น้อมรำลึกถึงพ่อหลวง ร.๙

เรื่องสั้น : The Last Night : OverNight

อ่าน 342
วิจารณ์ 0
แนว:
จำนวน:
1 Mission
แต่งเมื่อ:
วันที่ 4 มิ.ย. 2559 01:17 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง pyclub70
ขีดเขียนเต็มตัว (154)
เด็กใหม่ (17)
เด็กหัดอ่าน (24)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

Mission 1. ตัวตนและเรื่องราว

เขียนเมื่อ วันที่ 4 มิ.ย. 2559 01:29 น.

( แก้ไขเมื่อ วันที่ 4 มิ.ย. 2559 23:06 น. โดย เจ้าของบทความ )

 

The Last Night : OverNight

 

 

 

        ...ฉัน ชื่อลีอาร์ ฉันคือผู้สืบทอดสายเลือดจาก7เทพพาราดินผู้ยิ่งใหญ่แห่งลามิเรส ซึ่งนั่นมันเป็นเพียงลมปากจากใครๆหลายคนในสำนักราชวังและผู้ชุบเลี้ยงฉันเมื่อวัยเยาว์เป่าหูมาน่ะ หากแต่ยังคงต้องพิสูจน์ตามหาข้อเท็จจริง

          การกำเนิดข องฉันช่างน่าอดสูและหดหู่ขมขื่นเสียยิ่ง ครั้งเมื่อฉันอายุได้5ขวบกลับถูกพ่อบังเกิดเกล้าจับโยนลงหน้าผาโยมูเยียร์แห่งแผ่นดินเออาร์-ติกะโดยไม่ใยดี ซึ่งใต้หุบเหวนั้นคือที่สิงสถิตของเหล่าอสูรกายและผีร้ายทั้งหลายปนเปกันไปมั่วหลาย

        ขณะร่างของฉันร่วงลงห้วงหุบเหว ระหว่างนั้นฉันเกิดความกลัวด้วยความไร้เดียงสาและกลั้นใจไม่ร่ำไห้พร้อมไม่อยากหลุดคำว่าพ่อออกไป ด้วยความสูงขนาดนั้น แน่นอนว่าหากตกลงไปคงตายไม่เหลือซากหรืออาจสลายไปก่อนจะถึงพื้นก็เป็นได้ ฉันได้แต่ภาวนาว่าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอยากมองโลกในวันพรุ่งนี้และตลอดไปว่าจะมีสิ่งใดสวยงามและเกิดขึ้น 

         ทว่า โชคยังดีเมื่อใครคนหนึ่งช่วยฉันไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด หลังร่างเกือบจะแหลกลาญขณะห่างเบื้องล่างแค่สามวา เขาคนนั้นกระโจนตัวขึ้นมารับฉันด้วยสองสองแขนโอบอุ้ม แต่หาได้รู้สึกถึงความอบอุ่นและเมื่อขาของเขาย่อลงถึงพื้นอย่างนิ่มนวล เขาจึงปล่อยแขนออกให้ร่างฉันกระแทกลงกับพื้น ฉันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดก่อนนั่งมองไปรอบกายเห็นหลังเขาไวๆหายลับไปในความมืด ซึ่งมันมืดไปซะทุกด้านน่าวังเวงและหวาดกลัวสำหรับฉันจนต้องหลั่งน้ำตาในวัยเยาว์ตอนนั้น 

        ความรู้สึกช่วงนั้น ฉันรู้สึกโกรธแค้นผู้เป็นพ่อขึ้นมาทันทีพลันอยากถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ และด้วยแรงอาฆาตมันยากเกินกว่าสิ่งใดจะเอาอยู่ ฉันจึงลุกขึ้นยืนแล้วกำหมัดทั้งสองสุดแรงพลางกัดฟันแน่นและร่ำไห้จนแทบขาดใจ

 

        วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนผ่าน ฉันหวีดร้องและตะโกนจากก้นบึ้งของซอกหัวใจ มันคือเสียงกรีดยิ่งกว่าเหล่าห่าภูตผีร้องทรมานจากนรกจนอสูรปีศาจที่ลับๆล่อๆแอบมองฉันต้องขยาดไปโดยปริยายด้วยน้ำตาหมื่นหยด นั่น..ไม่ทำให้รู้สึกสาแก่ใจและสะใจได้แม้แต่น้อย

 

         

        ผ่านไปหลายวันคืน หลังรอดมาได้จากการถูกทอดทิ้งอย่างโหดร้าย ช่วงเวลานั้น  ฉันทนเดียวดายและหวั่นใจว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไรกับสิ่งรอบกายที่มีแต่อสูรปีศาจและความมืด แต่แล้ว.. ฉันก็ได้พบเจอกับจอมอสูรตนหนึ่ง ท่าทางดูสง่างามน่าเกรงขามคล้ายดั่งเขาคือผู้ปกครองของเหล่าปีศาจ ซึ่งเขาเป็นคนเดียวกับคนที่ช่วยฉันจากการตกเหวนั่นเองหลังสมองระลึกได้ เขาให้ที่พักแก่ฉัน ให้กระโจมซ่อมซ่อและตะเกียงไฟแสงสีเขียว เขาสอนให้ฉันจับดาบและฝึกฝนการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ ทั้งยังเล่าเรื่องความเป็นมาของฉันให้ฟังอย่างหมดเปลือก ทั้งยังสอนให้ฉันเรียนรู้โลกสอนเรื่องความรู้ต่างๆและสอนให้รู้จักปล่อยวาง เมื่อได้ฟังเรื่องความเป็นมาของฉันแล้ว มันเหมือนนิทานมากเชียว ฉันไม่เชื่อกับเรื่องบ้าๆพรรค์นั้นหรอก หลายครั้งฉันต้องอุทานในใจว่า'ไม่จริงหรอก ไม่จริงน่า'

 

         หึหึหึ.. และมันคงยากจะให้ปล่อยวางเพราะความแค้นในใจฉันมันข้ามขีดจำกัดของการปล่อยวางไปแล้วราวกับไฟนรกที่ไม่มีวันใดดับต่อให้มวลน้ำทั้งสมุทรมาสาดก็ตาม แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจกับเรื่องนี้เลยสักครั้งเพราะไม่อยากให้เขาต้องผิดหวังในตัวฉัน หลายครั้งฉันพยายามเค้นถามความจริงเรื่องราวปูมหลังของฉันให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้หลอก เกือบทุกคำตอบเขาบอกว่า.. เขารู้มาจากจอมศาสตร์แห่งมนตราและนักพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่นามว่า"ดารุส" เมื่อได้ฟังกี่ครั้งฉันเองยังไม่อยากเชื่อและยอมรับเรื่องราวอะไรแบบนั้นที่มันเหมือนนิทานอ่ะ

        ขณะเดียวกัน ขณะที่ฉันเติบโตไปเรื่อยจนลืมไปว่าตนเองนั้นมีเพศเป็นหญิง ฉันข้ามขีดจำกัดของร่างสตรีมาได้และฝึกวิชาดาบอย่างยิ่งยวดจากวิชาของจอมอสูรทั่วไปและปรมาจารย์ปีศาจทั้งหลายแหล่ที่ใช้ดาบ ทั้งหมดพวกเขาเหล่านั้นได้เอ่ยสัมพันธมิตรไมตรีด้วยการเอาใจช่วยฉัน คอยเฝ้าประคบประหงมทุกลมหายใจด้วยเสียงเชียร์ลั่นหุบเขาร่วมเป็นส่งพลังใจ บรรยากาศในตอนนั้นมันทำให้ฉันลืมความเคียดแค้น ลืมความอาจมไปชั่วขณะ เนื่องจากเข้าสู่บรรยายกาศเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมวงร้องเพลงพรรคพวก นั่นเป็นเวลาแห่งความสุขของฉันมากเลยทีเดียว

       กระทั่งอายุครบ17ปี ด้วยความมุ่งมั่นดั่งพรสวรรค์ในการใช้ดาบ ในที่สุดฉันก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองของเหล่าอสูรกายภายใต้หุบเหวโยมูเยียร์สูงสุดจากจัดการประลองฝีมืออย่างทรหด ทุกคนในที่นั่นไม่มีใครคัดค้าน พลอยเห็นด้วยและยกย่องฉันให้เป็นผู้นำอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้จะชนะทุกคนได้ ก็หาใช่ฉันจะยินดีกับความลำพองนี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันโหยหาหากสิ่งสุดท้ายนั้นคือการตามล่าความจริง

 

       ใช่สิ ผู้มีพระคุณของฉันมีชื่อว่า"จอมอสูรเดวาสผู้ครอบครองดาบโซเดียค์แห่งพาราไดรส์"ในตำนานที่ชาวแซนเดอร่าเขาร่ำลือกัน กระทั่งท้ายที่สุด..แม้ฉันจะไม่ได้ปรารถนาดาบเล่มนั้นเพราะเพียงแค่มันเป็นดาบทึ่มๆทว่ามันก็เพียงพอแล้วหากหมายจะชนะคู่ต่อสู้ แต่แล้ว..มันก็ตกทอดมายังฉันในที่สุด

 

"ทำแบบนี้จะดีแล้วรึไง"ฉันถามขณะเราทั้งสองนั่งเคียงกันบนเนินหินอย่างอาลัย เขายื่นดาบมาให้ ฉันรับมันไว้โดยความงุนงง สายตาของเราเบนไปชื่นชมดาบโซเดียค์ ซึ่งฉันรับรู้ได้ว่าเขากำลังจะจากไปในวาระสุดท้ายกับเจตนารมณ์อันลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึง

 

"เธอคือผู้ถูกเลือก ดาบเล่มนี้แม้จะไร้คม แต่มันก็ฟันทุกอย่างให้ขาดเป็นจุญได้"เขาหันมองฉัน"หากจิตของเธอประสานรวมกันกับดาบเป็นหนึ่งได้"ฉันพยักหน้าคล้อยตาม"แต่จงระวังไว้อย่าง นั่นคือ ดาบอาราชิแห่งเซ็นซุน มันมีความคมระดับตัดพระจันทร์ขาดมีความสามารถพอๆกันกับดาบเล่มนี้และดาบทั้งสองเล่มนั้นมีบางอย่างสื่อถึงกัน  ข้อสำคัญ คือ ใครคือผู้ใช้มันและเจตนาเขาเป็นอย่างไร เธอจำได้ใช่ไหมว่า ดาบมีเพียงแค่2เจตนา"ฉันผงกหัวแววตาจริงจัง"เจตนาแรกคือปกป้อง เจตนาที่สองคือสังหาร"เขาพยายามพูดขณะร่างกายเริ่มกลายเป็นสิ่งโปร่งแสง

 

"อาราชิแห่งเซ็นซุนงั้นหรอ แล้วตอนนี้ใครครอบครองมัน"ฉันขมวดคิ้วถามเขาที่เอาแต่ก้มหน้าพูด

 

"ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้ใครครอบครองมัน แต่จงสังเกตไว้ ดาบเล่มนั้นมีฝักและด้ามสีดำสนิท ครั้งฉายคมออกมาเมื่อไร ให้สังเกตแผ่นฟ้าจะสั่นสะเทือนเล็กน้อยและก้อนเมฆสั่นไหวด้วยใบดาบสีเงินวาววับกว่าเพรชน้ำเอก"เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายกลั้นใจพูดต่อ"ลีอาร์ ฟังนะ หากผู้ถือดาบอาราชิแห่งเซ็นซุยมีเจตนาชั่วร้าย เธอจงเข้าต่อกรกับเขาและเอาชนะให้ได้ ฉันเชื่อว่า.. อย่างเธอน่ะ คงไม่มีทางแพ้แน่นอน"เขาพยายามยื้อหยัดกายให้นั่งตรงพร้อมแค่นยิ้มหันมองฉัน ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้สนใจฟังสักเท่าไร ได้แต่ขมวดคิ้วเผยสีหน้าห่วงใยมองตอบอย่างตะลึง ร่างเขาเริ่มกลายเป็นละอองแสงและล่องลอยหายทีล่ะส่วนเมื่อลมไหวติงมา ภาพสุดท้ายก่อนสลายไปเขาหันมองฉันด้วยใบหน้าปลื้มปริ่มใจ แต่ฉันกลับมองเขาด้วยอาวรณ์พร้อมเอื้อมมือไปหวังแตะไหล่เขา ทว่า มันสายเกินไป

 

        แม้ดาบโซเดียค์จะงดงามเพียงใด หากฉันจำใจพยักหน้าหงึกด้วยดวงตารื้นน้ำและไม่สนใจจะชื่นชมดาบนั่น

        คำพูดนั้นฉันจดจำฝังใจหลังร่างเขาสลายไปสิ้น 'ต้องประสานกันเป็นหนึ่งสินะ ถึงจะเรียกพลังออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด  และยังต้องระวังผู้ใช้ดาบอาราชิด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าคนๆนั้นมีเจตนาดีหรือชั่ว หากสักวันได้เจอกันฉันคงต้องมีคำถามมากมายถามเขาแน่' 'เดวาส ฉันจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวัง'ฉันเอ่ยในใจ สายตาไล่มองด้ามดาบขึ้นไปยังปลายยอด

 

        ระหว่างเวลานั้นที่ฉันเสียผู้มีพระคุณไป เขาคือจอมอสูรเดวาสผู้เสมือนพ่อจากไป ฉันได้อาศัยอยู่ที่นั่นต่อไปเพื่อเป็นมิ่งขวัญแด่ชาวหุบเขาโยมูเยียร์

        กระทั่ง จวบจนอายุยี่สิบปี ฉันเริ่มมีความคิดว่าควรต้องไปทวงถามในสิ่งที่พ่อได้กระทำกับฉันและคำบอกเล่าของจอมอสูรที่คอยเล่าเรื่องปูมหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง ทว่า ในตอนนี้ฉันยังแค้นไม่ส่างหากเป็นไปได้ตายกันไปข้างนึงเลยยิ่งดี นั่นแหละความเยือกเย็นของฉัน หึหึหึ 

        ขณะจิตใจกำลังจมทุกข์ โสตความจำนึกย้อนไปยังวันวาน ฉันนึกยังไปครั้งแรกที่ได้เจอกับจอมอสูรเดวาส ตอนนั้นเขามองฉันด้วยดวงตาปิติเป็นประกายซึ่งฉันไม่รู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไร จนสุดท้ายก่อนจากได้ไปสามวันเขาก็บอกกับฉันอย่างจริงใจและจงใจว่า.. "ลีอาร์ เธอ คือผู้สืบทอดสายเลือดจาก7เทพพาราดิน" เขารู้ได้อย่างไรกันว่าฉันใช่ คงมั่นใจจากคำของจอมศาสตร์แห่งมนตราสินะ ในวันนั้น ฉันจำได้กับดวงหน้านั้นได้สนิทใจ ดวงหน้าที่ทอประกายความหวังต่อฉัน 

        แต่ตอนนี้ฉันโตมากขึ้นแล้ว แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจยิ่งกว่าภูผา มันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ต้องทวงถามถึงเจ้าของบัลลังก์ของจักรวรรดิแห่งลามิเรส 

        กระนั้นหรือ พ่อบังเกิดเกล้าจะกล้ายัดเยียดความตายให้กับฉัน หรือว่าเขามีเหตุผลอันใดซ่อนอยู่แน่นะ ความคิดฉันปั่นป่วนไปหมด.. มัวแต่คิดคงเสียเวลาหากแต่ต้องไปพิสูจย์หาคำตอบด้วยตนเอง "ด้วยตนเองเท่านั้น!!!"

 

        ฉันว่าฉันโตพอ จะออกท่องโลก การกล่าวคำลาเกิดขึ้นทันทีเมื่อฉันไว้อาลัยที่สุสานจอมอสูรเดวาสเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเสร็จสิ้นลงฉันจึงฝากฝังให้เหล่าอสูรหลายหมื่นคนหยัดยืนบนความเชื่อมั่นของเดวาสด้วยก่อนจากไปในงานพิธีร่วมรำลึกศพ เช่นนั้นแล้ว ฉันเลือกเดินหายลับไปแต่เบื้องหลังกลับยินเสียงระงมร่ำไห้อาลัยอาวรณ์..

        แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นอสูรแห่งโยมูเยียร์อันป่าเถื่อน แต่ทุกคนที่นี่กลับมีจิตใจดี เปี่ยมเมตตาและมีน้ำใจรวมกันเป็นหนึ่งด้วยกันทุกคนดุจดอกไม้พร้อมใจกันเปล่งบาน จนบางทีสังคมมนุษย์อาจจำต้องอายไปเลยก็ได้ ฉันซึ้งใจและอบอุ่นใจมากเมื่อรู้ว่าบ้านแห่งนี้คอยต้อนรับฉันเสมอ

 

"โชคดีน๊าลีอาร์"

 

"โชคดีๆ"

 

"กลับมาเยี่ยมกันบ้างน๊าา"

 

"ฯลฯ"

เสียงหลายเสียงกล่าวคำลาและอวยพรดังพร้อมกันจนไม่อาจรับรู้ได้ว่าใครเป็นใคร มันคืออิ่มเอมจนมิอาจหาสิ่งใดจักเทียบได้

 

"เป็นที่หนึ่งของโลกให้ได้ล่ะ"

และเสียงนี้ฉันมั่นใจว่าต้องเป็นจอมอสูรเดวาสแน่ๆ รอยยิ้มบางๆบนใบหน้าที่บึ้งตึงมาตลอดของฉันได้เผยออกอย่างอิ่มสุข จนฉันต้องบ่ายหน้ากลับเล็กน้อยและทิ้งคำสุดท้ายไว้อย่างแผ่วบาง

"ขอบใจนะทุกคน"

 

        เมื่อเป็นเช่นนั้น เจตนาของฉันด่วนพุ่งพล่านขึ้นขีดสุด เป้าหมายคือมุ่งสู่ลามิเรส หลังลัดเลาะขึ้นจากหุบเขาได้แล้วฉันฝ่าไปด้วยการเดินเท้ามายังที่ที่ฉันเคยโผล่ขึ้นมาชมแล้วครั้งหนึ่ง เนินดินเตี้ยๆสลับกับที่ราบลานดินผิวแห้งสีน้ำตาลอันแห้งแล้ง ฉันย่ำต๊อกไปเพียงลำพังและเดินตามเส้นทางวงโคจรดวงจันทร์อันทอแสงเต็มดวงจนแสงดาวสุกงอม ไปตามคำบอกทางของใครหลายคนในหุบเขาโยมูเยียร์ว่าไว้ หากเดินไปทางตะวันตกจนสุดแล้วจะพบกลับเมืองศิวิไลซ์ที่ฉันต้องตกตะลึง

 

        ในคืนนี้  ฉันก้าวย่างอย่างไม่รู้จักเหนื่อยล้า ก้าวแข่งกับพระจันทร์ หนำซ้ำบางครา ฉันยังวิ่งไปด้วยความเสียใจพร้อมปาดน้ำตาไปเรื่อย เมื่อนึกถึงวันเก่าๆแห่งความประทับใจพลางฟาดดาบโซเดียค์อย่างบ้าระห่ำ จนเนินหินและสิ่งกีดขวางทะลายลงกระจุยกระจายฝุ่นฟุ้ง กระนั้น ฉันเองก็ไม่ได้นึกว่าตนจะเก่งเลยสักนิดหากมันสื่อมาจากอารมอันณ์สับสนปนเปต่างหากล่ะ

 

        เดินไปยังไม่ทันค่อนคืน สายตาฉันพบใครบางคนยืนอยู่สุดลูกตา เป็นภาพลางๆในชุดเทาๆ ฉันจับด้ามดาบแหว่งไปมาคล้ายคนบ้าคลั่งก่อนวิ่งเข้าหาหมายจะฟันให้ยับเยิน เพราะเขตนี้คงไม่มีมนุษย์คนใดจะกล้าย่างกายมาถวายชีพให้แด่อสูรแห่งหุบเขาโยมูเยียร์หรอก

         ฉะนั้น.. คนที่มาที่นี่ต้องมีฝีมือพอควร จวนถึงร่างนั้น เขากลับทำบางอย่างคล้ายการสยายมือวาดไปมา ฉันนึกหวั่นงงงวยและหยุดวิ่งชะงักกึก เมื่อจู่ๆ แผ่นดินกลับเลื่อนลั่นก่อนเกิดรอยแยกและบางสิ่งได้ผุดขึ้นจากตรงนั้น ตรงหน้าฉันและเขา มันคือสิ่งมีชีวิตบางอย่างคล้ายมนุษย์ ร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์ทรงประหลาดสีทองอร่าม ในมือข้างหนึ่งถือดาบเล่มโต

         ฉันเพ่งจนแน่ใจว่านั่น ไม่ใช่ดาบอาราชิ แต่ฉันยังคงอยู่ในท่าเตรียมเข้าฟาดฟัน ร่างชายคนนั้นอยู่เบื้องหลังอสูร เขายืนนิ่งเอามือสองข้างไขว้หลัง ร่างกายไม่ไหวติงและมองมาทางฉันหากร่างยักษ์เริ่มขยับกายตรงมาทางนี้พร้อมกวัดแกว่งดาบเล่มโต

         สัญชาตญาณฉันรับรู้ทันทีว่า ร่างยักษ์นั่นมีเจตนาใด ฉันแสยะยิ้มก่อนวิ่งลากดาบเข้าใส่หวังกระโจนเข้าหวดให้ขาดฉับ แต่..!! ผิดคาดไปมันหลบได้!! สมองของฉันประมวลผลทันที ว่าระยะโจมตีบวกกับความเร็วของฉันและร่างใหญ่อันเทอะทะของมัน ซึ่งความจริงแล้วมันไม่น่าไหวกายหลบได้เร็วขนาดนี้ หนำซ้ำมันยังหมุนตัวพร้อมหวดกลับ

 

"เคล้งงง!!!"

ฉันจำต้องดันดาบด้วยมือทั้งสอง ต้านแรงปะทะกับคมดาบของมันจนเท้าทั้งสองข้างถอยไถลไปกับพื้นเป็นรอยยาว ทว่าเร่งมันถอยดาบออกและเหวี่ยงคมดาบมาอีกครั้ง ทว่าพลังนั่นมันช่างทรงอานุภาพยิ่งนักเมื่อบริเวณสองข้างฝั่งของฉันเกิดรอยร้าวแตกลึกลงดินแม้ฉันจะต้านด้วยสุดลำแขนแล้วก็ตาม และนี่เองคือความหวาดหวั่นครั้งแรกของฉัน

 

         เพียงเสี้ยววิหลังตั้งหลักได้ ฉันปิดเปลือกตาลงสนิท พยายามใช้จิตเข้าถึงเจตนาในดาบของมันและคำตอบที่ได้คือว่างป่าว'ว่างป่าวอย่างนั้นเหรอ อะไรกันผู้ที่ใช้ดาบจะมีจิตใจว่างป่าวได้อย่างไร ไม่สิแกมันเป็นอสูรน่ะสินะ แล้ว..'

 

         พลันนั้น ฉันหลุดลืมตาพรึ่บ พร้อมยินเสียงปรบมือเอื่อยๆจากชายใส่คลุมสีเทาทางด้านหลังมันดังขึ้นเหมือนกับกำลังชื่นชมฉัน ถึงอย่างนั้นฉันหาได้สนใจหากยังตั้งท่ารับมือจากร่างยักษ์ที่เริ่มถามาอีกระลอก 

          ราวกับพายุซัดคลื่น!! ทั้งฉันและร่างยักษ์ต่างเข้าปะดาบประลองเชิงกันอย่างดุเดือดหลายกระบวนยุทธ เกิดเสียงคมดาบกระแทกกันดังไม่หยุดหย่อนลั่นฟ้าก้อนเมฆเริ่มสะเทือนโห่เสียงตรึ้มๆ เวลาผ่านไปนานยังไม่มีใครพลาดพลั้งและปะกันอย่างคู่คีสูสี ฉันเริ่มเหนื่อยและล้า ก่อนหาทางหันเหผละไป กระโดดถอยกรูดและหันไปหาชายชุดคลุมเทาพร้อมยิงคำถาม

 

"นี่มันอะไรกัน"ฉันถาม แต่สายตายังจ้องร่างยักษ์พลางหลบหลีก"นายเป็นใครกัน"

 

"ฉันคือผู้ได้รับคำสั่ง ให้ออกตามหาว่าที่จักรพรรดิแห่งลามิเรส ผู้ซึ่งสืบสายเลือดเดียวกันกับ7เทพพาราดินในตำนาน"เขาวางท่าสุขุม ตอบสีหน้าเรียบเฉย"หากว่าเป็นเธอจริงๆ ฉันคงจะดีใจมาก เพราะงั้นฉันจึงทดสอบให้แน่ใจว่าใช่ ตรงหน้าเธอ นั่นคือ"เทพอสูรจิววีลีซาร์"จอมดาบที่ใครๆก็หวาดหวั่น แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่ให้เธอตายหรอก"

 

        ฟังเช่นนั้นแล้ว มันไม่ได้อุ่นใจขึ้นเลยสักนิด มันอาจเป็นคำลวงก็เป็นได้หากใช่คงหลงกลมันแน่ แต่เอ๊ะ! น่าแปลกเหมือนกันนะ ที่จู่ๆ เขาดันพูดถึงเรื่องผู้สืบเชื้อสายและเรื่องผู้สืบทอดบัลลังก์ หรือว่านี่!! เขาคงเป็นคนของพ่อน่ะสินะ

    

"มัวทำอะไรอยู่หรือ รัชทายาทอันดับหนึ่ง ฟรานซาร์ลายย์ ลีอาร์ ดีโนโตรุส"เขายิ้มบางๆ ผายมือไปข้างหน้า"รีบๆจัดการเสีย แล้วหม่อนฉันจะพาพระองค์คืนสู่มาตุภูมิ"

 
บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

0
โหวต 0 /10 คะแนน
จากสมาชิก 0 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

0 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

0 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

0 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...