เรื่องสั้น : คนรักของเพื่อน

อ่าน 1,551
วิจารณ์ 3
แนว:
จำนวน:
1 ตอน (จบบริบูรณ์)
แต่งเมื่อ:
วันที่ 17 มิ.ย. 2556 16:27 น.

(แก้ไขเนื้อหาล่าสุดเมื่อ โดย เจ้าของบทความ)

ผู้แต่ง candle
ผู้ช่วยคนที่ 2 (311)
เด็กเข้าเรียน (122)
เด็กเข้าเรียน (232)

วิธีตรวจสอบว่า

"เรื่องนี้ผู้แต่งได้แต่งเองหรือไม่"

>คลิ๊กอ่าน<

รายชื่อผู้ยืนยันบทความนี้แต่งขึ้นเองจริง

เปิดดูบทนำ
เปิดดูตัวละคร
ดูคำวิจารณ์

ตอน 1.

เขียนเมื่อ วันที่ 17 มิ.ย. 2556 16:59 น.

         

 

 

          “คิดถึง”

 

          ทันทีที่รับโทรศัพท์แพรวก็ได้ยินเสียงทางปลายสายแทบจะทันทีนั้นเอง

 

          “คิดถึงก็มาหาสิ”  นั่นไงหล่อนเผลอไปอีกจนได้  ไม่น่าเล้ย

          “พูดจริงรึเปล่า”  เสียงทางโน้นถามด้วยแปลกใจ

          “ตามใจสิ  ถ้าแวะมาก็หาอะไรมาให้ทานหน่อยนะ”  แพรวเหมือนจะรู้สึกตัวเมื่อเขาถามย้ำ  แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

          “เข้าใจแล้ว”

 

          แพรวได้ยินเสียงบ่นอีกยาวหลังจากนั้น  ก่อนเขาจะวางสาย

 

          นี่หล่อนทำถูกหรือเปล่านะที่บอกให้แทนมา  รู้ทั้งรู้ว่าเขาคิดยังไงกับหล่อน  บางทีแพรวก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน  ว่าในใจจริงแล้วหล่อนรู้สึกยังไง  หลายครั้งที่คิดถึงเขา  แต่นั่นแหละแพรวไม่เคยเลยที่จะโทรศัพท์ไปหาเขา  หล่อนพยามเลี่ยงทุกครั้งที่เขาชวนเธอไปไหนต่อไหนด้วยกันตามลำพัง  แม้ภายในใจอยากใกล้ชิดเขาเหลือเกินก็เถอะ

 

 

          **********                                                    **********

 

          “ทำงานดึกดื่นอีกแล้วเหรอ”  แทนถามเสียงเข้ม  เมื่อเข้ามาเห็นสภาพของหล่อน

 

          แพรวไม่ตอบคำ  เสมองของในมือเขาแทน

 

          “โอ้โห...พิซซ่า”  หล่อนรีบคว้าไปทันที

          “แพรว”

          “หือ...ว่าไง”

          “อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  เดี๋ยวออกไปหาอะไรทานกันข้างนอก”

          “ไม่เอาหรอกขี้เกียจ  แค่นี้ก็พอแล้ว”

 

          แทนไม่พูดอะไร  เขาถอดเสื้อนอกออกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ตัวที่หล่อนทำงานอยู่เมื่อครู่  คลายเนคไทพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นมาถึงข้อศอก  ทิ้งตัวลงบนโซฟามองแพรวจัดการกับของตรงหน้าอย่างมีความสุข

 

          “ไม่ได้ออกไปไหนเลยสิท่า”  เขาหรี่ตามองหล่อนบอกว่าเอือมระอาเสียจริง

          “ฮื่อ  เกือบเดือนแล้ว”

          “ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองบ้างนะ”  เขาบ่น

          “ฉันก็ดูอยู่ทุกวันแหละ”  แพรวยิ้มล้อเลียนคนตีหน้าดุ

 

          แทนมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำพูดเล่นลิ้นของหล่อน

 

          “ไปทำงานกับผมเถอะ”

 

          หล่อนแบะปาก

 

          “ทำอะไรไม่ทราบคะ”  แกล้งถามไปอย่างนั้นแหละ  ทั้งที่หล่อนก็รู้คำตอบของเขาอยู่แล้ว

          “เป็นเลขาส่วนตัวของผม”

 

          แพรวหัวเราะเสียงดังลั่นจนแทนอดที่จะหมั่นไส้หล่อนเสียไม่ได้

 

          “ฉันไม่อยากคอยสับหลีกสาว ๆ ให้คุณหรอกนะ  เดี๋ยวพลอยติดร่างแหไปด้วย”

 

          หล่อนโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าไม่เอาด้วยแน่กับข้อเสนอที่เขาว่า

 

          “ผมพูดจริงนะ”  แทนยืนยันสีหน้าจริงจัง

          “ฉันก็พูดจริง  แทนก็รู้นี่นาว่าฉันขี้เกียจขนาดไหน  ขืนให้ฉันทำงานอย่างนั้นมีหวังคงเป็นบ้าตายแน่ ๆ”

 

          หล่อนทำท่าเหมือนว่าจะตายเสียให้ได้เหมือนกับที่พูดนั่นแหละ

 

          “ลองประกาศรับสมัครสิ  ขี้คร้านจะเลือกไม่ถูก  เอาสวยขนาดไหนก็ได้  คุณออกจะฮอตในหมู่สาว ๆ”

          “ผมเอาไว้ทำงานนะ”  แทนท้วง

          “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่  แต่ได้สวยไว้ก็ดีไม่ใช่เหรอ”  หล่อนหัวเราะเป็นนัย

 

          แทนถอนหายใจ  เขาลุกไปรับลมตรงระเบียงหลังห้องแทนการต่อล้อต่อเถียงกับหล่อน  ที่เขารู้ว่าไม่มีทางเอาชนะได้

 

          ทำไมเขาถึงได้มาหลงรักผู้หญิงเรื่อยเปื่อยคนนี้ได้หนอ

 

          หล่อนไม่ได้สวยเลอเลิศกว่าผู้หญิงทุกคนของเขาหน้าตาเข้าขั้นธรรมดาพื้น ๆ  แต่หล่อนกลับพิเศษกว่า  หรือเป็นเพราะความต่างเขาเองก็ไม่รู้แน่

 

          “ไม่ทานด้วยกันเหรอ”  หล่อนตะโกนถาม  แทนไม่พูดอะไร

 

          ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมมากขึ้นเป็นลำดับ  พร้อม ๆ กับแสงไฟนีออนเริ่มสว่างขึ้นไปทั่วทุกมุมเมืองแข่งกับแสงกระพริบของดวงดาวบนฟากฟ้า

 

          “เอามั๊ย”  หล่อนยื่นกระป๋องเบียร์ให้เขา

 

          แทนรับไว้ไม่พูดว่าอะไร  เปิดกระป๋องเบียร์ยกขึ้นดื่ม  หันไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหล่อน

 

          “ฉันทำงานต่อนะ  ต้องส่งพรุ่งนี้แต่เช้าเลย”  แพรวบอกเขา

 

          แทนหันมามองหล่อน

 

          “ฉันรู้ว่าเป็นห่วง  แต่คุณเองก็น่าจะรู้จักฉันดี”

          “ไปทำงานต่อเถอะ  เดี๋ยวไม่ได้นอนกันพอดี”  แทนใจอ่อน

 

          แพรวยิ้ม

 

          “คุณน่ารักมากเลย”  หล่อนชมเขา

          “น่ารักก็รักสิ”  เขายิ้มเป็นต่อ  เริ่มรุกเร้าเมื่อได้โอกาส

 

          แพรวยิ้มแหย ๆ

 

          “ไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะจ๊ะ”  หล่อนบอกเขาแล้วรีบผลุบหายกลับเข้าห้อง  ขืนหล่อนพูดกับเขานานไปกว่านี้  มีหวังเขารู้กันพอดีว่าหล่อนเองก็มีใจอยู่เหมือนกัน

 

          ไม่ใช่ว่าหล่อนจะไม่เข้าใจความห่วงใยของเขาหรอกนะ  แต่แพรวชอบที่จะทำงานไม่เป็นเวลาแบบที่เป็นอยู่นี้มากกว่า  หล่อนมีความสุขที่ได้เห็นตัวหนังสือของหล่อนมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ โลดแล่นอยู่หน้าจอทีวีให้ใครต่อใครได้ติดตาม  แล้วก็พูดถึงเรื่องราวเหล่านั้น

 

          แพรวเป็นคนเขียนบทละครโทรทัศน์  และหล่อนก็มักที่จะทำงานอยู่กับโต๊ะทำงานของหล่อนได้เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ออกไปไหนเลย  โดยเฉพาะเวลาที่งานเร่งด้วยแล้วแพรวก็ไม่เป็นอันได้นอนกันหรอก  ประเภทว่างานจะส่งพรุ่งนี้เช้าเป็นอันว่าคืนนี้ทั้งคืนหล่อนไม่ต้องหลับต้องนอน  แต่มันก็เป็นชีวิตและหล่อนก็เลือกแล้ว  แพรวมีความสุขมากเสียด้วยสิกับงานนี้

 

          “แพรวใกล้เสร็จรึยัง”  แทนอดรนทนไม่ไหวเมื่อต้องนั่งมองหล่อนนานนับชั่วโมง  หล่อนทำเหมือนไม่มีเขาอยู่ในห้องด้วยอย่างนั้นแหละ

          “ยัง  มีอะไรก็คุยสิ  คุยไปด้วยทำงานไปด้วยไม่เสียเวลา”

 

          แพรวยังคงนั่งจับจ้องอยู่หน้าจอคอมฯ  อย่างใช้ความคิด  สักพักหล่อนก็จะจดอะไรยุกยิก ๆ เป็นภาษาขอมลงบนกระดาษโน้ตเมื่อความคิดมันไหลลื่นเกินมือของหล่อนจะตามทัน  หรือบางทีหล่อนก็พูดอะไรพึมพำ  บางคราวก็พิมพ์มันลงไปในคอมฯ  เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา

 

          “แพรว  เมื่อไหร่จะมีแฟนซะที”  แทนโพล่งขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย  ยังผลให้แพรวหันขวับมาทันทีทันใด

          “คุณถามฉันเป็นร้อยครั้งได้แล้วมั้ง  ตั้งแต่รู้จักกันมา”

          “ก็มีรึยังล่ะ”  แทนถามย้ำ

          “เรื่องของฉันนา  ไม่เกี่ยวกับคุณ”  แพรวโบกมือ  อันเป็นกิริยาที่หล่อนชอบทำอยู่เสมอเวลาที่ต้องการให้เรื่องนั้นผ่านไปโดยเร็ว

 

          แทนหัวเราะงอหงาย

 

          “ขำอะไร  ว่าแต่ตัวคุณเองเถอะ  ทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยอย่างนี้  จะมีใครที่ไหนยอมแต่งงานด้วย”

          “ผมกำลังปรับปรุงตัว  มองหาผู้หญิงดี ๆ สักคน”

          “หูฉันฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย”  หล่อนทำตาโต

          “คอยดูไปแล้วกัน”

 

          แพรวยักไหล่

 

          “ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันนี่”

          “ผมบอกคุณอยู่  เพราะฉะนั้นต้องเกี่ยวสิ”

          “พูดอะไรไร้สาระ  กลับบ้านไปได้แล้วไป  ฉันจะทำงาน”

          “อย่างงี้ทุกที”  แทนพึมพำพอให้หล่อนได้ยิน

          “บ่นอะไร”

          “คุณมีหัวใจหรือเปล่า”

          “อย่าถามฉันอย่างนี้”  หล่อนว่า  ออกจะเคืองเขานิดหน่อย

          “ผมไม่เข้าใจคุณเลย”

          “ก็ดีแล้วนี่”

          “เพราะดาวหรือเปล่า  ถึงทำให้เป็นกังวล”  เขาจี้จุด

          “-----o-----”

          “ผมกับดาวทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไร  เรื่องมันนานมาแล้ว”

          “ความรู้สึกของคุณฉันไม่รู้  แต่บอกได้เลยว่าเพื่อนฉันยังรักคุณอยู่”

 

          แทนยอมรับว่าเขากับดาวเคยเป็นกันมากกว่าเพื่อน  ในสมัยที่เรียนอยู่ด้วยกัน  แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้ากว่านั้น  ครั้นพอมาเจอกันอีกทีหลังจากเขากลับจากเมืองนอก  เพราะโตขึ้นเขากับดาวเลยสนิทสนมกัน  จนเรียกได้ว่าทั้งคู่เป็นคนรักกัน  แทนไม่ปฏิเสธที่จะบอกใครอย่างนั้น  จนเขาได้รู้จักแพรว  ความรู้สึกที่มีต่อดาวเลยเปลี่ยนไป

 

          “จะให้ทำยังไง”  เขาถามขึ้น

          “กับดาว  กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเหรอ”

 

          แทนมองหล่อนชั่งใจ  เขาอยากรู้เหลือเกินว่าภายในใจหล่อนคิดอะไรอยู่

 

          “เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว”  แทนไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่หล่อนพูดมากมายนัก

 

          แพรวนิ่งเงียบ  แต่สายตาหล่อนส่อแววไม่พอใจฉายชัด

 

          “ถ้าอย่างงั้นเราก็ไม่ควรสนิทสนมกันให้มากนัก  เพราะยังไงฉันก็เป็นเพื่อนกับดาว”

          “เพราะอย่างนี้สินะ  ถึงได้พยามเลี่ยงทุกครั้งที่จะเจอกัน”

          “ใช่  แล้วไง”  หล่อนยอมรับพร้อมย้อนถาม

 

          แทนเงียบไป

 

          “รู้มั๊ยเมื่อก่อนถ้าฉันรักใคร  ฉันจะบอกเขาไปโดยไม่ลังเลว่าฉันรัก  ไม่ว่าเขาจะมีใครอยู่ก็ตาม  ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดฉันไม่เคยสนใจ  พอโตขึ้นความคิดมันก็เปลี่ยนไป  ฉันว่าแท้จริงแล้ว  ความรักก็ต้องมีเหตุมีผลด้วยเหมือนกัน  จะใช้แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว  มันมีส่วนประกอบหลายอย่างที่ควรจะนึกถึง”

          “เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้งั้นเหรอ”

          “ฉันไม่อยากให้มิตรภาพระหว่างเพื่อน  จบลงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้”

          “เรื่องไม่เป็นเรื่อง  คุณว่างั้นเหรอ”

          “ก็ใช่นะสิ”  หล่อนยักไหล่ดั่งว่าไม่แคร์

          “คุณมันเย็นชา  ไร้หัวใจ”

          “ถ้าหากว่าดาวไม่ใช่เพื่อนของคุณ  คุณจะ...”

          “อย่าพูดอะไรอีกเลย  ถึงยังไงก็ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงอะไรได้”  แพรวตัดบทเขา

          “โอเค  เราเลิกพูดเรื่องนี้กัน”  แทนยกมือยอมแพ้

 

          แพรวไม่กล้าสบตาเขา  ไม่อยากให้เขารู้ว่าแม้ปากจะแข็งเพียงใด  แต่ภายในใจนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง  หล่อนหลงรักเขา  หลงรักผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เขายังคบกับเพื่อนของหล่อนอยู่  มันเป็นความรู้สึกผิดของแพรวมาแต่ต้น 

 

          จนวันนี้  วันที่ผู้ชายคนนี้พยามบอกว่าเขารักหล่อน

 

          “คุณทำงานของคุณเถอะ  ผมขออยู่ต่ออีกสักครู่”

 

          แพรวนิ่งเงียบ

          แทนยังคงนิ่งเฉย  ดูเหมือนว่าเขาไม่เห็นว่าหล่อนร้องไห้

 

          “บ้าที่สุด  ฉันทำงานต่อไม่ได้”  แพรวปิดคอมฯ  ผุดลุกขึ้นเดินออกไปริมระเบียงข้างหลังห้อง

 

          แทนเดินตามออกมาเขามองหล่อนด้วยสายตาที่บอกว่าไม่เข้าใจ

 

          “เป็นอะไรไป”

          “เป็นอะไร  ถามออกมาได้”  แพรวหงุดหงิด  พูดเสียงดังใส่เขา

          “นั่นนะสิ  เพราะผมไม่เข้าใจคุณเลย  ผมทั้งโง่ทั้งเซ่อเวลาอยู่กับคุณ  ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณตัดสินใจ  ไม่รู้อะไรทั้งนั้น  แล้วจะมาหงุดหงิดใส่ผมทำไม”

          “ฉันขอโทษ”

          “ผมกลับก่อนดีกว่า  บางทีคุณอาจจะสบายใจขึ้น”

          “อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อน”  แพรวเสียงอ่อนลง  พยามรั้งเขาไว้

 

          แทนจับตัวแขนหล่อนเขย่า

 

          “คุณก็เป็นอย่างนี้เห็นแก่ตัว  ไม่ได้สนใจความรู้สึกของผมเลย  คุณรู้ว่าผมรักคุณ  คุณเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับความรู้สึกผม  แล้วก็ของตัวคุณเองด้วยมามากพอแล้ว  คุณมีความสุขกับมัน  แต่กับผมมันไม่ใช่  ขอร้องล่ะหยุดเสียที  ความอดทนของคนมันก็มีข้อจำกัดด้วยเหมือนกัน”

 

          แพรวชาด้านไปทั้งตัวทั้งหัวใจ  เขาล่วงรู้ความในใจของหล่อน  ไม่ผิดหรอกแพรวมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา  สุขสดชื่นเวลาอยู่ด้วยกันพูดคุยโต้เถียงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง  พอใจในกิริยาที่แทนแสดงออกกับหล่อน  ขยี่ผม  เขี่ยจมูกหล่อนเวลาที่พูดให้เขาได้หัวเราะขึ้นมา

 

          แพรวพอใจอยู่แค่นี้  หล่อนพยามระวังตัวอยู่ตลอดเวลาที่จะรักษา  ระยะของความเป็นเพื่อนให้คงอยู่เสมอ  อยากให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ในใจความรู้สึกเขา

 

          “เข้าใจฉันหน่อยสิ”

          “ใครจะไปเข้าใจ  คุณเองยังไม่เข้าใจผมเลย”  แทนส่วยหน้าอย่างจะบอกว่าเขาระอาแล้วเหลือเกิน  กับหล่อน  กับผู้หญิงที่อารมณ์แปรเปลี่ยนไปทุกนาที

 

 

          **********                                                    **********

 

          หลังจากวันนั้นแพรวก็ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของแทนอีกเลย  หล่อนรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว  อยากให้เขาโทรมาหา  อยากได้ยินเสียง  พักนี้รู้สึกว่าอะไรก็น่าเบื่อไปหมด

 

          เมื่อทนนั่งทำงานต่อไปไม่ไหวแพรวจำเป็นต้องออกมาพบผู้คนบ้าง  หล่อนไม่ได้ออกไปหาเพื่อนสนิทคนไหนหรอก  แค่ออกมาเพื่อให้เห็นผู้คนพลุกพล่านในห้างสรรพสินค้าจะได้เบาใจว่า  เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกสักหน่อย  เท่านี้หล่อนก็รู้สึกดีขึ้นแล้วล่ะ  เท่านี้จริง ๆ ที่ทำได้เพื่อปลอบประโลมตัวเอง

 

          แพรวเตร็ดเตร่อยู่บริเวณแผนกขายเครื่องเขียน  เป็นการฆ่าเวลาให้กับตัวเองเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์จะพาไป

 

          “แทน”  แพรวเรียกชายหนุ่มซึ่งนั่งพิงประตูห้องอยู่

          “ไปไหนมา  รอตั้งนาน”  แทนลุกขึ้นยืน

          “เดินเล่น”  หล่อนว่าไขกุญแจห้อง

 

          แทนถอนใจหนักหน่วง  ทิ้งตัวลงบนโซฟา แพรวเปิดประตูหลังห้องออกไปยืนตรงระเบียง  ปล่อยเลยเขาไว้ไม่ใส่ใจ  แท้จริงหล่อนปกปิดความดีใจไว้บนใบหน้าเรียบเฉย  และกิริยาที่ไม่สนใจนั่นเอง

 

          “แพรว  เราต้องคุยกันนะ”  แทนออกมายืนข้างหล่อน

          “ว่ามาสิ  ฟังอยู่”

          “ฟังนะแพรว  ผมรักคุณ  ผมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงมารักผู้หญิงเย็นชา  เจ้าเล่ห์อย่างคุณได้  คุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ความเปลี่ยนแปลงในใจของผม  แต่คุณแกล้งไม่รับรู้เสียอย่างนั้น  คุณเอาแต่พูดเรื่องของดาว  ดาวดีอย่างนั้นดีอย่างนี้แตกต่างจากคุณ  แล้วไง  คุณหวังให้ผมเปลี่ยนใจ  หรือว่านั่นเป็นการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่งของคุณกันแน่”

          “ใช่มั้ง  ฉันมันเจ้าเล่ห์”

 

          แพรวหัวเราะ

 

          “แล้วไง  มาทำให้ฉันลำบากใจทำไม  ทำดีกับฉันเอาใจใส่ห่วงใยไปทุกเรื่อง  มาทำให้ฉันหลงรักทั้งที่คุณเป็นคนรักของเพื่อนฉัน  คิดว่าฉันไม่มีหัวใจรึไงคนเห็นแก่ตัว”

 

          หล่อนโกรธเขา  โมโหเขา  และรักเขาซึ่งทำให้หล่อนเครียดหนัก  จนไม่รู้จะระบายออกมายังไง  แพรวโล่งอกเมื่อได้พูดในสิ่งที่อัดอั้นออกมา

 

          “บ้าจริง  ทำไมฉันต้องโมโหด้วย  หิวหรือเปล่าอยากทานอะไรมั๊ย”  แพรวพยามควบคุมอารมณ์

          “-----o-----”

          “ยอมรับสิ  ว่าคุณรู้สึกแบบเดียวกับผม  รักผม”

          “ใช่  ฉันรักคุณ  รักทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้องเอาเสียเลย”  แพรวน้ำตาซึม

 

          แทนโอบกอดหล่อน

 

          ผิดถูกอยู่ที่ไหน  ในเมื่อใจต่อใจมันตรงกัน  ชายหญิงคู่หนึ่งหลงรักกันอย่างลึกซึ้งแม้ซ่อนเร้นไปก็เปล่าประโยชน์  ไร้ซึ่งสติยั้งคิดอีกต่อไป  ความโหยหาอันเปี่ยมปริ่ม  ความเศร้าโศกซึ่งบีบรัดพลันขาดผึง  ไม่อาจหักห้าม.

 

 

***เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาได้  เพราะใครบางคนโทรหา  แล้วบอกว่าคิดถึงทุกวัน 

 

 

 

 

บทความ บนหน้าเว็บ http://www.keedkean.com เกิดขึ้นจากการ เผยแพร่โดยสาธารณชน และได้เผยแพร่แบบอัตโนมัติ ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ถ้าหากท่านพบเห็นบทความที่ ผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งมาที่ b_beginner@hotmail.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

ชอบก็กดไลน์ :)

อยากแชร์ก็ทางนี้

Share Share Share

คะแนนโหวต

7.7
โหวต 7.7 /10 คะแนน
จากสมาชิก 1 คน

แนวเรื่อง/น่าสนใจ

6 /10

การใช้ภาษา/การบรรยาย

8 /10

การดำเนินเรื่อง/น่าติดตาม

9 /10

โหวตของฉัน

เฉพาะสมาชิกพิเศษเท่านั้น

กรุณา login ข้างบน หรือ สมัครสมาชิกใหม่

คำวิจารณ์พิเศษ

»ดูวิจารณ์เพิ่มเติม

คำวิจารณ์

ดูวิจารณ์เพิ่มเติม
 
กำลังโหลดอยู่ครับ...