Vandals ต่างพากันหยุดมองทีวีด้วยแววตาเป็นประกาย "จ่ามิลเลอร์นี่ของจริงว่ะ... แกไม่ได้แค่เผาบ้านไอ้วิกเตอร์นะเว้ย แต่แกเผารังมดของพวกตำรวจกังฉินไปด้วยพร้อมกันเลย!"
 
ในขณะที่เสียงเฮดังลั่นบาร์ เสียงกระดิ่งที่ประตูบาร์ดังขึ้นเบาๆ ชายร่างสูงในชุดแจ็กเก็ตสีเข้มเดินเข้ามา เขาคือ นักสืบพาร์คเกอร์ มือปราบที่เคยทำคดีตระกูลมอร์แกน ( อัลเบิร์ต ) มาหลายปี พาร์คเกอร์มองร่องรอยการซ่อมแซมหน้าร้านครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงมานั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ Johnny อย่างถือวิสาสะ
 
เขาสั่งเหล้าเพียวๆ หนึ่งแก้ว ก่อนจะถอนหายใจยาวพลางมองไปที่หน้าจอทีวีเดียวกับที่ Johnny มองอยู่
 
Johnny ชำเลืองมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
 
Johnny: "มีธุระอะไรหรือคุณนักสืบ? หรือตั้งใจจะมายัดข้อหา หรือพยายามสืบหาเบาะแสอะไรจากพวกผมอีกล่ะ? ร้านผมเพิ่งจะรอดจากไฟไหม้มาได้ไม่กี่วัน... ผมคงไม่มีอารมณ์มานั่งเล่นเกมทายคำถามกับตำรวจหรอกนะ"
 
นักสืบพาร์คเกอร์ไม่สะทกสะท้าน เขาทำเพียงแค่สั่งเหล้าเพียวๆ หนึ่งแก้ว ถอนหายใจยาวพลางมองไปที่หน้าจอทีวี
 
นักสืบพาร์คเกอร์: "ใจเย็นสิ Johnny... ฉันก็แค่ดีใจที่บาร์ของพวกนายยังปลอดภัย ซ่อมแซมอีกนิดก็คงเหมือนเดิมแล้ว"
 
Johnny กระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมด แววตายังคงระแวดระวัง
 

 
นักสืบพาร์คเกอร์: ( หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ) " อืม... อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเป็นฝีมือพวกนาย แผนของพวกนายมันฉลาดใช้ได้เลยนะ การทิ้งปืนลงในกองเพลิง การเผาทุกอย่างที่ระบุตัวตนได้ มันทำให้พวกหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ต้องกุมขมับไปตามๆ กัน "
 
พาร์คเกอร์ควักซองบุหรี่ออกมาขยี้เล่นในมือ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
 
นักสืบพาร์คเกอร์: " แต่ก็นะ... กฎฟิสิกส์มันหลอกกันไม่ได้หรอก แม้ไฟจะเผาบ้านไปทั้งหลัง แต่หน้าดินริมทะเลสาบมันไม่ได้ระเหยไปด้วย ทีมของฉันพบ รอยเท้าเปล่าจำนวนมาก ใกล้กับรั้วคฤหาสน์... จากขนาดและน้ำหนัก รอยเท้านั่นน่าจะมาจากคนไม่ต่ำกว่า 40 ถึง 50 คน เดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำมุ่งหน้าไปทางโกดังร้าง แถมยังมีรอยล้อมอเตอร์ไซค์อีกเพียบที่กดลึกลงไปในดินโคลนแถวนั้น "
 
Johnny: ( ขยับตัวเล็กน้อย มือบีบแก้วแน่นขึ้น ) "ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้น... ทำไมไม่ใส่กุญแจมือผมเลยล่ะ? "
 
พาร์คเกอร์ยกมือขึ้นปรามพร้อมรอยยิ้มที่เดาทางไม่ถูก
 
นักสืบพาร์คเกอร์: " ช่างหัวมันเถอะ... ไอ้พวกสารเลวนั่นมันสมควรตายไปตั้งนานแล้ว "
 
ความเงียบปกคลุมคนทั้งคู่ไปครู่หนึ่ง พาร์คเกอร์ลดสายตาลงต่ำเมื่อภาพในทีวีเปลี่ยนเป็นภาพจ่ามิลเลอร์ที่กำลังถูกคุมตัวเข้าห้องขัง
 
นักสืบพาร์คเกอร์: " จ่ามิลเลอร์... อืม เขาเป็นคนดีนะ เขาเป็นรุ่นพี่ที่ฉันนับถือที่สุดคนหนึ่ง การที่เขายอมมอบตัวและรับผิดคนเดียวแบบนั้น... มันคงเป็นความต้องการของเขาจริงๆ เขาคงไม่อยากเห็นพวกนายต้องเข้าไปเน่าในคุก และเขาก็ทำหน้าที่ 'ตำรวจ' จนวินาทีสุดท้าย คือการรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ "
 
นักสืบพาร์คเกอร์ดื่มเหล้าจนหมดแก้วแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆก่อนจะจ่ายเงิน พร้อมกับตบโต๊ะเบาๆ
 
Johnny: ไม่ต้อง…เเก้วนี้ฉันเลี้ยง….
 
นักสืบพาร์คเกอร์: ขอบใจ….
 
นักสืบพาร์คเกอร์: " ฉันแค่แวะมาทักทายพวกนายเฉยๆ น่ะ... เห้ ว่างๆ ฉันจะมาดื่มที่นี่อีกนะ เหล้าที่นี่รสชาติใช้ได้เลยล่ะ อย่าเพิ่งรีบย้ายร้านหนีไปไหนเสียก่อนล่ะ ซ่อมร้านให้เสร็จไวๆ ล่ะกัน "
 
นักสืบพาร์คเกอร์: พูดทิ้งท้าย " จำไว้เถอะ Johnny... ไม่ว่าแผนการจะสมบูรณ์แบบแค่ไหน หรือเปลวไฟจะโชติช่วงเพียงใด แต่ 'มนุษย์' มักจะทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหลังเสมอ อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนไปเจอมันเข้าเท่านั้นเอง "
 
Johnny นิ่งค้างไปครู่หนึ่ง คำพูดของนักสืบดังก้องอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะท้อนที่ตอกย้ำความจริงอันน่าหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าพาร์คเกอร์พูดถูก... ร่องรอยเหล่านั้นคือหลักฐานชั้นดีที่พร้อมจะลากเขากับพี่น้องเข้าสู่กรงขังได้ทุกเมื่อ
 
แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังไม่ใช่ความกลัวตาย แต่มันคือความจริงที่ว่า 'อิสรภาพ' ที่เขากำลังหายใจอยู่ตอนนี้ ไม่ได้มาจากความฉลาดในการลบร่องรอยได้หมดจด แต่มันแลกมาด้วยชีวิตที่เหลือของจ่าเฒ่าคนหนึ่งที่ยอมรับบาปแทนรอยเท้าทั้ง 50 คู่นั้น
และที่น่าตระหนกยิ่งกว่า คือสายตาของนักสืบพาร์คเกอร์เมื่อครู่... สายตาที่บอกชัดว่าเขารู้เห็นทุกอย่าง เขามองทะลุแผนการเผาทุกอย่างทิ้ง และมองเห็นเงาของกลุ่ม Vandals ในกองเพลิงนั้นอย่างแจ่มแจ้ง แต่เขากลับเลือกที่จะ 'มองข้าม' มันไป พาร์คเกอร์เลือกที่จะเหยียบย่ำกฎกติกาที่เขาถือครองมาตลอดชีวิต เพื่อปล่อยให้พวกศาลเตี้ยอย่าง Johnny ได้มีโอกาสกลับมาทาสีหน้าร้านใหม่แทนการไปนอนเน่าในคุก
 
“ จ่ามิลเลอร์เลือกสละอิสระภาพ... ส่วนพาร์คเกอร์สละอุดมการณ์ตำรวจ... ทั้งหมดก็เพื่อให้พวกเขายังมีที่ยืนบนโลกใบนี้ ”
 
Johnny มองดูภาพจ่ามิลเลอร์ในทีวีเป็นครั้งสุดท้าย คล้ายเป็นการคำนับจากก้นบึ้งของหัวใจ ก่อนจะลุกไปจากเก้าอี้
 
“ เรารอดมาได้... ไม่ใช่เพราะแผนการที่ฉลาด แต่เพราะความเสียสละที่ประเมินค่าไม่ได้ ”
 
เขามองดูรอยไหม้สีดำเกรียมที่ยังหลงเหลืออยู่บนวงกบประตู รอยไหม้นี้แหละคือ "ร่องรอย" ที่พาร์คเกอร์พูดถึง และเขากำลังจะทำหน้าที่ของเขา คือการปกปิดมันไว้ให้ลึกที่สุด เพื่อไม่ให้หยาดเหงื่อและอิสรภาพที่จ่ามิลเลอร์มอบให้ต้องสูญเปล่า "
 
 
( บทส่งท้าย: ตะกอนในใจหลังเปลวไฟมอดลง )
 
Johnny นั่งมองดูมือของตัวเองที่ยังสั่นระริก จากอะดรีนาลีนที่เพิ่งจางหายไป ความเงียบในบาร์บีบคั้นความรู้สึกจนเขาต้องยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบอีกอึกใหญ่... เขาเอาตัวรอดมาได้ เขายังคงนั่งอยู่ที่นี่ ได้ดื่มวิสกี้รสเลิศในบาร์ของตัวเอง โดยไม่ต้องเข้าไปนอนในคุกเหมือนจ่าเฒ่าคนนั้น
แต่ยิ่งแอลกอฮอล์ไหลลงคอ ความจริงที่ขมขื่นยิ่งแจ่มชัดขึ้นในความคิด
 
“ เขารู้ดีว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะรอดคุกมาได้...”
 
ภาพการต่อสู้ในคฤหาสน์มอร์แกนฉายซ้ำเหมือนหนังที่วนลูป เสียงปืน เสียงกรีดร้อง และเลือดที่เปื้อนมือของเขา Johnny รู้สึกถึงน้ำหนักของชีวิตนับสามสิบที่เขาเป็นคนปลิดทิ้ง แม้คนพวกนั้นจะเป็นเดนมนุษย์ แต่น้ำหนักของ "การฆ่า" ก็ยังคงกดทับอยู่บนบ่าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
 
ที่สำคัญที่สุด... ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจเขาคือการ "ยืมมือ" พี่น้องกลุ่ม Vandals อีกหลายสิบชีวิตให้เอาชีวิตมาเสี่ยงกับความแค้นส่วนตัวของเขา เขาพาพวกเขาไปเดินบนเส้นด้ายที่ขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ ถ้าจ่ามิลเลอร์ไม่ยอมเป็นแพะรับบาป ถ้าพาร์คเกอร์เลือกที่จะทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด หรือถ้ามีหลักฐานหลุดรอดไปเพียงชิ้นเดียว... ป่านนี้พี่น้องของเขาคงต้องเน่าอยู่ในเรือนจำไปตลอดชีวิตเพียงเพราะ "คำขอ" ของเขา
 
Johnny: ( พึมพำกับความว่างเปล่า ) " ฉันติดหนี้พวกนาย... มากเกินกว่าจะชดใช้ได้หมด "
 
เขารู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมที่ขาวสะอาด แต่วันนี้เขาได้เลือกสร้างความยุติธรรมในแบบของตัวเองขึ้นมา ความยุติธรรมที่เปื้อนเลือด เขม่าปืน และคราบน้ำตาของคนที่เขารักและนับถือ แต่มันก็คือสิ่งที่ทำให้เขายังมีลมหายใจอยู่ได้ในคืนนี้ และทำให้เขายังมีโอกาสซ่อมแซมหน้าร้านนี้ต่อไป
เขามองไปที่รอยสีดำที่เพิ่งทาเสร็จ มันไม่ได้แค่ปิดรอยไหม้ แต่มันเหมือนการพยายามปิดตายความผิดบาปที่เขาทำไว้หลังบานประตูนี้
 
Johnny: " หลับให้สบายนะ Kathy... เรื่องราวของเรามันจบลงแล้วจริงๆ ต่อจากนี้... ฉันจะแบกรับความผิดพวกนี้ไว้เอง "
 
“ เขากระดกวิสกี้จนหมดแก้วสุดท้าย วางแก้วลงด้วยเสียงที่หนักแน่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายเข้าไปในเงามืดหลังร้าน ทิ้งให้ความทรงจำที่โหดเหี้ยมจมหายไปพร้อมกับแสงไฟที่มอดลง... ทิ้งไว้เพียงชายคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้ด้วยราคาที่แพงที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจ่ายไหว ”
 

 
                                                                          (  E N D )
 
 
" นี่คือเรื่องราวตอนพิเศษของ The Bikeriders (2023) ในมุมมองของชายที่ชื่อว่า 'Johnny' ชายผู้ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม Vandals เป็นตอนพิเศษที่ผมแต่งขึ้นมาเพื่อให้เห็นอีกด้านของตัวละครผ่าน... จินตนาการและการตีความใหม่ในแบบฉบับของผมเอง"
 
( จากใจผู้เขียน )
" สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางกลุ่ม Vandals ในเวอร์ชันนี้จนจบ กับมุมมองที่ผมตั้งใจถ่ายทอดออกมา หวังว่าเรื่องราวสั้นๆ นี้จะสร้างความประทับใจและทำให้ทุกท่านเห็นมิติที่ลึกซึ้งขึ้นของตัวละครที่ชื่นชอบ... แล้วพบกันใหม่ในเส้นทางสายต่อไปครับ "
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยายฟิคชั่น

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

✓ เรื่องนี้ไม่มีเจตนาทำให้บุคคลที่อ้างถึงเสียชื่อเสียง และฉันจะยอมรับผิดเมื่อบุคคลนั้นตำหนิหรือเตื่อนมา

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
8 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
7 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายฟิคชั่นเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา