เที่ยวสุดท้าย
-
เขียนโดย FranklyMonkey
วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.46 น.
1 session
0 วิจารณ์
254 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568 16.50 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
1) เที่ยวสุดท้าย
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเที่ยวสุดท้าย
เสียงเครื่องยนต์เก่าคร่ำครวญก่อนจะดับสนิท พนักงานขับรถเมล์หันมาบอกเด็กหนุ่มว่า
"สุดสายแล้วจ้า เอ้า ลงได้เลย ไม่ไปต่อแล้วนะ"
เปรม เด็กหนุ่มทำท่างัวเงียลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงของพนักงานขับรถ เขาเอามือขยี้ตาเบาๆแล้วกวาดตามองไปรอบๆ บนรถไม่มีใครเหลืออยู่เลย มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น แม้จะรู้สึกฉงนเล็กน้อยว่าทำไมรถเมล์มาสุดสายเอาตรงนี้ล่ะเนี่ย แต่เขาก็ลุกขึ้นลากเป้ขนาดย่อมของเขาเดินลงจากรถเมล์ไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเท้าแตะพื้นถนน เปรมก็บิดขี้เกียจยาวๆทีหนึ่งแล้วบิดตัวไปมาให้คลายอาการเมื่อย จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆมองหาเพื่อนร่วมทางที่อาจจะต้องต่อรถไปยังหมู่บ้านเดียวกัน แต่พบว่าเขายืนอยู่อย่างเดียวดายบนถนนสายเปลี่ยวทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
สองฟากเป็นทุ่งนาที่แห้งแล้ง มีเพียงสายลมพัดใบหญ้าเอนไหว เปรมยกมือขึ้นเหนือหน้าผากเพื่อเพ่งดูสภาพแวดล้อมรอบๆ เขาไม่เห็นบ้านคนสักหลัง แล้วก็ไม่มีศาลารอรถ ไม่มีป้ายหรืออะไรทั้งนั้น ขณะที่เขาเงยหน้าไปที่รถเมล์จะตะโกนถามคนขับรถว่าตอนนี้เขาอยู่ไหนกันแน่ แต่รถเมล์คันนั้นก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว ล้อรถที่บดกับถนนลูกรังอันแห้งแล้งทำให้ฝุ่นสีแดงตลบฟุ้งจนเขาต้องเอาแขนขึ้นมาปิดตรงจมูก
“แค่ก แค่ก!!! ที่ที่มันที่ไหนกันนะ? อีกไกลไหมเนี่ยก่อนจะถึงบ้านคุณตา?” เขามองไปข้างหน้าซึ่งเป็นทางทอดยาวขนานไปกับทุ่งนาแห้งๆ ยาวไปจนคิดว่าเป็นทางที่ไม่มีวันจบ
“เอาวะ รอคันต่อไปละกัน ยังไม่เย็นมาก คงต้องมีรถเมล์คันอื่นผ่านมาแน่ ไม่งั้นก็ขอติดรถคนแถวนี้ไปก็ได้ล่ะมั้ง คนบ้านนอกส่วนมากจะใจดีอยู่แล้ว” เปรมคิดพลางตวัดสายเป้ในมือที่ขึ้นไปข้างหลัง แล้วทรุดนั่งลงข้างทาง
เขานั้นเพลียจากการตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อมาขึ้นรถบัสที่ท่ารถสายใต้ในกรุงเทพ นั่งรถบัสมาหลายชั่วโมงจนมาถึงเมืองนี้ แล้วก็ต้องนั่งรถเมล์คันเมื่อกี้ต่อมาอีกทีเพื่อที่จะเข้าไปหมู่บ้านที่คุณตาอาศัยอยู่
ขณะที่เปรมนั่งอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุนั้น เมื่อเขาหันไปทางที่เขาผ่านมาเมื่อกี้ มันก็เป็นถนนสายยาวไร้ที่สิ้นสุดไม่ต่างกัน ไอความร้อนจากถนนตีเข้าหน้าของเขาเป็นระยะๆ
“ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ทำไมยังไม่มีรถคันไหนผ่านมาเลยสักคัน?” เขาคิดในใจอย่างหงุดหงิด เขานั่งรออยู่นานจนรู้สึกว่าก้นเป็นเหน็บแล้วนะเนี่ย
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เปรม เป็นเด็กหนุ่มวัย 19ปี ที่เติบโตมาในกรุงเทพ ช่วงหลายปีมานี้ เขารู้สึกเบื่อครอบครัวตัวเอง พ่อนั้นแสนจะเข้มงวดและขี้บ่น แม่ก็เป็นคนขี้กลัวเกินเหตุ กลัวว่าเปรมจะคบเพื่อนไม่ดี กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายเมื่อเปรมกลับบ้านดึก ต้องคอยโทรหาเขาอยู่เรื่อยเหมือนเขานั้นเป็นเด็กน้อย น้องสาวตัวเล็กที่ขี้แย อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้ เปรมรู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยอยากจะอยู่กับบ้านสักเท่าไหร่ พอปิดเทอมปุ๊บ แน่นนอนว่าเขาต้องหาเรื่องไปที่ไหนสักแห่งไกลๆให้พ้นจากสมาชิกครอบครัวที่แต่ละคนดูงี่เง่าในสายตาเขา
ในวัยเด็ก เปรมมักจะใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปอยู่กับคุณตา คุณตาผู้ใจดีและอบอุ่น บ้านของท่านอยู่ในชนบทห่างไกล เป็นสถานที่ที่เปรมรู้สึกสบายใจที่สุดทุกครั้งที่ไปเยี่ยมคุณตา เขาจะได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่อบอุ่น ไม่ใช่แค่คุณตาเท่านั้นที่ดีกับเขา ยังมีเพื่อนวัยเด็กที่ชอบพากันเล่นซนอีกด้วย และด้วยความที่ที่นั่นเป็นบ้านนอกขนานแท้ การละเล่นของเด็กบ้านนอกจึงต่างจากเด็กในเมืองอย่างสิ้นเชิง
เขาเคยไปเล่นน้ำที่ลำธาร แม้จะเป็นลำธารตื้นๆและน้ำไหลไม่แรงมาก แต่เป็นกิจกรรมโปรดของเขาเลย ตอนช่วงประถมนั้นเขาตัวค่อนข้างเล็ก ลำธารตื้นๆเลยเป็นลำน้ำลึกสำหรับเขา เมื่อว่ายน้ำเล่นจนเหนื่อย เขาจะปีนขึ้นไปเกาะตรงตลิ่งเพื่อพักหายใจ แล้วก็จะกระโดดลงน้ำเล่นอีกตามประสาเด็กๆ และไหนจะการไปดำนา จับปูจับปลาแบบที่ชาวบ้านเขาทำกัน พวกเด็กๆนั้นคิดว่าเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการจับปลาไปเพื่อประทังชีวิตนั้นมองว่าเปรมและเพื่อนๆเป็นตัวก่อกวนที่น่ารำคาญเลยทีเดียว
“ไอ้เด็กเปรตพวกนี้เอาอีกแล้ว มาเล่นน้ำตรงนี้ได้ยังไง ดูซิ ปลายหายหมด!” นี่เป็นคำของชาวบ้านแถวนั้นที่มักตะโดนด่าพวกเขาอย่างมีน้ำโหเวลาที่พวกเขาไปเล่นน้ำใกล้ๆชาวที่ทอดแหอยู่ มันเป็นความทรงจำที่ดีและมีค่ามากๆ เขาอยากจะกลับไปเยี่ยมคุณตาและพวกเพื่อนเก่าแถวนั้นอีก ว่าแต่พวกนั้นก็คงเติบโตไปทำงานทำการกันหมดแล้ว บ้างก็คงจะไปเรียนในเมืองด้วยล่ะมั้ง
ช่วงก่อนปิดเทอมของ ปี1 เปรมได้รับจดหมายจากคุณตา จดหมายที่มีข้อความเพียงสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย "ตาคิดถึงหนูมาก ถ้าว่างลองมาหาตาสักครั้งนะ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาได้ตัดสินใจออกจากบ้านเพียงลำพังและเดินทางมาหาคุณตาที่ชนบทอันห่างไกลโพ้น
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
แสงแดดค่อยๆ จางลงเป็นสีส้มแดง เปรมเริ่มกระวนกระวายเมื่อไม่มีรถผ่านมาสักคัน แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ หรือคนขับเกวียนก็ไม่มี
“นี่มันบ้าไปแล้ว ไม่มีใครผ่านมาเลยเหรอยังไงกัน? จะบ้านนอกก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยเถอะ ทำไมแม้แต่เงาคนหรือเงาหมาสักตัวก็ไม่มี” เขาบ่นอุบในใจ “เริ่มหิวแล้วสิ” คิดแล้วก็เปิดเป้ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า มีขวดน้ำเปล่าเล็กๆและขนมขบเคี้ยวหนึ่งห่อที่เขาซื้อไว้ตอนที่อยู่ท่ารถ เขาเปิดซองขนมกินด้วยความหิว ในซองนั้นแถมสติ๊กเกอร์รูปหมีน่ารักๆอยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ชอบเลย และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมต้องแถมอะไรแบบนี้
“ไร้สาระชะมัด แทนที่จะให้ขนมมาเยอะๆ ดันให้ของไร้สาระมาซะได้” เขาแกะสติ๊กเกอร์นั่นแล้วแปะไปที่ขวดน้ำ “นอกจากจะให้น้อยแล้วรสชาติก็ไม่ได้เรื่อง แถมฝืดคอเป็นบ้า” แน่นอนว่าเสียงบ่นในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะเปิดฝาแล้วดื่มอย่างหิวกระหาย
เมื่อนั่งรอไปอีกสักพักและตระหนักได้ว่าคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้น ปัดเนื้อปัดแล้วแล้วยกเป้ขึ้นมาสะพายหลัง มุ่งหน้าเดินไปตามถนนโดยอาศัยความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับเส้นทางไปบ้านคุณตา ซึ่งทิวทัศน์เบื้องหน้านี้มันไม่ได้คล้ายคลึงเส้นกับที่เขาเคยสัมผัสเอาเสียเลย ถึงกระนั้นเขาก็เดินไปเรื่อยๆโดยหวังว่าจะเจอบ้านคนบ้าง
“หวังว่าถนนเส้นนี้มันคงไม่ยาวไปจนสุดขอบโลกหรอกนะ”
ขณะที่ฟ้าค่อยๆมืดลง ความเงียบงันของสถานที่เริ่มกดทับจิตใจเขา ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงผู้คน ไร้เสียงพวกแมลงเช่น จิ้งหรีด จักจั่น หรือพวกกบเเขียดสัตว์ตัวเล็กๆตามทุ่งนา มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาบนผิวถนนที่แตกร้าว
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
“นี่มันอะไรกัน?” เปรมรู้สึกแปลกๆ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ทุกครั้งที่เขาก้าวเดิน จะมีเสียงบางอย่างดังซ้อนขึ้นหลังจากเสียงฝีเท้าของเขา ราวกับมันเป็นเสียงก้าวเท้าที่ก้าวตามเขายังไงยังงั้นแหละ นี่เขาเดินอยู่คนเดียวจริงๆหรือ? เขาคิดและลองก้าวเท้าดูอีกครั้ง
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
มันมีเสียงเดินตามมาจริงๆ เขาหันหลังไปช้าๆ ดูให้แน่ใจวา่สิ่งใดตามเขามากันแน่ แน่นอนว่าว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คน เขาเริ่มงุนงง “หรือว่ามันจะเป็นเสียงสะท้อนจากรองเท้ากันนะ? หรือว่าบรรยากาศมันเงียบมากไปจนหูฉันเพี้ยนกันแน่?” เปรมคิดกับตัวเอง แม้เหตุผลที่เขาให้กับตัวเองนั้นจะฟังไม่ขึ้นแต่เขาก็พยายามไม่คิดมาก เขาเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเดินที่ดังซ้อนมาเกือบตลอดเวลา มือทั้งคู่ของเขาจับสายสะพายของเป้ไว้นั้นเกร็งไปหมด เหงื่อเย็นๆไหลย้อยจากหน้าผากลงเป็นสาย ส่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่ทั้งร้อนทั้งเครียดมันเสียดแทงเขาอยู่ตลอดเวลา
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
นี่เขาเดินมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย เขาจิบน้ำจนหมดแล้วโยนขวดทิ้งไปอย่างเอือมระอา ความสว่างจากพระอาทิตย์ที่ใกล้ตกดินนั้นสโลสเลไปทุกที เส้นทางยังอีกยาวไกล เปรมเริ่มหวาดหวั่นว่าจะต้องนอนกลางทางอย่างนี้หรือเปล่า สายลมที่เคยร้อยระอุนั้น เริ่มกลายเป็นความเย็นยะเยือกพัดผ่านทุ่งนามาปะทะร่างกายจนเขาต้องกอดอดจับเสื้อเอาไว้ ชั่วขณะที่เปรมก้มหน้า สายตาเขาหลือบไปเห็นเงาที่ทอดยาวตีคู่มากับเงาของเขา เปรมตกใจหันขวับไปดู!
“..............................................”
ว่างเปล่า! ไม่มีใครเลย? เมื่อกี้มันเงาอะไร? เขาตาฝาดงั้นเหรอ?
ความคิดยังไม่ทันจะจบลง จู่ๆทันใดก็มีเสียงแหลมประหลาดหวีดยาวลอดลอยมาจากทุ่งนา เสียงนั้นเหมือนจะแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนจนหัวใจของเปรมเต้นแรงจนแทบจะทะลุหน้าอกออกมา ขาสั่นพั่บๆเหงื่อเป็นเม็ดๆซึมจากไปหน้าไหลเป็นทาง เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองจะหลอนเพราะอากาศร้อนหรือความหิว หรือว่านั่นเป็นเสียงของบางอย่างจริงๆกันแน่? เขาพยายามหันไปรอบๆ และเงี่ยหูฟังว่าต้นทางเสียงประหลาดนั้นมาจากไหนกัน
เสียงนั้นดังยาวและหยุด จากนั้นก็ดังเป็นจังหวะสั้นๆ และดังยาวไปอีก เขาเริ่มจับทางต้นเสียงได้ เสียงนั้นดังมาจากจุดๆหนึ่งในทุ่งนา เขาค่อยๆเพิ่งมองที่มาของเสียงอย่างพินิจ มันมีสายตาคู่หนึ่ง จ้องมองเขาลอดผ่านต้นข้าวที่แห้งเหลือง แล้วเมื่อเปรมเพ่งมองอย่างตั้งใจ ก็เห็นว่าดวงตานั้นกลมโต มีนัยน์ตาแหลมเรียวเหมือนตาของสัตว์นักล่า ปากที่อ้ากว้างและลิ้นที่ยาวเลื้อยเกือบเรี่ยพื้น เมื่อดวงตานั้นรับรู้ว่าเขาจับจ้องอยู่ มันก็เงยหน้าส่งเสียงดังก้องกังวาลโหยหวนสะท้อนไปทั่วท้องทุ่ง
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
เปรมกระดุ้งเฮือกจนเขาผวาถอยหลังไปหลายก้าว แล้วพุ่มต้นข้าวนั้นก็ไหวสะบัดดังวูบราวกับเจ้าตัวที่จ้องเขาอยู่นั้นได้กระโดดออกไปอย่างแรงจากที่ตรงนั้น เขาผลา ลนลาน ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก คอแห้งผากขึ้นมาอย่างกระทันหันจนแม้จะส่งเสียงก็ยังพูดไม่ออก เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เสียงเดินตามเจ้ากรรมก็ยังคงตามเขามาติดๆ เปรมพยายามประคองสติให้ดี เขารู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นลมอยู่รอมมะร่อ ในขณะที่เดินๆวิ่งๆจนสติเกือบจะหลุดนั้น พลันสายตาเขาไปเห็นแสงไฟโดดเด่นออกมาจากกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา เปรมใจชื้นขึ้น
“ขอให้มีคนในนั้นทีเถอะ!” เขารีบสาวเท้าไปเคาะประตูอย่างมีความหวัง
ปึง!ปึง!ปึง!
“เปิดให้ที เปิดให้ทีเถอะ มีคนอยู่ข้างในไหม?” เปรมเคาะประตูไปด้วยตะโกนไปด้วย
ไม่นานนัก ประตูก็แง้มออกมาเล็กน้อย
"ว่าไงเจ้าหนุ่มน้อย มีอะไรให้ช่วยงั้นรึ? เสียงแหบพร่าของผู้หญิงสูงอายุลอดออกมา
“ใช่ครับ ขอผมเข้าไปข้างในทีเถอะ!” เปรมขอร้องกับเสียงนั้น
“อืม…ข้างนอกมันก็มืดแล้วนะ เธอเข้ามาก่อนก็ได้" เมื่อเสียงนั้นจบลง ประตูก็เปิดออกกว้าง
เผยให้เห็นร่างของหญิงชราในเสื้อผ้าสีซีดจางและผ้าคลุมไหล่ ใบหน้าเหี่ยวย่นผอมแห้งจนตาลึกโบ๋เข้าไปในเบ้า ผมหงอกยาวสยายไปจนถึงแอว เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นชาแต่ไม่ไร้มิตรภาพ เปรมชะงักเมื่อเห็นใบหน้านั้น
“เข้ามาสิ” ยายแก่ยิ้มให้ “ดูท่าเธอจะเหนื่อยมากนี่นะ”
เปรมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อน แต่เมื่อหันหลังไปแล้วมีแต่ทุ่งนาเวิ้งว้าง เสียงน่ากลัวนั้นพลันเงียบลงแต่ความมืดได้ปกคลุมอย่างเบ็ดเสร็จ มีหมอกเทาๆลอยล่องอยู่ท่ามกลางท้องนาประปราย ดูแล้วช่างน่าขนลุกขนพองเป็นที่สุด เปรมตัดสินใจก้าวเข้าไปในบ้านอย่างเลือกไม่ได้
ภายในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของเก่าแก่ เงาดำโต๊ะไม้โยกไหวไปตามแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน กลิ่นหญ้าแห้งและฝุ่นเกาะตัวอยู่ในอากาศ เปรมนั่งลงที่เก้าอี้ไม้เก่าๆที่ค่อนข้างจะโยกเยกนิดหนึ่ง
ยายแก่หยิบขันเงินที่ใส่น้ำมาจนเต็มและยื่นให้เขาพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ข้างๆ เปรมรับขันนั้นมาดื่มอย่างกระหาย
“ค่อยๆดื่มก็ได้ หึหึหึ มือสั่นเชียว ไปเจออะไรมาหรือไง?” ยายแก่จับอัปกิริยาของเขา ก็ใช่น่ะสิ เปรมยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เขาเจอเมื่อกี้ไม่หาย ระหว่างที่เขาคิดว่าควรถามยายแก่เรื่องที่เขาเพิ่งเจอมาหรือไม่นั้นเขาก็ได้สังเกตเห็นความแปลกประหลาด หญิงชรามองเขาแบบไม่กระพริบตาเลยสักครั้งตั้งแต่เขาเข้ามา
ดวงตาใหญ่ลอยอยู่ในเบ้าตาที่เปรมตั้งคำถามในใจว่าเปลือกตาของเธออยู่ไหน? และรอยยิ้มของเธอดูผิดธรรมชาติ คล้ายว่ามันถูกฉีกออกมากกว่าการแสดงออกปกติ นิ้วมือแห้งเหี่ยวผอมยาว เล็บที่มีรอยแดงเข้มๆเกรอะกรัง
หญิงชรายกมือทั้งคู่มาประสานไว้ใต้คาง และเอ่ยปากถามเปรมทั้งๆที่รอยยิ้มนั้นยังอ้ากว้างดูแล้วช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
“ทำไมเธอมาเตร็ดเตร่แถวนี้ได้ล่ะ? ที่นี่ไม่ใช่ที่ใครต่อใครจะผ่านไปมาได้นะ?” เธอถาม แต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัยนั้นราวกับจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“อะ เอ้อ พอดีผมจะไปหาคุณตาที่หมู่บ้านชื่อนี้น่ะครับ แต่รถเมล์พามาที่นี่” เปรมพูดพลางหยิบกระดาษระบุบ้านเลขที่และอำเภอของคุณตาให้ยายแก่ดู
“อืมม…” ยายแก่ดูกระดาษใบนั้นแล้วทำท่าพินิจพิเคราะห์ “นี่มันคนละทางกันเลยนะ เธอหลงทางจริงๆแล้วล่ะ ฮึฮึฮึฮึ” ยายแก่พูด จบท้ายด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ ทำเอาเปรมขนลุกซู่
“ผะ..ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับ แล้วคุณยายอยู่คนเดียวเหรอครับ? ทำไมไม่มีบ้านคนอื่นๆเลย?” เปรมถามเสียงสั่น
ยายแก่เงียบไปครู่หนึ่ง เธอหันหน้าไปทางอื่น ดวงตาของเธอกลับลึกลงไปในเงามืดของเบ้าตา ก่อนที่ดวงตาทั้งคู่นั้นจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อจ้องมองเขา เธอพึมพำเสียงเบาๆ
"... ที่นี่ไม่มีบ้านคนหรอกนะจ๊ะ มีแต่..."
เธอหยุดพูดกะทันหัน ก่อนจะส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง
"ดึกแล้วเธอน่าจะพักที่นี่ก่อนนะจ๊ะ" เธอกล่าวเสียงหวาน แต่ในแววตานั้นมันกระด้างจนเกินจะหาคำใดมาพรรณา
เปรมตัวแข็งทื่อ เขาเริ่มตระหนักว่าความรู้สึกสยองขนลุกที่มีต่อบ้านหลังนี้มันของจริง ไม่ได้คิดไปเอง บ้านไม้ผุๆที่ตั้งเดียวดายอยู่กลางทุ่งหลังนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน
และแล้วเขาก็ได้ยินแว่วเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากเงามืดตามมุมห้อง เหมือนเสียงหลายคนกำลังพูดกัน แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเปรมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจำหวะ ตาของเขาเบิกโพลงและค่อยๆเหลือบไปที่ต้นเสียงที่ยังแว่วอยู่นั้น มันเป็นเสียงคุยกันด้วยภาษาที่เขาฟังไม่ออก หรือมันอาจจะเบาเกินไปจนเขาจับใจความไม่ได้ แต่รู้ว่ามีเสียงหัาเราะเบาๆปะปนอยู่ในประโยคสนทนาเหล่านั้น แม้จะมองไม่เห็นใครเลยแต่เปรมค่อนข้างแน่ใจว่ามันคืออะไร เขาหันกลับมาอย่างช้าๆ สายตาของเขาได้ปะทะกับสายตาของยายแก่ยังคงจ้องเขม็งมายังเขา เปรมกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก
ฮึฮึฮึฮึ เสียงหัวเราะเบาๆที่เล็ดลอดมาจากลำคอของยายแก่ แสงไฟตะเกียงสะท้อนเงาของฟันสีน้ำตาลเข้ม ลูกตากลมโตสว่างโดดเด่นจากเงาดำมืดของเบ้าตา ช่างเป็นภาพที่หลอนจนจับใจ และแล้วถ้าตาของเขาไม่ได้ฝาดผ้าคลุมสีซีดๆของยายแก่นั้นค่อยๆกลายเป็นเงาสีดำที่กำลังเคลื่อนไหววูบวาบแผ่ขยายกว้างออกอย่างช้าๆไปทั่วห้อง เงาดำสนิทนั้นกลืนกินทุกอย่าง กลบแม้กระทั่งตะเกียงไฟที่ส่องสว่างให้ดับลง ห้องทั้งห้องมืดมิดลงทันใด สิ่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมีเพียงดวงตากลมโต และฟันของยายแก่ที่ยังคงแสยะยิ้มอยู่ตลอดเวลา
ทันทีที่เขากำลังจะลุกขึ้น จู่ๆยายแก่ก็ยื่นมือมาจับแขนเขาแน่น พร้อมหัวเราะในลำคอ ฮึฮึฮึฮึ
“จะไปไหนล่ะ? ฉันจะเตรียมที่พักให้อย่างดีเชียวล่ะ ฮึฮึฮึฮึ”
มือยายแก่นั้นเย็นเหมือนไร้ซึ่งอุณหภูมิใดๆ เปรมร้อง “หวาาาาาา” พร้อมพยายามแกะมือแห้งๆนั่นออก แต่ยายแก่จับไว้แน่นจนเล็บนั่นจิกเข้าไปในเนื้อของเขา
สัญชาตญาณบอกให้เขาวิ่ง! เขาสะบัดแขนอย่างแรงจนมือยายแก่หลุดออก พลันถีบเก้าอี้ที่นั่งอยู่ไปทางยายปีศาจเฒ่านั่น แล้วพุ่งตัวไปยังประตูเก่าๆของบ้านที่กำลังจะถูกเงาดำนั้นกลืนกิน เขาผลักประตูออกสุดแรงเกิดและวิ่งออกไปอย่างเต็มกำลังไม่เหลียวหลัง
“บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว” เปรมตะโกนในใจ
นี่มันอะไรกัน รอบตัวเขานั้นดำมืดสนิทจนไม่เห็นทาง เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเขากำลังวิ่งไปทิศทางไหน ไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง บนถนนหรือบนท้องทุ่งนา และเรื่องประหลาดเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เขาต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของบางสิ่งไล่ตามมาติดๆ มันไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่มันมีหลายตัว… เขาหลับหูหลับตาวิ่งอย่างเต็มกำลัง ก่อนที่เขาจะสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ๆมีเสียงลมหายใจประหลาดรดอยู่ข้างหูเขา ลมหายใจนั้นเย็นยะเยือกและเหม็นเน่า แม้ตอนนี้เขากำลังวิ่งอยู่และวิ่งเร็วอย่างที่ไม่เคยเร็วมาก่อน ลมหายใจนั้นก็ยังคงตีคู่อยู่ข้างหูของเขาอย่างไม่ลดละ จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเย็นๆนาบเข้ากับใบหน้า เขากลั้นใจค่อยๆลืมตาแล้วหันไปมอง
เมือกเหนียวๆย้อยระโยงระยางจากบางสิ่งที่สัมผัสใบหน้าของเขา มันคือลิ้นนั่นเอง ตาของเปรมเบิกโพลงอ้าปากร้อง “หวาาาาาาาาาาาาา” ลิ้นนั้นปะป่ายไปเรื่อยตามใบหน้าของเขา มีเสียงหวีดร้องอย่างร้องอย่างสนุกสนานดังขึ้นตามหลังเขามา เปรมได้หันไปดูที่มาของเสียงที่แสนสะพรึงนั่น สิ่งที่เขาเห็นคือเงาดำขนาดใหญ่ลอยละลิ่วตามมายังกะว่านั่นมันเป็นเงาของเขาเอง แม้รอบตัวเขานั่นว่ามืดแล้ว แต่เงาดำนั้นมืดยิ่งกว่า สิ่งที่น่าขนลุงขนพองจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปอีกนั่นคือภายในเงามืดนั้นเต็มไปด้วยสายตานับไม่ถ้วนลอยละล่อง และสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา เงานั้นแผ่สูงขึ้นไปอีกแทบจะเสียดฟ้า เสียงหัวเราะอันโหยหวนกึกก้องไปทั่ว ฟังแล้วนี่มันเสียงเย้ยหยันต่อความพยายามดิ้นรนหนีสุดชีวิตของเขาชัดๆ ราวกับกำลังจะบอกเขาว่า “วิ่งไหนีปก็ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าหน้าโง่”
เขากำลังจะถอดใจว่าตายแน่แท้แล้ว เขาต้องถูกผีปีศาจตนนี้จับกินแน่ๆ เมื่อเขาระลึกได้ว่าขาของเขาไม่มีแรงเหลือ และเขาก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ เงานั้นแผ่ออกมาและกำลังจะครอบงำตัวเขา เหล่าบรรดาดวงตาที่จับจ้องเขานั้น บ้างหรี่ตา บ้างจ้องเขม็ง แต่รวมๆดูแล้วพวกมันกำลังพอใจเป็นอย่างมาก เปรมงัดกำลังใจฮึดสุดท้ายสับขาวิ่งอย่างเร็ว
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฉันไม่ยอมถูกพวกแกจับได้หรอกกกกกกกกกก” เขาร้องสุดเสียง
ทันใดนั้นจู่ๆ แสงสว่างวาบก็สาดปะทะเข้าหน้าเขาอย่างจัง สมองของเขาประมวลผลอัตโนมัติจากประสบการณ์ในชีวิตของเขาจากแหล่งของแสงที่เปล่งออกมา คำตอบนั้นแว๊บขึ้นมาในความคิดของเขาชั่ววินาทีนั้น
“ไฟหน้ารถทัวร์??”
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
บังเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว ความเจ็บแปลบพุ่งเข้ามาทั่วร่างกาย เขารู้สึกถึงลมเย็นที่หอบหุ้มร่างของเขาที่ถูกบางอย่างกระแทกลอยละล่อง และทุกอย่างก็ดับวูบไป
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อแตะจมูก เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เขาเจ็บไปทั้งเนื้อทั้งตัว ได้แต่จ้องเพดานกรอกตาไปมา และเหลือบตาลงไปที่ร่างกายที่เต็มไปด้วยเผือกและผ้าพันแผล
พยาบาลปรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้ม "ปฏิหาริย์จริงๆ คนไข้ฟื้นแล้ว”
เปรมนิ่งอึ้ง สมองประมวลผลทุกอย่างช้าๆ
พยาบาลเดินไปข้างนอกสักครู่ ทั้งพ่อ แม่ น้องสาว และคุณตาก็แห่กันเดินเข้ามา แม่นั้นน้ำตาไหลพรากๆ ดีอกดีใจที่เปรมฟื้นขึ้น เมื่อเปรมได้สติสักครู่ ทุกคนจึงพยายามเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้เปรมฟัง
“ลูกหลับไปตั้ง 10 วันแน่ะ แม่นึกว่าลูกจะไม่ฟื้นซะแล้ว” เสียงพูดของแม่ แม้จะปนไปด้วยเสียงสะอื้นจะก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ
ชัดเจนว่าเขากำลังนอนเจ็บอยู่ คงมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่ น้องสาวตัวเล็กของเขาก็ร้องไห้ระงม จนพ่อต้องพาไปข้างนอกเพราะเป็นการรบกวนผู้ป่วยคนอื่น เขาค่อยๆหันหน้าไปด้านข้าง พบว่ามีผู้ป่วยนอนเตียงถัดๆจากเขาไปอีก 4 เตียง และปลายเท้าเขาก็มีเตียงผู้ป่วยนอนพะงาบๆอยู่เช่นกัน
“กะ เกิดอะไรขึ้น?” เขาพยายามออกเสียง แต่คอเขานั้นแห้งผากเหลือเกิน แม่นั้นรีบหยิบแก้วน้ำสแตนเลสที่มีหลอดเสียบอยู่มาให้เปรมจิบ
“ลูกจำไม่ได้เหรอ? รถเมล์ที่ลูกนั่งมาเกิดอุบัติเหตุชนรถทัวร์ ไฟลุกท่วมไปหมด ตอนที่กู้ภัยโทรมาแม่นึกว่าแม่จะเสียลูกไปซะแล้ว” ว่าแล้วแม่ก็หยิบชายเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา
“กู้ภัยบอกว่าหลานโชคดีจริงๆ ด้วยแรงปะทะของรถทั้งคู่ทำให้ตัวหลานลอยหลุดออกมานอกตัวรถ ขึ้นไปติดอยู่ในบนใต้โพธ์ใหญ่กลางนาที่อยู๋ไกลไปถึง 200เมตรเชียวนะ แต่ว่ากิ่งต้นโพธิ์บางกิ่งเสียบทะลุตัวของหลาน กระดูกขาร้าว ซี่โครงหัก หัวกระแทก ยังไงก็คงต้องอยู่โรงพยาบาลนี่ต่ออีกหลายวันเลยนะ” คุณตาพูดเสริมขึ้นมาอธิบายอาการของเปรม
“ลูกนอนไม่ได้สติเลย แต่ส่งเสียงอื้ออึงในลำคออยู่เกือบตลอดเวลา ตอนที่ลูกสลบไปลูกคงจะฝันร้ายสินะ แต่ว่าไม่มีอะไรแล้วนะลูก ลูกพ้นมาแล้ว ต่อไปจะมีแต่เรื่องโชคดีนะ” แม่ว่าอย่างนั้น
นั่นสิ เขาต้องฝันร้ายแน่ๆระหว่างที่สลบไป ความรู้สึกขนพองสยองเกล้ายังคงติดอยู่ในใจเขา ว่าแต่เขาฝันเรื่องอะไรกันนะ? เปรมหลับตานิ่ง พยายามนิ่งถึงสิ่งเลวร้ายที่ติดค้างในใจเขา
ภาพบ้านไม้หลังนั้น ค่อยๆลอยเข้ามาในหัวของเปรม พร้อมกับหยายแก่ที่น่าสยดสยอง และงาดำทะมืนนั่นเหมือนจะไหลกลับเข้าไปในความทรงจำของเขาทีละเล็กละน้อย เขาจำความร้อนระอุของถนนลาดยางกลางทุ่งนาได้ กลิ่นสาปของหญ้าแห้งๆที่ลอยมาติดจมูกเขาอยู่เกือบตลอดเวลา ความเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีบางสิ่งที่หน้ากลัว มันเหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆอย่างนั้นแหละ เหตุการณ์เหล่านั้นพรั่งพรุเข้ามาในหัวของเปรมพร้อมคำถามมากมาย
“ผมคิดว่าผมฝันร้าย น่ากลัวเอามากๆ” เปรมพูดเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของเขาดูวิตกและท้อแท้ “แต่โชคดีที่มันเป็นแค่ความฝัน” เขาพูดต่อ ฟังดูเหมือนคำบอกเล่าทั่วไป แต่ว่าเขากำลังย้ำกับตัวเองปลอบใจตัวเองอยู่ต่างหาก คุณตาจับมือเปรมขึ้นมาแล้วพยายามปลอบ
“ไม่มีอะไรแล้วหลานเอ๊ย ฟาดเคราะห์ไปแล้ว หมดเรื่องร้ายๆแล้ว”
เปรมส่งยิ้มอ่อนๆให้คุณตา
“ถ้าผมออกจากโรงพยายาบาลแล้ว จะไปพักที่บ้านคุณตานะครับ”
“ได้เลยหลาน อยากอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้”
ในขณะที่จิตใจเขากำลังสงบ พลันจู่ๆเขาเกิดฉงนขึ้นมา เมื่อพบว่าแขนข้างซ้ายของเขานั้น มีรอยช้ำเป็นริ้วๆราวกับถูบบีบอย่างแรงพาดอยู่รอบแขน เมื่อเขายกแขนขึ้นมาดูก็พบว่ามีแผลลักษณะเป็นรอยเล็บจิกอยู่ 4 รอย
ใบหน้ายายแก่ที่กำลังหัวเราะอยู่พร้อมทั้งเอามือจับแขนเขาแน่นแว๊บเข้ามา
“น่าจะเป็นรอยกิ่งไม้ครูดนะนั่น” แม่พูดขึ้นมา
เปรมเงยหน้าไปมองแม่
“จริงๆแกมีรอยเต็มตัวเลย เป็นรอยกิ่งไม้เล็กๆแทง ส่วนมากแผลก็หายไปหมดแล้ว แต่รอยช้ำที่แขนนี่ น่าแปลก..อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยถึงจะจางลง” พ่อผู้ซึ่งอุ้มน้องสาวตัวเล็กพาดบ่าเดินเข้ามาแล้วบอกเขาอย่างนั้น
เปรมมองไปรอบๆ ความสว่างไสวของห้อง นางพยาบาลที่ทำงานกันขวักไขว่ หมอที่ยืนตรวจคนไข้ที่เตียงรอบๆ เขากัดฟันและบอกตัวเอง “ ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตาม มันได้ผ่านไปแล้ว ลืมๆมันไปซะ” เขาย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
เมื่อพักรักษาตัวได้ประมาณครึ่งเดือน ทางโรงพยาบาลก็อนุญาตให้เขาออกได้ พ่อกับแม่และน้องสาวได้กลับไปกรุงเทพไปแล้ว ส่วนเขานั้นได้มาพักผ่อนที่บ้านคุณตาสมใจ
บ้านนอกก็ยังเป็นบ้านนอกที่เกือบจะเหมือนเดิมแทบทุกประการ นาที่เขียวชะอุ่มที่เขาลงไปลุยเล่นจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาไปทั่ว ลำธารที่ใสสะอาดที่เขาเคยลงเล่นกับเพื่อนๆเมื่อตอนเป็นเด็ก ตอนนี้เขาโตมากพอที่จะไม่เล่นอะไรแบบนั้นแล้ว เพื่อนๆของเขาก็ออกจากหมู่บ้านนี้ไปกันแทบหมด ที่เหลือๆอยู่ก็มีครอบครัวกันหมดแล้วไม่สามารถไปเล่นบ้าๆบอๆกับเขาได้เหมือนก่อน มีเพียง เจ้าเป้ ที่ไม่ออกไปไหน เจ้าเป้ผู้ที่ตั้งใจจำดำรงอาชีพทำนาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ซึ่งเปรมก็เห็นด้วยกับมัน อีกไม่นานคนทำนาจะขาดแคลน เจ้าเป้จะกลายที่กำลังสำคัญในการผลิตข้าวให้ประเทศไทยเป็นแน่
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เปรมนอนอยู่ที่เปลตาข่ายที่ผูกอยู่ระหว่างเสาไม้กับต้นมะขามอยู่ปลายนา การที่ได้มานั่งๆนอนๆในบรรยากาศแบบนี้สำหรับเปรมแล้ว นาทีนี้คือดีที่สุด เขาใช้เวลาว่างนี้อ่านหนังสือ และค้นหาว่าเขาจะทำอะไรต่อไปในชีวิต กลับไปเรียนต่อ หรือจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆเจ๋งๆดี ไอเดียของเขามีร้อยแปดที่อยากจะทำกับชีวิตของเขา
—-------------------------------------------------------------------------------------------------------
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือน เปรมซ้อนมอเตอร์ไซค์เก่าๆของเจ้าเป้มาที่ศาลารอรถเมล์ เขาจะต้องกลับกรุงเทพแล้ว แม้จะรู้สึกยังไม่หนำใจกับการพักผ่อน แต่เขาก็ตัดสินใจกลับไปเพราะขืนอยู่นานกว่านี้ เขาต้องกลายเป็นขี้เกียจเป็นแน่แท้
ที่ศาลารอรถเก่าๆนั้น มีคนนั่งอัดกันอยู่ 7-8 คน เป้าหมายของพวกเขาเหมือนจะไปที่เดียวกันคือในตัวจังหวัด เปรมและเป้ยืนอยู่ข้างๆศาลา เป้นั้นยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์ตัวเอง ทั้งคู่ร่ำลากันสักพักรถเมล์ก็มาถึง เป้สตาร์ทรถมอเตอร์คู่กายแล้วหันมาโบกมือลาให้เปรมแล้วก็แล่นรถจากไป ผู้คนต่างพากันกรูขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรมนั้นแม้จะรู้สึกหวาดๆการขึ้นรถเมล์อยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นคนเยอะแบบนี้ก็เขาก็เดินตามฝูงชนขึ้นรถไปอย่างเบาใจ
เด็กหนุ่มทิ้งตัวนั่งข้างหน้าต่าง เขาชอบมองวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ทุ่งนาเขียวขจี อากาศดีๆแบบนี้ เขาต้องหาโอากาสมาอีกเร็วๆนี้แน่ บ้านของคุณตานั้นอยู่ห่างตัวจังหวัดมาก ต้องนั่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเชียว เปรมนั่งมองวิวไปข้างทางสักพักก็เผลอหลับไป
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก!!! เสียงเครื่องยนต์ค่อยๆดับลง
“ถึงท่ารถแล้วคร๊าบ” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนดังไปทั่วรถ เสียงคนจอแจลุกขึ้นกรูลงจากรถอย่างขวักไขว่
“ถึงแล้วเหรอเนี่ย? เปรมงัวเงียๆตื่นขึ้นมา การเดินทางยังอีกยาวไกลนัก เขายังต้องนั่งรถบัสจากตัวจังหวัดไปเข้ากรุงเทพอีกหลายขั่วโมงเชียวกว่าจะถึงบ้าน ช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ
เขาบิดขี้เกียจแล้วเดินลงจากรถ แล้วก็เกิดอาการงงงวยยิ่งนัก เพราะที่รถเมล์จอดนั้น มันไม่ใช่ท่ารถนี่นา และคนที่ลงจากรถเมื่อกี้หายไปไหนหมด? หรือมีเขาแค่คนเดียวแต่แรกที่เดินลงมา? เขามองไปรอบๆ สองข้างทางคือทุ่งหญ้าที่แห้งผาก ลมหายใจของเขาเริ่มสั่นไม่สม่ำเสมอ นี่มันเป็นสถานที่ที่คุ้นตาและเขาไมมีวันลืม ท้องทุ่งแห้งแล้งที่ฉาบด้วยแสงสีส้มของพระอาทิตย์อัศดง
ใช่แล้ว ทุ่งร้างแห่งนั้นที่เขาจะได้ประสบกับเหตุการณ์อันน่ากลัว
“เหวอออออ!!!ไม่จริงน่า!!!!” เปรมร้องลั่น เขารีบวิ่งกลับขึ้นไปบนรถทันที แต่เหมือนถูกกลั่นแกล้ง รถเมล์รีบออกตัวไปอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามและตะโกนเรียกรถให้หยุดอย่างไม่ลดละ แต่ทว่ารถเมล์คันนั้นได้แล่นออกไปห่างไกลทุกทีอย่างไม่แยแส จนในที่สุดรถเมล์ก็ลับตาไป
เปรมนั้นวิ่งตามจนเหนื่อย เขาหยุดพักหายใจสักครู่ “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!!??” เขาคิดอย่างสับสน “ถ้านี่เป็นความฝันล่ะก็ ช่วยตื่นทีเถอะ” ลมพัดหวีดหวิวลอยผ่านตัวเขาไป มีบางอย่างลอยตามลมมาปะทะตัวของเปรม เขาเอื้อมมือไปคว้าสิ่งนั้นไว้
มันคือขวดน้ำเปล่าเก่าๆ เขามองขวดน้ำนั้นอย่างคิ้วขมวด ขวดนั้นถูกฝุ่นสีแดงเกาะเขรอะอยู่มีสติ๊กเกอร์รูปหมีที่ถูกแดดเผาจนสีซีดแปะอยู่ข้างขวด หัวใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ มันเป็นขวดที่เขาเคยโยนทิ้งไว้ใช่ไหม?
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!”
เสียงร้องที่น่าขนลุกดังขึ้น!!! เปรมตกใจสุดขีด เขาหันไปดูอย่างรวดเร็วตามต้นเสียงนั้น ลมที่โบกไสวท่ามกลางทุ่งนาอันแร้นแค้นไร้สิ่งมีชีวิตผ่านตัวเขาวูบไปวูบมา เหงื่อไหลย้อยจากคางของเขาแปะลงถนพื้นลาดยางและระเหยไปอย่างรวดเร็ว เปรมกำขวดน้ำแน่นจนบิดขวดผิดรูปคามือ
“ชิบหายแล้ว!!” เสียงในใจดังขึ้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ทุ่งนาเบื้องหน้าที่อยู่ๆมีบ้านไม้เก่าๆโผล่ขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้
นี่เขากำลังจะเจอกับสิ่งน่ากลัวเหลือเชื่อนั่นอีกครั้งงั้นเหรอ??? แล้วครั้งนี้เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรล่ะ???
“มันควรเป็นแค่ฝันร้ายสิ!!!”
—----------------------------จบ—------------------------
เสียงเครื่องยนต์เก่าคร่ำครวญก่อนจะดับสนิท พนักงานขับรถเมล์หันมาบอกเด็กหนุ่มว่า
"สุดสายแล้วจ้า เอ้า ลงได้เลย ไม่ไปต่อแล้วนะ"
เปรม เด็กหนุ่มทำท่างัวเงียลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงของพนักงานขับรถ เขาเอามือขยี้ตาเบาๆแล้วกวาดตามองไปรอบๆ บนรถไม่มีใครเหลืออยู่เลย มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น แม้จะรู้สึกฉงนเล็กน้อยว่าทำไมรถเมล์มาสุดสายเอาตรงนี้ล่ะเนี่ย แต่เขาก็ลุกขึ้นลากเป้ขนาดย่อมของเขาเดินลงจากรถเมล์ไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเท้าแตะพื้นถนน เปรมก็บิดขี้เกียจยาวๆทีหนึ่งแล้วบิดตัวไปมาให้คลายอาการเมื่อย จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆมองหาเพื่อนร่วมทางที่อาจจะต้องต่อรถไปยังหมู่บ้านเดียวกัน แต่พบว่าเขายืนอยู่อย่างเดียวดายบนถนนสายเปลี่ยวทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
สองฟากเป็นทุ่งนาที่แห้งแล้ง มีเพียงสายลมพัดใบหญ้าเอนไหว เปรมยกมือขึ้นเหนือหน้าผากเพื่อเพ่งดูสภาพแวดล้อมรอบๆ เขาไม่เห็นบ้านคนสักหลัง แล้วก็ไม่มีศาลารอรถ ไม่มีป้ายหรืออะไรทั้งนั้น ขณะที่เขาเงยหน้าไปที่รถเมล์จะตะโกนถามคนขับรถว่าตอนนี้เขาอยู่ไหนกันแน่ แต่รถเมล์คันนั้นก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว ล้อรถที่บดกับถนนลูกรังอันแห้งแล้งทำให้ฝุ่นสีแดงตลบฟุ้งจนเขาต้องเอาแขนขึ้นมาปิดตรงจมูก
“แค่ก แค่ก!!! ที่ที่มันที่ไหนกันนะ? อีกไกลไหมเนี่ยก่อนจะถึงบ้านคุณตา?” เขามองไปข้างหน้าซึ่งเป็นทางทอดยาวขนานไปกับทุ่งนาแห้งๆ ยาวไปจนคิดว่าเป็นทางที่ไม่มีวันจบ
“เอาวะ รอคันต่อไปละกัน ยังไม่เย็นมาก คงต้องมีรถเมล์คันอื่นผ่านมาแน่ ไม่งั้นก็ขอติดรถคนแถวนี้ไปก็ได้ล่ะมั้ง คนบ้านนอกส่วนมากจะใจดีอยู่แล้ว” เปรมคิดพลางตวัดสายเป้ในมือที่ขึ้นไปข้างหลัง แล้วทรุดนั่งลงข้างทาง
เขานั้นเพลียจากการตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อมาขึ้นรถบัสที่ท่ารถสายใต้ในกรุงเทพ นั่งรถบัสมาหลายชั่วโมงจนมาถึงเมืองนี้ แล้วก็ต้องนั่งรถเมล์คันเมื่อกี้ต่อมาอีกทีเพื่อที่จะเข้าไปหมู่บ้านที่คุณตาอาศัยอยู่
ขณะที่เปรมนั่งอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุนั้น เมื่อเขาหันไปทางที่เขาผ่านมาเมื่อกี้ มันก็เป็นถนนสายยาวไร้ที่สิ้นสุดไม่ต่างกัน ไอความร้อนจากถนนตีเข้าหน้าของเขาเป็นระยะๆ
“ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ทำไมยังไม่มีรถคันไหนผ่านมาเลยสักคัน?” เขาคิดในใจอย่างหงุดหงิด เขานั่งรออยู่นานจนรู้สึกว่าก้นเป็นเหน็บแล้วนะเนี่ย
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เปรม เป็นเด็กหนุ่มวัย 19ปี ที่เติบโตมาในกรุงเทพ ช่วงหลายปีมานี้ เขารู้สึกเบื่อครอบครัวตัวเอง พ่อนั้นแสนจะเข้มงวดและขี้บ่น แม่ก็เป็นคนขี้กลัวเกินเหตุ กลัวว่าเปรมจะคบเพื่อนไม่ดี กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายเมื่อเปรมกลับบ้านดึก ต้องคอยโทรหาเขาอยู่เรื่อยเหมือนเขานั้นเป็นเด็กน้อย น้องสาวตัวเล็กที่ขี้แย อะไรนิดอะไรหน่อยก็ร้องไห้ เปรมรู้สึกอึดอัดและไม่ค่อยอยากจะอยู่กับบ้านสักเท่าไหร่ พอปิดเทอมปุ๊บ แน่นนอนว่าเขาต้องหาเรื่องไปที่ไหนสักแห่งไกลๆให้พ้นจากสมาชิกครอบครัวที่แต่ละคนดูงี่เง่าในสายตาเขา
ในวัยเด็ก เปรมมักจะใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปอยู่กับคุณตา คุณตาผู้ใจดีและอบอุ่น บ้านของท่านอยู่ในชนบทห่างไกล เป็นสถานที่ที่เปรมรู้สึกสบายใจที่สุดทุกครั้งที่ไปเยี่ยมคุณตา เขาจะได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่อบอุ่น ไม่ใช่แค่คุณตาเท่านั้นที่ดีกับเขา ยังมีเพื่อนวัยเด็กที่ชอบพากันเล่นซนอีกด้วย และด้วยความที่ที่นั่นเป็นบ้านนอกขนานแท้ การละเล่นของเด็กบ้านนอกจึงต่างจากเด็กในเมืองอย่างสิ้นเชิง
เขาเคยไปเล่นน้ำที่ลำธาร แม้จะเป็นลำธารตื้นๆและน้ำไหลไม่แรงมาก แต่เป็นกิจกรรมโปรดของเขาเลย ตอนช่วงประถมนั้นเขาตัวค่อนข้างเล็ก ลำธารตื้นๆเลยเป็นลำน้ำลึกสำหรับเขา เมื่อว่ายน้ำเล่นจนเหนื่อย เขาจะปีนขึ้นไปเกาะตรงตลิ่งเพื่อพักหายใจ แล้วก็จะกระโดดลงน้ำเล่นอีกตามประสาเด็กๆ และไหนจะการไปดำนา จับปูจับปลาแบบที่ชาวบ้านเขาทำกัน พวกเด็กๆนั้นคิดว่าเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการจับปลาไปเพื่อประทังชีวิตนั้นมองว่าเปรมและเพื่อนๆเป็นตัวก่อกวนที่น่ารำคาญเลยทีเดียว
“ไอ้เด็กเปรตพวกนี้เอาอีกแล้ว มาเล่นน้ำตรงนี้ได้ยังไง ดูซิ ปลายหายหมด!” นี่เป็นคำของชาวบ้านแถวนั้นที่มักตะโดนด่าพวกเขาอย่างมีน้ำโหเวลาที่พวกเขาไปเล่นน้ำใกล้ๆชาวที่ทอดแหอยู่ มันเป็นความทรงจำที่ดีและมีค่ามากๆ เขาอยากจะกลับไปเยี่ยมคุณตาและพวกเพื่อนเก่าแถวนั้นอีก ว่าแต่พวกนั้นก็คงเติบโตไปทำงานทำการกันหมดแล้ว บ้างก็คงจะไปเรียนในเมืองด้วยล่ะมั้ง
ช่วงก่อนปิดเทอมของ ปี1 เปรมได้รับจดหมายจากคุณตา จดหมายที่มีข้อความเพียงสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย "ตาคิดถึงหนูมาก ถ้าว่างลองมาหาตาสักครั้งนะ นั่นเป็นเหตุผลที่เขาได้ตัดสินใจออกจากบ้านเพียงลำพังและเดินทางมาหาคุณตาที่ชนบทอันห่างไกลโพ้น
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
แสงแดดค่อยๆ จางลงเป็นสีส้มแดง เปรมเริ่มกระวนกระวายเมื่อไม่มีรถผ่านมาสักคัน แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ หรือคนขับเกวียนก็ไม่มี
“นี่มันบ้าไปแล้ว ไม่มีใครผ่านมาเลยเหรอยังไงกัน? จะบ้านนอกก็ให้มันมีขอบเขตหน่อยเถอะ ทำไมแม้แต่เงาคนหรือเงาหมาสักตัวก็ไม่มี” เขาบ่นอุบในใจ “เริ่มหิวแล้วสิ” คิดแล้วก็เปิดเป้ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า มีขวดน้ำเปล่าเล็กๆและขนมขบเคี้ยวหนึ่งห่อที่เขาซื้อไว้ตอนที่อยู่ท่ารถ เขาเปิดซองขนมกินด้วยความหิว ในซองนั้นแถมสติ๊กเกอร์รูปหมีน่ารักๆอยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ชอบเลย และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมต้องแถมอะไรแบบนี้
“ไร้สาระชะมัด แทนที่จะให้ขนมมาเยอะๆ ดันให้ของไร้สาระมาซะได้” เขาแกะสติ๊กเกอร์นั่นแล้วแปะไปที่ขวดน้ำ “นอกจากจะให้น้อยแล้วรสชาติก็ไม่ได้เรื่อง แถมฝืดคอเป็นบ้า” แน่นอนว่าเสียงบ่นในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก่อนจะเปิดฝาแล้วดื่มอย่างหิวกระหาย
เมื่อนั่งรอไปอีกสักพักและตระหนักได้ว่าคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้น ปัดเนื้อปัดแล้วแล้วยกเป้ขึ้นมาสะพายหลัง มุ่งหน้าเดินไปตามถนนโดยอาศัยความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับเส้นทางไปบ้านคุณตา ซึ่งทิวทัศน์เบื้องหน้านี้มันไม่ได้คล้ายคลึงเส้นกับที่เขาเคยสัมผัสเอาเสียเลย ถึงกระนั้นเขาก็เดินไปเรื่อยๆโดยหวังว่าจะเจอบ้านคนบ้าง
“หวังว่าถนนเส้นนี้มันคงไม่ยาวไปจนสุดขอบโลกหรอกนะ”
ขณะที่ฟ้าค่อยๆมืดลง ความเงียบงันของสถานที่เริ่มกดทับจิตใจเขา ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงผู้คน ไร้เสียงพวกแมลงเช่น จิ้งหรีด จักจั่น หรือพวกกบเเขียดสัตว์ตัวเล็กๆตามทุ่งนา มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาบนผิวถนนที่แตกร้าว
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
“นี่มันอะไรกัน?” เปรมรู้สึกแปลกๆ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
ทุกครั้งที่เขาก้าวเดิน จะมีเสียงบางอย่างดังซ้อนขึ้นหลังจากเสียงฝีเท้าของเขา ราวกับมันเป็นเสียงก้าวเท้าที่ก้าวตามเขายังไงยังงั้นแหละ นี่เขาเดินอยู่คนเดียวจริงๆหรือ? เขาคิดและลองก้าวเท้าดูอีกครั้ง
ฉึบ ฉึบ ..ฉึบ
มันมีเสียงเดินตามมาจริงๆ เขาหันหลังไปช้าๆ ดูให้แน่ใจวา่สิ่งใดตามเขามากันแน่ แน่นอนว่าว่างเปล่าไร้วี่แววผู้คน เขาเริ่มงุนงง “หรือว่ามันจะเป็นเสียงสะท้อนจากรองเท้ากันนะ? หรือว่าบรรยากาศมันเงียบมากไปจนหูฉันเพี้ยนกันแน่?” เปรมคิดกับตัวเอง แม้เหตุผลที่เขาให้กับตัวเองนั้นจะฟังไม่ขึ้นแต่เขาก็พยายามไม่คิดมาก เขาเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเดินที่ดังซ้อนมาเกือบตลอดเวลา มือทั้งคู่ของเขาจับสายสะพายของเป้ไว้นั้นเกร็งไปหมด เหงื่อเย็นๆไหลย้อยจากหน้าผากลงเป็นสาย ส่อให้เห็นถึงความรู้สึกที่ทั้งร้อนทั้งเครียดมันเสียดแทงเขาอยู่ตลอดเวลา
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
นี่เขาเดินมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย เขาจิบน้ำจนหมดแล้วโยนขวดทิ้งไปอย่างเอือมระอา ความสว่างจากพระอาทิตย์ที่ใกล้ตกดินนั้นสโลสเลไปทุกที เส้นทางยังอีกยาวไกล เปรมเริ่มหวาดหวั่นว่าจะต้องนอนกลางทางอย่างนี้หรือเปล่า สายลมที่เคยร้อยระอุนั้น เริ่มกลายเป็นความเย็นยะเยือกพัดผ่านทุ่งนามาปะทะร่างกายจนเขาต้องกอดอดจับเสื้อเอาไว้ ชั่วขณะที่เปรมก้มหน้า สายตาเขาหลือบไปเห็นเงาที่ทอดยาวตีคู่มากับเงาของเขา เปรมตกใจหันขวับไปดู!
“..............................................”
ว่างเปล่า! ไม่มีใครเลย? เมื่อกี้มันเงาอะไร? เขาตาฝาดงั้นเหรอ?
ความคิดยังไม่ทันจะจบลง จู่ๆทันใดก็มีเสียงแหลมประหลาดหวีดยาวลอดลอยมาจากทุ่งนา เสียงนั้นเหมือนจะแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนจนหัวใจของเปรมเต้นแรงจนแทบจะทะลุหน้าอกออกมา ขาสั่นพั่บๆเหงื่อเป็นเม็ดๆซึมจากไปหน้าไหลเป็นทาง เขาเริ่มสงสัยว่าตัวเองจะหลอนเพราะอากาศร้อนหรือความหิว หรือว่านั่นเป็นเสียงของบางอย่างจริงๆกันแน่? เขาพยายามหันไปรอบๆ และเงี่ยหูฟังว่าต้นทางเสียงประหลาดนั้นมาจากไหนกัน
เสียงนั้นดังยาวและหยุด จากนั้นก็ดังเป็นจังหวะสั้นๆ และดังยาวไปอีก เขาเริ่มจับทางต้นเสียงได้ เสียงนั้นดังมาจากจุดๆหนึ่งในทุ่งนา เขาค่อยๆเพิ่งมองที่มาของเสียงอย่างพินิจ มันมีสายตาคู่หนึ่ง จ้องมองเขาลอดผ่านต้นข้าวที่แห้งเหลือง แล้วเมื่อเปรมเพ่งมองอย่างตั้งใจ ก็เห็นว่าดวงตานั้นกลมโต มีนัยน์ตาแหลมเรียวเหมือนตาของสัตว์นักล่า ปากที่อ้ากว้างและลิ้นที่ยาวเลื้อยเกือบเรี่ยพื้น เมื่อดวงตานั้นรับรู้ว่าเขาจับจ้องอยู่ มันก็เงยหน้าส่งเสียงดังก้องกังวาลโหยหวนสะท้อนไปทั่วท้องทุ่ง
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
เปรมกระดุ้งเฮือกจนเขาผวาถอยหลังไปหลายก้าว แล้วพุ่มต้นข้าวนั้นก็ไหวสะบัดดังวูบราวกับเจ้าตัวที่จ้องเขาอยู่นั้นได้กระโดดออกไปอย่างแรงจากที่ตรงนั้น เขาผลา ลนลาน ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก คอแห้งผากขึ้นมาอย่างกระทันหันจนแม้จะส่งเสียงก็ยังพูดไม่ออก เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เสียงเดินตามเจ้ากรรมก็ยังคงตามเขามาติดๆ เปรมพยายามประคองสติให้ดี เขารู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นลมอยู่รอมมะร่อ ในขณะที่เดินๆวิ่งๆจนสติเกือบจะหลุดนั้น พลันสายตาเขาไปเห็นแสงไฟโดดเด่นออกมาจากกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา เปรมใจชื้นขึ้น
“ขอให้มีคนในนั้นทีเถอะ!” เขารีบสาวเท้าไปเคาะประตูอย่างมีความหวัง
ปึง!ปึง!ปึง!
“เปิดให้ที เปิดให้ทีเถอะ มีคนอยู่ข้างในไหม?” เปรมเคาะประตูไปด้วยตะโกนไปด้วย
ไม่นานนัก ประตูก็แง้มออกมาเล็กน้อย
"ว่าไงเจ้าหนุ่มน้อย มีอะไรให้ช่วยงั้นรึ? เสียงแหบพร่าของผู้หญิงสูงอายุลอดออกมา
“ใช่ครับ ขอผมเข้าไปข้างในทีเถอะ!” เปรมขอร้องกับเสียงนั้น
“อืม…ข้างนอกมันก็มืดแล้วนะ เธอเข้ามาก่อนก็ได้" เมื่อเสียงนั้นจบลง ประตูก็เปิดออกกว้าง
เผยให้เห็นร่างของหญิงชราในเสื้อผ้าสีซีดจางและผ้าคลุมไหล่ ใบหน้าเหี่ยวย่นผอมแห้งจนตาลึกโบ๋เข้าไปในเบ้า ผมหงอกยาวสยายไปจนถึงแอว เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นชาแต่ไม่ไร้มิตรภาพ เปรมชะงักเมื่อเห็นใบหน้านั้น
“เข้ามาสิ” ยายแก่ยิ้มให้ “ดูท่าเธอจะเหนื่อยมากนี่นะ”
เปรมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อน แต่เมื่อหันหลังไปแล้วมีแต่ทุ่งนาเวิ้งว้าง เสียงน่ากลัวนั้นพลันเงียบลงแต่ความมืดได้ปกคลุมอย่างเบ็ดเสร็จ มีหมอกเทาๆลอยล่องอยู่ท่ามกลางท้องนาประปราย ดูแล้วช่างน่าขนลุกขนพองเป็นที่สุด เปรมตัดสินใจก้าวเข้าไปในบ้านอย่างเลือกไม่ได้
ภายในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของเก่าแก่ เงาดำโต๊ะไม้โยกไหวไปตามแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน กลิ่นหญ้าแห้งและฝุ่นเกาะตัวอยู่ในอากาศ เปรมนั่งลงที่เก้าอี้ไม้เก่าๆที่ค่อนข้างจะโยกเยกนิดหนึ่ง
ยายแก่หยิบขันเงินที่ใส่น้ำมาจนเต็มและยื่นให้เขาพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ข้างๆ เปรมรับขันนั้นมาดื่มอย่างกระหาย
“ค่อยๆดื่มก็ได้ หึหึหึ มือสั่นเชียว ไปเจออะไรมาหรือไง?” ยายแก่จับอัปกิริยาของเขา ก็ใช่น่ะสิ เปรมยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เขาเจอเมื่อกี้ไม่หาย ระหว่างที่เขาคิดว่าควรถามยายแก่เรื่องที่เขาเพิ่งเจอมาหรือไม่นั้นเขาก็ได้สังเกตเห็นความแปลกประหลาด หญิงชรามองเขาแบบไม่กระพริบตาเลยสักครั้งตั้งแต่เขาเข้ามา
ดวงตาใหญ่ลอยอยู่ในเบ้าตาที่เปรมตั้งคำถามในใจว่าเปลือกตาของเธออยู่ไหน? และรอยยิ้มของเธอดูผิดธรรมชาติ คล้ายว่ามันถูกฉีกออกมากกว่าการแสดงออกปกติ นิ้วมือแห้งเหี่ยวผอมยาว เล็บที่มีรอยแดงเข้มๆเกรอะกรัง
หญิงชรายกมือทั้งคู่มาประสานไว้ใต้คาง และเอ่ยปากถามเปรมทั้งๆที่รอยยิ้มนั้นยังอ้ากว้างดูแล้วช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
“ทำไมเธอมาเตร็ดเตร่แถวนี้ได้ล่ะ? ที่นี่ไม่ใช่ที่ใครต่อใครจะผ่านไปมาได้นะ?” เธอถาม แต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัยนั้นราวกับจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“อะ เอ้อ พอดีผมจะไปหาคุณตาที่หมู่บ้านชื่อนี้น่ะครับ แต่รถเมล์พามาที่นี่” เปรมพูดพลางหยิบกระดาษระบุบ้านเลขที่และอำเภอของคุณตาให้ยายแก่ดู
“อืมม…” ยายแก่ดูกระดาษใบนั้นแล้วทำท่าพินิจพิเคราะห์ “นี่มันคนละทางกันเลยนะ เธอหลงทางจริงๆแล้วล่ะ ฮึฮึฮึฮึ” ยายแก่พูด จบท้ายด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ ทำเอาเปรมขนลุกซู่
“ผะ..ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับ แล้วคุณยายอยู่คนเดียวเหรอครับ? ทำไมไม่มีบ้านคนอื่นๆเลย?” เปรมถามเสียงสั่น
ยายแก่เงียบไปครู่หนึ่ง เธอหันหน้าไปทางอื่น ดวงตาของเธอกลับลึกลงไปในเงามืดของเบ้าตา ก่อนที่ดวงตาทั้งคู่นั้นจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อจ้องมองเขา เธอพึมพำเสียงเบาๆ
"... ที่นี่ไม่มีบ้านคนหรอกนะจ๊ะ มีแต่..."
เธอหยุดพูดกะทันหัน ก่อนจะส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง
"ดึกแล้วเธอน่าจะพักที่นี่ก่อนนะจ๊ะ" เธอกล่าวเสียงหวาน แต่ในแววตานั้นมันกระด้างจนเกินจะหาคำใดมาพรรณา
เปรมตัวแข็งทื่อ เขาเริ่มตระหนักว่าความรู้สึกสยองขนลุกที่มีต่อบ้านหลังนี้มันของจริง ไม่ได้คิดไปเอง บ้านไม้ผุๆที่ตั้งเดียวดายอยู่กลางทุ่งหลังนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน
และแล้วเขาก็ได้ยินแว่วเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากเงามืดตามมุมห้อง เหมือนเสียงหลายคนกำลังพูดกัน แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเปรมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจำหวะ ตาของเขาเบิกโพลงและค่อยๆเหลือบไปที่ต้นเสียงที่ยังแว่วอยู่นั้น มันเป็นเสียงคุยกันด้วยภาษาที่เขาฟังไม่ออก หรือมันอาจจะเบาเกินไปจนเขาจับใจความไม่ได้ แต่รู้ว่ามีเสียงหัาเราะเบาๆปะปนอยู่ในประโยคสนทนาเหล่านั้น แม้จะมองไม่เห็นใครเลยแต่เปรมค่อนข้างแน่ใจว่ามันคืออะไร เขาหันกลับมาอย่างช้าๆ สายตาของเขาได้ปะทะกับสายตาของยายแก่ยังคงจ้องเขม็งมายังเขา เปรมกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก
ฮึฮึฮึฮึ เสียงหัวเราะเบาๆที่เล็ดลอดมาจากลำคอของยายแก่ แสงไฟตะเกียงสะท้อนเงาของฟันสีน้ำตาลเข้ม ลูกตากลมโตสว่างโดดเด่นจากเงาดำมืดของเบ้าตา ช่างเป็นภาพที่หลอนจนจับใจ และแล้วถ้าตาของเขาไม่ได้ฝาดผ้าคลุมสีซีดๆของยายแก่นั้นค่อยๆกลายเป็นเงาสีดำที่กำลังเคลื่อนไหววูบวาบแผ่ขยายกว้างออกอย่างช้าๆไปทั่วห้อง เงาดำสนิทนั้นกลืนกินทุกอย่าง กลบแม้กระทั่งตะเกียงไฟที่ส่องสว่างให้ดับลง ห้องทั้งห้องมืดมิดลงทันใด สิ่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมีเพียงดวงตากลมโต และฟันของยายแก่ที่ยังคงแสยะยิ้มอยู่ตลอดเวลา
ทันทีที่เขากำลังจะลุกขึ้น จู่ๆยายแก่ก็ยื่นมือมาจับแขนเขาแน่น พร้อมหัวเราะในลำคอ ฮึฮึฮึฮึ
“จะไปไหนล่ะ? ฉันจะเตรียมที่พักให้อย่างดีเชียวล่ะ ฮึฮึฮึฮึ”
มือยายแก่นั้นเย็นเหมือนไร้ซึ่งอุณหภูมิใดๆ เปรมร้อง “หวาาาาาา” พร้อมพยายามแกะมือแห้งๆนั่นออก แต่ยายแก่จับไว้แน่นจนเล็บนั่นจิกเข้าไปในเนื้อของเขา
สัญชาตญาณบอกให้เขาวิ่ง! เขาสะบัดแขนอย่างแรงจนมือยายแก่หลุดออก พลันถีบเก้าอี้ที่นั่งอยู่ไปทางยายปีศาจเฒ่านั่น แล้วพุ่งตัวไปยังประตูเก่าๆของบ้านที่กำลังจะถูกเงาดำนั้นกลืนกิน เขาผลักประตูออกสุดแรงเกิดและวิ่งออกไปอย่างเต็มกำลังไม่เหลียวหลัง
“บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว” เปรมตะโกนในใจ
นี่มันอะไรกัน รอบตัวเขานั้นดำมืดสนิทจนไม่เห็นทาง เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเขากำลังวิ่งไปทิศทางไหน ไปทางซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง บนถนนหรือบนท้องทุ่งนา และเรื่องประหลาดเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เขาต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของบางสิ่งไล่ตามมาติดๆ มันไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่มันมีหลายตัว… เขาหลับหูหลับตาวิ่งอย่างเต็มกำลัง ก่อนที่เขาจะสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ๆมีเสียงลมหายใจประหลาดรดอยู่ข้างหูเขา ลมหายใจนั้นเย็นยะเยือกและเหม็นเน่า แม้ตอนนี้เขากำลังวิ่งอยู่และวิ่งเร็วอย่างที่ไม่เคยเร็วมาก่อน ลมหายใจนั้นก็ยังคงตีคู่อยู่ข้างหูของเขาอย่างไม่ลดละ จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเย็นๆนาบเข้ากับใบหน้า เขากลั้นใจค่อยๆลืมตาแล้วหันไปมอง
เมือกเหนียวๆย้อยระโยงระยางจากบางสิ่งที่สัมผัสใบหน้าของเขา มันคือลิ้นนั่นเอง ตาของเปรมเบิกโพลงอ้าปากร้อง “หวาาาาาาาาาาาาา” ลิ้นนั้นปะป่ายไปเรื่อยตามใบหน้าของเขา มีเสียงหวีดร้องอย่างร้องอย่างสนุกสนานดังขึ้นตามหลังเขามา เปรมได้หันไปดูที่มาของเสียงที่แสนสะพรึงนั่น สิ่งที่เขาเห็นคือเงาดำขนาดใหญ่ลอยละลิ่วตามมายังกะว่านั่นมันเป็นเงาของเขาเอง แม้รอบตัวเขานั่นว่ามืดแล้ว แต่เงาดำนั้นมืดยิ่งกว่า สิ่งที่น่าขนลุงขนพองจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปอีกนั่นคือภายในเงามืดนั้นเต็มไปด้วยสายตานับไม่ถ้วนลอยละล่อง และสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขา เงานั้นแผ่สูงขึ้นไปอีกแทบจะเสียดฟ้า เสียงหัวเราะอันโหยหวนกึกก้องไปทั่ว ฟังแล้วนี่มันเสียงเย้ยหยันต่อความพยายามดิ้นรนหนีสุดชีวิตของเขาชัดๆ ราวกับกำลังจะบอกเขาว่า “วิ่งไหนีปก็ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าหน้าโง่”
เขากำลังจะถอดใจว่าตายแน่แท้แล้ว เขาต้องถูกผีปีศาจตนนี้จับกินแน่ๆ เมื่อเขาระลึกได้ว่าขาของเขาไม่มีแรงเหลือ และเขาก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ เงานั้นแผ่ออกมาและกำลังจะครอบงำตัวเขา เหล่าบรรดาดวงตาที่จับจ้องเขานั้น บ้างหรี่ตา บ้างจ้องเขม็ง แต่รวมๆดูแล้วพวกมันกำลังพอใจเป็นอย่างมาก เปรมงัดกำลังใจฮึดสุดท้ายสับขาวิ่งอย่างเร็ว
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฉันไม่ยอมถูกพวกแกจับได้หรอกกกกกกกกกก” เขาร้องสุดเสียง
ทันใดนั้นจู่ๆ แสงสว่างวาบก็สาดปะทะเข้าหน้าเขาอย่างจัง สมองของเขาประมวลผลอัตโนมัติจากประสบการณ์ในชีวิตของเขาจากแหล่งของแสงที่เปล่งออกมา คำตอบนั้นแว๊บขึ้นมาในความคิดของเขาชั่ววินาทีนั้น
“ไฟหน้ารถทัวร์??”
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
บังเกิดเสียงสนั่นหวั่นไหว ความเจ็บแปลบพุ่งเข้ามาทั่วร่างกาย เขารู้สึกถึงลมเย็นที่หอบหุ้มร่างของเขาที่ถูกบางอย่างกระแทกลอยละล่อง และทุกอย่างก็ดับวูบไป
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อแตะจมูก เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เขาเจ็บไปทั้งเนื้อทั้งตัว ได้แต่จ้องเพดานกรอกตาไปมา และเหลือบตาลงไปที่ร่างกายที่เต็มไปด้วยเผือกและผ้าพันแผล
พยาบาลปรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้ม "ปฏิหาริย์จริงๆ คนไข้ฟื้นแล้ว”
เปรมนิ่งอึ้ง สมองประมวลผลทุกอย่างช้าๆ
พยาบาลเดินไปข้างนอกสักครู่ ทั้งพ่อ แม่ น้องสาว และคุณตาก็แห่กันเดินเข้ามา แม่นั้นน้ำตาไหลพรากๆ ดีอกดีใจที่เปรมฟื้นขึ้น เมื่อเปรมได้สติสักครู่ ทุกคนจึงพยายามเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้เปรมฟัง
“ลูกหลับไปตั้ง 10 วันแน่ะ แม่นึกว่าลูกจะไม่ฟื้นซะแล้ว” เสียงพูดของแม่ แม้จะปนไปด้วยเสียงสะอื้นจะก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ
ชัดเจนว่าเขากำลังนอนเจ็บอยู่ คงมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่ น้องสาวตัวเล็กของเขาก็ร้องไห้ระงม จนพ่อต้องพาไปข้างนอกเพราะเป็นการรบกวนผู้ป่วยคนอื่น เขาค่อยๆหันหน้าไปด้านข้าง พบว่ามีผู้ป่วยนอนเตียงถัดๆจากเขาไปอีก 4 เตียง และปลายเท้าเขาก็มีเตียงผู้ป่วยนอนพะงาบๆอยู่เช่นกัน
“กะ เกิดอะไรขึ้น?” เขาพยายามออกเสียง แต่คอเขานั้นแห้งผากเหลือเกิน แม่นั้นรีบหยิบแก้วน้ำสแตนเลสที่มีหลอดเสียบอยู่มาให้เปรมจิบ
“ลูกจำไม่ได้เหรอ? รถเมล์ที่ลูกนั่งมาเกิดอุบัติเหตุชนรถทัวร์ ไฟลุกท่วมไปหมด ตอนที่กู้ภัยโทรมาแม่นึกว่าแม่จะเสียลูกไปซะแล้ว” ว่าแล้วแม่ก็หยิบชายเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา
“กู้ภัยบอกว่าหลานโชคดีจริงๆ ด้วยแรงปะทะของรถทั้งคู่ทำให้ตัวหลานลอยหลุดออกมานอกตัวรถ ขึ้นไปติดอยู่ในบนใต้โพธ์ใหญ่กลางนาที่อยู๋ไกลไปถึง 200เมตรเชียวนะ แต่ว่ากิ่งต้นโพธิ์บางกิ่งเสียบทะลุตัวของหลาน กระดูกขาร้าว ซี่โครงหัก หัวกระแทก ยังไงก็คงต้องอยู่โรงพยาบาลนี่ต่ออีกหลายวันเลยนะ” คุณตาพูดเสริมขึ้นมาอธิบายอาการของเปรม
“ลูกนอนไม่ได้สติเลย แต่ส่งเสียงอื้ออึงในลำคออยู่เกือบตลอดเวลา ตอนที่ลูกสลบไปลูกคงจะฝันร้ายสินะ แต่ว่าไม่มีอะไรแล้วนะลูก ลูกพ้นมาแล้ว ต่อไปจะมีแต่เรื่องโชคดีนะ” แม่ว่าอย่างนั้น
นั่นสิ เขาต้องฝันร้ายแน่ๆระหว่างที่สลบไป ความรู้สึกขนพองสยองเกล้ายังคงติดอยู่ในใจเขา ว่าแต่เขาฝันเรื่องอะไรกันนะ? เปรมหลับตานิ่ง พยายามนิ่งถึงสิ่งเลวร้ายที่ติดค้างในใจเขา
ภาพบ้านไม้หลังนั้น ค่อยๆลอยเข้ามาในหัวของเปรม พร้อมกับหยายแก่ที่น่าสยดสยอง และงาดำทะมืนนั่นเหมือนจะไหลกลับเข้าไปในความทรงจำของเขาทีละเล็กละน้อย เขาจำความร้อนระอุของถนนลาดยางกลางทุ่งนาได้ กลิ่นสาปของหญ้าแห้งๆที่ลอยมาติดจมูกเขาอยู่เกือบตลอดเวลา ความเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีบางสิ่งที่หน้ากลัว มันเหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆอย่างนั้นแหละ เหตุการณ์เหล่านั้นพรั่งพรุเข้ามาในหัวของเปรมพร้อมคำถามมากมาย
“ผมคิดว่าผมฝันร้าย น่ากลัวเอามากๆ” เปรมพูดเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของเขาดูวิตกและท้อแท้ “แต่โชคดีที่มันเป็นแค่ความฝัน” เขาพูดต่อ ฟังดูเหมือนคำบอกเล่าทั่วไป แต่ว่าเขากำลังย้ำกับตัวเองปลอบใจตัวเองอยู่ต่างหาก คุณตาจับมือเปรมขึ้นมาแล้วพยายามปลอบ
“ไม่มีอะไรแล้วหลานเอ๊ย ฟาดเคราะห์ไปแล้ว หมดเรื่องร้ายๆแล้ว”
เปรมส่งยิ้มอ่อนๆให้คุณตา
“ถ้าผมออกจากโรงพยายาบาลแล้ว จะไปพักที่บ้านคุณตานะครับ”
“ได้เลยหลาน อยากอยู่นานเท่าไหร่ก็ได้”
ในขณะที่จิตใจเขากำลังสงบ พลันจู่ๆเขาเกิดฉงนขึ้นมา เมื่อพบว่าแขนข้างซ้ายของเขานั้น มีรอยช้ำเป็นริ้วๆราวกับถูบบีบอย่างแรงพาดอยู่รอบแขน เมื่อเขายกแขนขึ้นมาดูก็พบว่ามีแผลลักษณะเป็นรอยเล็บจิกอยู่ 4 รอย
ใบหน้ายายแก่ที่กำลังหัวเราะอยู่พร้อมทั้งเอามือจับแขนเขาแน่นแว๊บเข้ามา
“น่าจะเป็นรอยกิ่งไม้ครูดนะนั่น” แม่พูดขึ้นมา
เปรมเงยหน้าไปมองแม่
“จริงๆแกมีรอยเต็มตัวเลย เป็นรอยกิ่งไม้เล็กๆแทง ส่วนมากแผลก็หายไปหมดแล้ว แต่รอยช้ำที่แขนนี่ น่าแปลก..อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยถึงจะจางลง” พ่อผู้ซึ่งอุ้มน้องสาวตัวเล็กพาดบ่าเดินเข้ามาแล้วบอกเขาอย่างนั้น
เปรมมองไปรอบๆ ความสว่างไสวของห้อง นางพยาบาลที่ทำงานกันขวักไขว่ หมอที่ยืนตรวจคนไข้ที่เตียงรอบๆ เขากัดฟันและบอกตัวเอง “ ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตาม มันได้ผ่านไปแล้ว ลืมๆมันไปซะ” เขาย้ำกับตัวเองอีกครั้ง
เมื่อพักรักษาตัวได้ประมาณครึ่งเดือน ทางโรงพยาบาลก็อนุญาตให้เขาออกได้ พ่อกับแม่และน้องสาวได้กลับไปกรุงเทพไปแล้ว ส่วนเขานั้นได้มาพักผ่อนที่บ้านคุณตาสมใจ
บ้านนอกก็ยังเป็นบ้านนอกที่เกือบจะเหมือนเดิมแทบทุกประการ นาที่เขียวชะอุ่มที่เขาลงไปลุยเล่นจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาไปทั่ว ลำธารที่ใสสะอาดที่เขาเคยลงเล่นกับเพื่อนๆเมื่อตอนเป็นเด็ก ตอนนี้เขาโตมากพอที่จะไม่เล่นอะไรแบบนั้นแล้ว เพื่อนๆของเขาก็ออกจากหมู่บ้านนี้ไปกันแทบหมด ที่เหลือๆอยู่ก็มีครอบครัวกันหมดแล้วไม่สามารถไปเล่นบ้าๆบอๆกับเขาได้เหมือนก่อน มีเพียง เจ้าเป้ ที่ไม่ออกไปไหน เจ้าเป้ผู้ที่ตั้งใจจำดำรงอาชีพทำนาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ซึ่งเปรมก็เห็นด้วยกับมัน อีกไม่นานคนทำนาจะขาดแคลน เจ้าเป้จะกลายที่กำลังสำคัญในการผลิตข้าวให้ประเทศไทยเป็นแน่
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
เปรมนอนอยู่ที่เปลตาข่ายที่ผูกอยู่ระหว่างเสาไม้กับต้นมะขามอยู่ปลายนา การที่ได้มานั่งๆนอนๆในบรรยากาศแบบนี้สำหรับเปรมแล้ว นาทีนี้คือดีที่สุด เขาใช้เวลาว่างนี้อ่านหนังสือ และค้นหาว่าเขาจะทำอะไรต่อไปในชีวิต กลับไปเรียนต่อ หรือจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆเจ๋งๆดี ไอเดียของเขามีร้อยแปดที่อยากจะทำกับชีวิตของเขา
—-------------------------------------------------------------------------------------------------------
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือน เปรมซ้อนมอเตอร์ไซค์เก่าๆของเจ้าเป้มาที่ศาลารอรถเมล์ เขาจะต้องกลับกรุงเทพแล้ว แม้จะรู้สึกยังไม่หนำใจกับการพักผ่อน แต่เขาก็ตัดสินใจกลับไปเพราะขืนอยู่นานกว่านี้ เขาต้องกลายเป็นขี้เกียจเป็นแน่แท้
ที่ศาลารอรถเก่าๆนั้น มีคนนั่งอัดกันอยู่ 7-8 คน เป้าหมายของพวกเขาเหมือนจะไปที่เดียวกันคือในตัวจังหวัด เปรมและเป้ยืนอยู่ข้างๆศาลา เป้นั้นยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์ตัวเอง ทั้งคู่ร่ำลากันสักพักรถเมล์ก็มาถึง เป้สตาร์ทรถมอเตอร์คู่กายแล้วหันมาโบกมือลาให้เปรมแล้วก็แล่นรถจากไป ผู้คนต่างพากันกรูขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรมนั้นแม้จะรู้สึกหวาดๆการขึ้นรถเมล์อยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นคนเยอะแบบนี้ก็เขาก็เดินตามฝูงชนขึ้นรถไปอย่างเบาใจ
เด็กหนุ่มทิ้งตัวนั่งข้างหน้าต่าง เขาชอบมองวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ทุ่งนาเขียวขจี อากาศดีๆแบบนี้ เขาต้องหาโอากาสมาอีกเร็วๆนี้แน่ บ้านของคุณตานั้นอยู่ห่างตัวจังหวัดมาก ต้องนั่งใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเชียว เปรมนั่งมองวิวไปข้างทางสักพักก็เผลอหลับไป
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก!!! เสียงเครื่องยนต์ค่อยๆดับลง
“ถึงท่ารถแล้วคร๊าบ” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนดังไปทั่วรถ เสียงคนจอแจลุกขึ้นกรูลงจากรถอย่างขวักไขว่
“ถึงแล้วเหรอเนี่ย? เปรมงัวเงียๆตื่นขึ้นมา การเดินทางยังอีกยาวไกลนัก เขายังต้องนั่งรถบัสจากตัวจังหวัดไปเข้ากรุงเทพอีกหลายขั่วโมงเชียวกว่าจะถึงบ้าน ช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ
เขาบิดขี้เกียจแล้วเดินลงจากรถ แล้วก็เกิดอาการงงงวยยิ่งนัก เพราะที่รถเมล์จอดนั้น มันไม่ใช่ท่ารถนี่นา และคนที่ลงจากรถเมื่อกี้หายไปไหนหมด? หรือมีเขาแค่คนเดียวแต่แรกที่เดินลงมา? เขามองไปรอบๆ สองข้างทางคือทุ่งหญ้าที่แห้งผาก ลมหายใจของเขาเริ่มสั่นไม่สม่ำเสมอ นี่มันเป็นสถานที่ที่คุ้นตาและเขาไมมีวันลืม ท้องทุ่งแห้งแล้งที่ฉาบด้วยแสงสีส้มของพระอาทิตย์อัศดง
ใช่แล้ว ทุ่งร้างแห่งนั้นที่เขาจะได้ประสบกับเหตุการณ์อันน่ากลัว
“เหวอออออ!!!ไม่จริงน่า!!!!” เปรมร้องลั่น เขารีบวิ่งกลับขึ้นไปบนรถทันที แต่เหมือนถูกกลั่นแกล้ง รถเมล์รีบออกตัวไปอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งตามและตะโกนเรียกรถให้หยุดอย่างไม่ลดละ แต่ทว่ารถเมล์คันนั้นได้แล่นออกไปห่างไกลทุกทีอย่างไม่แยแส จนในที่สุดรถเมล์ก็ลับตาไป
เปรมนั้นวิ่งตามจนเหนื่อย เขาหยุดพักหายใจสักครู่ “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!!??” เขาคิดอย่างสับสน “ถ้านี่เป็นความฝันล่ะก็ ช่วยตื่นทีเถอะ” ลมพัดหวีดหวิวลอยผ่านตัวเขาไป มีบางอย่างลอยตามลมมาปะทะตัวของเปรม เขาเอื้อมมือไปคว้าสิ่งนั้นไว้
มันคือขวดน้ำเปล่าเก่าๆ เขามองขวดน้ำนั้นอย่างคิ้วขมวด ขวดนั้นถูกฝุ่นสีแดงเกาะเขรอะอยู่มีสติ๊กเกอร์รูปหมีที่ถูกแดดเผาจนสีซีดแปะอยู่ข้างขวด หัวใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ มันเป็นขวดที่เขาเคยโยนทิ้งไว้ใช่ไหม?
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!”
เสียงร้องที่น่าขนลุกดังขึ้น!!! เปรมตกใจสุดขีด เขาหันไปดูอย่างรวดเร็วตามต้นเสียงนั้น ลมที่โบกไสวท่ามกลางทุ่งนาอันแร้นแค้นไร้สิ่งมีชีวิตผ่านตัวเขาวูบไปวูบมา เหงื่อไหลย้อยจากคางของเขาแปะลงถนพื้นลาดยางและระเหยไปอย่างรวดเร็ว เปรมกำขวดน้ำแน่นจนบิดขวดผิดรูปคามือ
“ชิบหายแล้ว!!” เสียงในใจดังขึ้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ทุ่งนาเบื้องหน้าที่อยู่ๆมีบ้านไม้เก่าๆโผล่ขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้
นี่เขากำลังจะเจอกับสิ่งน่ากลัวเหลือเชื่อนั่นอีกครั้งงั้นเหรอ??? แล้วครั้งนี้เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรล่ะ???
“มันควรเป็นแค่ฝันร้ายสิ!!!”
—----------------------------จบ—------------------------
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ