อาถรรพ์โรงเรียนพิศวง
8.9
เขียนโดย
นิกซ์
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 23.14 น.
59 ตอน
18 วิจารณ์
28.53K อ่าน
แก้ไขเมื่อ เมื่อวาน 16.02 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น
52) อาถรรพ์คืนพระจันทร์เสี้ยว 3
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความสองหนุ่มเพื่อนซี้ได้กลับมาจากการสำรวจพื้นที่ ตรงท้ายไร่แล้ว ยูมีสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าที่เคยเป็น ส่วนโออินั้นก็ไม่พูดอะไร เมื่ออองรีกับคุโอมะเข้ามาถามความคืบหน้า ทั้งสองจึงเลี่ยงที่ตอบ โออิจึงตอบได้แต่เพียงว่าไม่พบอะไร และขอตัวกลับห้องเช่นเดียวกับยู
ออรีมองเด็กหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังเดินกลับห้องแล้วหันไปถามเพื่อนซี้รุ่นเดอะ “เด็กพวกนี้จะได้เรื่องเหรอครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“ได้เรื่องแล้วล่ะสิ”[ภาษาอังกฤษ]
“เอ๋?”
“ที่สองคนนั้นไม่พูดอะไรน่ะ ก็เพราะอาจจะไม่อยากทำให้เราทำเสียแผนหรือคนร้ายรู้ตัวหรอกนะ เชื่อผมเถอะ”[ภาษาอังกฤษ]
“ครับ”[ภาษาอังกฤษ]
ผู้สูงวัยตบบ่าเพื่อนเบาๆ”ไปเล่นหมากรุกกันดีกว่า คืนพรุ่งนี้ก็ต้องทำงานหนักกัน ชั้นเองก็อยากจะช่วยเก็บองุ่นด้วยนะ”[ภาษาอังกฤษ]
“จะดีรึครับ” [ภาษาอังกฤษ]
“ดีสิ ถือเป็นประสบการณ์ และก็อีกอย่างชั้นเชื่อฝีมือของสองคนนั้น”[ภาษาอังกฤษ]
อีกด้าน
…ต้องการ ต้องการ ไม่ไม่ไม่…ชั้นอยากได้!อยากได้!ทั้งใบหน้านั่น ร่างนั่น รอยยิ้มนั่น จะต้องเป็นของชั้น ของชั้น ของชั้น!!ทำไม ทำไม ทำไมตอนนี้ไม่ได้!
ร่างหนึ่งปัดขวดโหลที่บรรจุดวงตาของมนุษย์ที่อยู่บนโต๊ะ อย่างขัดใจ ขวดโหลได้กลิ้งตกลงมาแตกกระจาย ดวงตามนุษย์ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้ง แต่ผู้ที่กำลังขัดใจกลับไม่สน ร่างนั้นทึ้งผมด้วยแรงโทสะ
…ทำไม ทำไม อกแทบจะระเบิดอยู่แล้ว อยากได้เหลือเกิน…อยากสัมผัสร่างนั้น อยากจูบริมฝีปากนั้นเหลือ…ความคิดในใจที่กำลังโหยหวนราวกับผีร้ายนั้นได้แสดงออกมาผ่านใบหน้าที่ในตอนนี้มีแต่หยาดน้ำตาไหลนอง
“ใจเย็นๆหน่อย เจ้านั่นมาที่นี้ก็คงจะมากำจัดเธอเหมือนกัน”เสียงปริศนาได้เอ่ยขึ้น
“จะ…จริงเหรอ”
“ใช่…สงบใจไว้เถอะ ถึงยังไง มันก็จัดการเธอไม่ได้อยู่ดี ถ้าจัดการเจ้านั่นได้ก็อาจจะได้ไอ้หนูผมดำมาเป็นของแถมด้วย ไม่ดีรึไง”
“ดี…ดีมากค่ะ”
กลับมาทางด้านโออิ ที่ในตอนนี้กลับมาพักที่ห้องพักด้วยความกลัดกลุ้ม สิ่งที่เค้ากับยูกำลังกลุ้มจนแทบจะเอาเท้าเกยหน้าผากอยู่นั้นก็คือ วิธีการที่จะรับมือกับเจ้าฆาตกรรายนี้ เพราะพวกเค้าไม่สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้เลย แม้แต่ในตอนที่ ตัวเค้าเข้าไปใกล้กระท่อมหลังนั้น เค้าก็ไม่สามารถสัมผัสวิญญาณได้ …แปลก ดูราวกับว่ามันไม่เคยมีการฆ่ากันตาย ไม่สามารถใช้พลังย้อนเวลาได้ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น…หนุ่มหน้ามนสะดุ้งเฮือก
“มีบางอย่างกำลังมา หรือเรารู้สึกไปเองรึเปล่านะ”หนุ่มหน้ามนตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “สงสัยคิดมาก นอนพักสักหน่อยก็คงจะดี”โออิหลับตาลงไปพร้อมกับใจที่กลัดกลุ้ม
ส่วนยูที่กลับมาที่ห้องพักด้วยความกลุ้มไม่แพ้เพื่อนซี้หน้ามนเหมือนกัน ในตอนนี้เค้าไม่มีแผนรับมือเจ้าฆาตกรเลย ถึงจะรู้ว่า อีกฝ่ายเป็นผู้หญิง แต่ที่เค้ากลัวน่ะ คือคนที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ เหยื่อ ไม่ส่งเสียงออกมาเลย เสียงไวโอลีนที่คนงานในไร่เล่นกันนั้นก็ไม่น่าจะกลบเสียงของเหยื่อได้ หากจะให้เดา เหยื่อต้องโดนทำให้หลับสนิท สนิทมากจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย “มันทำยังไงนะ…”
ยูพยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้มาจากอองรี …ซีบัท…”จริงสิ”
หนุ่มผมชมพูรีบออกจากห้องไปหาอองรีทันที
ด้วยความที่บ้านอองรีนั้น หลังใหญ่(มาก!) มีห้องตั้งหลายห้อง ทำเอายูเดินขาลาก หนุ่มผมชมพูเดินมาจนถึงหน้าห้องๆหนึ่งที่มีประตูไม้แกะสลักลายอ่อนช้อยบานใหญ่
“ห้องอะไรหว่า”
…มาสิ หนุ่มน้อย มาสิ…
เสียงปริศนาเอ่ยเชิญชวนมาเป็นภาษาอังกฤษ ทำเอาเด็กหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย “ใครน่ะ”
…โฮ่ โฮ่ โฮ่ มาสิ เข้ามาเลยเรารอเธออยู่…
คุจิยะ ยู ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าภายในห้องนั้นคือ ห้องสมุด ขนาดใหญ่พอสมควร
…มาเร็วหนุ่มน้อย…
เด็กหนุ่มพยายามหันซ้ายขวา ก็พบแต่หนังสือเล่มหนาที่วางอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ ยูรวบรวมสมาธิเพียงชั่วอึดใจก่อนจะตรงไปคว้าหนังสือปกหนังสีน้ำตาลขอบแดงขนาดเล็กเท่าผ่ามือ ออกมาจากชั้นหนังสือใกล้ๆ เค้าค่อยๆเปิดไปทีล่ะหน้า ก็พบว่ามันว่างเปล่า
“ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”
แต่แล้วก็มี มือโครงกระดูกคู่หนึ่งมาจับหน้าของเค้า
ยูรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตนนั้นอยู่ในบ้านไม้เก่าๆหลังหนึ่ง ภายในบ้านมีแสง จากแสงเทียนคอยส่องสว่าง และเสียงเปียโนออร์แกนขนาดใหญ่บรรเลง
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน มองทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวอย่างงุนงง
“ยินดีต้อนรับ หนุ่มน้อย…”เสียงปริศนาดังขึ้น
ยูผงะเล็กน้อยที่เห็นเหล่าวิญญาณมากมายหลายรูปแบบ ทั้งกะลาสีสามคน แฟรงเก้นสไตล์ มัมมี่ และยังมีอสุรกายสองตัว ที่มีรูปร่างต่างกันคือ หนึ่ง อสุรกายที่มีใบหน้าแบบกิ่งก่าสีเขียวยิงฟันแหลมคม ร่างผอมสูงสวมสูทและหมวกทรงสูงสีแดง และอีกตัวคืออสุรกายที่มีหัวเป็นฉลาม แต่ตัวเป็นคนร่างใหญ่ สวมเสื้อยืดขาดๆกางเกงยีนต์เก่าๆกำลังแยกเขี้ยวอันวาววับ ทั้งหมดมารายล้อมตัวเค้าเอาไว้ราวกับว่ากลัวเค้าหนี สำหรับเค้าที่เห็นวิญญาณมามากมายแต่มาเจอแบบทีเดียวเป็นโขยงแบบนี้มันทำให้ตกใจได้เหมือนกัน “พวกคุณพูดภาษาผมได้?” เพราะเท่าที่ดูผีพวกนี้น่าจะเป็นผีต่างชาติมากกว่าผีเอเชีย
ผีกะลาสีร่างผอมกะล่องผิวซีดในชุดเก่าขาด ยิ้มทะเล้น แล้วเอ่ยขึ้น “ที่นี่ร่ายมนต์ไว้ ทำให้เราคุยกันได้รู้เรื่อง กัปตันต้องการพบเธอ”ผีกะลาสีผายมือเชิญอย่างน้อบน้อม
ยูเปิดประตูไม้เข้าไป ภายในห้องส่องสว่างด้วยแสงเทียน และเครื่องเรือนเก่าๆแต่ดูดี และที่มาของเสียงเปียโนมาจากชายสวมวิกผมลอนสีขาวแบบ โบราณของยุโรป สวมชุดกับตันโจรสลัด เหน็บกระบี่และปืนพก เนื่องจากกำลังเล่นเปียโนออร์แกนทองคำขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าได้ ข้างๆมีหญิงสาวร่างบางระหงในชุด เดรสสีดำยาวกร่อมเท้าแขนยาวคอวีที่เห็นเนิ่นอกอิ่มร่ำไร เนื้อผ้าสีดำที่ดูเรียบๆไร้ลวดลายเข้ากับร่างระหงได้เป็นอย่างดี เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล
ยูสังเกตเห็นว่าเธอเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง ผมยาวสีขาวราวกับหิมะเข้ารับกับดวงหน้ารูปไข่ ผิวขาวซีด ริมฝีปากแดงราวกับเลือด ในอ้อมแขนของเธอมีแมวดำตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่ เธอลืมตามองมาที่เค้าเผยให้เห็นดวงตาสีมรกตอันทรงเสน่ห์ ก่อนจะหันไปหาคนที่กำลังเล่นเปียโน
“ที่รัก มีแขกค่ะ”
ชายคนนั้นหยุดเล่นเปียโน แล้วหันหน้ามา ใบหน้าของกัปตันนั้นเป็นโครงกระดูกสีขาว ดวงตาที่กรวงโบ๋นั้นมีสีแดงราวกับแสงไฟ
“ยินดีที่ได้พบ เจ้าหนุ่ม เธอชอบเพลงที่ชั้นเล่นไหม”
“อ่ะ ครับ ชอบมากเป็นเพลงที่ไพเราะจริงๆครับ”
“ฮ่าๆ ดีแล้ว ชั้นนึกว่าเธอมัวแต่มองเมียชั้นอยู่”
“คุณนี่ขี้หึง จริงๆ”หญิงสาวเข้ากอดแขนสามีอย่างรักใคร่
ยูตะลึง ผีโครงกระดูกกับผีสาวสวย …คู่กันได้ด้วยวุ้ย…
“ว่าแต่พวกคุณเรียกผมมาทำไม”
กัปตันโจรสลัดพูดขึ้น “ไอ้หนู จะเข้าเรื่องเร็วไปหน่อยไหม แนะนำตัวกันก่อน เธอชื่อ”
“คุจิยะ ยู เรียกผมว่า ยู ก็แล้วกันครับ”
“ชั้นกัปตันแบล็กฮาร์ท ส่วนนี่ เลดี้เชลเทียร์ ภรรยาคนสวยของชั้น”
เลดี้เชลเทียยิ้มละไม“ชั้นเป็นแวมไพร์จ้ะหนุ่มน้อย แต่ไม่ต้องห่วง ชั้นดูดเลือดเธอหรอก”
“คำถามเดิมนะครับ พวกคุณเรียกผมมาทำไมเหรอครับ”
กัปตันแบล็คฮาร์ทเอ่ยขึ้น“เราแค่อยากให้เธอช่วย”
“ช่วย?”
“ใช่แล้ว เราไม่มีที่อยู่ บ้านที่เราเคยอยู่โดนรื้อถอน ชั้นเลยต้องสร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา นำทุกคนมาสิงสถิต พวกเราต้องการบ้าน เธอพอจะช่วยพวกเราได้ไหม”
“แต่ทำไม ต้องเป็นผมล่ะ”
เลดี้เชลเทียร์มองมาที่ยูด้วยความเอ็นดู “เธอไม่รู้ตัวบ้างเลยรึ? ตัวเธอน่ะมีพลังวิญญาณสูง…และชวนดึงดูดให้…หลายๆสิ่งหลงใหลนะ เราเลยเรียกเธอมา”
คำขอของผีโจรสลัดนั้น ทำเอาเด็กหนุ่มคิดหนัก “จะให้ผมไปหาที่อยู่ใหม่คงจะยากนะครับ” แต่แล้วยูก็นึกบางอย่างได้ “ผมหาที่อยู่ให้พวกคุณได้แล้ว”
สองปีศาจถามพร้อมกัน”ยังไง?”
“แค่ช่วยผมจับฆาตกรที่ผมกำลังจะจับ จากนั้น บ้านของฆาตกรพวกคุณก็เอาไปเลย หวังว่าคงไม่รังเกียจนะครับ”
กัปตันแบล็คฮาร์ท ครุ่นคิดเช่นเดียวกับแวมไพร์สาว สองอสูรคิดอยู่นาน…
กัปตันจึงพยักหน้า“ก็ได้ แต่ชั้นสงสัย”
“ครับ?”
“ทั้งๆที่เธอเก่งแบบนี้จะไปกลัวอะไร เพื่อนของเธอเองก็เก่งไม่แพ้เธอเลยนี่นา ทำไม…”
ยูถอนใจ “ผมไม่ได้กลัวเจ้าฆาตกรหรอกครับ แต่ผมกลัว…คนที่อยู่เบื้องหลังเจ้านั่นต่างหาก”
“คนที่อยู่เบื้องหลังเหรอ”
“ครับ ถ้าจะให้เดา เจ้านั่นน่าจะเป็นปีศาจ…เอ่อ กัปตัน คุณรู้จักซีบัทรึเปล่า?”
“หนุ่มน้อย ชั้นว่าเรามานั่งคุยกันดีกว่า เพราะเรื่องมันยาว ที่รักคุณช่วยชงชาให้ผมที”
“ได้คะ แล้วเธอล่ะจ๊ะหนุ่มน้อย จะเอาชาหรือกาแฟดี”
“ผมขอผ่านครับ”
แวมไพร์สาวรีบกระวีกระวาดไปชงชาให้สามี เพียงชั่วครู่ ชาร้อนๆไร้กลิ่นก็มาเสิรฟ์ เท่าที่ยูได้ดู มันไม่ต่างจากใบไม้แห้งในน้ำร้อนเท่านั้น
“เอาล่ะหนุ่มน้อย เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า พื้นที่ในอาณาเขตแห่งนี้ มีอาณาเขตเชื่อมต่อกับโลกปีศาจหรือนรกนั่นแหละ ดวงจันทร์ของที่นี่ มันไม่ใช่ดวงจันทร์ธรรมดา…”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“มันคือเจ้าซีบัทยังไงล่ะ”
ยูพูดไม่ออก ทำได้แต่ฟังอย่างเงียบๆ
“แต่ซีบัสคือปีศาจพระจันทร์เสี้ยว แต่พระจันทร์เต็มดวงคือเทพธิดา ทั้งสองมีความต่างกันมาก ซีบัทเป็นปีศาจที่โรคจิตโหดร้าย แต่ชอบไร่องุ่นเป็นที่สุด มันไม่มีวันตาย เป็นการยากที่จะต่อกรกับมัน แต่…เมื่อห้าสิบปีก่อนมีนักบุญมือปราบคนหนึ่งได้ทำการสะกดเอาไว้ แต่ก่อนหน้านั้น…พวกเราก็อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ เคยเก็บองุ่นกัน”
เลดี้เชลเทียร์ยิ้มแล้วหลับตาพลางนึกภาพ “ในตอนนั้นช่างสนุกสนาน แล้วตอนที่คุณสีไวโอลีนพลางร้องเพลงไป ชั้นล่ะชอบเหลือเกิน”
“ใช่…ใช่ที่รัก เอาล่ะ เข้าเรื่องกันต่อเถอะ มันได้จับแซก กับราเชลไป”
“แซก ราเชล?”
“อ๋อ เค้าคือลูกๆของเราเองจ้ะ เรามีลูกสองคน”
ยูเบิกตาโพลง …โครงกระดูกกับแวมไพร์มีลูกกันได้ด้วย พระเจ้า!...
เลดี้เชลเทียร์ยิ้ม”แซก ราเชล มาแนะนำตัวกับพี่เค้าสิลูก”
เด็กชายหญิงคู่หนึ่งวัยแปดขวบในชุดคลุมดำ ดวงหน้างดงามละหม้ายคล้ายกัน ผิวซีด ผมสีดำ มีเขี้ยวแบบแวมไพร์ ทั้งสองยิ้มอย่างเป็นมิตรและทักทายพร้อมกัน
“สวัสดีครับ/คะ”
“สวัสดีครับ”
กัปตันเล่าเรื่องต่อ “ใช่ เพราะ เด็กทั้งสองแอบหลับขณะที่กำลังเก็บองุ่น…กฎของการเก็บองุ่นในที่แห่งนี้คือ ห้ามแอบหลับเด็ดขาด หากหลับซีบัทจะเอาตัวไป มันชอบจู่โจมเหยื่อตอนหลับ ในตอนนั้นชั้นกับมันเข้าปะทะกันโดยการดวลดาบ มันใช้ดาบคู่ส่วนชั้นก็กระบี่เล่มนี้”ว่าแล้วกัปตันปีศาจก็ชักกระบี่อันวาววับออกมา ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่กระบี่เล่มนี้ก็ยังคงงดงามปราศจากสนิม ประกายแสงที่สะท้อนจากการต้องแสงเทียนนั้นแสดงให้เห็นถึงความคมของกระบี่ “ในตอนที่ชั้นกำลังจะเสียท่า ชั้นชักปืนออกมายิงใส่มันจังๆ จากนั้น…มันก็หายไป กลายเป็นพระจันทร์เสี้ยวตามเดิม นับแต่นั้นมันก็ไม่ปรากฏให้ใครเห็นอีกเลย แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับมันนั้นก็ยังคงอยู่…”
“นี่ก็แสดงว่า คุณเป็นคนปราบมันน่ะสิ”
“ไม่ใช่ ชั้นบอกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าซีบีท ไม่มีวันตาย หรือว่าเจ้าซีบัทคือปีศาจที่อยู่เบื้องหลังเจ้าฆาตกรที่เธอต้องการล่ะ”
“ก็อาจจะครับ งานช้างเลยแฮะ “
กัปตันจึงนึกบางอย่างได้ “เอาอย่างนี้เธอมีแผนจะลงมือเข้าจัดการมันเมื่อไหร่ล่ะ”
“คืนพระจันทร์เสี้ยวรอบหน้า ซึ่งก็คือ คืนพรุ่งนี้ครับ”
“งั้นชั้นจะไปช่วยเธอด้วย”
“จริงเหรอครับ”
“แน่นอน เพราะชั้นเคยปะทะกับมันมาแล้ว และอยากขอบใจเธอที่ช่วยหาบ้านให้เราอยู่ด้วย”
“แล้วเราจะเจอได้ยังไงครับ”
“จำหนังสือที่เธอหยิบมาได้ใช่มั้ย”
“ครับ”
“เอาหนังสือเล่มนั้นติดมือไปด้วย แล้วเมื่อถึงเวลา ชั้นจะช่วยเธอเอง”
“อย่างนี้ค่อยอุ่นใจหน่อยครับ”
“ท่านพ่อเราอยากช่วยด้วย”
“นั่นสิค่ะท่านพ่อ”
แซกกับราเชลเอ่ยขึ้น จนเลดี้แชลเทียร์ต้องห้ามปราบ “ไม่ได้หรอกลูกรัก ซีบัทเป็นปีศาจอมตะ…ฆ่าปีศาจด้วยกันยังได้ ในตอนนี้พลังของพวกเจ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะไปต่อกรกับมันได้ พวกเจ้าไปก็…รังแต่จะเป็นภาระกับท่านพ่อกับพี่ชายคนนี้เอาเปล่าๆ”
ยูคุกเขาจับไหล่ของสองแวมไพร์น้อยคนละข้าง “แค่มีใจที่จะช่วยพี่ก็ดีใจแล้วล่ะครับ”
สองแวมไพร์น้อยยิ้มออก
ในตอนนี้ยูรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก …เอาล่ะที่เหลือก็แค่เตรียมการ ก็เท่านั้น…
…
“ยูคุง ยูคุง…”
“หือ…”
“ค่อยยังชั่ว นายเป็นอะไรมากรึเปล่า”
ยูมองสภาพรอบตัวก็พบว่านอนอยู่ในห้องพักของตน ข้างๆมีโออิ เพื่อนซี้ อาจารย์คุโอมะ อองรี และ หญิงชราอายุเจ็ดสิบกว่า ผมสั้นดัดลอนในชุดกระโปรงสีเทา ใบหน้านั้นมีแต่ความกังวล
“ชั้นมาที่นี่ได้ยังไง?”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีเป็นคนเฉลย “ย่าของชั้นเจอเธอ สลบที่ห้องสมุดน่ะ”[ภาษาอังกฤษ]
หญิงชราเอ่ยถามอย่างห่วงใย”หนุ่มน้อย รู้สึกดีขึ้นรึยังจ๊ะ”[ภาษาอังกฤษ]
“ค่อยยังชั่วครับ คุณย่า”[ภาษาอังกฤษ] ยูเอามือที่อกเสื้อที่มีกระเป๋าก็พบว่ามีบางบางอยู่ที่กระเป๋าตรงอกเสื้อซ้าย...ไม่ใช่ฝันสินะ...
โออิเห็นเพื่อนเอามือกุมอกจึงเอ่ยถาม"นายโอเคมั้ย"[ ภาษาอังกฤษ ]
ยูพยุกหน้าตอบก่อนจะหันไปเอ่ยกับอองรี “คุณอองรีครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“มีอะไรรึ”[ภาษาอังกฤษ]
“คืนพรุ่งนี้ ผมจะจัดการลากตัวฆาตกรออกมาเองครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“เธอรูแล้วเหรอ”[ภาษาอังกฤษ]
เด็กหนุ่มผมชมพูพยักหน้า
“มันไม่ใช่ซีบัทเหรอ?”[ภาษาอังกฤษ]หญิงชราเอ่ยถาม
ยูเลิกคิ้ว “ซีบัทคืออะไรเหรอครับ พอดีว่าคุณอองรีไม่ได้เล่าให้ฟังน่ะ”[ภาษาอังกฤษ]ที่จริงยูรู้เรื่องปีศาจตนนี้จากกัปตันแบล็คฮาร์ทแล้วเพียงแต่ไม่อยากให้ใครสงสัยก็เท่านั้น
หญิงชราเริ่มเล่าเป็นภาษาอังกฤษเพราะอองรีได้บอกกับเธอไว้แล้วว่า เด็กหนุ่มชาวเอเชียนี้ไม่ค่อยสันทัดภาษาฝรั่งเศสจึงขอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางแทน “มันเป็นปีศาจที่น่ากลัว มันเป็นเจ้าของที่นี่ มันจะเกลียดและฆ่าคนที่ขี้เกียจ แอบหลับในเวลางาน อย่างโหดเหี้ยม วิธีเดียวที่จะไม่ต้องเผชิญกับเรื่องน่าสะพรึงคือต้องไม่ให้คนขี้เกียจ ทำงานเก็บองุ่นในยามค่ำ”[ภาษาอังกฤษ]
“เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”[ภาษาอังกฤษ] ยูแสร้งทำเป็นนึกบางอย่าง”อืม… คนร้ายน่าจะใช้ประโยชน์จากเรื่องเล่า ซีบัท สวมรอยเป็นซีบัทแน่เลยครับ ทุกคนคิดว่ายังไง”[ภาษาอังกฤษ]
“ก็น่าคิดนะ”[ภาษาอังกฤษ]
อาจารย์คุโอมะพยักหน้าเห็นด้วย แต่โออิกับนิ่งเฉย เค้ารู้สึกว่ายูนั้นต้องรู้เรื่องอยู่ก่อนแน่ๆและมีเรื่องบางอย่างปกปิดเอาไว้อีกแต่เงียบไว้ เค้าค่อยไปถามทีหลังจะดีกว่า เพราะถึงถามตอนนี้ไปก็ไม่ได้คำตอบแน่ และไม่แน่ว่าถ้าเค้าถามในภายหลังเพื่อนซี้คนนี้ก็จะไม่ยอมบอก ก็นะมันปากหนักจะตาย
ยูอธิบายต่อ “คืนพรุ่งนี้ มันต้องลงมืออีกแน่ และผมกับโออิก็จะจัดการมันเอง”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีแย้งทันที “ไม่ได้นะ!แบบนี้มันอันตรายเกินไป พวกเธอแค่สองคนจะทำอะไรได้”[ภาษาอังกฤษ]
อาจารย์คุโอมะยิ้ม “อองรี นายดูถูกเด็กพวกนี้เกินไปแล้วนะ ชั้นสอนมันมา ก็เห็นฝีมือพอสมควร เชื่อใจเถอะ อีกอย่างยิ่งคนรู้น้อย ฆาตกร มันจะได้ไม่ไหวตัวก่อนใช้คนน้อยเนี่ยแหละคล่องตัวดี”[ภาษาอังกฤษ]
“คุณคุโอมะ”[ภาษาอังกฤษ]
โออิจึงเอ่ยขึ้น”คุณอองรีครับ เชื่อใจพวกผมเถอะ ผมกับยูคุงจะจัดการกับเจ้าฆาตกรเองครับ”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีทำให้ได้แต่พยักหน้ารับ
หญิงชราเฮเลน ผู้เป็นย่าของอองรี ยิ้ม “ขอให้พระเจ้าคุ้มครองนะ ย่าขอตัวไปพักก่อน”[ภาษาอังกฤษ]
พอลับร่างของหญิงชราเฮเลนแล้ว ยูจึงเอ่ยเสียงแผ่วให้ได้ยินกันแค่สามคน “ผมขออธิบายแผนเลยก็แล้วกันครับ…” [ภาษาอังกฤษ]งานนี้สำหรับยูถือว่าอันตรายกว่าทุกครั้ง แต่งานนี้ เค้าขอทุ่มสุดตัว
โปรดติดตามในตอนหน้า อาถรรพ์คืนพระจันทร์เสี้ยวตอนจบ นะค่ะ
ขอขอบคุณทุกเม้นที่เม้นมา ช่วยให้นิกซ์มีกำลังใจขึ้นมากคะ จะพยายามอัพต่อนะค่ะ ขอบคุณคนอ่านทุกคนอีกทีนะ ขอฝากผลงานทั้งนิยาย เรื่องสั้น ฟิคชั่นของนิกซ์ด้วยนะค่ะ จะอัพแน่ค่า นิกซ์สัญญา ถ้าชอบก็ไลท์ ให้คะแนน คอมเม้นได้ตามชอบเลยค่า
ออรีมองเด็กหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังเดินกลับห้องแล้วหันไปถามเพื่อนซี้รุ่นเดอะ “เด็กพวกนี้จะได้เรื่องเหรอครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“ได้เรื่องแล้วล่ะสิ”[ภาษาอังกฤษ]
“เอ๋?”
“ที่สองคนนั้นไม่พูดอะไรน่ะ ก็เพราะอาจจะไม่อยากทำให้เราทำเสียแผนหรือคนร้ายรู้ตัวหรอกนะ เชื่อผมเถอะ”[ภาษาอังกฤษ]
“ครับ”[ภาษาอังกฤษ]
ผู้สูงวัยตบบ่าเพื่อนเบาๆ”ไปเล่นหมากรุกกันดีกว่า คืนพรุ่งนี้ก็ต้องทำงานหนักกัน ชั้นเองก็อยากจะช่วยเก็บองุ่นด้วยนะ”[ภาษาอังกฤษ]
“จะดีรึครับ” [ภาษาอังกฤษ]
“ดีสิ ถือเป็นประสบการณ์ และก็อีกอย่างชั้นเชื่อฝีมือของสองคนนั้น”[ภาษาอังกฤษ]
อีกด้าน
…ต้องการ ต้องการ ไม่ไม่ไม่…ชั้นอยากได้!อยากได้!ทั้งใบหน้านั่น ร่างนั่น รอยยิ้มนั่น จะต้องเป็นของชั้น ของชั้น ของชั้น!!ทำไม ทำไม ทำไมตอนนี้ไม่ได้!
ร่างหนึ่งปัดขวดโหลที่บรรจุดวงตาของมนุษย์ที่อยู่บนโต๊ะ อย่างขัดใจ ขวดโหลได้กลิ้งตกลงมาแตกกระจาย ดวงตามนุษย์ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้ง แต่ผู้ที่กำลังขัดใจกลับไม่สน ร่างนั้นทึ้งผมด้วยแรงโทสะ
…ทำไม ทำไม อกแทบจะระเบิดอยู่แล้ว อยากได้เหลือเกิน…อยากสัมผัสร่างนั้น อยากจูบริมฝีปากนั้นเหลือ…ความคิดในใจที่กำลังโหยหวนราวกับผีร้ายนั้นได้แสดงออกมาผ่านใบหน้าที่ในตอนนี้มีแต่หยาดน้ำตาไหลนอง
“ใจเย็นๆหน่อย เจ้านั่นมาที่นี้ก็คงจะมากำจัดเธอเหมือนกัน”เสียงปริศนาได้เอ่ยขึ้น
“จะ…จริงเหรอ”
“ใช่…สงบใจไว้เถอะ ถึงยังไง มันก็จัดการเธอไม่ได้อยู่ดี ถ้าจัดการเจ้านั่นได้ก็อาจจะได้ไอ้หนูผมดำมาเป็นของแถมด้วย ไม่ดีรึไง”
“ดี…ดีมากค่ะ”
กลับมาทางด้านโออิ ที่ในตอนนี้กลับมาพักที่ห้องพักด้วยความกลัดกลุ้ม สิ่งที่เค้ากับยูกำลังกลุ้มจนแทบจะเอาเท้าเกยหน้าผากอยู่นั้นก็คือ วิธีการที่จะรับมือกับเจ้าฆาตกรรายนี้ เพราะพวกเค้าไม่สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้เลย แม้แต่ในตอนที่ ตัวเค้าเข้าไปใกล้กระท่อมหลังนั้น เค้าก็ไม่สามารถสัมผัสวิญญาณได้ …แปลก ดูราวกับว่ามันไม่เคยมีการฆ่ากันตาย ไม่สามารถใช้พลังย้อนเวลาได้ ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น…หนุ่มหน้ามนสะดุ้งเฮือก
“มีบางอย่างกำลังมา หรือเรารู้สึกไปเองรึเปล่านะ”หนุ่มหน้ามนตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “สงสัยคิดมาก นอนพักสักหน่อยก็คงจะดี”โออิหลับตาลงไปพร้อมกับใจที่กลัดกลุ้ม
ส่วนยูที่กลับมาที่ห้องพักด้วยความกลุ้มไม่แพ้เพื่อนซี้หน้ามนเหมือนกัน ในตอนนี้เค้าไม่มีแผนรับมือเจ้าฆาตกรเลย ถึงจะรู้ว่า อีกฝ่ายเป็นผู้หญิง แต่ที่เค้ากลัวน่ะ คือคนที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ เหยื่อ ไม่ส่งเสียงออกมาเลย เสียงไวโอลีนที่คนงานในไร่เล่นกันนั้นก็ไม่น่าจะกลบเสียงของเหยื่อได้ หากจะให้เดา เหยื่อต้องโดนทำให้หลับสนิท สนิทมากจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย “มันทำยังไงนะ…”
ยูพยายามรวบรวมข้อมูลที่ได้มาจากอองรี …ซีบัท…”จริงสิ”
หนุ่มผมชมพูรีบออกจากห้องไปหาอองรีทันที
ด้วยความที่บ้านอองรีนั้น หลังใหญ่(มาก!) มีห้องตั้งหลายห้อง ทำเอายูเดินขาลาก หนุ่มผมชมพูเดินมาจนถึงหน้าห้องๆหนึ่งที่มีประตูไม้แกะสลักลายอ่อนช้อยบานใหญ่
“ห้องอะไรหว่า”
…มาสิ หนุ่มน้อย มาสิ…
เสียงปริศนาเอ่ยเชิญชวนมาเป็นภาษาอังกฤษ ทำเอาเด็กหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย “ใครน่ะ”
…โฮ่ โฮ่ โฮ่ มาสิ เข้ามาเลยเรารอเธออยู่…
คุจิยะ ยู ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าภายในห้องนั้นคือ ห้องสมุด ขนาดใหญ่พอสมควร
…มาเร็วหนุ่มน้อย…
เด็กหนุ่มพยายามหันซ้ายขวา ก็พบแต่หนังสือเล่มหนาที่วางอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ ยูรวบรวมสมาธิเพียงชั่วอึดใจก่อนจะตรงไปคว้าหนังสือปกหนังสีน้ำตาลขอบแดงขนาดเล็กเท่าผ่ามือ ออกมาจากชั้นหนังสือใกล้ๆ เค้าค่อยๆเปิดไปทีล่ะหน้า ก็พบว่ามันว่างเปล่า
“ไม่เห็นมีอะไรนี่นา”
แต่แล้วก็มี มือโครงกระดูกคู่หนึ่งมาจับหน้าของเค้า
ยูรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตนนั้นอยู่ในบ้านไม้เก่าๆหลังหนึ่ง ภายในบ้านมีแสง จากแสงเทียนคอยส่องสว่าง และเสียงเปียโนออร์แกนขนาดใหญ่บรรเลง
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน มองทุกอย่างที่อยู่รอบๆตัวอย่างงุนงง
“ยินดีต้อนรับ หนุ่มน้อย…”เสียงปริศนาดังขึ้น
ยูผงะเล็กน้อยที่เห็นเหล่าวิญญาณมากมายหลายรูปแบบ ทั้งกะลาสีสามคน แฟรงเก้นสไตล์ มัมมี่ และยังมีอสุรกายสองตัว ที่มีรูปร่างต่างกันคือ หนึ่ง อสุรกายที่มีใบหน้าแบบกิ่งก่าสีเขียวยิงฟันแหลมคม ร่างผอมสูงสวมสูทและหมวกทรงสูงสีแดง และอีกตัวคืออสุรกายที่มีหัวเป็นฉลาม แต่ตัวเป็นคนร่างใหญ่ สวมเสื้อยืดขาดๆกางเกงยีนต์เก่าๆกำลังแยกเขี้ยวอันวาววับ ทั้งหมดมารายล้อมตัวเค้าเอาไว้ราวกับว่ากลัวเค้าหนี สำหรับเค้าที่เห็นวิญญาณมามากมายแต่มาเจอแบบทีเดียวเป็นโขยงแบบนี้มันทำให้ตกใจได้เหมือนกัน “พวกคุณพูดภาษาผมได้?” เพราะเท่าที่ดูผีพวกนี้น่าจะเป็นผีต่างชาติมากกว่าผีเอเชีย
ผีกะลาสีร่างผอมกะล่องผิวซีดในชุดเก่าขาด ยิ้มทะเล้น แล้วเอ่ยขึ้น “ที่นี่ร่ายมนต์ไว้ ทำให้เราคุยกันได้รู้เรื่อง กัปตันต้องการพบเธอ”ผีกะลาสีผายมือเชิญอย่างน้อบน้อม
ยูเปิดประตูไม้เข้าไป ภายในห้องส่องสว่างด้วยแสงเทียน และเครื่องเรือนเก่าๆแต่ดูดี และที่มาของเสียงเปียโนมาจากชายสวมวิกผมลอนสีขาวแบบ โบราณของยุโรป สวมชุดกับตันโจรสลัด เหน็บกระบี่และปืนพก เนื่องจากกำลังเล่นเปียโนออร์แกนทองคำขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าได้ ข้างๆมีหญิงสาวร่างบางระหงในชุด เดรสสีดำยาวกร่อมเท้าแขนยาวคอวีที่เห็นเนิ่นอกอิ่มร่ำไร เนื้อผ้าสีดำที่ดูเรียบๆไร้ลวดลายเข้ากับร่างระหงได้เป็นอย่างดี เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล
ยูสังเกตเห็นว่าเธอเป็นคนสวยมากคนหนึ่ง ผมยาวสีขาวราวกับหิมะเข้ารับกับดวงหน้ารูปไข่ ผิวขาวซีด ริมฝีปากแดงราวกับเลือด ในอ้อมแขนของเธอมีแมวดำตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่ เธอลืมตามองมาที่เค้าเผยให้เห็นดวงตาสีมรกตอันทรงเสน่ห์ ก่อนจะหันไปหาคนที่กำลังเล่นเปียโน
“ที่รัก มีแขกค่ะ”
ชายคนนั้นหยุดเล่นเปียโน แล้วหันหน้ามา ใบหน้าของกัปตันนั้นเป็นโครงกระดูกสีขาว ดวงตาที่กรวงโบ๋นั้นมีสีแดงราวกับแสงไฟ
“ยินดีที่ได้พบ เจ้าหนุ่ม เธอชอบเพลงที่ชั้นเล่นไหม”
“อ่ะ ครับ ชอบมากเป็นเพลงที่ไพเราะจริงๆครับ”
“ฮ่าๆ ดีแล้ว ชั้นนึกว่าเธอมัวแต่มองเมียชั้นอยู่”
“คุณนี่ขี้หึง จริงๆ”หญิงสาวเข้ากอดแขนสามีอย่างรักใคร่
ยูตะลึง ผีโครงกระดูกกับผีสาวสวย …คู่กันได้ด้วยวุ้ย…
“ว่าแต่พวกคุณเรียกผมมาทำไม”
กัปตันโจรสลัดพูดขึ้น “ไอ้หนู จะเข้าเรื่องเร็วไปหน่อยไหม แนะนำตัวกันก่อน เธอชื่อ”
“คุจิยะ ยู เรียกผมว่า ยู ก็แล้วกันครับ”
“ชั้นกัปตันแบล็กฮาร์ท ส่วนนี่ เลดี้เชลเทียร์ ภรรยาคนสวยของชั้น”
เลดี้เชลเทียยิ้มละไม“ชั้นเป็นแวมไพร์จ้ะหนุ่มน้อย แต่ไม่ต้องห่วง ชั้นดูดเลือดเธอหรอก”
“คำถามเดิมนะครับ พวกคุณเรียกผมมาทำไมเหรอครับ”
กัปตันแบล็คฮาร์ทเอ่ยขึ้น“เราแค่อยากให้เธอช่วย”
“ช่วย?”
“ใช่แล้ว เราไม่มีที่อยู่ บ้านที่เราเคยอยู่โดนรื้อถอน ชั้นเลยต้องสร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา นำทุกคนมาสิงสถิต พวกเราต้องการบ้าน เธอพอจะช่วยพวกเราได้ไหม”
“แต่ทำไม ต้องเป็นผมล่ะ”
เลดี้เชลเทียร์มองมาที่ยูด้วยความเอ็นดู “เธอไม่รู้ตัวบ้างเลยรึ? ตัวเธอน่ะมีพลังวิญญาณสูง…และชวนดึงดูดให้…หลายๆสิ่งหลงใหลนะ เราเลยเรียกเธอมา”
คำขอของผีโจรสลัดนั้น ทำเอาเด็กหนุ่มคิดหนัก “จะให้ผมไปหาที่อยู่ใหม่คงจะยากนะครับ” แต่แล้วยูก็นึกบางอย่างได้ “ผมหาที่อยู่ให้พวกคุณได้แล้ว”
สองปีศาจถามพร้อมกัน”ยังไง?”
“แค่ช่วยผมจับฆาตกรที่ผมกำลังจะจับ จากนั้น บ้านของฆาตกรพวกคุณก็เอาไปเลย หวังว่าคงไม่รังเกียจนะครับ”
กัปตันแบล็คฮาร์ท ครุ่นคิดเช่นเดียวกับแวมไพร์สาว สองอสูรคิดอยู่นาน…
กัปตันจึงพยักหน้า“ก็ได้ แต่ชั้นสงสัย”
“ครับ?”
“ทั้งๆที่เธอเก่งแบบนี้จะไปกลัวอะไร เพื่อนของเธอเองก็เก่งไม่แพ้เธอเลยนี่นา ทำไม…”
ยูถอนใจ “ผมไม่ได้กลัวเจ้าฆาตกรหรอกครับ แต่ผมกลัว…คนที่อยู่เบื้องหลังเจ้านั่นต่างหาก”
“คนที่อยู่เบื้องหลังเหรอ”
“ครับ ถ้าจะให้เดา เจ้านั่นน่าจะเป็นปีศาจ…เอ่อ กัปตัน คุณรู้จักซีบัทรึเปล่า?”
“หนุ่มน้อย ชั้นว่าเรามานั่งคุยกันดีกว่า เพราะเรื่องมันยาว ที่รักคุณช่วยชงชาให้ผมที”
“ได้คะ แล้วเธอล่ะจ๊ะหนุ่มน้อย จะเอาชาหรือกาแฟดี”
“ผมขอผ่านครับ”
แวมไพร์สาวรีบกระวีกระวาดไปชงชาให้สามี เพียงชั่วครู่ ชาร้อนๆไร้กลิ่นก็มาเสิรฟ์ เท่าที่ยูได้ดู มันไม่ต่างจากใบไม้แห้งในน้ำร้อนเท่านั้น
“เอาล่ะหนุ่มน้อย เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า พื้นที่ในอาณาเขตแห่งนี้ มีอาณาเขตเชื่อมต่อกับโลกปีศาจหรือนรกนั่นแหละ ดวงจันทร์ของที่นี่ มันไม่ใช่ดวงจันทร์ธรรมดา…”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“มันคือเจ้าซีบัทยังไงล่ะ”
ยูพูดไม่ออก ทำได้แต่ฟังอย่างเงียบๆ
“แต่ซีบัสคือปีศาจพระจันทร์เสี้ยว แต่พระจันทร์เต็มดวงคือเทพธิดา ทั้งสองมีความต่างกันมาก ซีบัทเป็นปีศาจที่โรคจิตโหดร้าย แต่ชอบไร่องุ่นเป็นที่สุด มันไม่มีวันตาย เป็นการยากที่จะต่อกรกับมัน แต่…เมื่อห้าสิบปีก่อนมีนักบุญมือปราบคนหนึ่งได้ทำการสะกดเอาไว้ แต่ก่อนหน้านั้น…พวกเราก็อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ เคยเก็บองุ่นกัน”
เลดี้เชลเทียร์ยิ้มแล้วหลับตาพลางนึกภาพ “ในตอนนั้นช่างสนุกสนาน แล้วตอนที่คุณสีไวโอลีนพลางร้องเพลงไป ชั้นล่ะชอบเหลือเกิน”
“ใช่…ใช่ที่รัก เอาล่ะ เข้าเรื่องกันต่อเถอะ มันได้จับแซก กับราเชลไป”
“แซก ราเชล?”
“อ๋อ เค้าคือลูกๆของเราเองจ้ะ เรามีลูกสองคน”
ยูเบิกตาโพลง …โครงกระดูกกับแวมไพร์มีลูกกันได้ด้วย พระเจ้า!...
เลดี้เชลเทียร์ยิ้ม”แซก ราเชล มาแนะนำตัวกับพี่เค้าสิลูก”
เด็กชายหญิงคู่หนึ่งวัยแปดขวบในชุดคลุมดำ ดวงหน้างดงามละหม้ายคล้ายกัน ผิวซีด ผมสีดำ มีเขี้ยวแบบแวมไพร์ ทั้งสองยิ้มอย่างเป็นมิตรและทักทายพร้อมกัน
“สวัสดีครับ/คะ”
“สวัสดีครับ”
กัปตันเล่าเรื่องต่อ “ใช่ เพราะ เด็กทั้งสองแอบหลับขณะที่กำลังเก็บองุ่น…กฎของการเก็บองุ่นในที่แห่งนี้คือ ห้ามแอบหลับเด็ดขาด หากหลับซีบัทจะเอาตัวไป มันชอบจู่โจมเหยื่อตอนหลับ ในตอนนั้นชั้นกับมันเข้าปะทะกันโดยการดวลดาบ มันใช้ดาบคู่ส่วนชั้นก็กระบี่เล่มนี้”ว่าแล้วกัปตันปีศาจก็ชักกระบี่อันวาววับออกมา ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่กระบี่เล่มนี้ก็ยังคงงดงามปราศจากสนิม ประกายแสงที่สะท้อนจากการต้องแสงเทียนนั้นแสดงให้เห็นถึงความคมของกระบี่ “ในตอนที่ชั้นกำลังจะเสียท่า ชั้นชักปืนออกมายิงใส่มันจังๆ จากนั้น…มันก็หายไป กลายเป็นพระจันทร์เสี้ยวตามเดิม นับแต่นั้นมันก็ไม่ปรากฏให้ใครเห็นอีกเลย แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับมันนั้นก็ยังคงอยู่…”
“นี่ก็แสดงว่า คุณเป็นคนปราบมันน่ะสิ”
“ไม่ใช่ ชั้นบอกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าซีบีท ไม่มีวันตาย หรือว่าเจ้าซีบัทคือปีศาจที่อยู่เบื้องหลังเจ้าฆาตกรที่เธอต้องการล่ะ”
“ก็อาจจะครับ งานช้างเลยแฮะ “
กัปตันจึงนึกบางอย่างได้ “เอาอย่างนี้เธอมีแผนจะลงมือเข้าจัดการมันเมื่อไหร่ล่ะ”
“คืนพระจันทร์เสี้ยวรอบหน้า ซึ่งก็คือ คืนพรุ่งนี้ครับ”
“งั้นชั้นจะไปช่วยเธอด้วย”
“จริงเหรอครับ”
“แน่นอน เพราะชั้นเคยปะทะกับมันมาแล้ว และอยากขอบใจเธอที่ช่วยหาบ้านให้เราอยู่ด้วย”
“แล้วเราจะเจอได้ยังไงครับ”
“จำหนังสือที่เธอหยิบมาได้ใช่มั้ย”
“ครับ”
“เอาหนังสือเล่มนั้นติดมือไปด้วย แล้วเมื่อถึงเวลา ชั้นจะช่วยเธอเอง”
“อย่างนี้ค่อยอุ่นใจหน่อยครับ”
“ท่านพ่อเราอยากช่วยด้วย”
“นั่นสิค่ะท่านพ่อ”
แซกกับราเชลเอ่ยขึ้น จนเลดี้แชลเทียร์ต้องห้ามปราบ “ไม่ได้หรอกลูกรัก ซีบัทเป็นปีศาจอมตะ…ฆ่าปีศาจด้วยกันยังได้ ในตอนนี้พลังของพวกเจ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะไปต่อกรกับมันได้ พวกเจ้าไปก็…รังแต่จะเป็นภาระกับท่านพ่อกับพี่ชายคนนี้เอาเปล่าๆ”
ยูคุกเขาจับไหล่ของสองแวมไพร์น้อยคนละข้าง “แค่มีใจที่จะช่วยพี่ก็ดีใจแล้วล่ะครับ”
สองแวมไพร์น้อยยิ้มออก
ในตอนนี้ยูรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก …เอาล่ะที่เหลือก็แค่เตรียมการ ก็เท่านั้น…
…
“ยูคุง ยูคุง…”
“หือ…”
“ค่อยยังชั่ว นายเป็นอะไรมากรึเปล่า”
ยูมองสภาพรอบตัวก็พบว่านอนอยู่ในห้องพักของตน ข้างๆมีโออิ เพื่อนซี้ อาจารย์คุโอมะ อองรี และ หญิงชราอายุเจ็ดสิบกว่า ผมสั้นดัดลอนในชุดกระโปรงสีเทา ใบหน้านั้นมีแต่ความกังวล
“ชั้นมาที่นี่ได้ยังไง?”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีเป็นคนเฉลย “ย่าของชั้นเจอเธอ สลบที่ห้องสมุดน่ะ”[ภาษาอังกฤษ]
หญิงชราเอ่ยถามอย่างห่วงใย”หนุ่มน้อย รู้สึกดีขึ้นรึยังจ๊ะ”[ภาษาอังกฤษ]
“ค่อยยังชั่วครับ คุณย่า”[ภาษาอังกฤษ] ยูเอามือที่อกเสื้อที่มีกระเป๋าก็พบว่ามีบางบางอยู่ที่กระเป๋าตรงอกเสื้อซ้าย...ไม่ใช่ฝันสินะ...
โออิเห็นเพื่อนเอามือกุมอกจึงเอ่ยถาม"นายโอเคมั้ย"[ ภาษาอังกฤษ ]
ยูพยุกหน้าตอบก่อนจะหันไปเอ่ยกับอองรี “คุณอองรีครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“มีอะไรรึ”[ภาษาอังกฤษ]
“คืนพรุ่งนี้ ผมจะจัดการลากตัวฆาตกรออกมาเองครับ”[ภาษาอังกฤษ]
“เธอรูแล้วเหรอ”[ภาษาอังกฤษ]
เด็กหนุ่มผมชมพูพยักหน้า
“มันไม่ใช่ซีบัทเหรอ?”[ภาษาอังกฤษ]หญิงชราเอ่ยถาม
ยูเลิกคิ้ว “ซีบัทคืออะไรเหรอครับ พอดีว่าคุณอองรีไม่ได้เล่าให้ฟังน่ะ”[ภาษาอังกฤษ]ที่จริงยูรู้เรื่องปีศาจตนนี้จากกัปตันแบล็คฮาร์ทแล้วเพียงแต่ไม่อยากให้ใครสงสัยก็เท่านั้น
หญิงชราเริ่มเล่าเป็นภาษาอังกฤษเพราะอองรีได้บอกกับเธอไว้แล้วว่า เด็กหนุ่มชาวเอเชียนี้ไม่ค่อยสันทัดภาษาฝรั่งเศสจึงขอให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางแทน “มันเป็นปีศาจที่น่ากลัว มันเป็นเจ้าของที่นี่ มันจะเกลียดและฆ่าคนที่ขี้เกียจ แอบหลับในเวลางาน อย่างโหดเหี้ยม วิธีเดียวที่จะไม่ต้องเผชิญกับเรื่องน่าสะพรึงคือต้องไม่ให้คนขี้เกียจ ทำงานเก็บองุ่นในยามค่ำ”[ภาษาอังกฤษ]
“เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”[ภาษาอังกฤษ] ยูแสร้งทำเป็นนึกบางอย่าง”อืม… คนร้ายน่าจะใช้ประโยชน์จากเรื่องเล่า ซีบัท สวมรอยเป็นซีบัทแน่เลยครับ ทุกคนคิดว่ายังไง”[ภาษาอังกฤษ]
“ก็น่าคิดนะ”[ภาษาอังกฤษ]
อาจารย์คุโอมะพยักหน้าเห็นด้วย แต่โออิกับนิ่งเฉย เค้ารู้สึกว่ายูนั้นต้องรู้เรื่องอยู่ก่อนแน่ๆและมีเรื่องบางอย่างปกปิดเอาไว้อีกแต่เงียบไว้ เค้าค่อยไปถามทีหลังจะดีกว่า เพราะถึงถามตอนนี้ไปก็ไม่ได้คำตอบแน่ และไม่แน่ว่าถ้าเค้าถามในภายหลังเพื่อนซี้คนนี้ก็จะไม่ยอมบอก ก็นะมันปากหนักจะตาย
ยูอธิบายต่อ “คืนพรุ่งนี้ มันต้องลงมืออีกแน่ และผมกับโออิก็จะจัดการมันเอง”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีแย้งทันที “ไม่ได้นะ!แบบนี้มันอันตรายเกินไป พวกเธอแค่สองคนจะทำอะไรได้”[ภาษาอังกฤษ]
อาจารย์คุโอมะยิ้ม “อองรี นายดูถูกเด็กพวกนี้เกินไปแล้วนะ ชั้นสอนมันมา ก็เห็นฝีมือพอสมควร เชื่อใจเถอะ อีกอย่างยิ่งคนรู้น้อย ฆาตกร มันจะได้ไม่ไหวตัวก่อนใช้คนน้อยเนี่ยแหละคล่องตัวดี”[ภาษาอังกฤษ]
“คุณคุโอมะ”[ภาษาอังกฤษ]
โออิจึงเอ่ยขึ้น”คุณอองรีครับ เชื่อใจพวกผมเถอะ ผมกับยูคุงจะจัดการกับเจ้าฆาตกรเองครับ”[ภาษาอังกฤษ]
อองรีทำให้ได้แต่พยักหน้ารับ
หญิงชราเฮเลน ผู้เป็นย่าของอองรี ยิ้ม “ขอให้พระเจ้าคุ้มครองนะ ย่าขอตัวไปพักก่อน”[ภาษาอังกฤษ]
พอลับร่างของหญิงชราเฮเลนแล้ว ยูจึงเอ่ยเสียงแผ่วให้ได้ยินกันแค่สามคน “ผมขออธิบายแผนเลยก็แล้วกันครับ…” [ภาษาอังกฤษ]งานนี้สำหรับยูถือว่าอันตรายกว่าทุกครั้ง แต่งานนี้ เค้าขอทุ่มสุดตัว
โปรดติดตามในตอนหน้า อาถรรพ์คืนพระจันทร์เสี้ยวตอนจบ นะค่ะ
ขอขอบคุณทุกเม้นที่เม้นมา ช่วยให้นิกซ์มีกำลังใจขึ้นมากคะ จะพยายามอัพต่อนะค่ะ ขอบคุณคนอ่านทุกคนอีกทีนะ ขอฝากผลงานทั้งนิยาย เรื่องสั้น ฟิคชั่นของนิกซ์ด้วยนะค่ะ จะอัพแน่ค่า นิกซ์สัญญา ถ้าชอบก็ไลท์ ให้คะแนน คอมเม้นได้ตามชอบเลยค่า
คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.1 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
8.4 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.3 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ